ฝุ่นในสายลม บทที่ 41 : สายใย

ฝุ่นในสายลม บทที่ 41 : สายใย

โดย : ม.มธุการี

Loading

ฝุ่นในสายลม โดย ม.มธุการี เรื่องราวของลัทธิประหลาดกับความเชื่อของคนที่กระตุ้นสัญชาตญาณนักข่าวของภาวิน เขาจึงแฝงตัวเข้าไปสืบความลับของลัทธินี้ แต่ตัวคนเดียวอาจทำไม่สำเร็จ มีเพียงฝนดาว หญิงสาวที่สูญเสียญาติสนิทไปกับลัทธินี้ที่อาจจะช่วยเขาไขปริศนาอันดำมืดนี้ได้ อ่านนิยายสนุกๆ เรื่องนี้ได้ที่เพจอ่านเอาและเว็บไซต์ anowl.co

 

บอกหัวหน้าเรื่องที่จะแวะไปหาป้าที่ตลาดและเขาก็สั่ง

“ก็ดีจะได้ซื้อมาม่าเข้ามาด้วยเผื่ออดตาย ซื้อมาเป็นลังเลยยิ่งดี ก็ออกตังค์ไปก่อนแล้วจะโอนเงินเข้าบัญชีให้ทีหลัง”

เรื่องประหยัดต้องยกให้ ทำท่าว่าจะต้องกินมาม่าวันละสามมื้อตราบใดที่ยังจะต้องร่วมงานอยู่กับเขา

แวะไปหาป้าก่อนที่แผงในตลาดนัดตอนไปถึง พอรู้ว่าหล่อนย้ายไปอยู่โรงแรมป้าก็ตกใจ

“จะไปพักอยู่โรงแรมกับตาแก่เจ้านายแกน่ะหรือ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นมากัน”

“พักคนละห้องกันป้า พักนี้ต้องประชุมดึกดื่น พี่นนก็ไม่อยู่ หัวหน้าฝนเลยเป็นห่วง อยากให้ฝนไปพักที่นั่นด้วยเพราะห้องได้ส่วนลด อีกอย่างหัวหน้าฝนแกสุขภาพไม่ค่อยจะดี มีโรคคนแก่รุมเร้าหลายโรค ดีไม่ดีหัวใจวายตายกลางดึก ยิ่งตอนนี้แม่หมอทายว่าพลังมืดมันกำลังรุมเล่นงาน”

“เออ แล้วเมื่อไหร่จะพาแกมาสะเดาะเคราะห์ ป้าจะได้นัดกับแม่หมอให้ เขาเรียกไม่แพงหรอก”

“กำลังปรึกษากันอยู่ รอให้พ้นหน้างานไปก่อน”

“จะตายซะก่อนนะน้า” ป้าไม่วายให้พรเป็นการส่งท้าย (หมายเหตุ: หากเป็นคำขวาน/คำสร้อยเสียงสูง ใช้ “น้า” หรือหากเป็นชื่อคนให้แก้ตาม context ครับ)

วันนั้นป้าให้ไก่ย่างพร้อมข้าวเหนียวกับน้ำพริกเหมือนรู้ล่วงหน้าว่าหล่อนจะไปอดตาย อาจจะกินไปได้หลายมื้อเลยถ้าเอาเข้าตู้เย็น ห้องมีแค่ไมโครเวฟสำหรับอุ่นอาหาร

ตัดสินใจถอนขนหน้าแข้งตัวเองเพื่อซื้อหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใบเล็กๆ เพิ่มอีกใบ รวมทั้งข้าวถุงเล็กๆ อีกถุง ตอนอยู่หอพักก็ใช้หม้อหุงข้าวสารพัดประโยชน์นี่แหละเพื่อการอยู่รอดของตัวเอง…

ภาวินกำลังนั่งดูทีวีอยู่ตอนที่เด็กแว่นกลับเข้ามาพร้อมข้าวของพะรุงพะรัง

กำลังมีข่าวสำคัญเรื่องที่นักการเมืองคนนั้นจะเดินทางมารับเมียตัวเองกลับบ้านด้วยตนเองพร้อมบุตรสาว ให้สัมภาษณ์ไปด้วยว่า

“เรารอมานานแล้ว คิดว่าถึงเวลาที่ผมจะไปรับภรรยาผมกลับมาบ้านเราเสียที ลูกก็ร้องไห้คิดถึงแม่ตลอดเวลา ไม่เป็นอันกลับไปเรียน นี่ก็เปิดเทอมแล้ว ผมอยากพาภรรยาไปอยู่กับลูกที่อังกฤษสักพัก น่าจะช่วยได้มากทางด้านสภาพจิตใจ”

“แล้วท่านจะไปเมื่อไหร่คะ” มีเสียงนักข่าวถามไป

“น่าจะเร็วๆ นี้ ยังไงผมจะบอกให้พวกคุณทราบ”

ภาวินมองไปที่เด็กแว่นก็เห็นกำลังเงี่ยหูฟังเช่นกันขณะทำมาม่า ถามมาว่า

“หัวหน้าคิดว่าเขาจะมาแน่หรือคะ”

“คิดว่าแน่ ลองให้ข่าวไปแบบนี้แล้ว แสดงว่าเมียดื้อแพ่งไม่ยอมกลับไปแน่”

“เป็นฝนๆ ก็ไม่กลับ” มีเสียงตอบกลับมา

“แล้วเราไปรู้เรื่องอะไรเขา”

“ฝนว่ามันต้องมีสาเหตุที่ทำให้เมียต้องหนีไปอย่างนั้น ท่าทางแกเจ้าชู้ไม่เบานะฝนว่า”

“นักการเมืองหนุ่มหล่อออกปานนั้นมันก็ต้องมีผู้หญิงมาชอบพอเป็นธรรมดา”

“ผู้ชายเห็นเป็นเรื่องธรรมดาแต่ผู้หญิงเห็นเป็นเรื่องทำร้ายหัวใจกัน คุณจันทราคนนี้เธอคงทนมาเยอะ”

“ถึงได้คิดหนีตามเอเลี่ยนไปอย่างนั้นหรือ มันมีทางออกเยอะแยะไปที่ไม่ต้องมีมนุษย์ต่างดาวเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะมันเหมือนคนบ้าเข้าไปแล้ว ตาด็อกเตอร์คนนี้ประวัติพื้นฐานแกก็เพี้ยนเสียจนเขารู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง เป็นด็อกเตอร์ทางด้านดาราศาสตร์เสียเปล่า”

“แกถึงได้รู้ตื้นลึกหนาบางมากกว่าเราไงคะ หัวหน้าต้องอย่าลืมว่านาซานี่ยอดเก็บความลับเลย เจอภาพอะไรที่เกี่ยวกับเอเลี่ยนเขาจะสั่งลบหมด ไม่ให้ภาพจริงออกไปสู่สายตาชาวโลก พวกเราถึงได้ง่อยกินมาจนทุกวันนี้ พอคนวงในเอาออกมาตีแผ่ก็โดนข่มขู่โดยเจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ นานา ด็อกเตอร์แกก็คงจะโดนเข้าไปด้วย”

“ไปฟังมาจากไหนล่ะนั่น”

“ฝนก็ตามในเว็บไซต์ต่างๆ”

“แล้วรู้ได้ไงว่าเป็นเรื่องจริง”

“แล้วหัวหน้าเอาอะไรมาเป็นเครื่องวัดว่าฝ่ายโน้นจริง ฝ่ายนั้นไม่จริง”

“เพราะการเป็นนักข่าวมันต้องมีหลักฐานข้อมูลพร้อมทุกด้าน ไม่ใช่ฟังด้านใดด้านเดียว จำไม่ได้หรือว่ากฎเหล็กข้อแรกมีว่าไง”

ฝนดาวเงียบกริบพอโดนด่า ดีไม่ดีถูกตัดเงินเดือนเพราะบังอาจไปเถียงผู้ที่คิดว่าตัวเองรู้แล้ว เผด็จการในหน้าที่การงานมันถึงได้เบ่งบานไปทั่วทุกหัวระแหงเพราะแบบนี้เอง…

อาหารเย็นมื้อนั้นมีกับเพิ่มเข้ามานอกเหนือไปจากข้าวที่เพิ่งหุงสุกใหม่ๆ นั่นคือไก่ย่างกับน้ำพริกปลาย่างที่เผ็ดเสียจน

“ซื้อมาจากที่ไหนล่ะนั่น” ภาวินถามไป

“ป้าให้มาค่ะ เพราะกลัวคนแก่จะอดตาย ส่วนข้าว ฝนซื้อมาหุงเอง เพื่อการประหยัด กับหม้อข้าวสารพัดประโยชน์ หัวหน้าคงไม่รู้ว่ามันทำอาหารได้สารพัดถ้าไม่อยากจะซื้อกินข้างนอก”

“โรงแรมเขามีกฎห้ามทำอาหารในนี้”

“ใครจะรู้ล่ะคะ อีกอย่างฝนไม่ถนัดเรื่องทำอาหารในไมโครเวฟ”

“ทำได้ด้วยหรือ”

“เขาทำกันตั้งถมเถไป หุงข้าวยังได้เลย”

“ไม่รู้ ไม่เคยทำ ไม่เคยสนใจ”

สัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้นและเขาก็กดดู จากนั้นก็รับสาย

“ว่าไง”

มีเสียงผู้ชายห้าวๆ แว่วมาตามสายและฝนดาวก็เห็นเขาตอบไป

“ส่งไปแล้ว ได้รับเมื่อไหร่ตอบมาด้วยละกัน แล้วตกลงจะเดินทางมาเมื่อไหร่แน่…เออ จะมาได้เมื่อไหร่ก็บอก จะจองห้องไว้ให้”

มีการคุยต่ออีกสองสามประโยคก่อนที่เขาจะวางสายและหันมาบอกหล่อน

“เพื่อนจะลงมาเที่ยว ให้จองห้องไว้ให้”

“เมื่อไหร่คะ”

“คงเป็นอาทิตย์หน้า เขาจะบอกมาอีกที”

ฝนดาวอึ้งไป หมายความว่าที่วางแผนจะได้กลับกรุงเทพฯ ภายในอาทิตย์เดียวมันไม่เป็นไปตามนั้นแล้วหรืออย่างไร…

เหมือนเขาจะอ่านความคิดหล่อนออกไปเสียหมดเพราะเอ่ยออกมาลอยๆ ว่า

“ตราบใดที่เรายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนนบ้าง อีกอย่างเคสของลัทธิที่ว่านี่ก็ยังไม่ไปถึงไหนเลยนะ แล้วยังมาเจอเรื่องร้ายเกี่ยวกับนนอีก ทำไม…รึว่าจะรีบกลับกรุงเทพฯ มีอะไรที่นั่น”

“ฝนแค่…ยังไม่ได้บอกแม่ บอกแต่ว่าจะมาฝึกงานแค่อาทิตย์เดียว”

ภาวินเงียบ มองผู้ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าก็เห็นใครบางคนที่ดูอ่อนเยาว์จนคล้ายจะเป็นเด็ก ลืมคิดไปว่าเด็กคนนี้น่าจะอ่อนกว่าเขาร่วมสิบปีถ้านับเวลาหลังจากที่หล่อนเรียนจบมา

ประสบการณ์อะไรก็แทบจะไม่มีเลยไม่ว่าจะเป็นทางด้านการทำงาน หรือกระทั่งการใช้ชีวิตส่วนตัว

เขาลืมคิดไปนั่นเอง เพราะทำงานร่วมกับเพื่อนผู้ชายมานานจนชินชากับการใช้ชีวิตที่ไม่เคยมีกรอบ ชีวิตไม่เคยมีการห่วงหน้าพะวงหลังเพราะหลังจากที่พ่อตายแม่ก็แต่งงานใหม่กับฝรั่ง และไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก

เขาโตมากับปู่ตั้งแต่เล็กจนโต พอปู่เสียมันก็ไม่มีอะไรในชีวิตของเขาอีกที่เขาให้ความสลักสำคัญมากไปกว่าหน้าที่การงาน และเพื่อนรุ่นน้องคนเดียวที่ป่านนี้ยังไม่รู้ชะตากรรม…

คิดอะไรไม่ตก… การดึงเอาเด็กคนนี้มาพักด้วยกันก็แทบไม่ได้คิดถึงความเสื่อมเสียอะไรที่จะเกิดขึ้นกับอีกฝ่าย เด็กคนนี้มีพ่อมีแม่ มีครอบครัวให้ห่วงหาอาทร

เขาคิดอะไรอยู่…

เป็นมื้ออาหารที่เงียบเสียจนฝนดาวเริ่มอึดอัด หล่อนคงพูดอะไรผิดไป

เขาบอกล่วงหน้าไว้ก่อนแล้วว่าการมาฝึกงานกับเขามันไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเป็นผู้หญิงก็จะต้องเป็นสายลุยไม่ต่างอะไรกับผู้ชายอกสามศอก

เขาเตือนแล้วตั้งแต่ต้นและหล่อนก็สมัครใจที่จะมาเอง…

 



Don`t copy text!