นิราศรักสองนครา บทที่ 41 : พักพิงอิงแอบ (จบบริบูรณ์)

นิราศรักสองนครา บทที่ 41 : พักพิงอิงแอบ (จบบริบูรณ์)

โดย : ปรียนันทนา

Loading

นิราศรักสองนครา โดย ปรียนันทนา เรื่องราวของโชติ หญิงสาวชาวสยาม กับทางเลือกสองทาง ความรักของชายหญิงกับความรักหวงแหนแผ่นดินเกิด เธอจะเลือกทางใด และหากไม่สามารถเลือกได้  จะมีหนทางใดที่ใจสองดวงจะมาบรรจบพบกัน ณ จุดที่ลงตัวได้หรือไม่ นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านพร้อมกันที่นี่ anowl.co

“หล่อนเป็นเยี่ยงไรบ้าง แม่โชติ” อีกฝ่ายมองดูบุตรสาวที่กำลังสาละวนเล่นปลาตะเพียนสานกับพี่สาวอย่างสบายใจ แม้โชติมาที่เรือนหลายคราและเขาได้มีโอกาสพบกับหล่อนเสมอ แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่เขาได้มีโอกาสสนทนากับหญิงสาวสองต่อสองโดยไม่มีผู้ใหญ่นั่งอยู่ด้วย

“ฉันสบายดีค่ะ มิเจ็บไข้ได้ป่วยกระไร”

“งานการศึกษาสตรีที่หล่อนปรารภว่าอยากทำนั้นไปถึงไหนแล้ว”

“ฉันก็ยังไปช่วยครูสอนอยู่มิได้ขาด”

“อีกนานหรือไม่กว่าแม่เพ็ญจะเรียนหนังสือได้” จู่ ๆ คุณหลวงก็ถามเรื่องที่เหนือความคาดคิดของหญิงสาวออกไปมากทีเดียว โชติถึงกับมองหน้าอีกฝ่ายอย่างงงงัน

“น่าจะอีกนานโขนะคะคุณหลวง แม่เพ็ญเพิ่งเริ่มพูดเอง” โชติมองหน้าอีกฝ่ายก็พบว่าเขามองหน้าเธอด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป คำถามที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มิใช่เขาไม่รู้คำตอบ แต่คงเป็นเพราะเขาอยากสนทนากับหล่อนมากกว่า เมื่อได้เห็นโชติหันมาพูดกับเขา ชายหนุ่มจึงยิ้มออกมาอย่างสมใจ จนหญิงสาวต้องเสก้มมองเด็กหญิงที่ตอนนี้ยื่นปลาตะเพียนสานส่งให้พี่โชติเล่นบ้าง

“แม่เพ็ญ เบื่อแล้วรึลูก” เขาถามบุตรสาวเมื่อโชติรับปลาตะเพียนมาไว้ในมือ ก่อนที่แม่หนูจะผละจากโชติแล้วค่อย ๆ เดินไปหยิบหม้อดินเผาขนาดจิ๋วที่มีใบไม้ดอกไม้หลากสีบรรจุอยู่ในนั้นมาส่งให้หญิงสาว

“พี่โชติ กิน ๆ” เด็กหญิงส่งให้ยิ้ม ๆ อย่างอวด

“หนูเพ็ญทำเองรึจ๊ะ” โชติรับมาถือไว้ก่อนหันไปมองหน้าบิดาของเด็กหญิง

“แม่เพ็ญเล่นทำกับข้าวกับพี่เลี้ยงอยู่เมื่อครู่นี้ พอฉันออกมาก็เลยผละมานั่งเล่นด้วยกันน่ะ” คุณหลวงหมายถึงเล่นหม้อข้าวหม้อแกง “แม่เพ็ญ หนูทำอะไรให้พี่โชติกินลูก”

“ทำหนม ๆ” เด็กหญิงพยายามหยิบกลีบดอกไม้เหล่านั้นมาป้อน เพียงแค่โชติทำท่ากินเข้าไป อีกฝ่ายก็หัวเราะถูกใจยิ่งนัก

“อร่อยจังเลย”

“หัวร่อใหญ่เลย คงถูกใจพี่โชติมาก” ดวงตาคมปลาบเป็นประกายคล้ายกับเจ้าตัวกำลังถ่ายทอดคำพูดออกมาผ่านแววตาคู่นี้

“ตกลงว่าทำอะไรให้พี่กินคะ” โชติชวนอีกฝ่ายคุยเล่นอย่างสนุกสนาน พยายามห้ามตัวเองไม่ให้มองหน้าอีกฝ่ายด้วยกลัวใจตนเองที่กำลังเต้นรัว ราวกับมีใครกำลังเคาะประตูที่เคยปิดสนิทอย่างสงบ

“หนมฉะ-โหน”

“สงสัยว่าจะได้ยินแม่พูดแน่เลยค่ะ” โชติยิ้มพลางบอกเด็กหญิงให้ออกเสียงตามช้า ๆ “ดอกโสนจ้ะแม่เพ็ญ” ก่อนที่หญิงสาวจะหันไปบอกคุณหลวงหนุ่มอย่างนึกได้ “ว่าแต่ไปนานจังเลย ฉันไปดูดีกว่า” หญิงสาวทำท่าจะลุกไปดู

“มิต้องดอก หล่อนอยู่นี่กับแม่เพ็ญเถิด ให้บ่าวไปดูก็ได้” คุณหลวงหันไปบอกบ่าวคนหนึ่งให้ไปดูคุณนายแสงกับคุณจอมวาด

“แม่เพ็ญ แล้วหนูอยากกินกับข้าวที่พี่โชติทำบ้างหรือไม่”

หลวงภูบดินทร์พิทักษ์เอ่ยถามบุตรสาวแต่แววตาหามองไปยังเด็กหญิงไม่ เพราะเขามองตรงมาที่หญิงสาวราวกับว่าต้องการดูอากัปกิริยาของหล่อนเหนืออื่นใด

แต่ก่อนที่หญิงสาวจะเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา เสียงมารดาของหญิงสาวก็ดังขึ้นก่อนจะปรากฏกายพร้อมกับพี่สาวเจ้าของเรือนและเด็กหญิงคนสนิทของโชติ

“มาเร็วแม่เพ็ญ ป้าเตรียมขนมมาให้หนูแล้ว”

“จะเคี้ยวได้หรือแม่” โชติถามอย่างสงสัยเพราะเด็กหญิงเพิ่งมีฟันขึ้นไม่นาน ไม่น่าจะเคี้ยวอาหารได้มากนัก

“ได้สิ ขนมดอกโสนนิ่ม ๆ ตะแรกแม่คิดจะทำขนมเหนียวแต่เกรงว่าแม่เพ็ญไม่น่าจะเคี้ยวได้ เปลี่ยนเป็นดอกโสนนี่ดีนักแล จะได้ฝึกให้เคยชินกับการกินผักผลไม้”

คุณนายแสงว่าพลางตักแบ่งขนมใส่ถ้วยเล็ก ๆ ให้เด็กหญิง ขนมดอกโสนที่ราดน้ำเชื่อมซึ่งเคี่ยวจากน้ำตาลมะพร้าวแล้วคลุกเคล้าเข้ากันดี มีรสชาติหวานเค็มปะแล่ม โดยเธอไม่ได้โรยมะพร้าวขูดให้เด็กหญิงเพราะเกรงว่าจะฝืดคอ เมื่อป้อนเข้าปาก แม่หนูเพ็ญมีสีหน้านิ่งไปก่อนจะเคี้ยวต่ออย่างถูกใจ

“หนม ๆ หวาน อาหย่อย” แม่เพ็ญอารมณ์ดีจนผู้ใหญ่รอบข้างยิ้มตามอย่างเป็นสุข

“จ้ะ อร่อยนะ ไว้ป้าจะทำให้กินอีก อยากกินอะไรเล่าลูก”

นางแสงเอ่ยพลางลูบศีรษะเด็กหญิงที่กลมสวยได้รูปอย่างเอ็นดู กลิ่นหอมของมาลัยซีกดอกมะลิซึ่งคล้องผมจุกเด็กหญิงลอยกระทบนาสิก พวงแก้มสีชมพูจาง ๆ อย่างเด็กสุขภาพดี แววตาดำขลับถอดแบบบิดาทว่าเมื่อมองอย่างเพ่งพิศกลับประพิมพ์ประพายคล้ายมารดาผู้จากไป ทั้งหมดคงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของเด็กหญิงผู้เป็นดวงใจของบิดายิ่งนัก คิดแล้วนางแสงก็อดถอนใจออกมาไม่ได้

“เป็นเยี่ยงไรแม่แสง ถอนใจเฮือกราวกับคนมีเรื่องกลัดกลุ้ม”

“อดใจหายไม่ได้น่ะสิคุณจอม”

“เรื่องใดกัน” อีกฝ่ายถามเรื่อย ๆ ทว่ามีลางสังหรณ์ว่าเกลอเก่าคงมิวายจุดชนวนเรื่องในใจ

“ก็คุณหลวงจะเดินทางอยู่อีกไม่กี่วันนี้แล้ว จะทำเยี่ยงไรเรื่องแม่เพ็ญเล่าคะ” นางหันไปถามบิดาเด็กหญิงอย่างไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัว

“กระผมคิดจะเดินทางไปดูลาดเลาที่ทางเสียก่อน จากนั้นค่อยกลับมารับลูกขอรับ ระหว่างนั้นจะขอฝากลูกไว้กับคุณพี่ทั้งสอง” เขาเอ่ยเสียงเกรงใจ

“ฉันน่ะมิมีปัญหาดอก แต่ระหว่างนี้คุณจอมเขาก็อาจต้องไปปฏิบัติธรรม แลเห็นว่าดูที่ทางแถวสวนใกล้กับคลองแถวบ้านฉันไว้”

“กระไรนะ” คุณจอมวาดผู้นั่งมองหลานสาวเพลินสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่เป็นที่สังเกต ก่อนจะหันไปบอกน้องชายคนเดียว “ใช่จ้ะพ่อพร้อม พี่อาจไปปลูกเรือนละแวกนั้น”

“คุณพี่อยู่ที่เรือนนี้ไปก่อนเถิดขอรับ เรือนจะได้ไม่ถูกปล่อยร้างหากกระผมย้ายไป”

“มิร้างดอก ฝ่ายคุณตาแม่เพ็ญเขาคงช่วยมาดูแล พี่ก็มิได้ทิ้งไปแต่จะมาช่วยดูแลเพื่อเก็บไว้ให้หลาน พี่นั้นเป็นคนนอกครอบครัวเธอนะพ่อพร้อม จะมาอยู่ประหนึ่งว่าตัวเองเป็นเจ้าของเรือนน่ะมิเหมาะดอก คนอื่นเขาจะหาว่ามาฮุบสมบัติหลานได้” คุณจอมวาดอธิบายเป็นเหตุผลที่น้องชายต้องจำนน

“นั่นสิ ฉันออกจะเห็นจริงดังที่คุณจอมท่านว่านะคุณหลวง” มารดาของโชติรีบสนับสนุนอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ยราวกับนัดกันไว้

“มิมีใครหาว่าคุณพี่เป็นเยี่ยงนั้นดอกขอรับ คนที่เรือนนี้แลครอบครัวฝ่ายแม่จันนั้นล้วนแต่รักเคารพคุณพี่ทั้งสิ้น”

“พี่รู้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง นะจ๊ะพ่อพร้อม” คุณจอมวาดกล่าวจบก็มองหน้าน้องชายยิ้ม ๆ ก่อนเปลี่ยนเรื่องสนทนา “ว่าแต่เรื่องของเราเถิดพ่อพร้อม ที่ว่าจะไปสำรวจที่ทางทางโน้นแล้วกลับมานั้นจะไปนานเท่าใดเล่า”

“กระผมมิอาจรู้ได้ แต่คงมินานเกินรอ” เขาพูดจบก็ลอบมองดวงหน้าหวานที่กำลังง่วนกับการป้อนขนมแม่เพ็ญราวกับมิได้ฟังผู้ใหญ่สนทนาอยู่สักนิด

“ใครรอใครกันเล่า แม่เพ็ญรึ” ผู้เป็นป้าถามหลานสาวอย่างเอ็นดู แต่ดูเหมือนเด็กหญิงตัวน้อยมิได้เข้าใจ เพราะอีกฝ่ายยิ้มตอบอย่างไม่ประสา

“คงเป็นใครสักคนที่กระผมหวังว่าจะมิรังเกียจพ่อม่ายลูกติดน่ะขอรับ”

“นั่นปะไร พี่ว่าแล้วว่าพ่อพร้อมหมายปองใครเอาไว้ เสียดาย…” ท้ายเสียงคุณจอมลอบมองหน้าสหายสนิทอย่างเสียดายแต่ก็มิได้เอ่ยคำใดออกมา ด้วยทั้งสองหวังกันอยู่เงียบ ๆ ว่าอยากให้น้องชายและบุตรสาวของแม่แสงได้ตกร่องปล่องชิ้นกัน

“คุณหลวงหมายปองสาวบ้านใดไว้รึ ฉันมิรู้เลย” นางแสงเอ่ยออกมาอย่างอยากรู้ พลางอดเสียดายไม่ได้แต่ก็มิได้ถึงกับเสียใจมากมายนัก ด้วยว่าตนเองยังไม่ได้พูดจาเรื่องนี้กับใคร เว้นแต่ปล่อยให้แม่กลอยไปยุแม่โชติออกนอกหน้าสักหน่อย แต่ถึงกระนั้นคงมิเป็นไร เพราะกลอยบอกว่าท่าทีของแม่โชติดูเฉย ๆ อาจไม่ได้มีใจให้คุณหลวงก็เป็นได้

“หาใช่คนอื่นไกลที่ไหนดอกขอรับคุณพี่”

“พูดเยี่ยงนี้ทำคนแก่อยากรู้นะจ๊ะ” คุณจอมยิ้มเมื่อเห็นท่าทางน้องชายดูเปลี่ยนไป เมื่อครู่นี้เธอมิได้สังเกตเพราะมัวแต่แปลกใจที่จู่ ๆ คุณหลวงผู้เงียบขรึมมานานแรมเดือนก็กลับเอ่ยปากเรื่องการครองคู่อีกครา

“คุณพี่แลคุณพี่แสงก็รู้จักนี่ขอรับ”

“หรือจ๊ะ ใครกัน”

คุณจอมรับรู้แล้วว่าน้องชายหมายถึงใคร ก็มองหน้ากันกับเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ด้วยกันอย่างสมใจ เพียงแต่ปล่อยให้น้องชายลอบมองหน้าหญิงสาวเพียงคนเดียวในที่นั้นโดยไม่ได้พูดจาทักท้วงหรือโน้มน้าว ด้วยคิดว่าควรปล่อยให้เป็นเรื่องที่ทั้งสองคนเจรจากันเอง เธอมั่นใจว่าแม่โชติมิได้รังเกียจน้องชายของเธอ เพราะทั้งสองคนรู้จักคุ้นเคยกันมานาน เพียงแต่ที่ผ่านมาความเคยคุ้นนั้นเสมือนเป็นญาติของครอบครัว เมื่อฝ่ายชายมองเด็กหญิงคนหนึ่งเปลี่ยนไป ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายหญิงควรคิดพิจารณาไตร่ตรองว่าตนเองจะตอบรับหรือปฏิเสธด้วยใจตนเอง

เพราะนอกจากเรื่องหัวใจแล้ว คุณจอมเห็นว่าทั้งสองเหมาะสมกันยิ่งด้วยประการทั้งปวง

โชติยืนมองประกายจากผืนน้ำที่กำลังสะท้อนแสงแดดอย่างเป็นจังหวะขึ้นลง หญิงสาวเผลอถอนหายใจออกมาอีกจนตัวเองต้องหันกลับมาทางเรือนริมน้ำ อันเป็นสถานที่อบรมเด็กหญิงของมิสซิสเฮาส์ ผู้ซึ่งเป็นภรรยาของหมอเฮาส์ มิชชันนารีอเมริกัน

“ถอนใจจนฉันเหนื่อยแทนแล้วนะจ๊ะพี่โชติ” กลอยบอกพลางเดินมาใกล้ ๆ สำรวจวงหน้ารูปไข่ผิวเนียนละเอียดสองสีที่บัดนี้แววตาคล้ายครุ่นคิดบางอย่างไม่ตก “พี่จะคิดเรื่องอันใดกันจ๊ะ”

“เรื่องอะไรเสียอีกเล่ากลอย ก็เรื่องคุณหลวงอย่างไรเล่า” บัดนี้เธอรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ถักทอขึ้นมาใหม่ของเขา หลังจากที่ผู้เป็นที่รักได้จากไปนานพอควร

“มีกระไรจ๊ะ ฉันเห็นว่าท่านออกจะดี” กลอยมองไปทางที่เด็กหญิงคนอื่น ๆ กำลังนั่งจับกลุ่มอ่านหนังสือกันอย่างเพลิดเพลิน

“ใช่ ท่านน่ะดี แต่พี่เกรงตัวเองจะไม่ดีพอน่ะสิ” หญิงสาวเอ่ยความนัยออกมาได้ก็โล่งอก

“หา! อย่างพี่โชติไม่ดีก็หามีใครดีไม่แล้วล่ะจ้ะ”

“หล่อนจะไปรู้อะไรแม่กลอย ภรรยาขุนนางผู้ใหญ่เขาก็ต้องมีความเพียบพร้อมสมกัน อย่างคุณน้าที่เสียไปเธอก็เป็นถึงบุตรสาวของหัวหน้าชุมชนบ้านญวน แม้จะต่างศาสนาแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค แลเธอยังเก่งกาจคล่องแคล่วทั้งงานบ้านงานเรือน การศึกษาก็ดี พูดได้หลายภาษา”

“แล้วพี่โชติต่างจากเธอตรงไหนจ๊ะ” กลอยหยิบขนมจันอับที่แม่พุดตานให้มากิน พลางนึกถึงเจ้าของขนมว่าหากวันนี้เจ้าตัวยืนอยู่ด้วยคงพูดออกมาไม่ต่างกัน น่าเสียดายที่วันนี้พุดตานต้องไปช่วยแม่ทำขนม เพราะช่วงนี้คนมาเหมาซื้อเกือบหมดทุกวันจนต้องทำเพิ่ม

“นั่นสิ เธอต่างจากแม่จันตรงไหน” โชติพยักหน้าคล้อยตามก่อนจะสะดุดที่มาของเสียง เพราะมิใช่เสียงที่เธอเปล่งออกมา ส่วนแม่กลอยนั้นถึงกับอ้าปากค้างตกใจด้วยไม่คิดว่าคนต้นเรื่องจะพาตนเองมาถึงที่นี่ในวันนี้ จำเพาะเจาะจงในเวลาที่เธอกับพี่โชติกำลังพูดถึงเขาเสียด้วย เด็กหญิงรีบยกมือไหว้แล้ววิ่งปรู๊ดหลบไปอย่างรวดเร็ว เพื่อปล่อยให้พี่สาวคนสวยได้เจรจาเรื่องหัวใจกับบุรุษตรงหน้าโดยไร้บุคคลที่สาม

“คุณหลวง!”

“ใช่ ฉันเอง ว่าอย่างไรแม่โชติ เธอจะตอบฉันได้ไหมว่าเธอต่างจากแม่จันตรงไหน”

หญิงสาวไม่กล้าสบตาเขา ด้วยเหตุอันใดก็ไม่แน่ใจตนเองนัก ความรู้สึกของโชติที่มีต่อหลวงภูบดินทร์พิทักษ์ต่างจากความรู้สึกที่มีต่อมิเชล เธอยืนยันหนักแน่นกับตนเองในข้อนี้ แต่เมื่อค้นหาเหตุผลที่ซ่อนอยู่ในใจก็กลับตอบไม่ได้ว่าเหตุใดอาการที่ตนเองแสดงออกยามเผชิญหน้ากับเขาจึงเปลี่ยนไป และเริ่มเปลี่ยนเมื่อใด

“แม่โชติ ทำไมเธอมิตอบ”

คุณหลวงหนุ่มใหญ่ส่งสายตาคมปลาบมองหญิงสาวตรงหน้า ที่พยายามหันซ้ายหันขวามองหาเด็กหญิงคนสนิทคู่ใจ แล้วก็ได้แต่บ่นในใจถึงแม่กลอยว่าสถานการณ์คับขันเยี่ยงนี้กลับหนีเอาเสียดื้อ ๆ

“เหตุใดคุณหลวงมาอยู่ที่นี่เจ้าคะ” หญิงสาวรวบรวมความกล้าที่กำลังสวนทางกับความรู้สึกของเธอตอนนี้ เพราะจิตใจที่เต้นรัวกำลังทำให้เธอพาลรู้สึกว่า ความเก่งกาจที่เคยแสดงท่าทีมานักต่อนักมลายหายสิ้นเมื่อสบตากับดวงตาคู่งามอันมีอานุภาพร้ายแรงที่สุดที่เคยเห็นมา

“แล้วเหตุใดถึงมามิได้เล่า” เขาตอบอย่างนึกขันที่เห็นนวลแก้มของหญิงสาวระเรื่อขึ้นมา “ฉันเสร็จงานจากบ้านท่านเจ้าคุณกลาโหม แลรู้ว่าหล่อนอยู่ที่นี่ ก็ขออนุญาตคุณหญิงท่านแวะมาอย่างไรเล่า หรือว่ามิสซิสเฮาส์ห้ามคนนอกมาฤา” เขาตอบรวดเร็วมิได้เว้นวรรคให้หญิงสาวซักถามว่าเหตุใดต้องขออนุญาตคุณป้าเพียงแค่แวะมาพบหล่อน

“หามิได้เจ้าค่ะ ใคร ๆ ก็ออกจะมากันมากมาย” หญิงสาวกวาดสายตาไปยังมุมต่าง ๆ ที่มีเด็กหญิงนั่งจับกลุ่มทำงานบ้าน อ่านหนังสือบ้าง แต่กลับไม่พบแม่กลอย

“แล้วหล่อนทำกระไรที่นี่” เขาถือวิสาสะนั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้าเรือนแล้วหยิบหนังสือที่วางบนโต๊ะพลิกไปมาดูอย่างสนใจ พาให้หญิงสาวต้องนั่งลงสนทนาด้วย

“ก็มาสอนน่ะเจ้าค่ะ สอนอ่านเขียน”

“สอนภาษาอังกฤษรึ”

“ทั้งสองภาษาค่ะ… เอ้ย เจ้าค่ะ” หญิงสาวรู้สึกประหม่าจนพูดจาสับสนไปหมด

“ดีจริง ฉันจะส่งแม่เพ็ญมาบ้าง”

“คุณหลวงเจ้าคะ ฉันบอกแล้วว่าแม่เพ็ญยังเด็ก ยังเรียนมิได้ดอก” โชติอธิบายอย่างลืมตัวจนอีกฝ่ายยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู

“เห็นเธอพูดจาได้เป็นปกติฉันก็เบาใจ” เขาเฉลยก่อนมองหน้าหญิงสาวตรง ๆ อีกครั้ง “ความจริงก็ยังมิได้คิดจะส่งแม่หนูไปเรียนที่ไหนดอก อย่างที่เธอรู้ว่าฉันจะต้องเดินทางอีกไม่นานแล้ว” เขาเอ่ยเสียงขรึมลงไปนิดหน่อย

“เจ้าค่ะ” หญิงสาวมองหน้าเขาพลางมองไปด้านหลังเรือนที่มิสซิสเฮาส์กำลังเตรียมให้เด็กหญิงหลายคนนำงานปักไปเก็บ ส่วนอีกหลายคนที่อ่านหนังสืออยู่ก็ทยอยลุกขึ้นเดินไปเก็บหนังสือ

“ส่วนเรื่องเมื่อครู่ที่ฉันถาม หากเธอมิตอบ ฉันก็แค่อยากบอกเธอว่าเธอกับแม่จันนั้นอาจมีบางอย่างคล้ายกัน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเหมือนกันทั้งหมด เพราะทั้งสองคนต่างมีสิ่งที่มิมีใครเหมือน แลมิมีใครแทนที่ใครได้ เธอเข้าใจหรือไม่แม่โชติ”

“เข้าใจเจ้าค่ะ” หญิงสาวนั่งฟังแล้วพยักหน้าตอบเขาราวกับเธอเป็นเด็กน้อยผมจุกที่นั่งริมน้ำเมื่อหลายปีก่อน เด็กหญิงกำลังนั่งฟังคุณน้าพร้อมเล่าเรื่องอะไรต่ออะไรที่เขาพบเจอมาอย่างสนใจ ความรู้สึกนี้อาจรางเลือนแต่มิเคยจางไปจากใจของหญิงสาว

“อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากรู้คือ เมื่อครู่เธอมิได้ปฏิเสธเรื่องฉันกับแม่กลอยสักนิด เพียงแต่พูดเปรียบตัวเองกับแม่จันเท่านั้น เช่นนี้แล้วฉันคงมิได้คิดไปเองสินะ” พูดจบชายหนุ่มก็จ้องมองเธอมิวางตาด้วยดวงตาวับวาวคู่เดิมที่เคยมอง แต่ผู้ถูกมองกลับมิได้รู้สึกดังเดิมอีกต่อไป

ใช่แล้ว… เขาสถิตอยู่ในใจของเธอเสมอมา หญิงสาวมองแววตาของเขาที่ฉายความรู้สึกชัดเจน เป็นความรู้สึกซึ่งต่างออกไปจากที่เคยคุ้น หากก็เข้าใจได้ดีถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ เธอนับถือเขามาตลอด ในความนับถือมีทั้งศรัทธาและยกย่อง เมื่อสำรวจลงไปถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ โชติยอมรับว่ามีความอบอุ่นในแววตาคู่นี้ โชติรู้สึกเสมือนว่าเธอได้เดินทางไกล รอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเลมานานจนเรือเกือบอัปปาง ครั้นเมื่อรอดขึ้นฝั่งมาก็ได้พบเรือนหลังใหญ่อันสงบเงียบ เหมาะสมกับการพักพิงอิงแอบไปชั่วชีวิตที่เหลือ

หัวใจดวงน้อยของโชติไม่ได้โลดแล่นเริงรื่นเหมือนเมื่อแรกรักครั้งก่อน หากแต่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ซึ่งหญิงสาวแน่ใจว่าเป็นความสม่ำเสมอที่จะมั่นคงไปจนตราบเท่าที่เธอและเขายังมีลมหายใจ



Don`t copy text!