
นิราศรักสองนครา บทที่ 36 : หัวใจที่หนักอึ้ง
โดย : ปรียนันทนา
![]()
นิราศรักสองนครา โดย ปรียนันทนา เรื่องราวของโชติ หญิงสาวชาวสยาม กับทางเลือกสองทาง ความรักของชายหญิงกับความรักหวงแหนแผ่นดินเกิด เธอจะเลือกทางใด และหากไม่สามารถเลือกได้ จะมีหนทางใดที่ใจสองดวงจะมาบรรจบพบกัน ณ จุดที่ลงตัวได้หรือไม่ นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านพร้อมกันที่นี่ anowl.co
“หล่อนสงสัยสิ่งใดกัน แม่อ่วม” พระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ไม่แปลกใจในส่ิงที่ภรรยาเอกเอ่ยนัก เพียงแต่เกรงว่าหากเขาเป็นฝ่ายแสดงความรู้สึกออกมาอย่างโจ่งแจ้งก่อน แม่โชติคงรู้สึกไม่ดีด้วยความรู้สึกที่มีต่อหนุ่มฝรั่งเศสผู้นั้นเริ่มแน่ชัดว่ามีใจให้แน่นอน
“คุณพี่เจ้าคะ น้องสงสัยว่าคุณพี่คุยอันใดกับพ่อของพ่อมิเชล เพราะน้องได้ยินเสียงกระซิบกระซาบระหว่างแม่กับลูกชายตอนที่กำลังเดินไปอีกห้องหนึ่งน่ะค่ะ
“แม่ลูกเขาคุยกันมันแปลกตรงไหนกันแม่อ่วม”
“แม่ลูกคุยกันมันจะแปลกได้เยี่ยงไรเจ้าคะ หากว่าคุยกันปกติไม่ใช่เบาเสียงกลัวว่าใครจะได้ยินทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายก็เพียงรู้เรื่องภาษาของเขางู ๆ ปลา ๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ” คุณหญิงอ่วมเฉลยความคิดในใจออกมาด้วยท่าทางราวผู้ชนะขณะที่ในมือยังถือขวดยาดมที่แม่ของโชติตระเตรียมมาให้อย่างถูกใจ
“คุณป้าขา” โชติส่งเสียงเรียกอีกฝ่าย “คุณป้าเป็นแค่คุณหญิงท่านราชทูตแน่แท้หรือไม่คะ”
“เยี่ยงไรกันแม่โชติ”
“หามิใช่แล้วหลานจะไพล่ไปคิดว่าคุณป้าเป็นพวกอุปนิกขิตเสียแล้ว”
โชติมีสีหน้าประหลาดใจในความเฉียบคมของอีกฝ่ายยิ่งนัก หากเมื่อคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งโชติคิดว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณป้าของเธอจะคิดได้เยี่ยงนี้เนื่องจากท่านมิใช่เพียงคู่ครองหากยังเป็นคู่คิดที่รู้ใจสามีอย่างเที่ยงแท้
“หล่อนออกจะพูดเกินจริงไปมากโขนะแม่โชติ คนเยี่ยงป้าจะกลายเป็นพวกช่างสอดแนมได้อย่างไร”
“คุณหญิงเจ้าขา จะหาว่าบ่าวหาเรื่องก็ได้นะเจ้าคะ แต่บ่าวออกจะเห็นด้วยกับคุณโชตินัก” สาวใช้คนสนิทเอ่ยขณะนั่งคุกเข่าแล้วค่อย ๆ ยกแก้วยาหอมที่พร่องเกือบหมดออกมาจากโต๊ะแล้วเดินเลี่ยมาอีกมุมหนึ่งเพื่อสังเกตสถานการณ์เงียบ ๆ
“นั่นอย่างไรเล่า พี่บัวยังคิดเหมือนหลาน แล้วคุณลุงเล่าเจ้าคะ”
“เห็นจริงว่าฉันปิดสิ่งใดแม่อ่วมไม่ได้เสียแล้ว” เจ้าคุณนั่งมองภรรยาเอกอย่างชื่นชมก่อนจะมีสีหน้าขรึมลงจนทุกคนรู้สึกกระวนกระวายใจ “พ่อของเจ้าหนุ่มฝรั่งคนนั้นมิใคร่เหมือนลูกชายของเขา”
“คุณลุงอย่าบอกนะคะว่า พ่อของมิเชลกำลังหว่านล้อมเรื่องการค้าสินค้าในบ้านเราให้แก่เขา”
“หากแค่สินค้าทั่วไปก็มิได้กระไร เพราะหากเขาต้องการติดต่อซื้อขายเพียงแค่ผ่านกรมท่าเช่นนายห้างฝรั่งที่ตั้งห้างร้าน เช่นนั้นคงมิมีกระไร”
“แต่เขากลับอยากได้สิ่งที่หายากแลอาจเป็นการเกินควรใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“หลานรู้หรือ แม่โชติ” อีกฝ่ายมองหลานสาวอย่างไม่แปลกใจนัก ด้วยความสนใจทางด้านภาษาของโชติที่ภรรยาของเขาได้เคยเล่าให้พระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ฟังบ่อย ๆ ครานี้ถือว่าเป็นคุณยิ่งต่อการคิดเห็นเรื่องการต่างประเทศ แม้เป็นเพียงแค่เล็กน้อยหากก็มีความสำคัญอย่างไม่ควรมองผ่านเลยไป
“คุณแม่ของมิเชลสนใจพวกเพชรพลอยของเรา แลพวกของเก่าเช่นเศียรพระพุทธรูปเจ้าค่ะ”
“พุทโธ่พุทถัง เศียรพระจะเอาไปทำสิ่งใดกันแม่เอนแรง” คุณหญิงเอามือทาบอกอย่างรู้สึกไม่เข้าใจ
“พวกเขาคิดว่าของเช่นนี้เป็นของเก่าที่จะมีค่ายิ่งนักในกาลข้างหน้า” พระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์เอ่ยเนิบช้าแววตาครุ่นคิด
“ของเก่าเยี่ยงนั้นก็อยู่ที่เมืองเก่าสิเจ้าคะคุณลุง”
“แลมิใช่ของที่เราจะนำไปขายหรือมอบให้ใครได้ตามใจชอบ”
“เพราะเป็นสมบัติบ้านเมือง แม้แท้จริงแล้วอยู่มีที่กรุงเก่าออกมากมาย” โชตินึกถึงที่บิดาของเธอเคยเล่าว่าเมืองกรุ่งเก่านั้นเป็นเมืองที่ผ่านศึกสงครามมาทำให้ร้างไปนาน แต่เมื่อในหลวงเสด็จประพาสได้โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระที่นั่งจันทรเกษมเพื่อเป็นที่ประทับในคราวเสด็จประพาส เมื่อแล้วเสร็จจึงโปรดเกล้าฯ ให้เรียกชื่อว่าพระราชวังจันทรเกษม ทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งที่บางปะอินองค์หนึ่งและตั้งชื่อว่า “พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์” ตามชื่อเดิมกับพระที่นั่งเมื่อครั้งที่พระเจ้าปราสาททองทรงสร้างไว้
สิ่งอันเทียงแท้และแน่นอนคือซากเมืองเก่าที่แม้ว่าได้มีการฟื้นฟูเมืองกรุงเก่าขึ้นอีกครั้งโดยมีเจ้าเมืองปกครองดูแลต่างพระเนตรพระกรรณอยู่ กลับไม่ได้ทำให้บรรยากาศอันชวนเงียบเหงาของเมืองกรุงเก่าหายไปตามคำบอกเล่าของบิดาของหญิงสาวเมื่อคราวที่ได้ร่วมขบวนเสด็จด้วย หญิงสาวจึงได้แต่แปลกใจยิ่งว่าเหตุใดพวกชาวต่างชาติมีบิดาของมิเชลเป็นเบื้องต้นถึงคิดว่างานพุทธศิลป์ที่ผ่านเวลาเป็นเวลาตายของทั้งผู้คนแลบ้านเมืองจนน่าจะกลายเป็นบทบันทึกแห่งความโศกสลดมากกว่าศักดิ์สิทธิ์จะน่าสนใจกระทั่งเป็นหัวข้อแห่งการสนทนาอันมีผลประโยชน์เป็นที่ตั้งได้
“ใช่ แม้จะเป็นของเก่าที่เรามิอาจรักษามีแต่จะปล่อยให้ปรักหักพังไปตามกาลเวลา หากแต่ก็มีคุณค่าต่อจิตใจชาวสยามเยี่ยงเรา เพราะเป็นของที่บรรพุรุษต่างได้สร้างไว้ สิ่งเหล่านั้นจะเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวความรุ่งเรืองแห่งชนชาติต่อนานาอารยประเทศได้ในภายภาคหน้า”
พระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์เอ่ยท่ามกลางความเงียบงันที่กำลังสร้างความอึดอัดให้ทุกคนที่นั่งอยู่ในโถงอาคารรับรองราชทูตด้านบน ท่านผู้ติดตามทั้งหลายเข้าพักผ่อนกันหมดแล้วตอนนี้ผู้เป็นหัวหน้าคณะจึงไม่อยากรบกวนหารือกับใคร เขารู้สึกว่าครานี้ฝรั่งเศสที่มาพร้อมกับท่าทีแห่งการเจรจาเยี่ยงมหามิตร แต่กลับเริ่มต้นอย่างมีปัญหาและลงท้ายด้วยการที่เขาต้องเดินทางมาเพื่อเจราจาเรื่องคนในบังคับฝรั่งเศสที่กงสุลโอบาเรต์ก่อเรื่องไว้ ทั้งยังเรื่องดินแดนในอารักขาที่ฝรั่งเศสคอยแต่จะอ้างสิทธิ์ เมื่อมาเจอคนที่คิดว่าอาจเป็นมิตรได้เช่นเมอสิเออร์เลอกอล์ฟเพราะคิดว่ามิเชลผู้เป็นบุตรชายมีท่าทีอ่อนโยนและให้เกียรติหลานสาวของเขา แต่สุดท้ายกลับพบว่ามิมีมิตรภาพที่จริงแท้ไปได้เลยหากปราศจากผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง
“และเราก็มิอาจนำไปมอบให้ใครต่อใครได้ตามอำเภอใจด้วย” เสียงของคุณลุงดังกังวานอย่างที่หญิงสาวมิเคยได้ยินมาก่อน สีผิวที่ค่อนข้างคล้ำหากทว่าสามารถเห็นได้ชัดว่ายามนี้กำลังแปรเปลี่ยนเป็นอมแดงด้วยโลหิตในกายคงหมุนเวียนตามแรงอารมณ์ไม่พอใจที่ขึ้นสูงขณะนี้
“แล้วเยี่ยงนี้หลานจะทำเช่นไรล่ะแม่โชติ” คุณหญิงอ่วมถามอย่างเห็นใจ มองสีหน้าที่เคยมีประกายสดใสแห่งความหวังในชีวิต แต่บัดนี้กลับพบว่ามีรอยความกังวลพาดทับอย่างชัดเจน
“จริง ๆ แล้วพ่อกับลูกก็คนละคนกันนะ” พระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์เอ่ยออกมาเสียงเรียบอย่างที่คนรอบข้างไม่อาจคาดเดาความรู้สึกได้
แววตาเคร่งขรึมคล้ายจะจางความกังวลลงแต่ริมฝีปากกระจับอิ่มกลับไร้รอยยิ้มน้อย ๆ เช่นเมื่อครู่ ไม่ใช่ว่าโชติไม่ได้ยินสิ่งที่แม่ของมิเชลพูด หญิงสาวได้ยินชัดเพียงแค่ยังไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้สมบูรณ์ แม้มีความรู้สึกรบกวนจิตใจบางอย่างแต่หญิงสาวเลือกจะปล่อยมันผ่านไปแล้วใส่ใจกับการต้อนรับในขณะนั้นมากกว่าอื่นใด แต่เมื่อได้กลับมาคิดทบทวนท่ามกลางบรรยากาศที่คุ้นเคยในครอบครัวที่แม้ว่าท่านผู้ใหญ่ทั้งสองจะไม่ใช่บิดามารดา แต่โชติก็รักและมีกตัญญุตาคุณต่อท่านเป็นที่ตั้งเสมอมา
หากเธอเลือกหัวใจตนเองก็เท่ากับว่าบิดพลิ้วในสิ่งที่ยึดถือ ทั้งอาจเรียกได้ว่าไม่มีกตเวทิตาคุณต่อผู้มีพระคุณ
และยิ่งไปกว่านั้นคือ ต่อบ้านเกิดเมืองนอนของเธอหรือไม่
ผู้คนเดินขวักไขว่ในอาคารที่คนสยามเรียกว่า “ศาลาไทย” ท่ามกลางงานแสดงสินค้าและสิ่งประดิษฐ์ของโลก การเดินทางของคณะราชทูตสยามในครานี้นอกจากเรื่องความเมืองที่ยังอึมครึมกับฝรั่งเศส ส่ิงตรงหน้าอาจคงเป็นเรื่องเดียวที่เยียวยาหัวใจผู้ร่วมเดินทาง โชติยืนมองชาวต่างชาติที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมากมายขนาดนี้ ด้วยเพราะที่บ้านเกิดของเธอนั้นชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นคนอังกฤษหรือฝรั่งเศสล้วนอยู่ในย่านทำมาค้าขายของตน ไม่ได้มีให้พบเห็นมากมายเท่าใดนักหากไม่ใช่คนที่ชอบเสาะแสวงหาก็อาจไม่มีโอกาสพบเจอได้เลย แม้แต่คนที่ชอบเรียนรู้เช่นเธอก็ไม่ได้พบต่างชาติในชีวิตประจำวันมากนักยกเว้นแต่พบกับครูที่บ้านของท่านเท่านั้น
“มีแต่พวกฝาหรั่งมากมายจนมองไม่หวาดไม่ไหวนะเจ้าคะ” บัวที่คอยช่วยเป็นลูกมือคุณหญิงผู้กลังเดินตรวจตราบรรดาสิ่งของที่นำมาแสดงที่บัดนี้กำลังได้รับความสนใจจากนักข่าวที่กำลังเวียนมาตั้งกล้องบันทึกภาพเพื่อนำไปลงสิ่งพิมพ์ที่เรียกว่าหนังสือ บัวได้ยินคุณโชติบอกว่าเหมือนกับหนังสือพิมพ์ที่หมอบลัดเลย์ทำในบ้านของเรา
“ก็นี่มันบ้านเมืองเขา ไอ้ที่เราว่าแปลกตานั่นแท้จริงคงเป็นพวกเรามากกว่ากระมัง แม่บัว” คุณหญิงอ่วมผู้ซึ่งวันนี้ทุเลาอาการอ่อนเพลียลงแล้วคอยยืนมองคณะผู้จัดงาน ช่างภาพและผู้ชมอย่างยิ้มแย้มต้อนรับ พระยามธุรานุรักษ์กงสุลสยามประจำฝรั่งเศสที่เป็นคนฝรั่งเศสมาช่วยอธิบายข้าวของเครื่องใช้ในตู้อย่างละเอียดดีจนคุณหญิงแทบจะหายเหนื่อยเมื่อเห็นแววตาตื่นเต้นของทุกคน ก่อนที่ผู้มาเยี่ยมเยือนจะได้รับของที่ระลึกเป็นปลาตะเพียนสานตัวเล็ก ๆ น่าเอ็นดูถือกันออกไปคนละตัว
“นั่นสิเจ้าคะ จริง ๆ แล้วพวกเขาคงมองว่าเราแปลกเสียมากกว่า”
“นี่ยังดีที่หญิงฝาหรั่งเมืองนี้ตัวเล็ก มิได้ใหญ่โตเยี่ยงชายฝาหรั่งบางคนที่บ่าวเคยเห็นตรงถนนใหม่เมื่อคราวที่ไปซื้อถ้วยชามชุดใหม่กับคุณโชติ ผู้หญิงบ้านเมืองเขาผิวขาวซีด ๆ แต่ก็มีผมสีคล้ายเรานะเจ้าคะ นาน ๆ ถึงเห็นพวกผมทอง ๆ ดูไม่คุ้นตาพิกล” บัวเอื้อนเอ่ยอย่างคนที่รับใช้ใกล้ชิดสนิทกับผู้เป็นนายมานาน อีกทั้งคุณหญิงเป็นคนชอบให้คนใกล้ตัวพูดจาแสดงความเห็นเพื่อจะได้รู้ความรู้สึกนึกคิดของแต่ละคน จึงไม่แปลกที่บ่าวบ้านท่านเจ้าคุณสุรวงษ์ไวยวัฒน์เป็นที่เลื่องลือนักว่าเจรจาต้อนรับแขกเก่ง คนที่เข้านอกออกในเรือนนี้ต่างรู้ดีว่าเป็นเพราะคุณหญิงอ่วมผู้เป็นภรรยาเอกฝึกฝนจนเป็นเช่นนี้นั่นเอง
“ตอนนี้ถนนเปลี่ยนชื่อแล้ว หล่อนก็เรียกให้ถูกด้วยนะแม่บัว”
“เจ้าค่ะ แหม บ่าวขี้ลืมเจ้าค่ะคุณหญิง ถนนเจริญกรุง ในหลวงพระราชทานชื่ออย่างเพราะพริ้งแต่เราก็ยังชินเรียกชื่อเดิมนะเจ้าคะ”
“แขกไปใครมาจะหาว่าฉันหย่อนการอบรม” คุณหญิงติงแต่ไม่ได้จริงจังนัก เมื่อมองไปยังหลานสาวที่กำลังเตรียมของมอบให้กับนักข่าวที่เริ่มทยอยบันทึกภาพเสร็จสิ้นก็ได้แต่ถอนใจกระทั่งบ่าวคนสนิททักขึ้นมา
“ว่าแต่ บ่าวเห็นใจคุณโชติเสียจริงนะเจ้าคะ”
“ทำไมหรือบัว” ผู้เป็นนายแสร้งถามหยั่งเชิงเพราะอยากรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร บัวค่อนข้างสนิทกับแม่โชติเนื่องจากเห็นกันมาแต่เล็กแต่น้อย แม่โชติก็นับถือว่าเป็นพี่มิได้วางตนเป็นนายกับอีกฝ่าย อาจเป็นได้ว่าหลานสาวคนนี้พูดจาเรื่องพ่อหนุ่มมิเชลให้บัวฟังอยู่บ้าง
“พูดไปจะหาว่านินทานายหรือไม่เจ้าคะ”
“หล่อนก็พูดมาเสียขนาดนี้แล้ว จะเรียกว่าอย่างใดได้เล่าจ๊ะ” เสียงท้ายออกจะหมั่นไส้คนสนิท แต่แววตาที่มองมานั้นแกมบังคับในทีให้อีกฝ่ายพูดออกมา
“คุณโชติน่ะ ดูท่าจะมีใจให้ฝ่ายนั้นไม่น้อยเจ้าค่ะ” บัวเอ่ยเสียงอ่อย ก่อนจะเริ่มเล่าต่อไป “คราวที่ไปพบกันที่ริมแม่น้ำนั่น พ่อหนุ่มคนนั้นพาไปนั่งดื่มข้าวแฝ่ในร้านแบบที่คนที่นี่นิยม เรียกว่า ‘กาเฟ่’ ท่าทางดีเชียวเจ้าค่ะ ตอนท้ายก่อนจะกลับยังมอบของให้กัน” บัวพูดแล้วก็เหมือนรู้ตัวรีบเอามือปิดปากอย่างเกรงใจ
“เหตุใดหยุดพูดเล่าแม่บัว ฉันรอฟังอยู่”
“บ่าวควรพูดแน่ใช่ไหมเจ้าคะ”
“ก็พูดมาเสียยืดยาวจะมาหยุดด้วยเหตุใดเล่า อันที่จริงน่ะฉันก็พอรู้ว่าแม่โชติคงได้ของกำนัลจากพ่อหนุ่มนั่น แต่ไม่ได้อยากถามไถ่มากนัก เห็นว่าโตพอสมควรแล้ว อีกอย่างหล่อนก็ไปเป็นเพื่อนหลานฉัน แถมผู้คนเมืองนี้ก็ขวักไขว่มิได้เงียบเชียบเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนพอจะไปหลบทำอะไรลับ ๆ ล่อ ๆ” คุณหญิงทิ้งห้วงเพื่อสูดลงหมายใจลึกขึ้นก่อนพูดออกมา
“เราทำสิ่งเปิดเผยก็ย่อมสง่างามด้วยตัวเองอยู่แล้ว หล่อนจะมากลัวว่าทำสิ่งนั้นก็ไม่ได้ทำสิ่งนี้ก็ไม่งาม มันใช่เรื่องหรือแม่บัว”
“ขอประทานโทษเจ้าค่ะ ความจริงคุณโชติเธอก็มิได้ทำสิ่งใดให้เป็นที่ครหาดอกเจ้าค่ะ เพียงแค่รับน้ำอบน้ำปรุงฝาหรั่งจากคุณมิเชล แต่บ่าวแค่คิดว่าหากหญิงใดรับของกำนัลจากชายแล้วก็เสมือนรับรักน่ะสิเจ้าคะ”
“แล้วรับมิได้หรือไร หญิงหรือชายก็มีความรู้สึกเท่า ๆ กัน แต่เมื่อรับมาแล้วก็หาใช่ว่าจะต้องถือไว้เช่นนั้นตลอดหากว่าสิ่งนั้นมิได้คู่ควรเป็นของเราหรือเหมาะสมกับเราเท่าที่เราคิดแต่แรก ใช่หรือไม่ แม่บัว”
คำพูดสุดท้ายที่บัวได้ยินจากปากของผู้เป็นนายก่อนที่อีกฝ่ายต้องไปต้อนรับผู้จัดงานที่กำลังเดินมาทักทายไขข้อกังวลในใจได้เป็นอย่างดี จากที่เห็นใจและกลัวว่าคุณโชติอาจเสียหน้าที่รับของกำนัลมาแล้วแต่เรื่องราวกลับกลายเป็นว่าบ้านของฝ่ายชายไม่ได้เป็นเช่นที่คาดหวัง กลายเป็นว่าบัวตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ได้ถ่องแท้มากขึ้น มิได้อยู่ที่ว่าใครมีใจให้ใครมากน้อยเพียงใด เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่หนุ่มสาวควรไตร่ตรองเพื่อเลือกคนมาครองคู่นั้นอาจมีมากกว่าสิ่งที่เรียกว่า…..
‘ความรัก’
“ครานี้ในหลวงคงทรงพอพระราชหฤทัยที่การเจราจาผ่านไปด้วยดี ทางฝรั่งเศสก็ดูจะให้เกียรติเราถึงกับมอบเหรียญทองคำเชิดชูเกียรติที่ชนะเลิศการประกวดสินค้าพื้นเมืองที่นำมาแสดง”
โชติพูดกับคุณป้าของเธอหลังจากที่คุณลุงเป็นตัวแทนมอบรับมอบเหรียญเชิดชูเกียรติและกำลังเตรียมตัวกลับบ้าน
“คงเป็นเช่นนั้นแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทางเราจะเชื่อใจได้ว่าทางฝรั่งเศสจะจัดการสิ่งที่ร้องขอได้อย่างลงตัวนะแม่โชติ”
โชติมองหน้าคุณหญิงป้าอย่างแปลกใจที่คิดต่างจากเธอเพราะในความคิดของหญิงสาวนั้นดูเหมือนว่าเรื่องบ้านเมืองน่าจะลงตัวเรียบร้อยดี คุณลุงได้เข้าเฝ้าพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ และถวายพระราชสาส์นรวมทั้งเครื่องราชบรรณาการ เพื่อเสนอให้ทางฝรั่งเศสพิจารณาสนธิสัญญาใหม่เกี่ยวกับดินแดนเขมร
“เหตุใดคุณป้าคิดเยี่ยงนั้นคะ” หญิงสาวถามอย่างใคร่รู้ แต่ก่อนที่อีกฝ่ายกำลังจะตอบกลับเสียงประตูห้องก็ดังขึ้นเบา ๆ และบัวเปิดเข้ามาก่อนจะส่งเสียงเรียกโชติ
“คุณโชติเจ้าขา มีคนมาขอพบเจ้าค่ะ”
“พบฉันหรือพี่บัว ใครกัน” โชติสงสัยเพียงเสี้ยวนาทีแต่พลันคิดขึ้นได้ว่าคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากมิเชลเป็นแน่
“จะเป็นใครไปได้เล่า” คุณหญิงหันไปพับผ้าลงกระเป๋าเดินทางต่ออย่างไม่ได้ใส่ใจแม้ความจริงแล้วจะอยากรู้มากว่าหลานสาวคนโปรดจะคิดการสิ่งใดนับจากคืนที่สนทนาเรื่องครอบครัวของมิเชล
คุณหญิงอ่วมรู้ดีว่าโชติเป็นคนรู้คิดการควรไม่ควร แม้ผู้เป็นป้าจะแน่ใจว่าหญิงสาวที่ตนฟูมฟักและรักอย่างลูกสาวจะเป็นคนเช่นไร แต่เรื่องหัวใจย่อมถือเป็นอิระของแต่ละคน เธอผู้เป็นป้าแม้มีสิทธิ์คิดการใดที่จัดสรรให้ลูกหลานได้ตามสมควรแต่ก็ไม่เคยคิดจะก้าวก่ายความรู้สึกรักชอบหรือเกลียดของใครแต่อย่างใด
“คนนั้นแหละเจ้าค่ะ” บัวพยักหน้าให้อีกฝ่ายออกมาจากห้องก่อนเดินประกบตามลงไปด้านล่างเพื่อนั่งเป็นเพื่อนอีกฝ่าย
“พี่บัว” โชติหันหน้าไปมองอีกฝ่าย “ชงชาร้อน ๆ มาให้มิเชลหน่อยสิจ๊ะ”
“เจ้าค่ะ” อีกฝ่ายผละไปจัดการตามที่หญิงสาวบอกมุมหนึ่ง
“ผมอยากชวนคุณไปข้างนอก” เขาบอกอย่างกระตือรือร้น โชติมองแววตาของหนุ่มตรงหน้าแล้วไม่พบว่ามีสิ่งใดคลางแคลงไม่แน่ใจ
“ไปไหนคะ”
“อีกไม่กี่วันคุณจะเดินทางกลับบ้านแล้วใช่หรือไม่ครับ” เขาไม่ตอบหากแต่เปลี่ยนเป็นถามหญิงสาวแทน
“ใช่ค่ะ ตอนนี้คุณป้ากำลังจัดเรียงข้าวของที่เราไม่ได้ใช้ลงกระเป๋าใหญ่ ส่วนของที่จัดแสดงจะต้องนำกลับบางส่วนคงเร่งจัดเตรียมในวันพรุ่ง”
“เช่นนั้นวันนี้ขอเวลาเพียงไม่นาน ผมจะเร่งพาคุณกลับมาช่วยคุณหญิง ได้หรือไม่ครับ” เขาส่งสายตาอ้อนวอนอย่างมีเรื่องสำคัญจนโชติเริ่มใจอ่อน อย่างไรเสียเธอก็ไม่ควรหักหาญความรู้สึกดี ๆ ที่ชายหนุ่มมีให้ แม้ยังไม่รู้ว่าจากนี้ไปจะจัดวางความรู้สึกต่อชายหนุ่มผู้ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าผู้นี้อย่างไร
“เช่นนั้นฉันจะให้พี่บัวไปบอกคุณป้าสักครู่นะคะ คุณนั่งดื่มชารอไปพลางเถิดค่ะ” โชติลุกขึ้นแล้วเดินไปบอกบัวที่กำลังค่อย ๆ เดินถือถาดกาน้ำชามา ท่าทางของอีกฝ่ายดูเหมือนจะเข้าใจว่าโชติต้องการให้เธอไปขออนุญาตคุณหญิง
“พี่บัวจ๊ะ เดี๋ยวไปบอกคุณป้าให้ฉันทีว่าเราจะไปข้างนอกกัน”
“คุณโชติไปบอกท่านเองดีหรือไม่ พี่เกรงว่าท่านจะดุเอา” บัวบอกอย่างรู้นิสัยเจ้านายของตนดี
“นั่นสิ ฉันก็ลืมไป เกรงว่ามิเชลนั่งอยู่ตรงนี้คนเดียวจะเก้อเสียเปล่า ๆ เลยให้พี่บัวไปบอกท่าน แต่ว่าฉันไปเองดีกว่านะจ๊ะ ฝากพี่บัวคุยกับมิเชลไปพลางที”
“เจ้าค่ะ คุณไม่ต้องเป็นกังวลนะคะคุณโชติ”
โชติเลี่ยงเดินไปชั้นสองอันเป็นห้องพำนักของท่านราชทูตและคุณหญิง โดยไม่รู้ว่าด้านล่างทั้งชายหนุ่มฝรั่งเศสและคนสนิทของคุณป้ากำลังคุยเรื่องใดกัน
เมืื่อกลับลงมาหญิงสาวก็พบว่าหน้าตาที่เคยสดชื่นยามเมื่อย่างเท้าเข้ามาเยือนเรือนรับรองแห่งนี้ดูมีร่องรอยกังวลบางอย่าง แต่เพียงครู่เดียวความกังวลนั้นกลับถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มสว่างกระจ่างตาเช่นที่เคยเป็น หญิงสาวคิดว่าไม่ว่ามิเชลจะอยู่ในสถานการณ์ใดเขามักไม่ทำให้เธอรู้สึกขุ่นหมองไปด้วย แม้แต่ยามที่เธอเคยทำตัวไม่น่ารักกับเขาชายหนุ่มก็ยังคงเป็นเช่นครั้งแรกที่เจอ คือมอบความจริงใจให้เธอไม่เปลี่ยนแปร
แต่โชติก็ไม่แน่ใจสิ่งนี้จะยั่งยืนเช่นที่เธอเชื่อถือหรือไม่
แม้เสียงพูดคุยระหว่างคณะของท่านกงสุลสยามประจำฝรั่งเศสกับคณะราชทูตสยามระหว่างทางเดินก่อนเรือเทียบท่าเซ็งแซ่จนแทบจะต้องอ่านปากผู้ใดเจรจาสิ่งใด หากแต่หญิงสาวที่ยืนท่ามกลางวงสนทนาหาได้มีใจจดจ่อกับบทสนทนาเท่าใดนักหลังจากที่ชายหนุ่มฝรั่งเศสผู้มีดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเดินทางมาส่งแล้วขอกลับไปก่อนแล้ว จิตใจของโชติไพล่แต่คิดถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนจะออกเดินทางไกลจากดินแดนตะวันตกสู่ตะวันออกอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
คุณหญิงอ่วมสังเกตอากัปกิริยาของหลานสาวที่ก่อนหน้ามักจดจ่อกับการพูดคุยกับคณะเดินทางมากกว่านี้ก็รีบขอตัวพาโชติออกมาจากวงสนทนาของบุรุษ
เมื่อเข้าไปในห้องพักในเรือโดยสารผู้อาวุโสพยายามพูดถึงเรื่องการเดินทางและเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป ยังไม่กล้าจำเพาะเจาะจงเรื่องราวระหว่างหนุ่มสาวที่ทิ้งความสงสัยให้คนรอบข้างเสียเต็มประดา หลังจากวันที่หนุ่มฝรั่งเศสพาโชติออกไปเดินเล่นในเมือง แม้มีบัวติดตามไปด้วยแต่ฝ่ายนั้นหาได้มีความใดมาถ่ายทอดสู่ผู้เป็นนายไม่ เพราะเหตุที่ว่าหนุ่มสาวเจรจากันเป็นภาษาที่บัวไม่เข้าใจนั่นเอง
“หล่อนนี่นะ แม่บัว ช่างไม่ได้เรื่องเสียเลย เหตุใดมิเหมือนคราวก่อนที่พวกเธอไปร้านข้าวแฝ่เล่า”
“คุณหญิงเจ้าขา บ่าวก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะฟัง แต่บ่าวไม่รู้ภาษาฝาหรั่งสักนิด บ่าวคิดว่าก่อนหน้าที่พวกเธอทั้งสองใช้ภาษาไทยสนทนากันนั้นคงเพราะมีบ่าวนั่งอยู่ด้วยกระมัง ครานี้มีแค่สองคนเลยพูดภาษาคนเมืองนี้เจ้าค่ะ”
“ก็จริงทีเดียว”
“แต่เมื่อคราวที่คุณโชติออกไปกับคุณมิเชลครั้งก่อนนั้น บ่าวลองเลียบเคียงเรื่องที่จะคุยกัน ท่านว่าหากอยากขอคุณโชติแต่งงานทางบ้านคุณโชติจะว่าอย่างไร”
“แล้วหล่อนตอบเขาไปว่ากระไร” สีหน้าคุณหญิงลุ้นคำตอบของคนสนิท
“ก็มิได้ตอบกระไรนะเจ้าคะ แค่บอกว่าบ่าวไม่ทราบเพราะไม่รู้เรื่องเจ้านาย แต่ที่เคยประสบพบเห็นมานั้นลูกหลานบ้านท่านเจ้าพระยามิเข้าวังก็เป็นคุณหญิงกันไปหมดล่ะเจ้าค่ะ” บัวตอบจบก็ยิ้มภาคภูมิในสิ่งที่ตนเองเจรจา
คุณหญิงอ่วมถอนหายใจแล้วได้แต่ปลงเพราะสีหน้าอาการของหลานสาวที่กลับมาในคราวนั้นช่างหม่นหมองดูสิ้นหวัง แต่กระนั้นแม่โชติก็ยังคงขยันขันแข็งเป็นเรี่ยวแรงเรื่องจัดการข้าวของได้ไม่ขาดตกบกพร่องจวบจนกระทั่งวันเดินทางกลับ
โชตินั่งเงียบ ๆ ตรงเก้าอี้ในห้องพักอย่างครุ่นคิดก่อนที่เสียงของอีกฝ่ายจะทำลายความเงียบขึ้นมา
“แม่โชติ มีสิ่งใดอยากบอกป้าหรือไม่” น้ำเสียงอ่อนโยนที่เอื้อนเอ่ยออกมาไม่ได้คาดคั้นแต่เปี่ยมด้วยความอาทรดุจดังที่เคยเป็น ทำเอาหญิงสาวรู้สึกผิดที่เธอไม่ใคร่สนใจอีกฝ่ายในระยะสองสามวันมานี้เท่่าที่ควร
“หลานกราบขอโทษค่ะที่ไม่ได้เล่าให้คุณป้าฟัง”
โชติพนมมือไหว้อีกฝ่ายอย่างรู้สึกผิดจริงก่อนจะนึกไปถึงวันที่เธอกับมิเชลยืนอยู่ตรงสะพานศิลปะหรือที่ออกเสียงในภาษาฝรั่งเศสว่า “ปงเดซาร์” (Pont des Arts) วันนั้นอากาศหนาวเย็นแต่ก็มีชาวเมืองหลายครอบครัวรวมทั้งคนหนุ่มสาววัยเดียวกับเธอมานั่งชมแม่น้ำแซนและนำตะกร้าใส่เครื่องว่างมารับประทาน นอกจากนั้นยังมีช่างเขียนมานั่งเขียนรูปสะพานกันหลายคน ช่างเป็นบรรยากาศที่งดงามชวนมอง ผู้คนหน้าตาสดใสมีความสุข แต่หาใช่โชติไม่ เพราะเมื่อชายหนุ่มพาเธอเดินไปบนสะพานเหล็กแห่งนั้นเขามีสีหน้ายินดีราวเด็กได้ของเล่นถูกใจเมื่อแจ้งโชติว่าพ่อแม่ของเขายินดีต้อนรับครอบครัวชาวสยามของเธอ และยิ่งไปกว่านั้นคือเมื่อเขาเดินทางกลับไปสยามอีกครั้งหลังเขาจะไปทาบทาบเพื่อสู่ขอเธอ แม้ว่าอาจต้องให้กงสุลโอบาเรต์เป็นคนเจรจาสู่ขอแต่เรื่องส่วนตัวก็อาจไม่มีปัญหาเพราะถือเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีด้วย โชติได้แต่เก็บงำความคิดไว้ว่าอย่างไรเสียทางบ้านคงลำบากใจเป็นแน่
เมื่อหวนคิดเรื่องที่เธอถามเขาก่อนขึ้นกลับว่าเหตุใดเขาจึงมีใจให้เธอ เขาบอกว่า
“คุณเป็นคนดี น่านับถือ ผมเห็นผู้หญิงส่วนมากไม่ใคร่คิดเรื่องอื่นนอกจากงานบ้านเรือนแม้แต่แม่ของผมเอง แต่คุณมีจิตใจเพื่อคนอื่น” ชายหนุ่มนิ่งไปพร้อมทอดสายตาไปยังสายน้ำที่ไหลเอื่อยอย่างรู้สึกมีความสุขก่อนจะหันมามองหน้าเธอแล้วพูดต่อไป “แม้สถานะผู้หญิงในบ้านเมืองของคุณไม่เอื้ออำนวยแต่คุณก็พร้อมจะทำเพื่อคนอื่น เช่นเรื่องแม่กลอย” ในใจของหญิงสาวราวมีแรงลมปะทะวูบไหวเมื่อได้ยินประโยคถัดไป “ผมคิดว่าชีวิตของผมจะเป็นสุขเมื่อมีคุณอยู่เคียงข้าง มีทั้งความเป็นชาวตะวันออกที่อ่อนโยนแต่ขณะเดียวกันก็กล้าหาญ และทันสมัยเหมือนกับพวกเรา”
คำว่า “พวกเรา” ที่เขาพูดนั้นทำเอาเธอสะดุดใจ แม้คำพูดก่อนหน้าทำให้โชติซาบซึ้งใจแต่เมื่อเขาเผยความรู้สึกเบื้องลึกออกมาราวกับกำลังนำผืนผ้าที่พับไว้ออกมาสะบัดคลี่แล้วกลับพบว่า
แท้จริงแล้วผ้าผืนนี้อาจไม่ได้ห่มสบายเท่าที่เธอคิดก็เป็นได้
เพราะสำหรับโชติแล้วทุกคนต่างมีดีแตกต่างกันหากเขายังแยกแยะตนเองออกจากเธอก็เท่ากับว่าเขายังไม่เข้าใจว่าคนสยามนั้นอยู่กันอย่างเปิดรับโลกภายนอกมานาน การที่พระเจ้าแผ่นดินยินยอมติดต่อกับต่างชาติก็เพื่อประโยชน์ของประเทศและสร้างไมตรีต่อกัน แต่เมื่อคนฝรั่งเศสมองว่าคนสยามคือพวกที่เขานำความทันสมัยมาให้ย่อมหมายถึงพวกเขาเองที่ไม่เปิดรับ แต่เพียงแค่แสวงหาประโยชน์บางอย่างเท่านั้น
เมื่อมิเชลบอกว่าเขาจะกลับมารับคําตอบของเธอในอีกสามเดือนที่เมืองไทย โชติจึงได้แต่เก็บความรู้สึกอันอึมครึมนี้ไว้ในใจเพียงลำพัง

- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 36 : หัวใจที่หนักอึ้ง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 35 : อาคันตุกะจากแดนไกล
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 34 : เห็นหน้าค่าตา
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 33 : โมงยามแห่งความทรงจำ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 32 : ความในใจของบุรุษทั้งสอง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 31 : หลานสาวภริยาท่านทูต
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 30 : หญิงสาวสองคนในเมืองใหญ่
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 29 : ต่างบ้านต่างเมือง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 28 : ก่อนถึงจุดหมาย
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 27 : ห่างกันไปไกล
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 26 : เพียงชั่วเวลาพลิกฝ่ามือ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 25 : ในความคิดคำนึง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 24 : จังหวะของหัวใจ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 23 : การเดินทางสู่โลกกว้าง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 22 : เรื่องประหวั่นใจ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 21 : อุปสรรคและทางออก
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 20 : โรงเรียนเด็กหญิงในสยาม
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 19 : ฤาดวงใจที่ไหวหวั่นอาจลับหาย
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 18 : ความไม่ลงตัวในจิตใจ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 17 : หวั่นใจ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 16 : มิอาจทำใจยอมรับ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 15 : สยามกับคนในร่มธงฝรั่งเศสและความสัมพันธ์ที่เริ่มเปลี่ยนไป
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 14 : เรื่องที่ไม่อาจเอ่ย
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 13 : เรื่องดีและร้ายภายในหนึ่งวัน
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 12 : สัญญาณที่ดี
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 11 : อิสระทั้งกายใจ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 10 : โอกาสของเด็กหญิง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 9 : ท่าทีเริ่มดีขึ้น
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 8 : ความเป็นไปของชีวิต
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 7 : ผู้ก่อเหตุ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 6 : พบกันอีกครา
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 5 : ความกังวล
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 4 : บทสนทนา
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 3 : บ้านลานย่านบางขุนพรหม
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 2 : ทุ่งสามเสน
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 1 : สองฝั่งน้ำ
- READ นิราศรักสองนครา : บทนำ







