วัดร้าง

วัดร้าง

โดย : ทรรศิตา

Loading

อ่านเอาขอแบ่งปันเรื่องเล่าจากเงาสนธยา เรื่องลี้ลับจากประสบการณ์ตรงของ ภัทรภร มนุษย์ฟรีแลนซ์ ที่ตระเวนเดินทางทำงานไปทั่วทิศและมักได้ของแถมเป็นการพบปะทักทายจากเหล่าเพื่อนต่างมิติ และ ทรรศิตา มนุษย์ผู้ใช้ชีวิตเป็นจาริกชนคนเดินทางแสวงหาความหมายชีวิตระหว่างอดีตกับปัจจุบัน และมักผูกพันกับเรื่องลี้ลับบางอย่างเกินคาดเดา

ทันทีที่เดินพ้นออกจากดงสวนลำไย ทางเดินที่เป็นดินทรายเจือด้วยหินลูกรังสายนั้นก็พลันทอดสายยาวไปสู่ดงไม้อันติดเชิงเขาสูงเบื้องหน้า และเมื่อก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งข้ามห้วยเหมืองน้ำเล็กๆ ก็พบต้นโพธิ์สูงใหญ่รกด้วยเถาวัลย์มืดครึ้มยืนต้นสูงตระหง่านแผ่กิ่งก้านสาขาออกเป็นบริเวณกว้างเหนือซุ้มประตูล้านนาเก่าอันก่อด้วยอิฐมอญโบราณ มีรูปปั้นสิงห์ยืนบนแท่นก่ออิฐสูงอยู่ทั้งสองฟากประตู

กำแพงวัดที่ทอดแนวยาวล้อมวัดนั้นสูงแค่เอว หากเต็มไปด้วยหมู่มอสและต้นเฟิร์นอันขึ้นหนาทึบ ถัดจากซุ้มประตูเข้าไปปรากฏวิหารหลังหนึ่งตั้งอยู่กลางลานดิน ซึ่งปะปนไปด้วยเศษกระเบื้องดินขออันหลุดร่วงหล่นลงมาจากหลังคาวิหาร ด้านในสุดปรากฏพระพุทธรูปเก่าแก่ศิลปะล้านนาประดิษฐานอยู่บนแท่นชุกชี เมื่อแสงตะวันบ่ายบางสายส่องลอดคาคบไม้ผ่านช่องโหว่ของหลังคาลงมากระทบพื้นวิหาร แแสงนั้นพลันสะท้อนขึ้นแผ่กระจายไปทั่วภายในวิหารให้ดูมลังเมลืองขรึมขลัง ทั้งน่าศรัทธาและน่ากลัว

วัดร้างแห่งนั้นตั้งอยู่ในป่าเชิงเขาห่างออกจากอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ไปทางทิศใต้ประมาณเกือบห้ากิโลเมตร ซึ่งรอบๆ วัดเป็นดงสวนลำไย และห่างออกไปไม่ไกลนักก็จะพบลำน้ำปิงอันทอดสายลึกไหลผ่านเลยดงนั้นไป

ผู้เล่าได้รู้จักวัดร้างแห่งนั้นจากลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อ “หนานอินสอน” ซึ่งได้เล่าให้ฟังหลายครั้งถึงความลึกลับน่ากลัวและความเก่าแก่ขรึมขลังน่าไปศึกษา ทั้งเสียงเล่าลือว่ามี ผีดุ! จนผู้เล่าเองอยากจะไปเห็นด้วยตาตนเองสักครั้ง หากก็ไม่มีโอกาสสักที จนกระทั่งวันหนึ่ง หนานอินสอนได้โพสต์ข้อความมาบอกว่า

“…แม่ป่วยผมหนักเข้าห้องไอซียู ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลจอมทองเกือบอาทิตย์แล้ว!”

นั่นเอง ผู้เล่าจึงได้เดินทางไปหาและไปเยี่ยมแม่ของหนาน ซึ่งตอนนั้นอาการเริ่มดีขึ้นบ้างแล้ว หลังจากนั้นจึงได้ชวนกันเดินทางไปดูวัดร้างกลางป่าดังกล่าว และได้ฟังเรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับวัดร้างแห่งนั้นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับหนานอินสอนในเวลาต่อมา

หนานอินสอนเคยบวชเป็นสามเณรและได้บวชเป็นพระศึกษาทั้งทางโลกทางธรรม เป็นพระสายปฏิบัติกรรมฐานมานานถึงสิบกว่าพรรษาจนได้เป็นหัวหน้าสายพระธรรมจาริก ออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาบนดอยสูง จำพรรษาตามป่าตามเขามากมายหลายที่ จนกระทั่งได้ลาสิกขาออกมาเป็นฆราวาสเพื่อดูแลพ่อแม่อันชราภาพแล้ว แต่วัตรปฏิบัติแบบพระบางอย่างยังคงอยู่ไม่เคยละเลย เช่นการไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิ

นิสัยอย่างหนึ่งของหนานอินสอนที่ผู้เล่ายอมรับว่าทึ่งและชื่นชมมากคือ หนานเป็นคนจิตใจเข้มแข็งมากจนถึงมากที่สุด ไม่ว่าจะนอนกลางป่ากลางเขา กลางป่าช้าหรือที่รกร้างใดๆ ก็ตาม ก็ไม่เคยแสดงอาการสะทกสะท้านหรือหวาดกลัวสิ่งใดๆ เลย จนผู้เล่ายังเคยถามว่า

“ถามจริงๆ เถอะ เคยกลัวผีหรืออะไรๆ อย่างอื่นบ้างไหม?” หนานอินสอนตอบกลับมาว่า

“ก็มีบ้างเป็นธรรมดา แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ ถือว่าเรามาดีไม่เคยคิดร้ายเบียดเบียนใคร กรวดน้ำแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้แล้วจิตใจก็สงบสบาย ไม่กังวลสิ่งใด”

เรื่องวัดร้างนี้ หนานอินสอนได้สัมผัสเหตุการณ์บางอย่างด้วยตัวเอง จึงได้เล่าให้ผู้เล่าฟังว่า ช่วงที่แม่ป่วยหนักจนต้องนอนห้องไอซียูในโรงพยาบาลจอมทองหลายวันนั้น หนานอินสอนได้ไปอยู่เฝ้าแม่ที่โรงพยาบาลทั้งกลางวันกลางคืน โดยตอนกลางคืนได้ขับรถมอเตอร์ไซค์ออกไปกางเต็นท์นอนพักที่วัดร้างแห่งหนึ่งอันห่างจากโรงพยาบาลมาไกลพอควร เพราะเห็นว่าเป็นสถานที่สงบไม่มีเสียงใดๆ รบกวน

คืนแรกหนานได้ไปกวาดบริเวณหน้าระเบียงวิหารเก่าเพื่อกางเต็นท์นอนเพราะเห็นว่าหลังคายังปิดมุงสมบูรณ์อยู่ ต่างจากภายในวิหารที่ชำรุดผุพังมากแล้ว หากขืนเข้าไปนอนอาจเกิดอุบัติเหตุกระเบื้องหล่นใส่ได้ ก่อนนอนหนานอินสอนได้จุดธูปเทียนสวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิแผ่เมตตาตามปกติเหมือนดังที่เคยทำมาทุกวัน แต่วันนั้นหนานอินสอนได้อธิษฐานจิตว่า…

“ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสื้อวัดเสื้อวาทั้งหลายในสถานที่แห่งนี้ ช่วยปกป้องคุ้มครองให้แม่ของลูกหายด้วยเถิด”

และได้บนบานอะไรอีกหลายอย่างก่อนจะล้มตัวลงนอน และในคืนนั้นเองหนานก็ฝันประหลาด ฝันที่เหมือนไม่ได้ฝัน มันคล้ายๆ กึ่งหลับกึ่งตื่น หนานเล่าว่า ภายนอกเต็นท์ที่นอนอยู่นั้นมีแสงสว่างเหมือนมีผู้คนหลายคนมาจุดตะเกียงเจ้าพายุหลายๆ ดวง แล้วพากันนั่งคุยกันอยู่รอบๆ เสียงดังงึมงำฟังไม่ออกว่าพูดอะไรกันอยู่นาน จนกระทั่งวูบหลับไปจนตื่นมาอีกครั้งก็รุ่งเช้าแล้ว จึงได้ออกเดินดูรอบๆ บริเวณวัดร้างก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ นอกจากความเงียบสงัดของป่า

วันต่อมาหนานอินสอนก็ไม่ได้กลับไปนอนที่วัดร้างแห่งนั้นอีกเลยเพราะมีญาติผลัดเปลี่ยนกันมาเฝ้า จนกระทั่งแม่อาการดีขึ้นเรื่อยๆ และหายป่วยในที่สุด หนานอินสอนได้เล่าเหตุการณ์นี้ให้แม่ฟังในวันหนึ่ง แต่แม่ได้เล่าเหตุการณ์บางอย่างให้หนานฟังกลับคืนว่า…

“…คืนที่แม่เข้าห้องไอซียูวันแรก ตกช่วงดึกๆ ก็เหมือนมีเงาดำมืดของใครสักคนมานั่งอยู่ข้างเตียงและใช้มือเย็นๆ ตบที่เท้าแม่เบาๆ อยู่นานก่อนจะจางหายไป!”

ก่อนเขียนเรื่องนี้ ผู้เล่าเองได้ส่งข้อความไปถามหนานอินสอนถึงเรื่องวัดร้างแห่งนี้อีก หนานตอบกลับมาว่า…

“…ตอนนี้มีคนใจบุญได้ไปช่วยพัฒนาบูรณะวัดและได้มุงกระเบื้องหลังคาวิหารใหม่แล้วทั้งหลัง ทั้งได้ตัดถนนทางเข้าวัดด้านใหม่แทนทางเข้าสายเดิมที่ต้องอ้อมผ่านสวนลำไย หากปรารถนาจะไปดูอีกก็บอกได้จะพาไป หรือต้องการพักค้างคืนสักคืนก็ย่อมได้ไม่มีปัญหา!”

ผู้เล่าคิดดูแล้ว เรื่องไปเที่ยวชมวัดไม่มีปัญหาแน่นอน แต่เรื่องจะให้ค้างคืนนั้นคงต้องขอตัว!”

Don`t copy text!