ฝุ่นในสายลม บทที่ 39 : ผู้ต้องสงสัย

ฝุ่นในสายลม บทที่ 39 : ผู้ต้องสงสัย

โดย : ม.มธุการี

Loading

ฝุ่นในสายลม โดย ม.มธุการี เรื่องราวของลัทธิประหลาดกับความเชื่อของคนที่กระตุ้นสัญชาตญาณนักข่าวของภาวิน เขาจึงแฝงตัวเข้าไปสืบความลับของลัทธินี้ แต่ตัวคนเดียวอาจทำไม่สำเร็จ มีเพียงฝนดาว หญิงสาวที่สูญเสียญาติสนิทไปกับลัทธินี้ที่อาจจะช่วยเขาไขปริศนาอันดำมืดนี้ได้ อ่านนิยายสนุกๆ เรื่องนี้ได้ที่เพจอ่านเอาและเว็บไซต์ anowl.co

ลูกน้องโผล่มาตอนสายวันรุ่งขึ้นพร้อมกับปาท่องโก๋ของโปรด  พอเห็นหน้าเขาก็รีบรายงานเสียงใส

“ฝนได้ไอเดียแล้วหัวหน้า  หลังจากนอนคิดทั้งคืนเรื่องลากเสือออกจากถ้ำ”

“ไหนมีอะไรว่ามา” ภาวินกินปาท่องโก๋และจิบกาแฟไปด้วย

“ก่อนอื่นฝนต้องบอกหัวหน้าตามตรงว่าฝนโกหกไม่ได้  และจะไม่โกหกเพื่อใครไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหนๆ  แผนการของฝนก็คือบอก ตาด็อกเตอร์ไปตามจริงว่าพี่ชายของฝนหายตัวไปอย่างลึกลับ  จนป่านนี้ก็ยังหาตัวไม่เจอ  สันนิษฐานกันว่าน่าจะถูกมนุษย์ต่างดาวไม่แก๊งใดก็แก๊งหนึ่งลักพาตัวไป  ก็ขอให้แกช่วยติดต่อให้ที เพราะเห็นว่าพูดภาษาต่างดาวได้หลายภาษา”

“เออ  ดีๆ  เอาๆ” ภาวินดีดนิ้วอย่างถูกใจ “มันต้องอย่างนี้ลูกน้องเรา  ใช้ได้เลยไอเดียนี้  เพราะแกต้องออกมาหาทางช่วยเหลือเราแน่  เท่าที่รู้มาเห็นว่าแกติดต่อได้หลายสายพันธุ์มากนี่  อย่างน้อยหาทางเจอตัวแกเพื่อเอาข้อมูลเพิ่มเติม  ดีมั้ยดีอาจจะได้ดีเอ็นเอจากตัวแกโดยตรงด้วย  ไม่ว่าจะเป็นน้ำลายหรือเส้นผมตอนพูดคุยกันมันต้องมีน้ำลายกระเด็นออกมามั่งหล่ะจริงไหม”

พูดยังไม่ทันขาดคำเสียงเคาะประตูห้องก็ดังรัวๆ จนต้องมองหน้ากัน  ภาวินวางมือจากการกินและลุกไปส่องมองที่ประตู

จากรูเล็กภาพที่เขาเห็นคือตำรวจสองคนยืนจังก้าอยู่ที่นั่น

จำได้แม่นยำว่าเป็นเจ้าหน้าที่ชุดเดิมที่เคยมาวันก่อน

รีบเปิดประตูต้อนรับให้คนหนึ่งเดินเข้ามา

“สารวัตรให้เราจะมาเชิญตัวคุณสองคนไปให้ปากคำที่โรงพักวันนี้” พูดเสียงเครียดๆ ขณะปรายตามองผ่านไปที่ฝนดาวที่กำลังลุกขึ้นยืนงงๆ

“ก็เกี่ยวกับเรื่องที่เพื่อนคุณหายตัวไป  สารวัตรแค่อยากสอบปากคำเพิ่มเติม  เพราะที่นี่เป็นแหล่งสุดท้ายที่เขามาพักก่อนที่จะหายตัวไป”

ภาวินพยักหน้าบอกฝนดาวให้เดินตามออกมาจากห้อง ใครคิดว่าวันนี้จะมาถึง ที่ว่าเขาอาจจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยเสียเอง อยู่ในวงการสื่อมานานจนพอที่จะรู้ว่า  ไม่มีอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้บน โลกใบนี้

ถูกแยกขึ้นรถเหมือนกลัวว่าจะมีการปรึกษากันกับลูกน้อง  ท้ายรถตอนที่เขานั่งมีเหล็กกั้นหนาแน่นไม่ต่างอะไรกับกรงขังนักโทษ

…ซวยแล้วสิเรา…

ไปถึงโรงพักก็ถูกแยกห้องสอบปากคำอีก สารวัตรยศนายพันตรีที่สอบปากคำเขาน่าจะอยู่ในวันสี่สิบต้นๆ เห็นนามสกุลก็รู้ว่าเส้นใหญ่ขนาดอาจจะเท่ากับยางรถบรรทุกนั่นเลย ผิวขาวจัดหน้าตาสำรวยหล่อเหลาเหมาะที่จะเป็นพระเอกซีรี่ส์เสียมากกว่าจะมาเป็นตำรวจ

“คุณภาวิน  พลวิท”

ออกชื่อเขาชัดเจนตามบัตรประชาชนที่เขาเพิ่งจะให้ไป

“อาชีพเห็นบอกว่าทำธุรกิจส่วนตัว…ธุรกิจอะไรหรือคุณ”

“ผม…เปิดเว็บไซต์ส่วนตัวกับเพื่อนครับ  ทำพวกรีวิวอาหาร  การท่องเที่ยวอะไรพวกนั้น” ภาวินเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงการทำข่าวให้มากที่สุด

“แล้วคุณทำกันกี่คน”

“สามคน  คุณกานนร่วมงานกันผมมานาน  ตอนนี้มีน้องอีกคนมาช่วยงาน”

“เขาทำงานกับคุณนานไหม  ผมหมายถึงคุณกานน”

“สามสี่ปีครับ  ก็ประมาณนั้น”

“คุณมากันจากกรุงเทพฯ ทั้งหมด  มาทำอะไรกัน” ตามองเขาแน่วนิ่งจับผิด

“ผมมาทำสารคดีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวครับ  มาได้ไม่ถึงอาทิตย์  ส่วนกานนเขามีบ้านอยู่ที่นี่  เขาก็ทำหน้าที่นำเที่ยวอะไรพวกนั้น  น้องอีกคนก็เป็นญาติสนิทกับกานน  เขาเพิ่งจะมาฝึกงาน”

พยักหน้าหงึกรับรู้  ก่อนจะยิงคำถาม

“คืนที่เขาหายตัวไป  เห็นว่าไปพักที่โรงแรมกับคุณ”

ภาวินเริ่มขยับตัวอึดอัดกับคำถามและแววตาของอีกฝ่ายที่เหมือนจะจ้องจับผิดอยู่ทุกขณะจิต

“ครับ  เราอยู่ปรึกษาเรื่องงานกันจนดึก…เขาเลยนอนค้างที่ห้อง”  ภาวินระแวดระวังคำพูดตัวเองมากกว่าเดิม ต่อด้วยว่า

“ผมตื่นมาก็ไม่เห็นเขาแล้ว”

“ประมาณ?”

“ตีห้าเห็นจะได้”

“เขาไปไหนเช้าขนาดนั้น”

“ผมไม่ทราบ  ส่วนใหญ่เขาจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน”

“คือไม่ได้อยู่ที่โรงแรมเป็นประจำ  เขาพักที่นั่นกี่คืนแน่  ตั้งแต่คุณมาพัก”

“น่าจะสักสองคืน”

“ความสัมพันธ์จะหว่างคุณกับเขา…ผมหมายถึง  อะไรที่มันพิเศษมีมั่งมั้ย”

“เราเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกัน” ภาวินเริ่มร้อนที่ใบหน้า  นี่ถ้าไม่ใช่ตำรวจอาจจะลุกขึ้นเตะกลางอากาศ

“ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น…?” สารวัตรหนุ่มใหญ่พยักหน้าไปมา “ไม่ใช่อะไร  ที่ผมถามก็เพราะอยากเคลียร์ทุกอย่างให้มันหมดไป  เพราะถ้ามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นต่อกัน  รูปคดีก็อาจจะเปลี่ยน”

“เราเป็นเพื่อนกันครับ” ภาวินยืนยันแค่นั้น  เพราะรู้แล้วว่าอีกฝ่ายคิดอะไร

“ความขัดแย้งเรื่องงาน  มันมีบ้างไหม” ถามต่อไปเรื่อยๆ อาจจะรอให้เขาพลั้งปากเล่าออกมา

“ไม่มีนี่ครับ”

“แล้วเขามีศัตรูอะไรที่ไหนมั่ง  เพราะจากคำให้การของดำรง  เขาบอกว่ากานนใช้ชีวิตอยู่กับคุณที่กรุงเทพฯ  และแทบไม่เคยกลับมาบ้านเลย”

“ผมมีคอนโดฯ สองห้องนอนที่กรุงเทพฯ  ให้กานนพักอยู่ห้องนึง  ชีวิตส่วนตัวของเขาผมก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรมาก  เราแค่ร่วมงานกันแค่นั้น  เขาทำงานให้ผม” ภาวินเน้นคำพูดสุดท้าย

“คุณคงไม่ว่าอะไรถ้าเราจะยึดโทรศัพท์มือถือของคุณเอาไว้เพื่อการตรวจสอบ  ก็แค่ปฏิบัติการธรรมดาตามขั้นตอน  ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นผู้ต้องสงสัยหรือว่าอะไร”

มีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

นาทีนี้เขานั่นเองที่เป็นผู้ต้องสงสัยและไม่ใช่ใครอื่น…

ข้างฝนดาวก็ถูกสอบปากคำเครียดจากรองสารวัตรยศร้อยเอกที่แก่งั่ก วัยใกล้จะเกษียณอยู่ร่อมร่อ  เริ่มแรกก็ประเดิมถามไปถึงหัวหน้าก่อนเลย

“เราทำงานกับเขามานานแค่ไหนแล้วคุณภาวินคนนี้”

“ไม่นานมานี่เองค่ะ  พี่กานนเป็นคนฝากหนูเข้าทำงาน”

“หน้าที่?”

“ก็…ตรวจสอบเอกสาร  ก่อนจะเอาไปลงในเว็บไซท์  ส่วนใหญ่เป็นพวกสารคดีท่องเที่ยวค่ะ”

“แต่เราจบอะไรมา”

“นิเทศศาสตร์ค่ะ”

“แล้วทำไมไม่ไปเป็นนักข่าวอะไรพวกนั้น”

“คือหนูอยากจะฝึกงานก่อนค่ะ  งานตอนนี้หายาก” ตอบอ้อมแอ้มเต็มทน “เลยได้พี่นนฝากงานให้”

“แล้วกานนกับเจ้านายเรานี่เขา…สนิทสนมกันดีไหม  หมายถึงว่า  เขามีความสัมพันธ์อะไรยังไงกันแค่ไหนมั่ง”

ฝนดาวหูตากลอกกลิ้ง  เพราะเริ่มได้เค้าลางว่าว่าชักจะยังไงๆ  เสถามไปว่า

“สัมพันธ์อะไรคะ  หนูก็เห็นเขาร่วมงานกันได้ด้วยดี”

“หมายถึง  ความสัมพันธ์ลึกซึ้งน่ะ” จ้องหน้าจะเอาคำตอบให้ได้ “เห็นว่าวันที่หายตัวไปเขาก็ไปนอนค้างที่โรงแรมด้วยไม่ใช่เหรอ”

“อ๋อ  ค่ะ  พอดีตอนนั้นเราปรึกษาเรื่องงานกันดึก  พี่นนขอค้างอยู่ด้วยเพราะ ไม่อยากกลับบ้าน”

“แล้วเขาออกจากห้องไปตอนไหน”

“ตีห้าค่ะ”

“เราเห็น?”

“ก็หนูค้างที่นั่นด้วย”

“เดี๋ยว…ห้องนั้นพักกันอยู่กี่คนแน่” อีกฝ่ายเริ่มสงสัยหนัก “เราเป็นผู้ร่วมงานหรืออะไรที่มันมากไปกว่านั้น”

“คือ…จริงๆ แล้วคุณภาวินกับหนูเป็นแฟนกันค่ะ”  เพิ่งเข้าใจถึงความหมายการโกหกเพื่อรักษาสถานการณ์ก็ยามนี้เอง…

ภาวินออกจากห้องสอบสวนก็พบว่าลูกน้องนั่งหน้าตื่นคอยอยู่ก่อนแล้ว  เดินออกจากโรงพักมาพร้อมกันและอีกฝ่ายก็กระซิบบอกเขาว่า

“เขากำลังสงสัยหัวหน้าอยู่นะ”

“รู้แล้ว” ภาวินตอบสั้น

เดินเข้าตลาดกันสองคน  และภาวินก็เริ่มถามรายละเอียดการสอบปากคำ จากฝนดาว

“เขาถามอะไรมั่ง”

“ละเอียดยิบเลยค่ะ  ว่าพี่นนกับหัวหน้าร่วมงานกันมานานแค่ไหน  มีความสัมพันธ์กันยังไง  ลึกซึ้งแค่ไหน  ใครเห็นพี่นนออกจากโรงแรมมั่ง  ฝนเลยบอกว่าฝนเห็นออกไปตอนตีห้าได้”

ภาวินชะงักหยุดเดิน

“ก็เราไม่ได้อยู่ที่นั่น  ไปโกหกเขาทำไม”

“โกหกเพื่อรักษาสถานการณ์ไง  ตามที่หัวหน้าสอนอยู่หยกๆ  เพราะไม่งั้นเขาเล่นงานหัวหน้าแน่  ฝนเลยโกหกว่าเราเป็นแฟนกันด้วย  ตัดปัญหาเรื่องที่เขาจะคิดว่าพี่นนกับหัวหน้ามีอะไรเบื้องหน้าเบื้องหลัง  อย่างน้อยหัวหน้าได้พยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุถ้าต้องไปศาลนะ”

“ไปศาล  จะบ้าเหรอ  ทำไมต้องไปศาล”

“ก็เพราะหัวหน้าจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยไปโดยปริยายถ้าหันซ้ายหันขวาเขามองหาใครไม่ได้  คดีแบบนี้มันเกิดขึ้นบ่อยมากหัวหน้่าทำข่าวมาก็น่าที่จะรู้  ถมไปที่คนบริสุทธิ์ต้องเข้าไปอยู่ในตะรางก็เพราะหลักฐานมันมัดตัว  หวยดันไปออกที่ตัวเองซะงั้น”

ภาวินเงียบไปได้  เพราะรู้เช่นกันว่ามันทำท่าจะออกไปในรูปนั้นจริงๆ เสียด้วย

ที่สำคัญพี่ชายของกานนคงซัดเขาเอาไว้เต็มคราบเพื่อเอาตัวรอด  สารวัตรถึงได้มีทีท่าสงสัยเขามากมายถึงขนาดนั้น…

 



Don`t copy text!