
ผีตามไฟ
โดย : ทรรศิตา
![]()
อ่านเอาขอแบ่งปันเรื่องเล่าจากเงาสนธยา เรื่องลี้ลับจากประสบการณ์ตรงของ ภัทรภร มนุษย์ฟรีแลนซ์ ที่ตระเวนเดินทางทำงานไปทั่วทิศและมักได้ของแถมเป็นการพบปะทักทายจากเหล่าเพื่อนต่างมิติ และ ทรรศิตา มนุษย์ผู้ใช้ชีวิตเป็นจาริกชนคนเดินทางแสวงหาความหมายชีวิตระหว่างอดีตกับปัจจุบัน และมักผูกพันกับเรื่องลี้ลับบางอย่างเกินคาดเดา
ทุกครั้งที่ได้เดินทางผ่านอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้เล่ามักมองขึ้นไปยังดอยสูงอันปรากฏอยู่ตรงหน้าเสมอ ดอยลูกนั้นยอดดอยสูงเสียดฟ้าราวกับจะทะลุเมฆเบื้องบน ยิ่งได้ขึ้นไปถึงปลายยอดดอยก็เหมือนได้บรรลุถึงสวนสวรรค์ ไม่ใช่สวนสวรรค์ที่มีบรรยากาศชวนให้ตื่นตาตื่นใจเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นสวนสวรรค์อันระทึกขวัญให้เกิดความหวาดกลัวสำหรับผู้เล่าอีกด้วย จนจำฝังใจไม่ลืมแม้จะผ่านมานานหลายปีแล้ว
ประมาณช่วงปลายปี ๒๕๕๗ ผู้เล่าและเพื่อนสนิทซึ่งเป็นครูสอนโรงเรียนเดียวกัน ได้มีโอกาสเดินทางขึ้นดอยไปเยี่ยมเยือนลูกศิษย์ท่านหนึ่ง ซึ่งท่านเป็นพระธรรมจาริกเผยแผ่ธรรมอยู่ประจำอาศรม (วัด) แห่งหนึ่งบนดอยสูงในเขตอำเภอแม่สะเรียง ซึ่งผู้เล่าก็ได้ถือโอกาสนี้ไปพักผ่อนหย่อนใจส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ไปด้วยเป็นเวลาเกือบสัปดาห์
อาศรมฯ ที่ว่านี้อยู่บนดอยสูงลิบเสียดฟ้า ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งวันในการเดินทางออกจากจังหวัดเชียงใหม่ขึ้นไปถึงตัวอาศรมฯ แต่ก็เป็นเวลาครึ่งวันที่แสนคุ้มค่าสำหรับคนที่ชอบเดินทางชมป่าชมดอยตามสันเขาสูง ซึ่งก็สูงจริงๆ สมชื่อดอย เพราะหลังจากนั่งรถออกมาจากตัวเมืองแม่สะเรียงแล้ว ถนนก็พาลัดเลาะขึ้นสู่สันเขาสูงชัน และยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ อยู่เช่นนั้นหลายชั่วโมง ผ่านชุมชนชาวกะเหรี่ยงหลายหมู่บ้านเล็กบ้างใหญ่บ้าง จนกระทั่งบรรลุถึงยอดดอยอันเป็นที่ตั้งของอาศรมพระธรรมจาริก
อาศรมพระธรรมจาริกแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณท้ายสุดของสันดอย ซึ่งต้องเดินลัดผ่านบริเวณโรงเรียนเล็กๆ ประจำหมู่บ้านซึ่งมีนักเรียนไม่มากนัก มีอาคารไม้เก่าทรงเตี้ยยาวประมาณห้าหกห้องหนึ่งหลัง มีบ้านพักครูและโรงเรือนอเนกประสงค์อีกอย่างละหลัง
รั้วทางด้านทิศใต้ของโรงเรียนมีซุ้มประตูเสาไม้สักทั้งต้นกว้างประมาณห้าวา ด้านบนทำเป็นหลังคาหน้าจั่วมุงด้วยสังกะสีเก่าๆ แขวนป้ายที่มีสีและตัวหนังสือเริ่มจางหายว่า “อาศรมพระธรรมจาริกบ้าน…”
เขตบริเวณอาศรมฯ ดังกล่าวเป็นเนินไม่กว้างเท่าใดนัก มีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นอยู่เต็มโดยรอบ มีศาลาไม้สักโล่งหลังหนึ่งกว้างและยาวพอควร ยกพื้นขึ้นสูงประมาณบันไดห้าขั้น บนศาลาทั้งสามด้านตีไม้ระแนงสูงหนึ่งเมตรทำเป็นราวระเบียงรูปกากบาท ยกเว้นด้านหลังสุดตีไม้แผ่นกระดานยาวทำเป็นฝาผนัง
ตรงกลางฝามีแท่นไม้ประดิษฐานพระพุทธรูปโลหะปางมารวิชัยเป็นพระประธาน มีโต๊ะหมู่วางด้านหน้า ส่วนข้างทั้งสองฟากตั้งตู้ไม้สักสูงสามชั้นสำหรับเก็บข้าวของเครื่องใช้ประจำศาลา ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยพอควร
ผู้เล่าและเพื่อนได้ขึ้นไปพักบนศาลาทางด้านฟากขวามือ แม้ว่าลูกศิษย์ประจำอาศรมฯ จะขอให้ไปพักในห้องบนกุฏิเก่าอันอยู่ด้านหน้าศาลา หากต้องเดินลงไปอีกประมาณสิบกว่าเมตร แต่ผู้เล่าเห็นว่าพักบนศาลาจะสะดวกกว่า เพราะมีห้องสุขาตั้งอยู่ไม่ไกลจากศาลามากนัก
ช่วงสามสี่วันแรกของการมาพักผ่านไปด้วยดีไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ แต่อีกวันต่อมาซึ่งตรงกับวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนกลับมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดบางอย่างเกิดขึ้น
คืนนั้นตรงกับช่วงข้างขึ้นพระจันทร์ใกล้จะเต็มดวงแล้ว ตอนหัวค่ำมีชาวบ้านทั้งคนเฒ่าคนแก่ หนุ่มสาวและเด็กๆ นักเรียนพากันขึ้นมาทำกิจกรรมสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิที่อาศรมฯ จนเต็มศาลา หลังจากเสร็จกิจกรรมอวยพรส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สิ้นสุดลงก็เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว
เมื่อชาวบ้านกลับลงไปจนหมด ความเงียบสงัดก็เข้ามารายรอบทั่วบริเวณอาศรมฯ ผู้เล่ากับเพื่อนจึงพากันกางมุ้งล้มตัวลงนอนตามปกติเช่นทุกวัน โดยผู้เล่านอนติดตู้ไม้ที่ใส่บาตรและภาชนะถ้วยชามอื่นๆ ส่วนเพื่อนสนิทกางมุ้งนอนถัดต่อไปทางด้านหน้าศาลา
คืนนั้นผู้เล่ารู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น ด้วยทั่วบริเวณอาศรมฯ ดูเงียบเชียบไม่เหมือนเช่นทุกคืน ไม่มีแม้เสียงหรีดหริ่งเรไรหรือเสียงนก ตลอดจนเสียงสัตว์เล็กๆ ตามพื้นหญ้าป่าเขาร้องขับกล่อมเหมือนเช่นเคย มีแต่ความหนาวอันเย็นเยือกแทรกมากับความเงียบสงัด ผู้เล่าพยายามข่มตาให้หลับลงสักเท่าใดก็ดูเหมือนว่าจะไร้ผล ยิ่งดึกยิ่งหนาว บรรยากาศยิ่งดูสะพรึงน่ากลัว
ทันใดนั้น! ในท่ามกลางความมืดสลัว แสงจากดวงจันทร์ข้างขึ้นอันอยู่เหนือต้นไม้ใหญ่ส่องลอดเข้ามาในศาลา สายตาของผู้เล่าพลันหันไปสะดุดกับเงาดำของร่างๆ หนึ่งอันค่อยๆ โผล่ขึ้นตรงบันไดหน้าศาลา รูปร่างนั้นมองดูคล้ายๆ จะเป็นร่างของผู้หญิงไว้ผมยาวจนถึงกลางหลัง สวมชุดกะเหรี่ยงยาวถึงข้อเท้า
เมื่อขึ้นบันไดมาจนถึงบนพื้นศาลาแล้วก็ค่อยๆ เดินตรงเข้ามาอย่างช้าๆ จนไปถึงหน้าโต๊ะหมู่บูชาตรงแท่นพระประธานในศาลา ร่างนั้นจึงค่อยนั่งลง
ตอนแรกผู้เล่าสงสัยและคิดในใจว่า… ผู้หญิงที่ไหนช่างใจกล้านัก ดึกดื่นเที่ยงคืนป่านนี้แล้วยังกล้าขึ้นมาไหว้พระ แถมยังไม่จุดไฟนำทางอีกต่างหาก…
ขณะที่คิดอยู่นั้นก็มีกลิ่นบางอย่างลอยเข้ามาปะทะจมูก ซึ่งผู้เล่าเองบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นกลิ่นอะไร จะว่ากลิ่นหอมก็ไม่ใช่ จะว่ากลิ่นเหม็นก็ไม่เชิง มันเป็นกลิ่นสาบอ่อนๆ คล้ายกลิ่นธูปที่ทำจากดอกไม้อะไรสักอย่าง
ร่างนั้นก้มลงกราบพระประธานช้าๆ แล้วเหมือนพยายามจะทำอะไรบางอย่างในความมืดสลัวอยู่นาน มองคลับคล้ายว่านางกำลังพยายามจะจุดไม้ขีดไฟอันวางอยู่บนถาดหน้าโต๊ะหมู่เพื่อตามเทียน
แต่ทันใดนั้นเอง “เพล้ง!” เสียงถาดสังกะสีร่วงหล่นลงมาจากหลังตู้ไม้ตกกระทบพื้นศาลาใกล้กับที่ผู้เล่านอนอยู่ พร้อมกับเสียงคนร้องอุทานว่า “เฮ้ย!”
เปล่า…ไม่ใช่เสียงจากร่างหญิงนั้น หากแต่เป็นเสียงของเพื่อนสนิทของผู้เล่าที่นอนอยู่ในมุ้งถัดไป พร้อมกับมีร่างแมวดำตัวหนึ่งกระโดดลงมา
ฉับพลันร่างนั้นก็ผุดลุกขึ้นทันทีแล้วหันหลังรีบวิ่งตรงไปที่หน้าศาลาก่อนจะลงบันไดหายลับไป ซึ่งใช้เวลารวดเร็วมาก และผู้เล่าก็ฉุกคิดได้ในวินาทีนั้นว่า ร่างนั้นไม่ได้เดินหรือวิ่ง หากแต่ลอยละลิ่วไปต่างหาก เพราะไม่มีเสียงเท้ากระทบพื้นศาลาให้ได้ยินแม้แต่ก้าวเดียว
เจอผีเข้าแล้ว! ผู้เล่าลุกขึ้นนั่งขนลุกซู่ มือไม้สั่นด้วยความตกใจกลัว ได้แต่ก้มลงนั่งกราบพระประธานอยู่หมับๆ
“เห็นอะไรใช่ไหม!” เพื่อนผู้เล่ารีบเปิดมุ้งคลานเข้ามาหาพลางกระซิบเสียงสั่นด้วยความกลัว
คืนนั้นผู้เล่าและเพื่อนสนิทได้หอบที่นอนหมอนมุ้งย้ายออกจากศาลาลงมานอนที่กุฏิลูกศิษย์ โดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่า “นอนไม่หลับ”
จนกระทั่งถึงวันกลับลงจากดอยโดยมีลูกศิษย์ตามลงมาส่งด้วย ขณะที่นั่งรถอยู่ผู้เล่าจึงตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ลูกศิษย์หัวเราะพลางพูดว่า
“ผมชวนอาจารย์ให้นอนที่กุฏิแล้วเพราะไม่อยากให้เจอ แต่อาจารย์ก็ขืนไปเจอเข้าจนได้!” แล้วก็เล่าให้ฟังต่ออีกว่า “ที่อาศรมฯ นั้นเป็นป่าช้าเก่า โดยเฉพาะตรงบริเวณใต้ถุนศาลาล้วนแต่เป็นที่ฝังศพ ซึ่งหลายศพก็ยังคงถูกฝังอยู่ที่นั่น ในวันพระบางคืนอาจจะมีเงาร่างวิญญาณขึ้นมาไหว้พระบนศาลาให้เห็นอยู่เสมอจนถือว่าเป็นเรื่องปกติ”
“เป็นเรื่องปกติ!” ผู้เล่ากับเพื่อนถึงกับอุทาน
“ปกติแบบนี้เห็นทีจะไม่ไหวแน่ๆ” เพื่อนสนิทบอกพลางกอดอกตัวเองไว้แน่นเพราะขนลุกด้วยความกลัว
ตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมาผู้เล่าไม่เคยกลับไปที่อาศรมฯ นั้นอีกเลย แค่นึกถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นก็ชวนให้หวาดผวาจนข่มตาหลับไม่ลงแล้ว

- READ ฆาตกรรมที่หนองระหาน
- READ ผีตามไฟ
- READ ศพกินฟืน
- READ บึงร้างผีนางพราย
- READ วัดร้าง
- READ ผีเรียก Grab
- READ คืนวันพระจันทร์ดับ
- READ เสียงเรียกจากหลุม
- READ บ้านเช่า
- READ ยายทวด
- READ ผีลำน้ำสามแพร่ง
- READ เปรตดงตาลสามต้น
- READ ผีนัดหลังเที่ยงคืน
- READ หลวงพระบางรำลึก ตอน "เงามืดปริศนา"
- READ ผีกลิ้งไห
- READ จิตสังหรณ์
- READ หนองบัวแดง
- READ ปอบซูดหมู
- READ อย่าลืมฉัน
- READ ทุ่งกุลากับเสียงเรียกในยามวิกาล
- READ ดอนปู่ตา
- READ พรายหนองโหง
- READ วิญญาณออนไลน์
- READ ผีไล่ควาย
- READ ร่างวิญญาณ
- READ ผีต้นบากใหญ่
- READ ปอบผีสาว
- READ เปรตหนองขี้ทูด
- READ ดงหนองแสง
- READ ถนนสายนี้...ผีดุ (ภาค 2)
- READ บึงผีพราย
- READ ถนนสายนี้...ผีดุ (ภาค 1)
- READ คืนไล่ผีปอบ
- READ โรงแรมเด็กหัวโต
- READ สังขละบุรีในตำนาน (ตอนที่ 2)
- READ สังขละบุรีในตำนาน (ตอนที่ 1)
- READ หาดใหญ่ทัก...(แบบเบาๆ)
- READ สาวน้อยในห้องน้ำ
- READ เหตุเกิดที่ทองผาภูมิ #3
- READ โรงเรียนวิญญาณหลอน
- READ ผีสางนางน้ำบ่อ
- READ เหตุเกิดที่ทองผาภูมิ #2
- READ เหตุเกิดที่ทองผาภูมิ #1
- READ ว่านผีโพง






