ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 9 : ฟ้าอยู่ค้ำคน คนไม่อยู่ค้ำฟ้า

ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 9 : ฟ้าอยู่ค้ำคน คนไม่อยู่ค้ำฟ้า

โดย : วิตต ตุลยธัญ

Loading

เมื่อความตายไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการแชร์ร่าง! ‘ณดา’ ต้องรับภารกิจเป็นร่างทรงไทม์แชร์ให้สองวิญญาณข้ามฤดูหนาวและฤดูร้อน ในนวนิยายแฟนตาซี-ฟีลกู๊ด ‘ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ’ โดย วิตต ตุลยธัญ อ่านเลย

เมื่อสายตาปรับเข้ากับความมืดได้ ณดาก็เริ่มมองเห็นเงาทะมึนของภูเขาใหญ่ที่อยู่เบื้องล่าง

เวลาผ่านไปสักพัก แสงมลังเมลืองก็เริ่มผุดขึ้นมาจากเบื้องหลังเขาทะมึน ความมืดค่อยๆ ถูกกลืนหายไปในแสงสีทองอร่ามที่โผล่พ้นขึ้นมาเหนือขอบภูเขาและภาพเบื้องหน้าณดาก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทีละน้อย สิ่งที่ณดาเข้าใจว่าเป็นภูเขาลูกเดียวแท้จริงแล้วเป็นภูเขาหลายลูกที่ซ้อนทับกันอยู่ ลูกหน้าเป็นสีเข้มสนิท ลูกหลังเป็นสีอ่อน ทะเลหมอกสะอาดตาคลอเคลียอยู่บนไหล่เขา

ณดารู้สึกคุ้นเคยกับภาพตรงหน้าอย่างแปลกประหลาด

ภูเขาและสายหมอก ณดาพึมพำกับตัวเอง ทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้าเธอในตอนนี้คือสิ่งที่อยู่ในภาพวาด ‘ภูเขาและสายหมอก’ ที่ฝาผนังห้องสวีตนั่นเอง!

ณดาหันไปมองคิรินและอวัศยาที่ยืนอยู่เคียงข้างกันอยู่พอดี สองพี่น้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย ดวงหน้าและรอยยิ้มของทั้งคู่ดูเหมือนกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

“ที่นี่คือดอยค้ำฟ้าครับ พ่อผมเล่าให้ฟังว่า ครั้งแรกที่พ่อกับแม่มาที่นี่ด้วยกัน พวกเขาก็ตัดสินใจว่าอยากจะมาตั้งรกรากกันที่เชียงดาว ก็เลยซื้อที่ดินเอาไว้”

“ชื่อของคุณกับพี่สาว?”

“ใช่ครับ คิรินคือภูเขา อวัศยาก็คือสายหมอก แล้วภาพในห้องสวีตก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพที่คุณเห็นตรงหน้านี่แหละครับ” คิรินอธิบายก่อนจะผายมือไปรอบตัว “คราวนี้ลองมองดูไปรอบๆ สิครับ”

ณดาถอนสายตาจากภาพเบื้องหน้าแล้วหันไปมองรอบกาย สิ่งที่อยู่ล้อมรอบตัวเธอในเวลานี้คือมวลดอกไม้สีชมพูบานสะพรั่ง กลีบบอบบางพลิ้วไหวไปตามสายลม

“นี่คือดอกพญาเสือโคร่งครับ ปกติจะบานช่วงเดือนธันวาคมแบบนี้พอดี”

“สวยจังเลยค่ะ” ดวงตาของณดาเบิกกว้าง ภาพที่อยู่ตรงหน้าเธอในเวลานี้สวยงามราวกับถูกเสกขึ้นมาด้วยเวทมนตร์

“ผมเชื่อว่าธรรมชาติช่วยเยียวยาใจเราได้นะครับ เวลาที่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ปัญหาทุกอย่างมันจะดูไกลตัวแล้วก็เล็กลงเหมือนเป็นแค่เรื่องสมมติเท่านั้น เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแล้ว พวกเราก็เป็นแค่มนุษย์ตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยครับ”

“เคยมีใครบางคนบอกฉันอย่างนี้เหมือนกันค่ะ” ณดาพูดก่อนจะหันไปยิ้มให้อวัศยาก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป แต่คิรินกลับยกมือขึ้นห้ามเอาไว้ก่อน

“กล้องถ่ายรูปเก็บความรู้สึกตอนนี้เอาไว้ไม่ได้หรอกครับ”

ณดาหันไปมองภาพเบื้องหน้าอีกครั้งแล้วเธอก็เข้าใจสิ่งที่คิรินบอก มันไม่มีทางเลยที่ภาพเล็กๆ ในกรอบสี่เหลี่ยมจะเก็บความงดงามของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่อยู่รายรอบตัวเธอในเวลานี้ได้ ณดาจึงสูดหายใจลึกแล้วมองภาพตรงหน้าอีกครั้งอย่างเต็มตา พยายามซึมซับความงามตรงหน้าเอาไว้ให้มากที่สุด

“ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มาที่นี่อีกครั้ง” อวัศยายิ้มเศร้าๆ “พอได้มาเห็นที่สวยๆ แบบนี้ก็แอบรู้สึกเสียดายเหมือนกันนะที่เวลาของฉันบนโลกนี้ใกล้จะหมดแล้ว”

ณดานึกอยากเดินเข้าไปกอดดวงวิญญาณสาว แต่ก็ทำได้เพียงส่งสายตาเข้าอกเข้าใจไปให้เท่านั้น

“แต่ก็อย่างที่เพลงเขาว่านั่นแหละ ‘ฟ้าอยู่ค้ำคน คนไม่อยู่ค้ำฟ้า’ ไม่มีใครมีชีวิตยืนยาวไปได้ตลอดกาลหรอก ชีวิตคนเรามันก็เป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เราไม่มีทางรู้หรอกว่าจะตายเมื่อไหร่ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือใช้เวลาที่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ให้ดีที่สุด”

บางทีชื่อ ‘ดอยค้ำฟ้า’ อาจจะมีที่มาอย่างนี้นี่เอง ณดาคิด โลกและธรรมชาติอันยิ่งใหญ่จะอยู่ต่อไปอีกนานแสนนาน แต่มนุษย์เราทุกคนก็เป็นแค่ ‘นักเดินทาง’ ในวัฏสงสารที่ผ่านมาในโลกแห่งนี้แค่ชั่วคราวเท่านั้น

“แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกนะ” อวัศยาพูดต่อ “ถึงชีวิตฉันจะสั้นไปหน่อย แต่ฉันก็ใช้ชีวิตคุ้มแล้วละ อย่างน้อยฉันก็ได้ทำความฝันของพ่อแม่ให้เป็นจริง อย่างน้อยฉันก็สร้าง บ้านชมดาว ได้สำเร็จ”

จริงสินะ อย่างน้อยอวัศยาก็ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากใช้ ณดาคิด เธอเองต่างหากที่ยังไม่เคยได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการจริงๆ เลยสักครั้ง

“ถ้าคุณพร้อมแล้ว เรากลับไปเริ่มงานกันเลยดีมั้ยครับ” เสียงของคิรินดึงณดากลับมาจากห้วงความคิด

“ค่ะ ฉันพร้อมแล้วค่ะ” ณดาหันไปตอบคิรินด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

ไม่ว่าจะเป็นยังไง ขอแค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ ณดาให้กำลังใจตัวเองอีกครั้ง

 

รถโฟร์วีลไดรฟ์พาคิรินและณดากลับมาที่บ้านชมดาวในเวลาเจ็ดโมงเศษๆ หลังจากทานอาหารเช้าง่ายๆ ณดาก็กลับมาที่ห้องสวีตและพบว่าตอนนี้สีสเปรย์ที่เคยเปรอะเปื้อนไปทั่วภาพวาดฝาผนังได้ถูกลบออกไปหมดแล้ว เหลือเพียงรอยเว้าแหว่งเป็นจุดๆ ตามรอยที่ถูกลบไปเท่านั้น คิรินที่กำลังเตรียมสีอยู่ที่มุมห้องหันมายิ้มกว้างให้ณดา รอยยิ้มของเขาทำให้ห้องทั้งห้องดูสว่างขึ้นในทันที

“เมื่อเช้าตอนที่พวกเราไปดอยค้ำฟ้ากัน ผมสั่งให้ทีมช่างช่วยลบสีสเปรย์ออกให้ก่อนจะได้เริ่มงานเร็วขึ้น สีที่สั่งมาแล้วนะครับ” คิรินอธิบายระหว่างที่ใช้มือผสมสีไปด้วย

ณดามองภาพภูเขาและสายหมอกตรงหน้าอีกครั้ง ภาพดอยค้ำฟ้าที่เห็นเมื่อเช้ายังแจ่มชัดในความทรงจำของหญิงสาว แต่เธอยังไม่มั่นใจว่าจะถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาอย่างไร

“ผมก็ไม่เคยซ่อมภาพวาดมาก่อนเหมือนกันครับ” คิรินพูดขึ้นเมื่อเห็นท่าทีลังเลของณดา “พวกเราเป็นมือใหม่ด้วยกันทั้งคู่ เรามาเริ่มต้นไปด้วยกันนะครับ”

คิรินมักจะมีวิธีพูดปลอบใจที่ทำให้ณดารู้สึกดีขึ้นได้อยู่เสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ณดาหันไปยิ้มให้ชายหนุ่มก่อนจะหยิบแปรงขึ้นมาจุ่มสีแล้วค่อยๆ ระบายลงไปบนผนังอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“เวลาวาดรูป เราใช้แค่ความรู้สึกก็พอครับ อย่าใช้ความคิดมากเกินไป” คิรินแนะนำ

เมื่อได้ยินคำแนะนำของคิริน ณดาก็ลองปล่อยให้มือไหลไปเองตามความรู้สึกข้างใน แล้วฝีแปรงของเธอก็ค่อยๆ ลื่นไหลไปเรื่อยๆ อย่างเป็นธรรมชาติ

“แบบนั้นแหละครับ” คิรินเอ่ยชม

ณดาจ้องมองไปที่กำแพงอีกครั้ง ภาพจากดอยค้ำฟ้าที่เห็นเมื่อเช้าซ้อนทับกับภาพวาดบนกำแพงจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน มือของณดาเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ แล้วจิตใจของณดาก็ค่อยๆ ถลำลึกลงไปในภาพวาดจนคล้ายกับว่ากาลเวลาได้เลือนหายไป

“ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคุณมีฝีมือขนาดนี้”

ณดาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงทักของคิริน หญิงสาวมัวแต่เพลินกับการวาดภาพจนไม่รู้ตัวว่าคิรินมายืนอยู่ด้านหลังเธอตั้งแต่เมื่อไหร่

“ฉันก็แค่พยายามวาดให้ใกล้เคียงภาพที่เห็นเมื่อเช้าที่สุดน่ะค่ะ” ณดายิ้มเขินๆ ให้กับคำชม

“คุณบอกว่าคุณเคยวาดรูปมาก่อนเหรอครับ แล้วทำไมถึงเลิกวาดไปล่ะครับ”

“ตอนเด็กๆ ฉันชอบวาดรูปกับพ่อค่ะ พ่อฉันเขาวาดรูปเก่งมาก ฉันยังเคยคิดเลยนะคะว่าอยากเป็นศิลปินเหมือนพ่อ แต่พอพ่อมาเสียไป การเงินบ้านเราก็ค่อนข้างลำบาก ฉันก็เลยพยายามมองหาอาชีพที่มั่นคงมากกว่า”

“คุณก็เลยเลือกที่จะเป็นนักคณิตศาสตร์ประกันภัยอย่างนั้นเหรอครับ”

“ที่จริงฉันก็ไม่ได้เลือกอาชีพนี้หรอกค่ะ แต่เป็นอาชีพนี้ที่เลือกฉันมากกว่า ฉันเป็นคนมีหัวด้านคำนวณพอสมควร ตอนนั้นก็ดูเอาไว้หลายอาชีพเหมือนกัน แล้วก็มาเจอกับอาชีพนักคณิตศาสตร์ประกันภัยที่ดูน่าจะเหมาะกับฉันที่สุด”

“ทำไมคุณถึงคิดว่าอาชีพนี้เหมาะกับคุณล่ะครับ”

“คงเพราะฉันเป็นคนขี้กังวลมั้งคะ” ณดายอมรับตรงๆ “เวลาจะทำอะไร ฉันมักจะคาดการณ์ถึงสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้ก่อนจนกลายเป็นนิสัยไปแล้ว เวลาที่ฉันออกแบบกรมธรรม์ก็เอานิสัยตรงนี้มาใช้ประโยชน์ได้ การมองโลกในแง่ร้ายเป็นส่วนหนึ่งของงานฉันค่ะ”

คิรินยิ้มแต่ไม่พูดอะไร ชายหนุ่มเดินมาดูฝีแปรงของณดาใกล้ๆ อีกครั้ง หญิงสาวรู้สึกถึงลมหายใจแผ่วเบาของชายหนุ่มที่ดังอยู่ข้างๆ หูของเธอ

“คุณรู้มั้ยว่าที่จริงแล้วความงามกับคณิตศาสตร์มันเป็นเรื่องเดียวกันนะครับ”

“หมายความว่ายังไงคะ” ณดาเงยหน้าขึ้นมามองคิริน

“คุณเคยได้ยินคำว่า Golden Ratio มั้ยครับ ที่เขาเรียกกันว่าสัดส่วนทองคำน่ะครับ”

ณดาเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้างแต่ไม่ได้ใส่ใจนัก “มันคืออะไรนะคะ”

คิรินไม่ตอบอะไรแต่หยิบสมุดสเกตช์ข้างๆ ตัวขึ้นมาแล้ววาดอะไรบางอย่างลงไปในนั้น จากนั้นก็ยื่นสมุดมาให้ณดา หญิงสาวมองไปที่สมุดและพบภาพสเกตช์ของเปลือกหอยและดอกทานตะวันบนหน้ากระดาษ หญิงสาวเงยหน้ามองคิรินอีกครั้งด้วยสายตาตั้งคำถาม

“Golden Ratio คือสัดส่วนความงามที่เราพบได้ในสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติครับ อย่างเช่นการขดตัวของเปลือกหอยนอติลุสหรือการเรียงตัวของกลีบดอกทานตะวัน ว่ากันว่างานจิตรกรรมและสถาปัตยกรรมคลาสสิกหลายชิ้นก็มีที่มาจากสัดส่วนทองคำนี้นะครับ ที่ดังๆ ก็อย่างเช่น วิหารพาร์เธนอนที่กรีก แล้วก็รูปโมนาลิซาของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ถ้าผมจำไม่ผิดสัดส่วนที่ว่าก็คือ 1 : 1.618”

“ลำดับฟีโบนัชชีน่ะเหรอคะ” ณดาเบิกตากว้าง

“ใช่ครับ” คิรินยิ้มให้ณดาอีกครั้ง “เห็นมั้ยครับว่า คณิตศาสตร์กับความงามมันเป็นเรื่องเดียวกัน บางทีมันอาจจะเป็นสูตรคณิตศาสตร์ที่พระเจ้าใช้ในการออกแบบสิ่งต่างๆ ในโลกก็ได้ คุณว่ามั้ยครับ” คิรินเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ที่จริงคุณเหมาะกับการเป็นสถาปนิกมากเลยรู้มั้ยครับ”

“ฉันเนี่ยนะ ทำไมคุณคิดอย่างนั้นล่ะคะ” ณดาพูดไปหัวเราะไปเหมือนคิดว่าคิรินพูดเล่น

“ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ สถาปนิกเป็นอาชีพที่ต้องใช้ทั้งความสามารถทางศิลปะแล้วก็การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลด้วย เป็นอาชีพที่ต้องใช้สมองทั้งสองด้านอย่างสมดุลกัน ซึ่งคุณณดาก็มีครบทั้งสองอย่าง ผมเลยคิดว่าคุณเหมาะกับอาชีพสถาปนิกยังไงล่ะครับ”

“ตอนนี้มันคงสายเกินไปแล้วมั้งคะ”

“มันไม่มีคำว่าสายหรอกครับ” คิรินส่ายหน้าแล้วยิ้ม “คุณเคยได้ยินสถาปนิกที่ชื่อ ซาฮา ฮาดิด มั้ยครับ เธอเป็นสถาปนิกหญิงชาวอิสราเอลครับ ซาฮา ฮาดิด เธอจบคณิตศาสตร์มาก่อนที่จะเปลี่ยนไปเรียนต่อด้านสถาปัตยกรรมจนกลายเป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียง” พูดจบ คิรินก็หยิบมือถือขึ้นมากดเสิร์ชหาอะไรบางอย่างแล้วส่งให้ณดา หญิงสาวหยิบมือถือขึ้นมาดูและเห็นสถาปัตยกรรมหน้าตาแปลกประหลาดอยู่เต็มหน้าจอ หลายหลังดูเหมือนอาคารจากในหนังไซไฟแต่ทุกหลังล้วนดูสวยแปลกตา

“ตึกแปลกๆ พวกนี้เขาเรียกว่าอะไรเหรอคะ”

“เขาเรียกว่าสถาปัตยกรรมแบบดีคอนสตรัคชันครับ ผมคิดว่าการที่ ซาฮา ฮาดิด เคยเรียนคณิตศาตร์มาก่อนอาจจะมีส่วนที่ทำให้เธอคิดฟอร์มแปลกๆ พวกนี้ขึ้นมาก็ได้นะครับ คุณเห็นมั้ยครับว่าศาสตร์ทุกศาสตร์มันมีจุดที่เชื่อมโยงกันอยู่ทั้งนั้น”

คำพูดของคิรินทำให้จินตนาการของณดาฟุ้งไปไกล ถ้าผู้หญิงที่ชื่อ ซาฮา ฮาดิด ที่คิรินเล่าให้ฟังเปลี่ยนอาชีพจากนักคณิตศาสตร์มาเป็นสถาปนิกได้ บางทีเธอเองก็อาจจะทำได้เหมือนกัน

“ฉันว่าเราอย่าเพิ่งคุุยเรื่องนี้เลยดีกว่าค่ะ เรามารีบซ่อมภาพวาดนี้ให้เสร็จกันดีกว่า”

“ได้ครับ คุณลองเก็บไปคิดดูเล่นๆ ก็ได้ครับ ถ้าคุณสนใจ ผมคิดว่าผมช่วยคุณได้นะครับ”

ณดาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดประโยคสุดท้ายของชายหนุ่มแล้วตั้งหน้าตั้งตาวาดรูปต่อไป

 

“ตื่นได้แล้วค่า คุณณดา เดี๋ยวแม่บ้านต้องทำความสะอาดห้องแล้ว”

เสียงของฝ้ายปลุกณดาให้ตื่นขึ้น หญิงสาวพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนโซฟาโดยมีผ้าห่มผืนหนาคลุมร่างอยู่ ทันทีที่ได้สติกลับคืนมา ณดาก็ลุกขึ้นพรวดด้วยความตกใจ

“รูปล่ะฝ้าย รูปเสร็จหรือยัง” ณดาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเธอง่วงมาก หญิงสาวพยายามฝืนร่างกายเพื่อวาดรูปต่อให้เสร็จ แต่เห็นได้ชัดว่าเธอทำไม่สำเร็จ

ฝ้ายหันมายิ้มให้ณดาพลางใช้มือผายไปที่ผนังห้อง ตอนนี้ภาพ ‘ภูเขาและสายหมอก’ กลับมาสวยงามเหมือนเดิมแล้ว เมื่อคืนคิรินคงจะวาดต่อคนเดียวจนเสร็จ แสงธรรมชาติในยามเช้าทำให้ภาพในตอนนี้สวยกว่าตอนที่เธอทำงานตอนกลางคืนหลายเท่า

“แล้วคุณคิรินล่ะ”

“ผมอยู่นี่ครับ” เสียงชายหนุ่มลอยมาก่อนตัว คิรินในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงขาสั้นเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับถาดเล็กๆ ในมือ บนถาดใบนั้นมีถ้วยกาแฟอยู่สองใบ กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟทำให้ณดารู้สึกสดชื่นขึ้นในทันที

“เห็นคุณหลับสบายเลยไม่ได้ปลุกน่ะครับ” คิรินถือถาดกาแฟมาวางไว้บนโต๊ะก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งที่โซฟาข้างๆ ณดา

ณดากำลังเอื้อมตัวไปหยิบแก้วกาแฟแต่จู่ๆ คิรินก็เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เธอ ณดารู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งร่าง เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบาของชายหนุ่ม คิรินยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของเธอเบาๆ ก่อนจะยิ้มให้อย่างเอ็นดู “ขอโทษนะครับ พอดีว่ามีสีติดอยู่ที่หน้าคุณน่ะครับ”

“อ้อ ค่ะ” ณดาตอบกลับไปสั้น พยายามควบคุมลมหายใจตัวเองให้ปกติให้มากที่สุด

“คุณชอบผลงานของเรามั้ยครับ” คิรินหันไปมองภาพตรงหน้าอีกครั้ง

“ชอบสิคะ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะทำอะไรแบบนี้ได้” ณดามองภาพตรงหน้าด้วยความภาคภูมิใจ

“ที่จริงผมมีเรื่องที่อยากให้คุณช่วยหน่อยน่ะครับ เป็นงานอีกงานหนึ่ง ถ้าคุณสนใจนะครับ”

“งานอะไรเหรอคะ”

คิรินยกแก้วกาแฟขึ้นจิบก่อนจะพูดต่อ “ตอนนี้ผมกำลังรีโนเวตห้องบอลรูมอยู่ครับ ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้คุณณดามาช่วยผมออกแบบหน่อยนะครับ ก็คล้ายๆ ที่เราทำงานนี้ด้วยกัน แต่ใหญ่กว่า”

“ฉันเนี่ยนะ จะดีเหรอคะ” ณดาถามอย่างไม่แน่ใจ

“คุณทำได้แน่นอนครับ ลองดูผลงานคุณอีกครั้งสิครับ” คิรินพูดพลางผายมือไปที่ภาพวาดตรงหน้า

ในตอนนั้นเองที่ณดานึกไปถึงคำพูดของอวัศยาที่ดอยค้ำฟ้าอีกครั้ง ฟ้าอยู่ค้ำคน คนไม่อยู่ค้ำฟ้า ชีวิตคนเรามันก็แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ถ้าเราไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เราอยากใช้วันนี้ ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าพรุ่งนี้เราจะยังมีโอกาสอีกหรือเปล่า

“โอเคค่ะ ฉันจะลองดูนะคะ” ณดาหันไปตอบคิรินอย่างไม่มั่นใจนัก

“ขอบคุณนะครับ ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะครับ” คิรินยกแก้วกาแฟขึ้นแล้วยื่นมาข้างหน้า ณดายื่นแก้วกาแฟของตัวเองออกไปชนแก้วของชายหนุ่ม

ณดามองหน้าคิริน แล้วความรู้สึกหวั่นไหวที่เธออธิบายไม่ถูกก็ผุดขึ้นในใจอีกครั้ง

หญิงสาวเคยพับเก็บความฝันของตัวเองไปนานเหลือเกิน แต่แล้วผู้ชายตรงหน้าก็กลับทำให้เธอเชื่อว่าความฝันของเธอยังมีความเป็นไปได้อยู่ แถมเขายังมาทำให้หัวใจของเธอสับสนไปพร้อมๆ กัน

ณดาเป็นคนไม่ชอบความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น ตลอดเวลาที่ผ่านมา ณดาพยายามจะใช้ชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงทั้ง ‘ความรัก’ และ ‘ความฝัน’ เพราะทั้งสองอย่างเป็นเรื่องที่ ‘เสี่ยงเกินไป’ แต่ตอนนี้ชายหนุ่มตรงหน้ากลับหยิบยื่นทั้งความรักและความฝันมาให้เธอพร้อมๆ กัน และดูเหมือนว่าเธอเองก็พร้อมที่จะรับมันมาอย่างเต็มใจ

คิรินได้เข้ามา ‘เพิ่มความเสี่ยง’ ในชีวิตของณดาอีกครั้ง หญิงสาวจ้องลึกลงไปในแววตาของชายหนุ่มตรงหน้าพลางคิดไปว่าผู้ชายคนนี้ช่างเป็นอันตรายต่อหัวใจของเธอเหลือเกิน

 



Don`t copy text!