ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 8 : ภูเขาในหมอกพิษ

ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 8 : ภูเขาในหมอกพิษ

โดย : วิตต ตุลยธัญ

Loading

เมื่อความตายไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการแชร์ร่าง! ‘ณดา’ ต้องรับภารกิจเป็นร่างทรงไทม์แชร์ให้สองวิญญาณข้ามฤดูหนาวและฤดูร้อน ในนวนิยายแฟนตาซี-ฟีลกู๊ด ‘ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ’ โดย วิตต ตุลยธัญ อ่านเลย

ยิ่งนับวัน ‘บ้านชมดาว’ ก็เป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของณดามากขึ้นเรื่อยๆ

ณดาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะสนุกกับงานโรงแรมได้มากขนาดนี้ งานของณดาในตอนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่หน้าฟรอนต์เท่านั้น คิรินยังให้ณดาเข้าร่วมประชุมกับทีมต่างๆ ในโรงแรมตั้งแต่ฝ่ายขายไปจนถึงแผนกวิศวกรรมและถามความเห็นของณดาอยู่เสมอ ที่สำคัญคือไม่ว่าณดาจะพูดอะไร คิรินก็มักจะตั้งใจรับฟังในสิ่งที่เธอพูดอยู่เสมอ มันทำให้ณดาอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับเจ้านายเก่าของเธออย่างเปรมชัย ที่นอกจากจะไม่เคยฟังลูกน้องแล้ว ยังคอยแต่เทกเครดิตและโยนความผิดมาให้อยู่ตลอดเวลา

บางครั้งคิรินก็ให้ณดาลองเข้าพักในห้องพักต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจมุมมองของลูกค้าและดูว่ามีจุดไหนที่ควรต้องปรับปรุงบ้าง ห้องพักแต่ละประเภทที่คิรินออกแบบต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำกัน แต่ห้องที่ณดาประทับใจเป็นพิเศษก็คือห้องสวีตที่มีชื่อว่า ‘ภูเขาและสายหมอก’

สิ่งที่ทำให้ณดาหลงรักห้องนี้ไม่ใช่ความกว้างขวางของมัน แต่กลับเป็นภาพวาด ‘ภูเขาและสายหมอก’ บนกำแพงด้านหนึ่งของห้องนั่งเล่น คิรินเล่าให้ฟังว่าศิลปินที่วาดภาพนี้เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นชื่อ ยูกิ ที่อาศัยอยู่ในเชียงดาวและยังเป็นอาจารย์ด้านศิลปะบำบัดด้วย อาจารย์ยูกิวาดภาพนี้ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า นิฮงโงะ โดยใช้เม็ดสีอินทรีย์ที่ได้จากแร่ธรรมชาติบดละเอียดโดยไม่มีส่วนผสมของสารเคมี วัสดุหลักคือหินและแร่ที่มีเฉดสีตามธรรมชาติเช่น สีฟ้าที่ได้จากหินคราม สีเขียวที่ได้จากหินมาลาไคต์ สีแดงอมส้มที่ได้จากหินซินนาบาร์ และสีขาวที่ได้จากเปลือกหอยบด

ทุกครั้งที่เห็นภาพนี้ ณดาจะนึกไปถึงสมัยเด็กที่เธอเคยวาดรูปกับพ่อ ครั้งหนึ่งเด็กหญิงเคยฝันอยากทำงานเป็นศิลปินเหมือนอย่างพ่อ แต่เมื่อเติบโตขึ้นมา โลกแห่งความเป็นจริงก็ดับฝันของเด็กหญิงจนไม่เหลือชิ้นดี แต่ถึงอย่างนั้นเวลาที่ได้ย้อนกลับไปคิดถึงความทรงจำในวัยเด็กมันก็ทำให้ณดามีความสุขทุกครั้ง

ยิ่งเข้าใกล้ปีใหม่ บ้านชมดาวก็ยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ มีลูกค้าจองโรงแรมเข้ามาเต็มทุกวัน แต่สิ่งที่ตามมาพร้อมกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นก็คือปัญหาจุกจิกต่างๆ และตอนนี้สิ่งที่ทำให้ณดาปวดหัวที่สุดก็คือครอบครัวที่พักอยู่ในห้องภูเขาและสายหมอกนั่นเอง

ลูกๆ ทั้งสามคนของบ้านนี้คือเด็กสปอยล์อย่างแท้จริง ตลอดช่วงเวลาสามวันที่พวกเขาพักอยู่ที่บ้านชมดาว ณดาต้องเจอเรื่องปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งทำข้าวของเสียหาย ทั้งแกล้งพนักงานในโรงแรม ทั้งส่งเสียงดังรบกวนแขกคนอื่น เมื่อไหร่ที่ณดารับมือไม่ไหว อวัศยาจะสลับร่างเข้ามากู้สถานการณ์เอาไว้ทุกครั้ง

ณดาภาวนาให้ครอบครัวนี้ออกจากโรงแรมให้เร็วที่สุด แต่ในวันสุดท้ายครอบครัวตัวป่วนกลับเงียบเชียบอย่างผิดปกติ ช่วงบ่ายแก่ๆ ณดารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีจึงเดินไปดูที่ห้องด้วยตัวเอง เมื่อเปิดประตูเข้าไป ณดาก็พบกับเฟอร์นิเจอร์ล้มระเนระนาดอยู่ทั่วห้องพร้อมกับ จาน ชาม และแก้วน้ำที่แตกกระจายอยู่บนพื้น ณดารีบวิ่งเข้าไปดูภาพวาดภูเขาและสายหมอกในห้องนั่งเล่นด้วยความเป็นห่วงและสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้ณดาแทบจะล้มทั้งยืน

ภาพวาดภูเขาในสายหมอกในตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยสีสเปรย์จนทั่ว ณดารู้สึกถึงความโกรธที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก หญิงสาวยืนชะงักอยู่ตรงนั้นหลายนาทีจนกระทั่งคิรินเดินเข้ามา

“ฉันขอโทษนะคะ พอดีฉันเห็นว่าพรุ่งนี้ยังไม่มีแขกเข้าพัก เลยยอมให้แขกเช็กเอาท์เลต ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะทำแบบนี้” ณดาหันไปขอโทษคิรินด้วยสีหน้าเหมือนคนที่กำลังจะร้องไห้

“มันไม่ใช่ความผิดของคุณเลยครับ” คิรินปลอบใจ “เรื่องค่าเสียหายเราน่าจะเรียกร้องจากเอเยนต์ของลูกค้าได้ แต่ตอนนี้เราต้องรีบซ่อมห้องให้เร็วที่สุด จะมีลูกค้าเข้าพักห้องนี้อีกทีวันไหนครับ”

“มีคุณณภัทรจองเข้ามาวันมะรืนนี้ค่ะ จองมาหนึ่งอาทิตย์เต็มเลยค่ะ”

อวัศยาเคยเล่าให้ณดาฟังว่าคุณณภัทรที่ว่าคือลูกค้าประจำของบ้านชมดาวที่จ่ายหนักแต่ขึ้นชื่อเรื่องความเอาแต่ใจ ถ้าห้องเข้าพักไม่ได้ ทางโรงแรมจะสูญเสียรายได้จากห้องสวีตไปถึงหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ แล้วถ้าคุณณภัทรเกิดไม่พอใจขึ้นมา พวกเขาก็อาจจะเสียลูกค้าดีๆ ไปอีกคน

หลังจากยกกองทัพแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดห้องกว่าสามชั่วโมง ห้องที่เคยอยู่ในอาการโคม่าก็กลับมาอยู่ในสภาพสะบักสะบอม เฟอร์นิเจอร์กับของใช้ไม่มีอะไรน่าห่วงเพราะทางโรงแรมมีชุดสำรองอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่น่ากังวลจริงๆ คือภาพภูเขาและสายหมอกที่ตอนนี้กลายเป็น ‘ภูเขาในหมอกพิษ’ ไปเสียแล้ว

“ผมลองติดต่ออาจารย์ยูกิแล้ว แต่เขาไปกลับไปญี่ปุ่นพอดี กว่าจะกลับมาก็อาทิตย์หน้า” คิรินอธิบาย “แต่อาจารย์เขาแนะนำวิธีซ่อมคร่าวๆ ให้ผมแล้ว ผมคิดว่าบางทีผมอาจจะพอซ่อมผนังนี้ด้วยตัวเองได้นะครับ”

“จริงเหรอคะ ให้ฉันช่วยคุณด้วยได้ไหมคะ” ณดายังรู้สึกผิดไม่หาย

“คุณณดาวาดรูปได้ด้วยเหรอครับ” คิรินถามยิ้มๆ ด้วยสีหน้าแปลกใจ

ณดาไม่เคยคิดจะเล่าเรื่องวาดรูปให้คิรินฟังมาก่อน แต่สถานการณ์ในตอนนี้ทำให้หญิงสาวหลีกเลี่ยงไม่ได้ “ฉันก็พอวาดได้นิดหน่อยค่ะ ฉันอยากช่วยจริงๆ นะคะ…ถ้าคุณไม่ว่าอะไร”

“ได้สิครับ” คิรินยิ้มให้ณดา

“งั้นเรามาเริ่มกันเลยมั้ยคะ ไม่มีเวลาแล้ว” ณดายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูด้วยท่าทีร้อนรน

“ใจเย็นก่อนครับ” คิรินหัวเราะ “ผนังนี้ต้องใช้สีชนิดพิเศษที่ไม่มีขายทั่วไป อาจารย์ยูกิสั่งให้ผู้ช่วยเตรียมสีให้แล้วแต่น่าจะได้พรุ่งนี้ ว่าแต่ว่า…พรุ่งนี้คุณตื่นเช้าหน่อยได้ไหมครับ มีที่หนึ่งที่ผมอยากพาคุณไป”

“ที่ไหนคะ” ณดาเลิกคิ้ว

“เดี๋ยวพรุ่งนี้คุณก็รู้เองครับ” คิรินยิ้มให้ณดาอีกครั้งอย่างมีเลศนัย

 

เสียงนาฬิกาปลุกในมือถือของณดาดังขึ้นในเวลา 4.00 น.

ณดาลืมตาตื่นขึ้นด้วยความงัวเงีย หญิงสาวใช้เวลาหลายวินาทีกว่าจะนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เธอต้องออกไปข้างนอกกับคิรินแต่เช้า ณดาเป็นคนไม่ชอบเรื่องเซอร์ไพรส์ เธอชอบการวางแผนและสิ่งที่ควบคุมได้มากกว่า เมื่อคืนเธอพยายามถามคิรินหลายรอบแต่เขาก็ยังไม่ยอมบอกว่าจะพาเธอไปที่ไหน

เมื่อเดินลงมาที่ล็อบบี คิรินก็รอณดาอยู่แล้ว ชายหนุ่มดูดีเช่นเคยในเสื้อสเวตเตอร์สีน้ำเงินเข้มและกางเกงสีเบจ ณดารู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นว่าที่หน้าโรงแรมมีรถโฟร์วีลไดรฟ์จอดอยู่หนึ่งคัน

“วันนี้เราต้องใช้เจ้านี่นะครับ ทางที่จะไปมันลำบากนิดหน่อยครับ”

“ดะ…ได้ค่ะ” ณดามองไปที่รถด้วยสายตากังวล

ใจณดานึกอยากจะเดินไปสำรวจรถโฟร์วีลไดรฟ์ให้รอบคันแล้วหาข้อมูลเพิ่มเติมในอินเทอร์เน็ตเหมือนทุกครั้ง แต่พอคิดว่าคิรินเป็นคนขับรถเธอก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทันทีที่เปิดประตูรถ ณดาก็ต้องยกมือขึ้นกุมหน้าผากเมื่อเห็นว่าดวงวิญญาณทั้งสองนั่งรอเธอที่เบาะหลังอยู่แล้ว

“ให้พวกเราไปด้วยนะ” ดวงวิญญาณทั้งสองในชุดพร้อมเดินทางพูดขึ้นพร้อมกัน

“อย่างกับว่าฉันมีทางเลือกอย่างงั้นแหละ” ณดากลอกตามองบนพลางพูดพึมพำกับตัวเอง

รถโฟร์วีลไดรฟ์ของคิรินออกจากโรงแรมในเวลาตีสี่ครึ่ง เส้นทางที่ขับเป็นถนนลาดยางตลอดเส้นทาง แม้ว่าทางที่ไปจะเป็นทางขึ้นเขาที่คดเคี้ยวอยู่สักหน่อย แต่คิรินก็ขับรถได้นิ่มอย่างเหลือเชื่อ เขาเลี้ยวโค้งได้อย่างลื่นไหล ทั้งยังเร่งเครื่องและผ่อนคันเร่งได้อย่างนุ่มนวลจนณดาเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว ณดามาสะดุ้งตื่นอีกครั้งเมื่อรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนในตัวรถ เมื่อมองออกไปข้างนอกก็เห็นว่าตอนนี้เส้นทางได้เปลี่ยนจากถนนลาดยางเป็นถนนลูกรังไปซะแล้ว

“ช่วงนี้ทางขรุขระหน่อยนะครับ” คิรินพูดยิ้มๆ เมื่อสังเกตเห็นท่าทีกังวลของณดา

“ขอโทษที่ฉันเผลอหลับไปนะคะ เมื่อคืนฉันมัวแต่กังวลเรื่องรูปภาพจนนอนไม่ค่อยหลับเลยค่ะ”

“อย่าเพิ่งกังวลไปก่อนเลยครับ ยังไงตอนนี้เราก็ยังทำอะไรไม่ได้อยู่ดี อะไรที่ควบคุมไม่ได้ก็ต้องปล่อยมันไปก่อนครับ เราทำแค่สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้ให้ดีที่สุดก็พอ”

นั่นสินะ อะไรที่ควบคุมไม่ได้ก็ต้องปล่อยไปก่อน พอคิดแบบนี้ ณดาก็รู้สึกสบายใจมากขึ้น

ณดามองไปที่กระจกมองหลังและเห็นอวัศยามองเธอกลับมาด้วยสายตามีเลศนัย

“มีอะไร” ณดาทำปากขมุบขมิบใส่กระจกเพื่อถามดวงวิญญาณสาว

“เปล่านะ” อวัศยาขึ้นเสียงสูง “ฉันแค่ไม่ค่อยเห็นน้องชายฉันเทกแคร์ใครแบบนี้มาก่อน”

ณดาเขินจนหน้าแดงแต่ก็แกล้งทำเป็นหันไปมองวิวข้างทางทั้งที่ตอนนี้มืดจนแทบมองไม่เห็นอะไร หญิงสาวมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่รถพาเธอมาถึงเนินที่ชัน แคบ และขรุขระ ใจณดาเต้นแรงอย่างควบคุมไม่อยู่ หญิงสาวหลับตาปี๋ ใช้มือทั้งสองข้างจับประตูรถไว้แน่น

“คุณโอเคมั้ยครับ” คิรินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

“โอเคค่ะ” ณดาตอบไปทั้งที่ยังหลับตาอยู่ เสียงของหญิงสาวสั่นไปตามแรงกระแทกของรถ

ผ่านไปสักพักรถก็กลับมานิ่งอีกครั้ง ณดาจึงลืมตาขึ้น

“ถึงแล้วครับ” คิรินหันมาบอกณดาพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น

ทันทีที่เปิดประตูรถ ลมหนาวเย็นเฉียบก็พัดมากระทบผิวของณดา เธอรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัวจนต้องเอามือทั้งสองข้างมาถูกันเพื่อบรรเทาความหนาว

แต่สิ่งที่รอคอยข้างหน้าณดาในตอนนี้มีเพียงความมืดมิดเท่านั้น

 



Don`t copy text!