ผีเรียก Grab

ผีเรียก Grab

โดย : ทรรศิตา

Loading

อ่านเอาขอแบ่งปันเรื่องเล่าจากเงาสนธยา เรื่องลี้ลับจากประสบการณ์ตรงของ ภัทรภร มนุษย์ฟรีแลนซ์ ที่ตระเวนเดินทางทำงานไปทั่วทิศและมักได้ของแถมเป็นการพบปะทักทายจากเหล่าเพื่อนต่างมิติ และ ทรรศิตา มนุษย์ผู้ใช้ชีวิตเป็นจาริกชนคนเดินทางแสวงหาความหมายชีวิตระหว่างอดีตกับปัจจุบัน และมักผูกพันกับเรื่องลี้ลับบางอย่างเกินคาดเดา

ผู้เล่าเพิ่งได้บรรลุถึงความรู้ใหม่ที่แปลกและอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่งว่า ไม่ได้มีแค่โลกมนุษย์เท่านั้นที่มีความเจริญทางด้านเทคโนโลยี หากในโลกของวิญญาณหรือชีวิตหลังความตายก็มีความทันสมัยไม่แพ้กัน เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมานี้เอง

ช่วงก่อนวันสงกรานต์ ใกล้พลบค่ำของวันหนึ่งขณะที่ผู้เล่ากำลังถือสายยางฉีดน้ำรดต้นไม้อยู่หน้าวัดติดซุ้มประตูโขงทางเข้าวัด มีรถเก๋งสีขาวคันหนึ่งขับมาจอดตรงที่ผู้เล่ายืนอยู่ ทันทีที่กระจกรถถูกเลื่อนลงปรากฏชายขับรถอายุประมาณสามสิบกว่าโผล่หน้าออกมายกมือไหว้พลางถามว่า

“หลวงพี่ครับ วัดนี้มีพระฝรั่งด้วยหรือ?” ผู้เล่างงหากก็คิดว่า คงเป็นวัดถัดไป ระยะทางอีกประมาณสามร้อยเมตรเพราะเป็นวัดที่มีการอบรมวิปัสสนาธรรมให้ชาวต่างชาติเป็นประจำจึงตอบว่า

“ไม่มีนะโยม..เป็นวัด…ถัดต่อไปอีกข้างหน้านี้รึเปล่า?”

“วัดนี้ครับหลวงพี่ นี่ไง..หน้าจอยังขึ้นบอกอยู่เลย..ผมลองโทรหาแล้วก็ไม่มีใครรับสาย..” หนุ่มขับรถซึ่งผู้เล่าได้รู้ทันทีว่า กำลังขับรถ Grab ตามหาผู้โดยสารอยู่ได้ชี้มือไปที่หน้าจอด้านหน้ารถซึ่งมีถึงสองจอ และเห็นเป็นเส้นสีเขียวซึ่งบอกตำแหน่งเส้นระยะทางเพื่อไปหาผู้โดยสารชัดเจน ที่สำคัญ มันคือทางเข้าไปในวัดแน่นอน หรือว่าอาจจะมีพระฝรั่งเข้ามาเยี่ยมเยือนพระในวัดรูปใดรูปหนึ่งที่ผู้เล่าอาจไม่ทราบก็ได้จึงบอกว่า

“งั้นโยมลองขับรถเข้าไปตามที่มันขึ้นดู…”

ขณะที่พูดก็คิดต่อไปอีกว่า…หรือว่า ชายหนุ่มจะขับรถเข้าผิดซอยเพราะแถวนี้มีซอยแยกออกจากถนนสายหลักอยู่มากและซอยที่ติดกำแพงวัดก็มีโฮมสเตย์อยู่หลายแห่งอาจจะมีสักแห่งที่มีฝรั่งอยู่ แต่..ทำไมถึงปักหมุดให้เข้ามารับในวัด แปลก!

หลังจากนั้นไม่ถึงห้านาที รถคันเดิมก็กลับออกมาอย่างเร่งรีบ พอมาถึงตรงผู้เล่ายืนอยู่ก็เบรกพรืด! พร้อมกับ Grab หนุ่มคนเดิมโผล่หน้าออกมาแบบไม่เหมือนเดิม คือ หน้าซีดตัวสั่นเหงื่อแตกพลั่กเหมือนไปวิ่งฝ่าแดดร้อนมาสักชั่วโมง

“หลวงพี่..ผม..ผมเจอดีเข้าแล้ว!” เสียงแกสั่นเหมือนคนตกใจกลัว ผู้เล่าทิ้งสายรดน้ำต้นไม้ตรงเข้าไปถามทันที

“อะไรรึ..สรุปว่ายังไงโยมหนุ่ม?”

“มันเป็นเมรุหลวงพี่..มันไปหยุดตรงเมรุ” Grab หนุ่มว่า หากผู้เล่าสงสัยต่อ

“ตรงนี้เป็นวัดไม่ใช่ป่าช้าที่จะมีเมรุเผาศพ” Grab หนุ่มชะงักไปแล้วบอกว่า

“เอ่อ..คือที่เขาใส่กระดูกน่ะครับ!” ผู้เล่าจึงถึงบางอ้อ

“อ้อ..เขาเรียก ธาตุ..เจดีย์ใส่อัฐิ” พูดแล้วก็เกิดอาการเย็นวาบขนลุกไปทั้งตัว เอาอีกแล้ว!

“นั่นแหละครับ..ผมนี่หันรถเลี้ยวกลับเลย ไม่นึกว่าจะเจอจังๆ แบบนี้ไม่ไหวแล้วหลวงพี่!” Grab หนุ่มยกมือไหว้ปรกๆ เสียงสั่น ผู้เล่าจึงตบไหล่เรียกสติแกเบาๆ พลางปลอบว่า

“ไม่มีอะไรหรอกโยม..กลับเถอะ..ไม่มีอะไรแล้ว!” ชายหนุ่มยกมือไหว้แล้วเร่งขับรถหายลับไปในความมืดยามสนธยา

ผู้เล่ารีบตรงเข้าไปเล่าเหตุการณ์ให้หลวงลุงที่อยู่กุฏิด้านหน้าฟัง ท่านจึงพาสวดมนต์และว่าบทกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ดวงวิญญาณสัมภเวสี เจ้าที่เจ้าทางตลอดทั้งสัพพสัตว์ทั้งหลาย

รุ่งเช้าวันต่อมา ผู้เล่าจึงเดินเข้าไปดูหมู่เจดีย์หรือธาตุที่ใส่อัฐิด้านหลังวัดซึ่งมีมากเกือบสามสิบองค์ทั้งเก่าและใหม่ หากที่ผู้เล่ามุ่งตรงไปดูคือ เจดีย์ที่บรรจุอัฐิหรือกระดูกของชาวต่างชาติสององค์ องค์แรกใส่อัฐิชายชาวเยอรมันซึ่งเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุมาเกือบสิบปีแล้ว ส่วนองค์ที่สองนั้นเพิ่งนำมาบรรจุไว้เมื่อปีที่แล้วนี่เอง..เจ้าของอัฐิเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองซึ่งได้เสียชีวิตลงด้วยโรคชรา ก่อนหน้านั้นแกสั่งลูกศิษย์ไว้ว่า หากตายลงวันใดก็ขอให้นำอัฐิมาไว้ที่วัดแห่งนี้

ร่องรอยล้อรถยนต์ของ Grab หนุ่ม ยังคงปรากฏบนพื้นดินห่างจากเจดีย์ทั้งสององค์นั้นไม่ไกลนัก ผู้เล่าได้แต่คาดหวังไว้ว่า…อาจเกิดการขัดข้องทางเทคนิคอะไรสักอย่างจึงทำให้ระบบบอกทางคลาดเคลื่อนไปบ้าง…บางทีอาจมีฝรั่งที่อยู่โฮมสเตย์ข้างวัดเรียกรถมาก็ได้ ไม่ใช่เป็นอย่างที่ทุกคนคิดอยู่ หรือ หากเป็นอย่างที่คิดก็ตัวใครตัวมัน!

ผู้เล่าเสียดายที่ลืมถาม Grab หนุ่มว่า “ฝรั่งที่เรียกรถมาชื่อว่าอะไร!”

Don`t copy text!