
Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 0.3 (10) : เรารักตัวเองมากกว่าคนอื่น แต่ใส่ใจความคิดเห็นของคนอื่นมากกว่าของตัวเอง
โดย : ภีมรดา
![]()
เมื่อโลกหมุนไวเกินกว่าใจจะวิ่งตาม… ‘เชิงชาญ’ อดีตตัวพ่อวงการโฆษณาเจน X ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากการถูกกลืนกินในยุค Digital Disruption ท่ามกลางวิกฤตวัยใกล้เกษียณที่ถาโถม เขายังจะเหลือ ‘เซฟโซน’ ให้เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้งหรือไม่? ร่วมหาคำตอบใน LOVE DISRUPTION คลื่นฝัน ใกล้ฝั่ง โดย ภีมรดา

พ.ศ 2550 สืบตำนานเฮียชาญ
เสียงแซกโซโฟนทอดยาว แทรกเข้ามาในค่ำคืนที่อบอ้าวของกรุงเทพฯ หน้าร้านไฟนีออนตัวอักษร “Wide Shugar” กะพริบอ่อนๆ คล้ายจะชวนให้คนที่เดินผ่านแวะเข้ามาหลบความวุ่นวายของเมือง
“กริ๊กๆ แกร๊ง”
เสียงแก้วกระทบกันเบาๆ เสียงแหลมบาดใจ ปลุกเชิงชาญให้หยุดคิดถึงเรื่องโจทย์งานของวันนี้ไว้ก่อน ผู้คนเบื้องหน้าในเวลานี้ล้วนห่างไกลจากคำว่าคุ้นเคย จะว่าไม่เคยพบเจอกันมาก่อนเลยก็ไม่ใช่ ผู้ชายหน้าอ่อนในเสื้อเชิ้ตคอปกตั้งคนนั้นนั่งถัดเขาไปแค่ผนังกระจกกั้น ส่วนคนหัวโต๊ะดูเหมือนจะประจำอยู่ชั้นล่างเขาเคยเห็นอยู่ไม่กี่ครั้งแถวๆ ห้องประชุม ส่วนอีกสามสี่คนก็เป็นเพื่อนที่นั่งโต๊ะติดกันในคอกกระจกเดียวกัน ก่อนหน้านี้ช่วงหัวค่ำ กลุ่มของเขามานั่งกันก่อน จากนั้นก็ยกโต๊ะข้างๆ มาต่อกัน จากหนึ่งเป็นสองจนบัดนี้ กลายเป็นแถวยาวแถวเดียว ขนานไปบนฟุตบาท ตรงหน้าผับขนาดกลางของถนนวิทยุ หรือที่เรียกว่าย่านหลังสวน
เชิงชาญหมุนแก้วที่เหลือเพียงน้ำแข็งติดก้น กุมมือครอบแก้วไว้ไม่ให้ใครแย่งไปเติม สายตาชะเง้อมองเข้าไปในร้าน ประตูบานเฟี้ยมถูกหับไว้กลายเป็นที่แขวนกระดานเมนู มีช่องเข้าแคบๆ พอให้เดินสวนกันได้ เสียงดนตรีจังหวะกลางๆ ดังลอดมาให้ได้ยินบ้างเมื่อรถราจอดนิ่ง เขาอยากย้ายไปนั่งในร้าน นักดนตรีเพิ่งแบกกระเป๋ากีตาร์ดำเมื่อมเข้าไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ตอนลุกไปเข้าห้องน้ำเขาเห็นรายการแสดงติดป้ายอยู่แจ้งเวลาของวงประจำในค่ำคืนนี้ และโต๊ะขนาดสองที่นั่งตั้งใกล้ลำโพงเวทีก็ยังว่างอยู่
“คนนี้เหรอชื่อเชิงชาญ”
เสียงเรียกชื่อดึงความสนใจกลับมาร่วมวงอีกครั้ง ศอกของคนข้างๆ กระทุ้งแขนเชิงชาญเบาๆ
“คนนี้เลยพี่…เชิงชาญ เรียกสั้นๆ ว่าชาน…ได้เลยพี่ เฮ้ยชาน หวัดดีพี่อู๋ก่อน นี่พี่อู๋ อยู่โปรดักชัน”
“หวัดดีครับพี่อู๋”
เชิงชาญที่เป็นน้องใหม่ที่สุดในค่ำคืนนี้ ยกมือไหว้จรดปลายนิ้วกลางแตะหว่างคิ้ว แต่ไม่ได้ค้อมหัว คนแนะนำตัวแทนยังตบไหล่เขาเบาๆ
“ฝากเนื้อฝากตัวกับพี่เค้าไว้นะ เวลาคิดอะไรแผลงๆ พี่เค้าจะได้อยากเสกมาให้เรา”
พูดยังไม่ทันจบคนชื่อพี่อู๋ก็กอดอกรอ ท่าทีไม่ผิดจากเป็นผู้วิเศษ เชิงชาญดูออกว่าเป็นแค่ท่าทางการรับมุกกันเท่านั้น คำว่าเสก สำหรับหน้าที่คนโปรดักชันหรือฝ่ายผลิต หมายถึง การสร้างฉากให้ได้ตามจินตนาการ หรือพูดอีกอย่างก็คือ เนรมิตมันออกมาให้ได้ตามบทหนัง แต่เขายังไม่ถึงขั้นได้คิดบทหนังสักหน่อย ผ่านมาแล้วสี่เดือนเขามีหน้าที่แค่จัดเตรียมใบบรีฟจากฝั่งเออี ตัดข่าวจากหนังสือพิมพ์ตามที่ซีเนียร์สั่ง แล้วก็เขียนสคริปต์วิทยุบ้างนิดๆ หน่อย แล้วก็พรินต์แอดลงหนังสือพิมพ์ ที่ยังไม่ผ่านการแอฟพรูฟ จากลูกค้า เรื่องบทหนังโฆษณาหรือเรียกย่อๆ ว่า TVC นั้นอย่าหวังจะถึงมือ มันเป็นเรื่องของมืออาชีพรุ่นใหญ่ๆ เท่านั้นแหละ
“เห็นว่าเคยอยู่ ‘สามเรา’ มาก่อนนี่ รู้จักพี่แซ็คมั้ย”
พี่อู๋เริ่มสร้างสัมพันธไมตรีกับเด็กใหม่ ทีแรกยังไม่แน่ใจ แต่ชื่อแซ็คที่เอ่ยออกมา เชิงชาญจับต้นชนปลายได้ทันที
“ครับพี่ พี่แซ็ค รู้จักครับพี่”
“เออ…นั่นน่ะลูกน้องเก่าพี่เอง”
“อ๋อ…เห็นพี่แซ็คพูดไว้เหมือนกันครับว่าจะได้มาเจอพี่อู๋ที่นี่ หวัดดีอีกครั้งครับพี่อู๋ มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกนะครับ เรื่องพร็อป โลเคชัน หรือให้ทำอาร์ตอะไรบอกได้หมดเลยนะครับ”
“เฮ้ยๆ น้อยๆ หน่อย ไอ้นี่จะมาแย่งงานแผนกพี่ซะแล้ว…ที่ว่ามาทั้งหมดนั่นมันงานพวกพี่เว้ย เป็นครีเอทีฟก็คิดงานให้มันจ๊าบๆ อย่างก็เดียวพอ อย่างอื่นไม่ต้องไอ้น้อง” ผู้ชายผมยาวไว้หนวด นั่งติดกับพี่อู๋กระแทกแก้วเหล้าลงโต๊ะ หลังพูดจบ
“อย่าไปดุมันนักสิวะ น้องมันเพิ่งผ่านโปรฯ แต่ไอ้นี่มันไฟแรงดีนะ ขยันด้วย ตอนนี้ทีมเอยิ่งเล็งๆ มันอยู่อีกหน่อยมันจะกลายเป็นคีถีบไดเรกเตอร์ใหญ่เอานะโว้ย”
“เป็นให้ดีล่ะ ครีเอทีฟ ไม่งั้นจะถูก ‘ถีบ’”
พี่ฝนออกตัวแทนน้องในสังกัด อันที่จริงเชิงชาญไม่ถึงกับเป็นเด็กใหม่เอี่ยมอ่องแต่อย่างใด แต่เพราะวันนี้เพิ่งได้ประกาศผ่านการทดลองงาน หมายถึงได้เป็นตัวจริงในสนามแล้ว ถือเป็นการเปิดตัวออกนอกแผนกเป็นครั้งแรก ความใหญ่โตขององค์กรในยุคนี้ คือความสามารถทำงานได้เองครบวงจร แล้วจุดสูงสุดก็คือการได้กุมบังเหียนครบทุกวงจร หรือที่เรียกว่าครีเอทีฟไดเรกเตอร์
“เฮ้ยแล้วอีกคนล่ะ เด็กใหม่เอี่ยม เพิ่งมาเลยนี่หว่า ชื่ออะไรวะ เราน่ะ”
หนุ่มหน้าตี๋ในเสื้อโปโลสีขาว ยืดคอขึ้น หากไม่มีใครทัก เชิงชาญก็ไม่ทันสังเกตว่าเขาเป็นเด็กใหม่เหมือนตน
“ชะ…ชื่อมังกรครับ”
“มังกร บ่ะ ชื่อโคตรมะ มังกร ทำไมวะ ที่บ้านมีเชื้อจีนเหรอไอ้น้อง”
ชายหนุ่มชื่อมังกรยิ้มแหยๆ ตาหรี่เล็กเรียวแทบไม่เห็นตาดำ แต่ฟันนั้นกลับเรียงแถวขาวสวย
“เฮ้ยนี่ไง ลูกชายเจ้าของบริษัทยาสีฟัน เฮ้ยมังกร พ่อชื่ออะไรนะ”
“ชะ…ชื่อจำเริญครับ”
“เออจำเริญ…อย่าทำเป็นเล่นไป ต่อไปไอ้นี่อาจจะกลายมาเป็นลูกค้าเราก็ได้นะเว้ย ไหนไอ้มังกร เล่ามาสิ ไปไงมาไงถึงมาทำงานที่นี่ ทำไมไม่ไปช่วยเตี่ยทำยาสีฟันวะ”
เชิงชาญฟังเรื่องเล่าของเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันแล้วแอบทึ่งไปด้วยไม่ได้ มังกรเล่าว่า เพราะเตี่ยอยากให้ลูกๆ มีส่วนในการสร้างกิจการ พี่คนโตรู้เรื่องโรงงาน พี่สาวคนรองรู้เรื่องการเงิน เหลือแค่โฆษณาที่ยังไม่มีใครเข้าถึง แล้วมังกรก็ร่ำเรียนมาทางภาษาก็น่าจะดูแลเรื่องสื่อสารเกี่ยวกับสินค้า
“แล้วอย่างนี้พวกพี่จะได้ใช้ยาสีฟันฟรีมั้ยวะไอ้มังกร”
“มีครับ…เตี่ยให้ผมเอามาให้พี่ๆ ลองใช้ด้วยครับ พรุ่งนี้ผมเอาไปให้นะครับ”
เรื่องราวบนโต๊ะ เปลี่ยนหัวข้อไปเรื่อยๆ สุดแท้แต่จะมีใครเผอิญเข้ามาในฉาก อย่างเช่นตอนนี้ฝ่ายเสื้อผ้าจากบริษัทอื่น เพิ่งหอบของพะรุงพะรังลงมาจากแท็กซี่ มาถึงก็เอาแต่บ่นเรื่องความเรื่องมากของลูกค้าที่ไม่ถูกใจสีเสื้อพรีเซนเตอร์สักที
“โปรดักส์สีเขียว ฉากหลังเลยต้องเขียวหมด โซฟา ผ้าม่าน บ้านคนอะไรมันจะเขียวได้ขนาดนั้น ไม่ย้ายไปถ่ายสนามหญ้าซะเลย…ทีนี้ยากคอสตูมข้าพเจ้าละ จะให้เขียวยังไงไม่จมไปกับฉากว้า…ฮึ้ยยยย รู้งี้เชื่อแม่เรียนหนังสือเก่งๆ ซะก็ดี”
“นังจูน อย่าบ่นนักเลย บ่นทีไรก็เห็นทำออกมาดีทุกที อย่างคราวโปรดักส์สีบานเย็น แกยังเนรมิตคอส ตูม โทนบานเย้น บานเย็นมาได้เลย เอาๆ จิบไปบ่นไปนะตัวเธอ”
คอสตูมมืออาชีพหรือแผนกจัดหาเสื้อผ้าชื่อจูน รับแก้วที่ตั้งใจชงรอไว้กระดกลงคอพอให้หายคอแห้ง แล้วไม่วายบ่นต่อ
“บ่นให้มันได้พลังบวกไปอย่างนั้นแหละ บ่นเยอะก็เหมือนเอาแส้มาคอยเฆี่ยนตัวเอง…เออ จริงสิ แล้วไหนล่ะ ไอ้เจ้าภาพเลี้ยงส่ง ยังไม่เห็นเลย”
เชิงชาญเพิ่งรู้ว่า นี่ไม่ใช่งานเลี้ยงผ่านทดลองงานของเขาเท่านั้น ยังแฝงเร้นวาระอื่น นอกจากรับน้องใหม่ มันเกือบจะเป็นงานเลี้ยงส่งพี่คนหนึ่งในแผนกของเขาเองด้วย
“ใคร อีพี่ขวดน่ะเหรอ”
“ก็เออน่ะสิ นี่ตั้งใจมาเลี้ยงอำลาพี่เขาโดยเฉพาะเลย ไม่มีพี่เขาสักคน ใครจะคอยเถียงลูกค้าแทนเรื่องสีเสื้อเข้าฉากวะเนี่ย”
แล้วใครหลายคนก็พูดถึงพี่ขวดในเชิงเสียดายเพื่อนร่วมงานเก่งๆ
“พี่ขวดจะย้ายไปอยู่อเมริกา แกจะไปทำหนังแล้วเว้ย โคตรโชคดี”
“แล้วพี่ขวดอยู่ไหน นี่งานเลี้ยงส่งไม่ใช่เหรอวะ ยังไม่เห็นหัวพี่ขวดเลย”
“เดี๋ยวคงมา เห็นว่าเพื่อนสมัยเรียนก็เลี้ยงด้วย ดันมาเลี้ยงวันเดียวกัน”
เชิงชาญได้ยินเรื่องของพี่ขวดมาพักใหญ่ๆ แล้ว เขาเป็นมือดีของบริษัทก็ว่าได้ คิดหนังโฆษณาแต่ละเรื่องล้วนแต่เข้าตากรรมการ ได้ทั้งกล่อง ได้ทั้งขายของ ถามว่าคนเก่งขนาดนี้ทำไมบริษัทไม่รั้งไว้ เห็นว่ามีการขึ้นเงินเดือนให้แล้ว แต่ข้อเสนอจากต่างประเทศนั้น เสียงดังกว่า อีกทั้งยังเป็นงานสร้างหนังโดยตรง
พี่ขวดเป็นเด็กฟิล์มจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ที่หันหัวเรือมาทำโฆษณาก็เพราะหาประสบการณ์เล่นๆ มากกว่า ได้รู้จักผู้คนก็ไม่น้อย ขึ้นเครื่องบินไปรับรางวัลจากต่างประเทศบ่อยเข้าก็ทำให้ยิ่งรู้จักคนในวงการลึกขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าใกล้ภาพยนตร์
“ทำงานให้ออกมาดีๆ แล้วได้รางวัลเยอะๆ อย่างพี่ขวดนี่ก็ดีไปอย่างนะ อย่างเท่”
มังกรออกความเห็น ขณะยืนเกาะกำแพงปัสสาวะข้างๆ เชิงชาญ เห็นนั่งเงียบๆ เอาแต่จิบเหล้า ที่แท้ไอ้หมอนี่อยากมีเพื่อนคุยเหมือนกัน
“อืม…”
เชิงชาญตอบ แต่เขาไม่อยากคุย เขาหลบเข้าห้องน้ำเพื่อมาฟังดนตรีสด เสร็จธุระนี่เขาคิดไว้แล้วจะยืนหลบมุมในร้านก่อนออกไปสมทบกับพี่ๆ
“เมื่อกี้ได้ยินพวกพี่ๆ คุยกันว่าคุณมาจากสามเราเหรอ”
มังกรยังตามติดเขาไปทุกที่ เหมือนอยากมีเพื่อนคุยแก้เหงา หรือไม่ก็คงตั้งใจมาฟังเพลง เสียงดนตรีตรงนี้ดังอึกทึกแต่ฟังเพราะกว่าอยู่นอกร้าน คนจากโต๊ะข้างนอกจึงเข้ามายืนมุงข้างเวที ถือแก้วตัวเองมาด้วย หมดเมื่อไหร่ค่อยออกไปเติม เชิงชาญขยับที่ให้มังกรยืนแบบไม่ต้องเบียดไหล่กัน แต่ยังไม่ตอบเรื่องที่เขาถาม วันนี้ทุกคนพากันพูดถึงสามเรา แอดเวอร์ไทซิ่ง บ้านเก่าที่ชุบเลี้ยงเขามาตั้งแต่ตั้งไข่ในวงการนี้
“ผมเคยไปสมัครงานที่นั่น แต่เขาไม่รับ ผมว่าโชคดีแล้วที่เขาไม่เอาผมวันนั้น”
ฟังดูทะแม่งๆ แฮะ แต่เชิงชาญไม่อยากใส่ใจ แต่เพราะยังไงก็ต้องเจอกันในที่ทำงานอีกอยู่ดี สร้างมิตรไว้ก่อนดีกว่า
“แล้วไปได้งานที่ไหน ก่อนจะมาที่นี่ล่ะ”
ใจจริงไม่อยากรู้เลย แต่รู้สึกได้ว่านายคนนี้คงอยากบอกเต็มแก่แล้ว
“ไม่ได้ไปทำงานไหน ผมไปเรียนต่อ”
“ที่เมืองนอกน่ะเหรอ”
“ใช่ครับ”
เชิงชาญอยากชวนคุยต่อ แต่จนปัญญาแค่ตรงนี้ เขาไม่มีความรู้เรื่องนักเรียนนอก คนรุ่นเขาที่ถนัดงานด้านผลิตไอเดีย ไม่ชอบเรียนต่อให้ชีวิตยากขึ้น ชอบทำงานไปด้วยหาประสบการณ์จากการทำงานไปด้วย เหมือนมีคนจ้างให้เรียน หากแต่เป็นการเรียนรู้เสียมากกว่า
“แต่ไม่เกี่ยวกับสายงานโฆษณาโดยตรงหรอก ผมเรียนต่อการตลาดมา”
อ้าว…อยากทำธุรกิจต่อกับครอบครัว เลยลงสายนี้ แล้วจะต้องมัวอ้อมโลกทำไม เป็นลูกค้าใช้เงินจ้างคนอย่างพวกเขาก็จบ
“รุ่นน้องผมก็มาสมัครงานที่นี่เหมือนกัน แต่ไม่มีใครผ่านสักคน คุณน่าจะเป็นหนึ่งในคู่แข่งพวกนั้น”
“ฮึๆ จะหาว่าผมแย่งงานพวกคุณเหรอ เปล่าเลย ตำแหน่งที่ผมสมัครมันเพิ่งเปิดขึ้นมาใหม่ ขนาดชื่อตำแหน่งผมยังไม่แน่นอนเลย”
เพิ่งรู้สึกว่าการสนทนานี้น่าสนใจ
“ไม่เคยได้ยินว่ามีเปิดแผนกใหม่…เอ๊ะ หรือผมยังไปไม่ทั่วบริษัท ไหนลองเล่าให้ฟังหน่อย มันคือแผนกอะไร”
เชิงชาญเกิดอยากรู้ขึ้นมาบ้าง แล้วมังกรก็ค่อยๆ เล่าให้ฟังทีละนิดละหน่อย ช่วงที่ดนตรีลดเสียงลง จับใจความเรื่องราวได้ว่า เป็นแผนกทดลองเกี่ยวกับดิจิทัล บริษัททางฝั่งอเมริกาเป็นผู้บุกเบิกแนวทาง เพราะมีแนวว่าโลกกำลังจะเปลี่ยนโฉม นี่อาจเป็นสัญญาณความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง
“ใช่แผนกไอทีหรือเปล่า” เขาถามแบบพาซื่อ
“ฮึๆ ถ้าเรียกแบบนั้นเข้าใจกว่า ก็ได้นะครับ”
“อ๋อ…ถ้าแบบนี้ก็เข้าใจได้ เออเนอะ ค่อยคุยกันรู้เรื่องหน่อย…แก้วคุณหมดแล้วนี่ ของผมก็หมด ไปเติมกันมั้ย”
เช้าวันนั้นเกิดเรื่องราวใหญ่โตในวงการ วันที่เชิงชาญไม่อาจลืม เป็นกรอบข่าวเล็กๆ ลงในหนังสือรายวันฉบับหนึ่ง กลุ่มเพื่อนร่วมงานในทีมยืนมุงเจ้าสิ่งนั้น ออกปากบ่นงึมงำว่าเสียดาย เชิงชาญได้ยินเสียงพูดคุยไม่ถนัด เขาจึงไม่ได้ตอบสนอง แต่ถูกเรียกเข้ากลุ่มจนได้
“เรียบร้อยโรงเรียนจีน…ปิดตัวแล้วนะ”
“หืม…อะไร”
“บริษัทเก่าพี่น่ะสิ…สามเรา เกมโอเวอร์ไปแล้ว ดีนะที่พี่ออกมาก่อน ไม่งั้นโดยลอยแพแหง”
บ้านเก่าที่ฟูมฟักตัวเขาขึ้นมาเป็นเชิงชาญในวันนี้ บริษัทสามเรา แอดเวอร์ไทซิ่ง พี่ใหญ่ไตรรงค์ พี่ตั้มไตรภพ และพี่ตูนไตรเทพ สามแฝดมหัศจรรย์แห่งวงการ ที่มาของชื่อไทยๆ สามเรา
ลอยแพ…คำนี้ดูเกินจริงไปหน่อย โดยนิสัยของอดีตเจ้านายทั้งสามของ สามเรา ไม่ใช่คนไร้ความรับผิดชอบแบบนั้นเลย
เชิงชาญไม่พยักหน้ารับข่าว เขาทำเป็นหาวดังๆ แล้วทำเป็นว่าจะไปชงกาแฟดื่ม แต่ความจริงเขาเดินเข้าไปอีกส่วนหนึ่งของอาคาร ซึ่งเป็นมุมรับรอง ที่นั่นจะมีหนังสือพิมพ์รายวันเสียบไม้แขวนไว้หลายฉบับ เขาอยากอ่านข่าวตามลำพังมากกว่า
แต่ถึงแม้ไม่อ่านข่าวเขาก็พอจะรู้อยู่บ้างแล้วว่าจุดจบของสามเราจะต้องลงเอยเช่นนี้ ตามคำทำนายของหัวหน้าเก่าซึ่งเป็นมือขวาของพี่ใหญ่ไตรรงค์ และเป็นเจ้านายคนแรกของเชิงชาญ
“ว่าไงแชมป์ ไปทำงานกับพี่มั้ย”
วันนั้นพี่ไตรรงค์เรียกเชิงชาญแบบให้เกียรติถ้วยรางวัล งานชิ้นแรกที่อยากได้เงินรางวัลมาแบ่งกับเพื่อนรัก กลายเป็นพาสปอร์ตเข้าสู่วงการโดยไม่รู้ตัว
“ว่าไงล่ะ มาอยู่ด้วยกันเถอะ พี่ดูแล้วเรามีแววอยู่นะ เป็นคนมีของ”
“ผมไม่ได้เรียนมาโดยตรงนะครับพี่ แล้ว…ผมจะทำได้เหรอครับ”
“ความคิดโบราณไปหน่อยนะน้อง แล้วคิดว่าพี่จบอะไรมา…ให้ทาย”
“มะ…ไม่รู้ครับ”
“พี่จบครู ครูภาษาไทยซะด้วย เกี่ยวมั้ยล่ะ”
“อ๋อ…อะโห้ นี่ก็เก่งแล้วครับ เก่งภาษาไทยก็เขียนโฆษณาได้ ดีเลยครับ”
เชิงชาญจำบทสนทนาในวันนั้นได้ไม่มากนัก เพราะถูกตามไปถ่ายรูปกับพรรคพวกที่ส่งผลงานเข้าประกวดด้วยกันอีกหลายคน วันนั้นถือว่าเป็นความฟลุกที่น่าจดจำ ได้รางวัล ได้เงิน และได้งานทำ
“ฮัลโหลพี่ไก่…พี่ได้ข่าวสามเราหรือยังพี่” เชิงชาญอดใจไม่ไหว เขารีบติดต่ออดีตหัวหน้าทันที
“เออ…รู้ก่อนออกข่าวอีก เรื่องใหญ่เรื่องโต กูว่าแล้ว ไม่ผิดปากกูเล้ย”
เชิงชาญรู้มูลเหตุของเรื่องราวเป็นอย่างดี แต่ไม่เหมาะสมที่เขาจะพูดเรื่องนี้ มันออกจะเป็นความลับของพวกผู้ใหญ่มากกว่า
“คนอื่นไม่รู้เป็นไงมั่ง พี่ได้ข่าวบ้างมั้ย”
“รู้บางคน มึงโคตรคิดถูกเลยที่ชิงลาออกไปก่อน ถึงแม้ทีแรกกูจะแอบด่ามึงสละเรือ แต่ถึงเวลานี้กูดีใจ อย่างน้อยมึงก็ไปบุกเบิกดูที่ทางไว้ก่อน ดีแล้ว มีตำแหน่งอะไรว่างก็ส่งๆ ไปที่เพื่อนๆ มันนะ”
“ครับพี่ไก่…แล้วพี่ล่ะครับ พี่ทำยังไง เขาปิดแบบนี้มีค่าชดเชยอะไรมั้ยครับพี่ แล้วพี่พอมีใช้มั้ย”
“มีๆ ไม่ต้องห่วง เห็นอย่างนี้นะ พ่อแม่พี่มีสวนทุเรียนที่จันท์ไว้ซัปพอร์ตพี่แล้ว นี่ก็กำลังหัดเคาะเปลือกทุเรียนฟังเสียงมันสุกอยู่เนี่ย เออ ว่างๆ มาสิ มานอนคุยกันที่สวนนี่”
เชิงชาญถึงกับโล่งอกที่ชีวิตลูกพี่เก่าไม่ได้แย่นัก คนโฆษณาที่มีสวนผลไม้ ฟังดูมีอนาคต มีความหวัง อย่างน้อย ก็ถือว่าเป็นกิจการของครอบครัว
พี่ไก่ยังชวนคุยต่อ แม้เชิงชาญจะไม่อยากพูดอะไร เขาเชื่อว่าหลายๆ คนที่รู้ข่าวบ้านเก่าพังทลายต้องโทร.หาพี่ไก่จนสายไม่ว่างแน่ๆ
“ใช่ๆ พวกมันมาหาข่าวที่พี่กันทั้งนั้น จ้างให้พี่ก็ไม่บอก เรื่องอะไร เสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางจะตาย ป่านนี้ไอ้ล็อบบี้ยิสต์แม่งออกนอกประเทศไปแล้วก็ไม่รู้ กว่าพวกแม่งจะรู้ตัว”
“แล้วพี่แฝดของเราล่ะพี่ รอดมั้ย”
“จะเหลือ ไอ้พี่ตั้มคือจำเลยที่หนึ่งเลย ในฐานะคนเซ็นเอกสาร ส่วนพี่เบิ้มของเราลอยตัวไป เพราะชิงขายหุ้นลาออกไปก่อนแล้ว ก็รู้อยู่แล้วนี่ใช่มั้ย”
พี่ไก่หมายถึงพี่ใหญ่ไตรรงค์ ผู้ชักนำเขาเข้าวงการคนนั้นแหละ
“ครับพี่ พี่ใหญ่ทิ้งบริษัทไปก่อนผมลาออกครึ่งปี” จะว่าไป เชิงชาญอยากลาออกเพราะพี่ใหญ่ไม่อยู่แล้ว คนที่เขาทั้งเคารพและศรัทธาหัวเรือใหญ่ของสามเรา คนแรกที่สละเรือเพราะมีอุดมการณ์
เชิงชาญไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของการล่มสลายของอาณาจักรสามเรา แต่คำพูดสุดท้ายที่พี่ใหญ่ทิ้งไว้ให้เขาก่อนจากไปก็คือ คำสอนว่า
‘ไม่ว่าจะทำงานอะไร ขอเพียงเราซื่อสัตย์ สุจริต อย่าโลภ อย่าเห็นแก่เงิน เพราะเงินมันไม่มีความภักดี กับใคร มันเกิดมาเพื่อทำลายทุกอย่าง แม้กระทั่งพี่น้องคลานตามกันมา’
มรสุมของสามเราในวันนั้น อันที่จริงหากไม่มีเรื่องทุจริตเกิดขึ้น ก็ยังมีคลื่นลูกอื่นๆ รอถล่มอยู่ครืนๆ
การดิสรัปชันครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุด ทำธุรกิจระดับกลางที่อุ้ยอ้ายและแม้แต่เจ้าเล็กๆ ที่สายป่านสั้น ต้องพากันปลิดปลิวเป็นใบไม้ร่วง
ปีนั้นโหดจริงๆ
“กฎหมายออกมาแล้วนะ ห้ามโฆษณาเหล้าทางทีวีเด็ดขาด”
“มันเอาจริงแล้วเหรอ ห้ามทีละนิดๆ สุดท้ายห้ามเด็ดขาดเลยทีนี้ แล้วลูกค้าเหล้าเบียร์เราจะทำยังไงล่ะพี่ ไม่มีโฆษณาแล้วจะขายของยังไง”
เชิงชาญได้ยินประโยคเหล่านี้ทุกหย่อมหญ้า…นั่นสิ กฎเกณฑ์ยากๆ นี้ เท่ากับตัดโอกาสทำมาหากินของนักโฆษณาซะฉิบ
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ตราสินค้าเหล้าเบียร์ก็ยังปรากฏหราอยู่หน้าจอทีวี แทบทุกช่อง โดยไม่ผิดกฎหมาย
“แม่งฉลาดฉิบหาย จากขายเหล้ากลายเป็นขายน้ำ กูละเชื่อหัวไอ้เรืองมันเลยว่ะ ฮ่าๆ”
เสียงแซกโซโฟนทอดยาว แทรกเข้ามาในค่ำคืนที่อบอ้าวของกรุงเทพฯ เหมือนเช่นเคย
“พี่ชาญ”
เชิงชาญกลายเป็นพี่ชาญของน้องๆ แต่ร้านนั่งแฮงเอาต์ ยังคงเป็นร้านเดิมที่หลังสวน เพิ่มเติมคือคูหาร้านที่ขยายใหญ่ขึ้นตามขนาดลูกค้า และเวทีแสดงดนตรีที่กว้างขึ้นจุเครื่องดนตรีได้เป็นวงขนาดสี่ชิ้น
“พี่ชาญนั่งนี่เลย”
ที่นั่งตรงนี้หันหน้าเข้าหาเวที ลูกน้องในทีมรู้ใจเสมอ หากมาร้านนี้เชิงชาญต้องได้นั่งเผชิญหน้ากับวงดนตรี โต๊ะประจำตัวนี้ทั้งร้านรู้ดีว่าต้องล็อกไว้ให้ทีมของเชิงชาญเท่านั้น
“นี่ไอ้ต๋อย ไหว้พี่เชิงซะ คีถีบไดเรกเตอร์ทีมเรา”
“สวัสดีครับพี่เชิง ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะฮะ”
“เฮ้ย…”
ทั้งโต๊ะถึงกับอุทาน เพราะไม่เชื่อสายตา จากหนุ่มผอมแห้ง กางเกงรัดขาทรงจิ้งเหลน เสื้อเชิ้ตขาวมอมแมม แถมหน้ามีหลุมสิว ช่างค้านสายตากรรมการยิ่งนัก
“ไอ้ต๋อย…มึงเป็นเหรอวะ” เสียงรำพึงจากหนุ่มนั่งข้าง
“ค่ะ ห้ามด้วยเหรอคะ”
“ป้าว…ไม่เคยห้าม ห้ามได้ไง ใจเขาใจเรา”
“แต่ที่เก่าต๋อยห้ามน่ะสิ พี่ๆ รู้มั้ย ต๋อยใฝ่ฝันจะได้ทำงานโฆษณาม้ากมาก”
ต๋อยก้าวออกจากอาชีพครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนเทศบาลแห่งหนึ่งมาก่อน เมื่อคราวที่บริษัทประกาศรับอาสาสมัครด้านภาษาเพื่อดูแลนักกีฬาต่างชาติ ต๋อยลงทุนมาทำงานนั้น แล้ววันหนึ่งเทพเจ้าสีม่วงก็ประทานพร ให้บริษัทประกาศรับสมัครงานที่เชี่ยวเรื่องภาษาแทนคนเก่าที่ลาออกไปแต่งงาน และโชคชะตาอีกเช่นกันที่ทีมนั้นอยู่ภายใต้การดูแลของเชิงชาญ
“ขนาดนั้นเลยเหรอวะ เพราะอะไร มันเท่ มันคูลๆ ดีใช่มั้ย จะบอกให้ว่านั่นมันภาพลวงตา ของจริงโคตรเหนื่อย น้องๆ วัวเลยแหละจะบอกให้”
“พี่แฟ้บอย่าไปขู่น้องใหม่แบบนั้นสิ บาปปาก”
“ไม่เป็นไรฮะพี่ๆ คืองานหนักแค่ไหน ต๋อยทนได้ทุกสภาพแหละ ขออย่างเดียว ต๋อยอยากเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด อยากเป็นยังงี้แหละฮ้า” ต๋อยสะบัดผมล่องหนหนึ่งที จริตจะก้านไม่เบาเลย
เชิงชาญอมยิ้มตาแทบปิด ใช่ว่าคนแบบต๋อยจะเป็นคนแรกในชีวิตเสียเมื่อไหร่ แต่แบบต๋อยที่มีจุดมุ่งหมายแปลกๆ นี่สิ ทำให้เขาประหลาดใจนิดหน่อย
“เออๆ จะเป็นอะไรก็เป็น แต่ขอให้ขยัน อดทน มีความรับผิดชอบ และรู้จักรักษาความลับของลูกค้าได้ก็พอ…ขอต้อนรับสู่ทีมเว้ยต๋อย…เอ้าโชนนนน”
“โช้นฮ้า”
คืนนั้นต๋อยปลดปล่อยตัวเองอย่างสุดๆ ตั้งแต่ยืนร้องเพลงข้างโต๊ะ หนักที่สุดก็ขึ้นเวที คว้าคอนักร้องมากอด และตะเบ็งเสียงเข้าไมค์โครโฟน ยังดีที่เชิงชาญพยักหน้ากับเจ้าของร้านเป็นเชิงขอเถอะนะ ต๋อยเลยรอดตัวไป
ความสนุกสนานจนลืมเวลา ดำเนินต่อไปจนเกินครึ่งคืน จู่ๆ ก็มีบางคนนึกขึ้นได้ว่า ลูกพี่ใหญ่หายไปไหน
“เฮ้ยใครเห็นพี่ชาญบ้างมั้ย ไปเมาอ้วกอยู่ตรงไหนหรือเปล่า ตามไปลูบหลังแกหน่อยดิ”
“ไม่เมาๆ กูเห็นพี่เค้าซุ่มโทรศัพท์อยู่ข้างร้าน”
“เห้ยเอาจริงๆ…คุยกับใคร อย่าบอกนะ ลูกค้าตามงานรอบดึก เชี่ย…”
“ไม่ใช่ๆ ถ้าคุยกับลูกค้า พี่แกต้องยืนขาตรง แต่นี่แกยืนขาบิด”
“อ๋อ…คุยกับหญิงอะดิ”
“เออใช่…ตอนนี้แกคั่วกับใครอยู่วะ”
“มึงไม่รู้เหรอ หรือมึงไม่รู้”
“พูดยังไงวะ กูงง”
กลายเป็นเกมสนุกสำหรับลูกทีม ที่ต่างแกล้งเดินวนเข้าไปใกล้ลูกพี่ที่ซุ่มโทรศัพท์อยู่เป็นนาน ดูเหมือนเป็นภาระกิจสำคัญที่ต้องรู้ให้ได้ว่าเขาคุยอยู่กับใคร
จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีอะไรให้ลุ้น เชิงชาญไม่ได้คั่วใครคนใหม่ หากแต่เป็นโจทย์เก่าที่กำลังงอนง้อสุดชีวิต
“เจ๊แนนตัวจริงของแกนั่นแหละ ว้าอดลุ้นเลย”
ต๋อยที่เป็นน้องใหม่ ขยับก้นเลื่อนมานั่งใกล้หน่วยสืบราชการคนล่าสุด ที่กลับจากอาสาตามไปเผือก
“เจ๊แนนเป็นใครฮะ”
“เจ๊แนน ก็เมียพี่ชาญนั่นแหละ ถ้าหล่อนจำโฆษณามัมทูคอลตัวเก่งของเฮียได้ นางเอกหนังคนนั้นแหละ เจ๊แนนในตำนาน”
กลุ่มเผือกขยายเรื่องราวให้น้องใหม่ฟัง เพื่อเพิ่มอรรถรสในการเมาท์ บอกว่าเจ๊แนน ในอดีตคือนักร้องเพลงป๊อปที่กำลังรุ่ง ถูกจ้างเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณามัมทูคอล ซึ่งไม่รู้หลงใหลอะไรในตัวเชิงชาญ ถึงขั้นจูงมือเข้าสู่ประตูวิวาห์
“ก็เพราะนางท้องก่อนไง ที่บ้านเลยจับแต่ง…แต่ไม่มีใครในบริษัทได้ไปร่วมงานเลยนะ เขาแต่งกันที่บ้านเจ้าสาวที่ภูเก็ต”
“ตายละ นึกว่าพี่ชาญยังโสดเสียอีก ทำตัวเหมือนหนุ่มโสด ที่ไหนได้มีทั้งลูกทั้งเมีย” ต๋อยวิจารณ์หนักหน่วง
“ลูกสองด้วยจะบอกให้ เจ๊แนนของเราไม่ธรรมดา พันธุ์ลูกดก”
“ถามจริง” ต๋อยอุทาน
“จริงสิ”
“เออนี่ แล้วพวกแกรู้เรื่องที่เจ๊แนนหอบลูกหนีออกจากบ้านกันมั้ย” ใครคนหนึ่งที่นั่งเงียบอยู่ รู้จังหวะบทพูดของตนเอง ด้วยเนื้อเรื่องที่เก็บงำไว้คนเดียว
“ไม่เลย…เพิ่งรู้จากปากแกนี่แหละที่เจ๊แนนหนีออกจากบ้าน ว่ามาเลยดีกว่า”
“แกจำหนังแป้งเด็กตัวนั้นได้มั้ย ที่เพิ่งออนแอร์ไปสองเดือนก่อน”
“อืม…จำได้ เกี่ยวอะไรวะ”
“แกไม่ได้ไปกองถ่าย เลยไม่รู้อะไร แต่ชั้นอยู่ในเหตุการณ์เว้ย ก็เลยเดาออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น ซึ่งชั้นไม่น่าจะเดาผิดด้วย”
“ก็บอกมาสักทีสิวะ”
“ชู่วๆ อย่าเพิ่งเล่า พี่ชาญมาโน่นแล้ว”
ทุกคนตัดภาพกลับมาทำเป็นเขย่าน้ำแข็งในแก้ว ก่อนจะชนกันเสียงกริ๊ก เชิงชาญสีหน้าดีขึ้นกว่าช่วงก่อนนี้ คล้ายกับสงครามสงบลง หรือไม่ก็แตกหักไปแล้วจนทำใจได้ เป็นอันว่าเรื่องความลับหนีออกจากบ้านของเจ๊แนนก็เลยไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในวงสนทนา
แต่มีหรือที่ต๋อยจะลดละกับเรื่องนี้
หลังจากคืนนั้น ต๋อยที่เป็นเพียงน้องใหม่ แต่ทำตัวราวกับสนิทสนมกับทีมงานมาแต่ชาติปางก่อน ก็สืบเรื่องราวของเจ๊แนนมาจนได้
“เจ๊แนนแกโกรธ ที่พี่ชาญเอาลูกชายคนเล็กแกไปเป็นแทนทาเรนท์ถ่ายก้น (นักแสดงแทนเฉพาะอวัยวะบางส่วน ในที่นี้คือใช้ก้นแสดงแทนตัวจริง) เพราะตัวแสดงแทนที่จ้างมาดันก้นไม่ตรงมาตรฐานในใจลูกค้า ไม่รู้เป็นความโชคร้ายของลูกหรือของพ่อมากกว่ากว่ากัน วันนั้นแม่ฝากลูกไว้กับพ่อ ก็เลยได้เรื่อง แล้วตอนออนแอร์แม่คงมีลางสังหรณ์อะไร เลยส่องดูในจอทีวี ความซวยของพี่ชาญก็เริ่มจากตรงนี้เลย แม่ดันจำปานเล็กๆ ที่ซอกขาขวาของลูกชายได้ ก็เลยเป็นเรื่อง พอพี่ชาญสารภาพผิด นางก็อุ้มลูกทั้งสองกลับภูเก็ตทันที”
เรื่องก็ประมาณนี้แหละแก ต๋อยสรุป
โธ่พี่ชาญ โคตรจะเฮียเลย คนอะไรจะทุ่มเทกับงานปานนั้น
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 0.3 (10) : เรารักตัวเองมากกว่าคนอื่น แต่ใส่ใจความคิดเห็นของคนอื่นมากกว่าของตัวเอง
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 9 : งานแรกในรอบหกเดือน จากเมื่อก่อนเดือนเดียวหกงาน ยังมีงานให้ทำก็บุญโขแล้วมึง
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 0.2 (8) : พูดความจริง...แต่ทำให้ความจริงนั้นน่าหลงใหล
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 7 : เราไม่ได้แก้ปัญหา แต่เราเติบโตเกินกว่าปัญหา
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 6 : การเป็นตัวเองได้ในโลกที่พยายามทำให้คุณเป็นอย่างอื่นตลอดเวลา นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 5 : เราทุกคนต่างก็เป็นเพียงหมากเบี้ยบนกระดาน ความเปราะบางของคุณจะนำมาซึ่งความเข้มแข็ง
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 4 : พูดความจริง แต่ทำให้ความจริงนั้นน่าหลงไหล
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 3 : ในตัวเราทุกคน ล้วนมีอีกร่างหนึ่งที่เราไม่รู้จัก
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 2 : โลกเดือดร้อนทุกข์ทรมานยิ่ง ไม่ใช่เพราะความร้ายกาจของคนเลว แต่เพราะความเงียบของคนดี
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 1 : ไม่เสมอไปที่การติดกระดุมเม็ดแรกผิด จะทำให้ทุกอย่างรวน
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง : บทนำ







