นิราศรักสองนครา บทที่ 29 : ต่างบ้านต่างเมือง

นิราศรักสองนครา บทที่ 29 : ต่างบ้านต่างเมือง

โดย : ปรียนันทนา

Loading

นิราศรักสองนครา โดย ปรียนันทนา เรื่องราวของโชติ หญิงสาวชาวสยาม กับทางเลือกสองทาง ความรักของชายหญิงกับความรักหวงแหนแผ่นดินเกิด เธอจะเลือกทางใด และหากไม่สามารถเลือกได้  จะมีหนทางใดที่ใจสองดวงจะมาบรรจบพบกัน ณ จุดที่ลงตัวได้หรือไม่ นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านพร้อมกันที่นี่ anowl.co

นางแสงมองจดหมายในมือพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างปลาบปลื้มระคนไปด้วยความโล่งอกที่ได้รู้ข่าวคราวของบุตรสาวคนเดียวว่าเดินทางไปถึงเมืองสิงคโปร์และกำลังจะเปลี่ยนเรือเพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองฝรั่งเศส

“คุณนายอ่านไปกี่รอบแล้วฤาเจ้าคะ”  กลอยเห็นสีหน้าของผู้ที่เคารพรักมีความสุขก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม  เด็กหญิงก็คิดถึงพี่โชติไม่แพ้กันจึงนั่งเกาะเข่านางแสงคอยชะเง้ออ่านจดหมายด้วยท่าทางตื่นเต้น

“ก็อ่านไปหลายรอบพอ ๆ กันหรือมิใช่แม่กลอย”  นางแสงสัพยอกเด็กหญิงอย่างอารมณ์ดี

“หากคุณพระกลับมาคงจะดีใจนะเจ้าคะที่พี่โชติส่งข่าวมาเร็วปานนี้”

“เร็วกระไร  ฉันนับวันคอยจนมิรู้วันแล้ว”  นางแสงบ่น

“แหม  ปานนี้ก็เร็วออกนะเจ้าคะ  หากมาจากเมืองฝรั่งเศสมิแคล้วจดหมายมาถึงพร้อมกันกับที่พี่โชติกลับบ้าน”  กลอยพูดอย่างผู้ที่รู้เรื่องการเดินทางอยู่บ้างเพราะเห็นครูแหม่มของเธอส่งของรับของทางเรืออยู่เสมอ

“เห็นจะจริงอย่างที่หล่อนพูด  เอาละ ๆ ไปไหนก็ไปเถิดจะลงไปดูเขาขายของหรือเล่นกับเจ้าแซมก็ได้  เดี๋ยวฉันของีบสักหน่อย  ตื่นมาจะไปหาคุณจอม  หล่อนเข้าวังไปด้วยกันนะแม่กลอย”

“จะดีหรือเจ้าคะ  ฉันมิได้ไปเรือนครูหลายวันแล้วนับแต่พี่โชติไม่อยู่”  กลอยเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามเรื่องการไปเรียนบ้านมิสซิสเฮาส์เพราะเธอคิดถึงทุกคนที่นั่นรวมทั้งบรรยากาศการเรียนที่สนุกสนาน

“เถอะน่ะ  เดี๋ยวอีกไม่กี่วันจะให้คนพาไป  ดีหรือไม่”

“เจ้าค่ะ”

“ยามนี้ก็ติดตามฉันไปไหนต่อไหนบ้าง  ให้แม่โชติเขาได้สบายใจว่าดูแลเอาใจใส่หล่อนไม่ให้ไกลหูไกลตา  เดี๋ยวจะหาว่าดูแลไม่ดี”  พูดจบเจ้าตัวก็ลุกขึ้นจากตั่งพลางเดินกลับไปยังห้องนอน  ส่วนกลอยก็นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างเป็นสุขที่อีกไม่นานจะได้เจอแม่พุดตานผู้เป็นเกลอคนสนิท  กลอยมีเรื่องเล่าให้อีกฝ่ายฟังมากมายทีเดียว  ทั้งเรื่องที่ได้ตามคุณนายแสงเข้าไปในวังหน้าและเรื่องการเดินทางของพี่โชติ  คิด

แล้วเด็กหญิงก็ลุกไปนั่งเล่นกับเจ้าแซมที่คงเพิ่งกินข้าวคลุกปลาทูอิ่มแล้วเดินมานอนแผ่หราอยู่กลางเรือน  จากนั้นมันก็นอนกระดิกหางอย่างสบายอารมณ์อย่างไม่สนใจคนที่เดินผ่านไปมาเลย

 

บรรยากาศในรั้วพระบวรราชวังที่เสมือนหลุดเข้ามาอีกโลกหนึ่งซึ่งในสายตาเด็กหญิงช่างดูเนิบช้าและเงียบเชียบ  กลอยคิดว่าก่อนหน้านี้ที่สมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่นั้นบรรยากาศคงตรงกันข้ามกับตอนนี้เป็นแน่  แต่เวลาที่เปลี่ยนไปเพียงไม่นานแม้ทุกอย่างยังดำเนินต่อไปตามวงล้อแห่งกาลเวลา  หากทว่าดูเหมือนผู้คนในนี้ไร้ชีวิตชีวาด้วยมองในตาแต่ละคนที่เดินผ่านเสมือนคนที่อยู่ภาวะสับสนและสงสัยว่าจะทำอย่างไรต่อไป

“กระไรแม่กลอย  หยุดมองสิ่งใดกันมิเดินตามฉันมาเล่า”  นางแสงส่งเสียงเอ็ดเด็กหญิงที่กำลังยืนมองเหล่าบรรดานางในที่เดินผ่านไปมาอยู่หน้าพระที่นั่งรังสรรค์จุฬาโลก

“คุณนายเจ้าขา  ฉันว่าบรรดาคุณข้าหลวงเหล่านี้ล้วนมีใบหน้างดงามหากแต่ยิ่งพิศยิ่งดูหมองเศร้านะเจ้าคะ”

“จะมิให้เป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเล่าก็เจ้านายเสด็จสรรคจะมีใครมัวแต่ยิ้มแย้มอยู่ได้เล่า”  นางแสงเอ่ยพลางแววตาก็หมองหม่นไปด้วย

“ฉันเห็นตั้งแต่ตอนที่ผ่านเขตพระราชฐานชั้นนอกเข้ามาแล้วว่าทหารเวรยามที่แต่งตัวอย่างพวกฝรั่งล้วนแต่ดูไร้ความกระตือรือร้น”

“อย่าได้เอ็ดอึงไปแม่กลอย  แม้พระองค์เสด็ตสรรคตหากแต่พระโอรสคือพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศก็อาจได้รับการสถาปนาเป็นกรมพระราชวังบวรต่อไป  พระราชวังคงมิไร้เจ้านายดอก”

“คุณนายทราบได้อย่างไรเจ้าคะ”  กลอยกระซิบกระซาบตามเสียงคู่สนทนา

“มิรู้ดอก  ฉันก็เดาเอาทั้งสิ้น”

นางแสงตัดบทพลางรีบจูงมือเด็กหญิงให้เร่งฝีเท้าเพื่อไปยังเรือนเจ้าจอมโดยเร็ว  ความจริงนางบังเอิญได้ยินสามีสนทนากับคุณหลวงท่านหนึ่งเมื่อกลายวันก่อนเรื่องการที่สมเด็จช่วงสนับสนุนให้แต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศเป็นวังหน้าองค์ต่อไปแต่ก็เป็นเพียงการสนทนาของขุนนางระดับสูงในวังหลวงยังมิได้มีการแต่งตั้งประกาศแต่อย่างใด  ถึงกระนั้นนางก็จดจำคำสนทนาได้เป็นอย่างดีเพราะเป็นสิ่งที่คิดไว้อยู่เช่นเดียวกัน

“แหม  กระไรกันเจ้าคะ  เดาได้เยี่ยงไร”

“เลิกพูดได้แล้วแม่กลอย  เมื่อแรกมาอยู่ด้วยกันมิเห็นพูดเจื้อยแจ้วเช่นนี้  สมคงจะติดนิสัยมาจากลูกพี่ของหล่อนเป็นแน่”  นางแสงหมายถึงนิสัยของบุตรีที่ถ่ายทอดมายังเด็กหญิงไม่ผิดเพี้ยน  ทั้งช่างสังเกต  และช่างเจรจาเกินวัย

“เจ้าค่ะ​ ๆ”  กลอยหัวเราะพลางเดินลิ่ว ๆ ตามแรงจูงของนางแสงอย่างอารมณ์ดี

เด็กหญิงสังเกตบรรยากาศโดยรอบไปพลางระหว่างเดินเข้าเขตพระราชฐานชั้นในอันเป็นที่พำนักของคุณจอมแล้วก็ได้แต่คิดว่าตนเองช่างมีวาสนานักที่ได้มาอยู่กับพี่โชติจึงได้เห็นสิ่งปลูกสร้างงดงามแปลกตาที่มิใช่บ้านเรือนตามสวนและท้องร่องเป็นถิ่นฐานเดิมของตน  หลายเดือนมานี้กลอยเติบโตทั้งร่างกายและจิตใจจนเกือบลืมความเจ็บปวดที่ผ่านมาด้วยปัจจุบันที่เกิดขึ้นในแต่ละวันช่วยเยียวยาจิตใจดวงเล็ก ๆ ของเด็กหญิงได้เป็นอย่างดี

 

ลมแรงที่ปะทะเข้ากับใบหน้าของหญิงสาวผู้มีผิวสองสีจากดินแดนตะวันออกยิ่งทำให้พวงแก้มที่มีผิวสองสีเริ่มระเรื่อขึ้นจากความเย็น  แม้แต่มือที่หญิงสาวได้เตรียมถุงมืออันหยิบยืมจากครูเฮาส์ผู้ช่วยหล่อนตระเตรียมผ้าห่มสำหรับเมืองหนาว  หากเมื่อถึงเวลาเผชิญสภาพอากาศเป็นครั้งแรกก็ทำเอาทั้งหล่อนและคุณป้าโอดครวญกับความหนาวเย็นจนแทบไม่อยากกระดิกตัว

“กระไรจะหนาวปานนี้”  คุณหญิงอ่วมบ่นอุบในสภาพร่างกายที่ห่อหุ้มไปด้วยเสื้อคลุมตัวหนาที่สวมทับชุดผ้านุ่งและเสื้อแขนยาว

“นั่นสิเจ้าคะ  เห็นทีจะมิต้องทำอันใดเพราะมัวแต่พะวงเรื่องความหนาวเหน็บนี่เอง”

“พ่อชายก็ช่างกระไร  มิได้เตือนป้าเลยว่าจะหนาวแบบนี้”  คุณหญิงบ่นถึงบุตรชายผู้เคยมาเยือนดินแดนนี้แล้วเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้ากับคณะราชทูตสยาม

“หามิได้ค่ะคุณป้า  หลานจำได้ว่าพ่อชายบอกว่าอากาศเย็นกว่าบ้านเรานักหากแต่น้องสวมเสื้อคลุมอย่างหนาแลข้างในสวมเสื้อสองชั้นด้วยกัน”

“นั่นสิ  ป้าว่าเราหาผ้ามาห่มเพิ่มกันเถิดแม่โชติ”  คุณหญิงเร่งให้หลานสาวหยิบเสื้อตัวในที่ตัดมาเฉพาะสำหรับสวมก่อนเสืื้อแขนยาวของตน

“ดีนะคะที่เรามิได้มาช่วงเดือนที่มีลาแนจ”

“หลานว่าอย่างไรนะ”

“ลาแนจค่ะคุณป้า”

“สิ่งนั้นแหละ  คือสิ่งใดกัน”  คุณหญิงมองหน้าหลานสาวอย่างสงสัย

“ก็คือน้ำแข็งเกล็ด ๆ ที่ตกมาจากฟ้าค่ะ”  โชติอธิบายถึงธรรมชาติในฤดูหนาวของประเทศนี้

“อ้อ  หมายถึงสโนว์น่ะหรือ”

“คุณป้ารู้ด้วยฤาคะ”  หญิงสาวอุทานอย่างแปลกใจเพราะเธอคิดว่าคนในสยามคงไม่ใคร่รู้จักสิ่งที่เธอกล่าวถึงนัก  แม้แต่ตัวเธอเองผู้กำลังอธิบายอยู่ก็หาเคยเห็นสิ่งที่พูดถึงด้วยตาตนเองไม่

“เหตุใดจะไม่รู้เล่า  แค่ยังมิเคยเห็นด้วยตาเท่านั้น”  คุณหญิงเอ่ยยิ้ม ๆ พลางเลือกผ้าตรงหน้าให้หญิงสาวสวมใส่ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องสนทนาอีกครั้ง  “วันพรุ่งป้าจะบอกคุณลุงของหลานให้คนพาไปห้างร้านสำหรับหาซื้อเสื้อมาคลุมสักตัวดีหรือไม่”

“ดียิ่งนักค่ะ  หลานก็กำลังคิดอยู่ว่าควรหาผ้าผ่อนสำหรับที่พอดีกับอากาศและความทนของร่างกายเราได้มากกว่า  ที่หยิบยืมมาเห็นทีจะไม่กันหนาวได้ตลอดดอกค่ะ”

“เช่นนั้นหลานก็จัดของต่อเถิด  อย่าลืมตรวจดูบรรดาของที่ส่งตามมาจากเรือที่เราจะนำไปแสดงด้วยนะแม่โชติ”

“ค่ะ  คุณลุงจะพาไปที่งานวันใดคะ”

“อีกไม่นานดอก  คงรอให้เตรียมเรื่องเข้าเฝ้าเรียบร้อยเสียก่อน”

“ค่ะ”  หญิงสาวรับคำพลางยกไหล่ขยับตัวเพื่อไล่ความหนาว  แม้อยู่ในตึกที่มีผนังหนาแต่หญิงสาวกลับยิ่งรู้สึกว่าข้างในเย็นยะเยือก  อาจเพราะเป็นคราแรกที่ได้มาต่างบ้านเมืองทั้งสภาพอากาศก็แตกต่างกันจากหน้ามือเป็นหลังมือหญิงสาวจึงรู้สึกว่าภายในใจช่างเงียบเหงาไม่สดชื่นเช่นที่เธอหวังไว้ล่วงหน้าสักนิด

 

อากาศหนาวเย็นในความรู้สึกของชาวตะวันออกมิได้เกินความรู้สึกของโชิตมากนักเพราะเมื่อหญิงสาวมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาที่เดินอยู่นอกร้านเสื้อผ้าก็พบว่าสตรีที่แต่งกายแปลกตาล้วนมีผ้าคลุมห่มทับอย่างงดงาม

อีกชั้นกันถ้วนหน้า  หญิงสาวเดินมองเสื้อผ้าที่ล้วนตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อดีซึ่งมีแต่สตรีชั้นสูงมาสั่งตัดในร้านนี้เนื่องจากวันนี้ภรรยาของเจ้าเมืองอาสาพาหล่อนและคุณป้ามาหาซื้อเสื้อผ้าที่ต้องการ

“มาดมัวแซลอยากลองแต่งกายแบบชาวเราฤาไม่”  มาดามถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเมื่อเห็นโชติยืนมองชุดที่ตัดเสร็จซึ่งแขวนอยู่ในร้านอย่างสนใจ

โชติมองชุดกระโปรงยาวแขนยาวช่วงบนพองเล็กนอยและมีระบายตรงข้อมือ  ตัดเย็บด้วยผ้าไหมสีไข่นกการเวกเนื้อดี  ส่วนที่แปลกตาคือตั้งแต่ช่วงเอวลงมาบานเป็นชั้นซ้อนกันซึ่งหญิงสาวรู้สึกว่ามีการดันด้านหลังให้ยกขึ้นและหากมองระยะไกลท่อนล่างก็จะรู้สึกเหมือนทรงระฆัง  ทั้งช่วงบนและช่วงล่างของชุดประดับตกแต่งตามจุดต่าง ๆ ด้วยผ้าตัดเป็นเส้นเล็ก ๆ สีกลีบบัวที่ผูกเป็นห่วงทิ้งชายสองข้างลงมายิ่งเสริมให้ดูหรูหราจนหญิงสาวนึกอยากเห็นผู้เป็นเจ้าของขึ้นมาครามครัน

“งดงามมากเจ้าค่ะหากแต่ดิฉันรู้สึกว่าอาจจะสวมใส่ยากสักหน่อย  ดูเหมือนจะหนักมากนะเจ้าคะ”  หญิงสาวเอ่ยช้า ๆ เนื่องจากต้องค่อย ๆ เรียบเรียงคำพูดออกมาเป็นภาษาฝรั่งเศสที่เธอเพิ่งได้ใช้จริง ๆ เป็นครั้งแรก

ภรรยาเจ้าเมืองมองหญิงสาวผู้สนทนาภาษาของเธออย่างเอ็นดู  ใบหน้างดงามโดดเด่นอันแตกต่างจากความงามที่เธอคุ้นตานี้หากได้แต่งกายเยี่ยงสตรีสูงศักดิ์ชาวฝรั่งเศสคงจะงดงามยิ่งกว่าภาพเขียนใดที่จิตรกรเคยรังสรรค์เอาไว้ทีเดียว

“หากอยากลองแต่งตัวเยี่ยงนี้เมื่อใดอย่ารีรอที่จะมาตามฉันได้นะจ๊ะ  ฉันยินดีพามาเลือกชมหรือจะให้ทางร้านเขาวัดตัวเพื่อจะได้ตัดไว้ก่อน  ดีหรือไม่”  ท่าทางกระตือรือร้นของอีกฝ่ายทำเอาคุณหญิงอ่วมอดไม่ได้ที่จะถามจากโชติ  เมื่อหญิงสาวอธิบายให้ผู้เป็นป้าฟังอีกฝ่ายก็พยักหน้าเข้าใจพลางเอ่ยออกมาอย่างชวนคิด

“หากหลานอยากลองตัดชุดแลแต่งกายแบบหญิงฝรั่งเศสย่อมลองดูได้นะแม่โชติ  แต่วันที่เราต้องไปที่งานแสดงสินค้านั้นควรจักแต่งกายแบบสยามเพื่อให้เขาเห็นว่าบ้านเมืองเรามีทั้งผ้าผ่อนแลวิธีนุ่งห่มงดงามมิแพ้ใคร”

“จริงหรือคะคุณป้า  หลานลองสวมชุดเยี่ยงนี้ได้จริงหรือคะ”  หญิงสาวเอ่ยอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นผู้อาวุโสพยักหน้าเป้นเชิงอนุญาต  โชติจึงหันไปบอกภรรยาเจ้าเมืองว่าอยากลองวัดตัวเพื่อตัดชุดสักชุด

“โอ้  ยินดียิ่งนักมาดมัวแซล  เช่นนั้นฉันจะเรียกให้ช่างมาวัดตัวนะ”  ภรรยาเจ้าเมืองหันไปทางสาวใช้และบอกให้ไปตามเจ้าของร้านมาวัดตัว  จากนั้นโชติและคุณป้าก็หันไปเลือกชมหมวกที่ทางร้านตัดเย็บไว้เพื่อขายให้ลูกค้าด้วย  เพียงไม่นานเจ้าของร้านก็เดินออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มก่อนจะตรงเข้ามาทักทายภรรยาเจ้าเมืองอย่างสนิมสนมทั้งยังมองเลยมายังโชติด้วยสายตาชื่นชม

หากแต่ยังไม่ทันที่ทุกคนจะเอ่ยแนะนำตัวและทักทายกันพลันเสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับที่เสียงจังหวะก้าวเดินใกล้เข้ามา  โชติหันไปมองผู้เข้ามาเยือนและพบว่าสตรีผู้มีใบหน้างดงามราวภาพเขียนกำลังยืนอยู่ตรงหน้า  ดวงตาสีฟ้าที่มองมาทำเอาโชติถึงกับเผลอกะพริบตาด้วยความตื่นตาในความงดงามลงตัว  เรือนผมสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำที่เจ้าตัวเพิ่งปลดเชือกใต้คางและดึงหมวกออกมาช่างรับกับดวงตาคู่นั้น  ริมฝีปากคู่บางที่คงจะเติมแต่งด้วยสีผึ้งสีแดงก่ำเมื่อมีผิวขาวราวแก้วกระเบื้องเคลือบที่เธอมักไปเลือกซื้อที่ห้างบนถนนเจริญกรุงเป็นพื้นหลังก็ยิ่งเสริมให้ใบหน้าของสตรีผู้นี้ดูโดดเด่นยิ่งนัก

เจ้าของใบหน้างดงามมองมายังสตรีสองคนที่แต่งกายแปลกตาแล้วก้มศีรษะให้เป็นเชิงทักทาย

“บงชูร์มาดาม”  หญิงสาวรายนั้นเดินเข้ามาสวมกอดและเอ่ยทักทายภรรยาเจ้าเมือง  รอยยิ้มของเธอราวกับจุดไฟในห้องให้สว่างไสวขึ้นมาในพริบตา

“อ้อ  เฟลอร์ที่รัก  มาตัดชุดหรือจ๊ะ”  โชติได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยนามผู้มาเยือนก็นึกได้ว่าทั้งสองคงสนิทสนมคุ้นเคยกันมากและชื่อของหญิงสาวผู้นี้ก็สมตัวยิ่งเพราะเธอช่างงดงามราวกับดอกไม้จริง ๆ

“หามิได้ค่ะ  ฉันมารับชุดที่สั่งตัดไว้”  เฟลอร์ตอบยิ้ม ๆ พลางทอดสายตาไปยังชุดที่แขวนอยู่

โชติมองใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างสนใจใคร่รู้ว่าหญิงผู้มีนามว่าเฟลอร์นี้คงเป็นบุคคลชั้นสูงในสังคมปารีสเป็นแน่ด้วยว่าแม้จะยังอยู่ในวัยสาวซึ่งอาจมีวัยใกล้เคียงกับเธอหรืออาจมากกว่าเพียงไม่กี่ปีแต่ท่าทางองอาจแลเด็ดขาดในแววตาทำให้เมื่อมองไปทางใดโชติก็เห็นว่าแต่ละคนมีท่าทางเกรงใจเฟลอร์อยู่ในที  เริ่มจากเจ้าของร้านที่ดูพินอบพิเนากว่าคนอื่นเมื่อเฟลอร์มองไปยังหล่อนและรีบไปหยิบชุดมาให้เฟลอร์ได้ชมใกล้ ๆ อย่างเอาใจ

แม้ว่าเจ้าภรรยาเจ้าเมืองผู้เพิ่งสั่งให้มาวัดตัวโชติเมื่อครู่นี้ก็มิอาจจัดอยู่ในผู้ที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรกได้



Don`t copy text!