
ปาร์ตี้โคตรชีส
โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้
![]()
“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง
หลายคนคงไม่รู้ว่าในอเมริกามีวันฉลองแปลกๆ ทั้งปี บางวันก็แปลกอย่างชนิดที่เรียกว่าไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่จริง วันเฉลิมฉลองส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับอาหารการกิน เช่น วันแตงโมแห่งชาติในวันที่ 3 สิงหาคม หรือวันชีสเบอร์เกอร์ วันที่ 18 กันยายน ซึ่งฟังดูน่าสนุกและอร่อยไปพร้อมกัน
หากอยากรู้ว่าวันไหนเป็นวันฉลองอะไร สามารถดูได้ในเว็บไซน์ NationalDayCalendar.com เพราะแต่ละวันเป็นวันฉลองโน่นนี่เยอะแยะจนจำไม่หมดว่าวันไหนเป็นวันอะไร นอกจากวันฉลองอาหารแล้ว ยังมีวันฉลองแปลกๆ ด้วย เช่น วันฉลองแฟนสาว ตรงกับวันที่ 1 สิงหาคม วันชื่นชมเมียตรงกับวันอาทิตย์ที่ 3 ในเดือนกันยายน แต่ที่เด็ดสุดคือวันที่ 14 ตุลาคม เพราะเป็นวันฉลองเสรีภาพคนหัวล้าน บ๊ะ แบบนี้อเมริกันทั้งหนุ่มทั้งอาวุโสมีเฮนะคะ
มีอยู่วันหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ และเป็นประวัติศาสตร์เหม็นหึ่งชนิดที่ทำให้ต้องอุดจมูกกันทั้งวอชิงตันดีซีเลยทีเดียว วันที่ว่านี้คือวันที่ 29 มกราคมของทุกปี กำหนดให้เป็นวันอภิมหาชีสแห่งชาติหรือ “Big Block of Cheese Day”
ทางทำเนียบขาวมีการจัดงานเฉลิมฉลองในวันนี้ โดยเปิดโอกาสให้อเมริกันทุกคนที่ไม่ใช่นักข่าวถามคำถามที่อยากรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย จะมีเจ้าหน้าที่ในทำเนียบขาวตอบคำถามทุกคำถามอย่างตรงไปตรงมาทั้งวัน ซึ่งบางคำถามก็ถามแบบซื่อๆ แต่บางคำถามก็ออกแนวกวนๆ แต่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วตอบคำถามเหล่านี้ตลอดวัน
แต่ความเป็นมาของวันนี้ต้องย้อนกลับไปสมัยประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็คสัน รายนี้แซบเกินเบอร์ ก่อนเป็นประธานาธิบดีก็ดวลปืนกับชาวบ้านจนลือลั่นไปทั้งบาง สาเหตุที่ดวลปืนเพราะมีกระทาชายคนหนึ่งชื่อ ชาร์ล ดิคคินสัน ปากเปราะ จิกกัดเมียของแอนดรูว์ แจ็คสันว่ามีผัวสองคน ประมาณว่ายังไม่ทันหย่าผัวคนแรก แล้วมาได้กับแอนดรูว์ทำนองนั้น
อีตาชาร์ลนี่แม้จะปากเสีย แต่มีดีกรีเป็นถึงนักแม่นปืนชื่อดังในรัฐเคนตักกี ลุงแอนดรูว์ได้ยินก็หัวร้อน ขอท้าดวล ขนาดโดนยิงจนอกแทบทะลุ แต่ลุงแอนดรูว์ยังกระเด้งตัวรัวปืนกลับ จนคนปากเสียล้มคว่ำจมกองเลือด ไงล่ะ..เปรี้ยวเอาการใช่มั้ย ประธานาธิบดีรายนี้
ชาวบ้านร้านถิ่นรู้ว่าประธานาธิบดีรายนี้โปรดชีสเป็นชีวิตจิตใจ เลยอยากหาของขวัญชิ้นพิเศษถูกอกถูกใจประธานาธิบดี ในปี ค.ศ.1835 ผู้พันโธมัส เอส มีแชม เกิดไอเดียบรรเจิด เลยคิดอยากส่งชีสไปให้ประธานาธิบดี แต่ของขวัญสำหรับประธานาธิบดีย่อมไม่ธรรมดา ชีสที่จะจัดส่งไปให้เป็นชีสเหลืองที่เรียกว่าเชดดาร์
ความใหญ่โตมโหฬารของชีสก้อน เอาแค่เส้นผ่าศูนย์กลางก็ยาวประมาณ 4 ฟุตเข้าไปแล้ว หนาสองฟุต หนัก 1400 ปอนด์หรือเจ็ดร้อยกิโลกรัม ใช้เวลาผลิตทั้งหมด 4 วัน โดยใช้แม่วัว 150 ตัวปั๊มนมเพื่อทำชีส เมื่อทำเสร็จแล้ว ห่อมาอย่างดีพร้อมถ้อยคำปลุกใจแนวรักชาติ คาดว่าผู้พันคงชาตินิยมสุดๆ
นอกจากก้อนชีสยักษ์สำหรับประธานาธิบดีแล้ว ท่านนายพันยังน้ำใจส่งให้รองประธานาธิบดีและผู้ว่าการรัฐเมืองนิวยอร์กอีกคนละก้อนด้วย แต่ขนาดย่อมลงมานิดหนึ่ง นั่นคือชีสหนักก้อนละ 375 กิโลกรัม คุณพระคุณเจ้า นี่กะจะให้กินชีสกันทั้งทำเนียบขาวเลยหรือไง
การขนส่งจากนิวยอร์กสเตทมาวอชิงตันไม่ใช่เรื่องงุบงิบส่งมา แต่มีขบวนแห่ขบวนพาเหรดอย่างอู้ฟู้หรูหราสมศักดิ์ศรีอภิมหาชีสอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าแห่แหนกันมาแต่ต้น จากเมืองสู่เมือง โดยมีชาวบ้านโผล่หน้ามาชมก้อนชีสยักษ์เป็นบุญตา เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ยังไม่เคยเห็นโคตรชีสแบบนี้มาก่อนเลย ฝูงชนร่วมแห่แหนทุกเมืองไปจนถึงจุดที่จะขนส่งชีสยักษ์ลงเรือส่งมาวอชิงตันเลยทีเดียว
ของขวัญชิ้นมโหฬารคือของขวัญวันปีใหม่ปี 1836 พอประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็คสันได้รับของขวัญชิ้นมหึมาและแปลกประหลาดนี้ พูดง่ายๆ ภาษาบ้านๆ คงเงิบไปนิด พลางคิดว่าจะเอาชีสก้อนเท่าควายไปทำอะไรดีหว่า ถึงจะชอบกินชีสยังไง ก็คงกินไม่หมดแน่ๆ เพราะขนาดใหญ่โตวัวตายควายล้มขนาดนี้
ท่านประธานาธิบดีถึงกับกุมขมับ เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับชีสยักษ์ หลังจากเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกินชีสยักษ์ตามใจชอบแล้วยังเหลืออีกบานเบอะ ตั้งเด่นเป็นสง่าในทำเนียบขาว เอาไปทิ้งก็ไม่ได้ เพราะเกรงว่าคนให้จะเสียใจ
ชีสก็คือชีส โดยตัวชีสเองมีกลิ่นที่ไม่ค่อยโสภานักอยู่แล้ว เมื่อเวลาผ่านไป ชีสก็เน่า พอเน่าก็เริ่มมีกลิ่นแปลกๆ กลิ่นตุๆ ที่ว่าโชยหึ่งไปทั่วทำเนียบขาว ไม่ใช่แต่ทำเนียบขาวที่คลุ้งอวลไปด้วยกลิ่นพิลึกนั้น ผู้คนทั่วทั้งวอชิงตันได้กลิ่นกันทั่วหน้า
ในเมื่อไม่รู้จะทำยังไงกับก้อนชีสยักษ์ เลยปล่อยวางไว้อย่างนั้นเป็นเวลาถึงเกือบสองปี ทีนี้ปัญหาคือ พอปี ค.ศ.1837 ประธานาธิบดีแอนดรูว์จะหมดสมัยที่สอง เลยต้องหอบเสื้อผ้ายัดใส่ถุงปุ๋ย โบกมือบ๊ายบายออกจากทำเนียบขาว แล้วไอ้ชีสยักษ์หนักอกล่ะจะทำยังไง
ไหนๆ ก็แบกกลับบ้านไม่ได้แล้ว แต่จะทิ้งรึก็เสียดาย อุตส่าห์ดอมดมกันมาตั้งเกือบสองปี ที่แน่ๆ คือ หากโยนทิ้ง รับรองได้ว่าเป็นข่าวใหญ่แน่นอน ที่สำคัญจะเสียคะแนนนิยมและฐานเสียงไปแบบไม่น่าให้อภัย
อย่ากระนั้นเลย ใช้แผนนี้ดีกว่า ถือว่าได้ประชาสัมพันธ์และขจัดไอ้ชีสเน่าไปด้วยในตัว ว่าแล้วก็ประกาศให้ประชาชนเข้ามาร่วงปาร์ตี้ชีสยักษ์ โดยแต่ละคนต้องนำมีดของตัวเองมาด้วยเพื่อฝานชีส ใครจะกินเท่าไหร่ก็ได้ไม่ว่ากัน เรียกว่าเปิดทำเนียบขาว แล้วกวักมือเรียกชาวบ้านมากินกันเลยแหละ
ชาวบ้านชาวช่องได้ยินแบบนี้ก็เผ่นกลับไปคว้ามีดเล่มบางๆ สำหรับฝานชีสที่บ้าน แล้วห้อกลับมาที่ทำเนียบขาว โดยคิดว่าอาหารจากทำเนียบขาวต้องเริ่ดสะแมนแตนแสนอร่อยแน่นอน ประชาชนเรือนหมื่นแห่ไปยังทำเนียบขาวแล้วฝาน แทะ ทึ้ง ดึง ทุบ ก้อนชีสยักษ์มากินจนหมดเกลี้ยงภายในเวลาแค่สองชั่วโมง
ต้นฉบับภาษาอังกฤษบรรยายกลิ่นก้อนชีสยักษ์ว่า “an evil-smelling horror” ซึ่งหมายความว่าแม้แต่ฝรั่งก็สุดทนกับกลิ่นชีสเน่าเหมือนกัน คือสุดทนจริงๆ ถึงใช้คำนี้บรรยาย ในหลักฐานประวัติศาสตร์ไม่ได้บอกไว้ว่า เหล่าประชาชนที่เข้ามาแซะก้อนชีสไปกินในวันนั้น มีใครเจ็บป่วยหรือขาดใจตายไปบ้างหรือไม่
แม้ก้อนชีสยักษ์จะหายไป แต่กลิ่นเหลือร้ายแทรกซึมไปทั่วอาณาบริเวณ ไม่ว่าจะเฟอร์นิเจอร์ พื้นพรม หรือผ้าม่าน ต่อให้กำจัดกลิ่นอย่างไรก็ยังส่งกลิ่นเน่าอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้พูดเล่นขำๆ แต่ปรากฎหลักฐานใน The Publications of the Colonial Society of Massachusetts เลยทีเดียว โดยเขียนไว้ว่า โกลาหลไปทั้งทำเนียบขาว เพราะต้องเอาพรมไปตากแดดนานนับสัปดาห์ เอาม่านไปทิ้ง และทาสีทับกลบกลิ่นชีส ในต้นฉบับบอกว่าทาสีขาว เลยนึกแปลกใจว่าถ้าทาสีอื่นจะไม่กลบกลิ่นหรือไง ทั้งหมดนี้คือที่มาของวันชีสยักษ์หรือ Big Block of Cheese Day
- READ ปาร์ตี้โคตรชีส
- READ สามอเมริกันผู้อยู่เหนือกาลเวลา
- READ จัดอันดับความหนาว
- READ ต้นฉบับของอับดุล
- READ อเมริกันเจนเทิลแมน
- READ เมื่อลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า 3
- READ เมื่อลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า 2
- READ เมื่อลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า 1
- READ ศพใครในผนัง..?
- READ วิญญาณหลอนกลางสนามรบ
- READ คำสาปทิปปิคคานู
- READ เรื่องสยองของทำเนียบขาว
- READ ความเชื่อประหลาดของอเมริกัน
- READ มิใช่เพียงสบตา..แต่คือการมองไปข้างหน้าในทิศทางเดียวกัน
- READ เมื่อชีวิตติดหิมะ
- READ วิวาห์ฮาเฮ
- READ ไปโบสถ์แบบคนบาป
- READ ไอแอมฟอร์มไทยแลนด์..ไม่ใช่ไต้หวัน
- READ โลกสองใบในความต่าง
- READ อินเดียนแดงเผ่าใดล่ะ สู
- READ เรื่องหลอนของเพื่อนบ้านฝรั่ง
- READ ฮอทดอกของฉัน..วันชาติของเธอ
- READ พาววาว..เหลือเพียงรูปเงาบรรพชนอินเดียนแดง
- READ คุณนายไปจ่ายตลาดแต่ไม่มีกระจาดปิดตูด
- READ สั่งอาหารยังไงให้ฝรั่งงง
- READ เมื่อตะวันตกพบตะวันออก..สนุกอย่าบอกใคร
- READ สะใภ้ผีบ้า-แม่ย่า (ฝรั่ง) งก
- READ เพื่อนบ้านแสนบันเทิง
- READ ความตายสีขาว
- READ ชีวิตแสนเศร้าของเจ้าหญิงอินเดียนแดง
- READ ผีบ้านฝรั่ง
- READ เมื่อบางใครโบยบินข้ามสะพานรุ้ง
- READ พี่เจนนี่แอนด์ขี้คันคาก
- READ เรื่องของคนคอแดง
- READ หมาขี้ย้อน
- READ วันที่แม่น้ำกลายเป็นสีเขียว
- READ ผู้ชอบดูการละเล่นเป็นนิสัย
- READ ประธานาธิบดีแสนรักและแสนชัง
- READ เทศกาลคลำไข่
- READ เรื่องของเฮียดำลง (ที่ไม่ใช่พุตตาล)
- READ อย่าลืมทัดดอกไม้ก่อนหอน
- READ พลาดท่าเสียของดี
- READ เมื่ออเมริกันฝันหาคุก
- READ กำแพงขาวดำในเมืองสนธยา
- READ บ้านหลอกผีที่ไม่มีวันสร้างเสร็จ
- READ ขี้หมาพารวย
- READ อาหารสันหลังยาว
- READ โลกนี้ยังมีมนุษย์ถ้ำ
- READ ฮาร์ดไซเดอร์..หอมผลไม้ในฟองเบียร์
- READ อาณานิคมล่องหน
- READ ผู้ปรีชาชาญนั้นผลิตเบียร์
- READ ฤดูหนาวอันยาวนานในเทศกาลแห่งความสุข
- READ อุรังอุตังเฒ่า..เราจะคิดถึงเธอ
- READ มลรัฐวูล์ฟเวอรีน
- READ ประโยชน์ของเบียร์ที่เมียไม่รู้
- READ โลกทับซ้อนของคนสองแผ่นดิน
- READ เมียบังเกิดเกล้า
- READ จับงูบูชาพระเจ้า
- READ ภาษามหาระทวย
- READ อินเดียนแดงที่โลกลืม








