ผีหัวขาด

ผีหัวขาด

โดย : ทรรศิตา

Loading

อ่านเอาขอแบ่งปันเรื่องเล่าจากเงาสนธยา เรื่องลี้ลับจากประสบการณ์ตรงของ ภัทรภร มนุษย์ฟรีแลนซ์ ที่ตระเวนเดินทางทำงานไปทั่วทิศและมักได้ของแถมเป็นการพบปะทักทายจากเหล่าเพื่อนต่างมิติ และ ทรรศิตา มนุษย์ผู้ใช้ชีวิตเป็นจาริกชนคนเดินทางแสวงหาความหมายชีวิตระหว่างอดีตกับปัจจุบัน และมักผูกพันกับเรื่องลี้ลับบางอย่างเกินคาดเดา

แสงสว่างที่ส่องลอดผ่านช่องเพดานหมู่ใบกล้วยอันยืนต้นเหยียดสูงด้านบนสาดลงมาเป็นลำแสงตกกระทบพื้นดินช่วยทำให้ทั่วบริเวณดงกล้วยนั้นดูสว่างขึ้นมาบ้าง หากก็ยังดูน่าหวาดกลัวอยู่ ด้วยยิ่งเดินลึกเข้าไปสักเท่าไรก็ดูเหมือนว่าดงกล้วยนั้นจะยืดระยะทางให้ยาวไกลต่อไปอีกเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุดสักที ยิ่งก้าวเท้าเข้าไปข้างหน้าความกลัวก็ยิ่งดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนก้าว กระทั่งบรรลุถึงดงไผ่หนาทึบเบื้องหน้า

สายลมแรงวูบหนึ่งพัดกรูเข้าปะทะดงไผ่จนเกิดเสียงเกรียวกราวราวเสียงคนกระซิบกระซาบกันดังอื้ออึง พลันปรากฏร่างดำทะมึนของชายสูงใหญ่ร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่ใต้เงามืดสลัวของดงไผ่ เมื่อเพ่งตามองเข้าไปให้ชัดเจนขึ้นก็ถึงกับผงะขนลุกเกรียวไปทั้งตัวด้วยความกลัวสุดขีดเมื่อพบว่าร่างนั้นมีแค่ตัวแต่ไม่มีหัว!

“แล้วไป้ก็ตื่นขึ้น” ไป้เรือมหรือน้าเรือม (ไป้ เป็นภาษาเขมรแปลว่า น้า) มักพูดถึงเรื่องนี้ให้ฉันฟังหลายครั้งและทุกครั้งก็มักจบลงตรงประโยคนี้ ซึ่งก็เพราะอย่างนี้นี่เอง ทำให้ฉันถึงกับเก็บไปฝันเหมือนอย่างน้าเรือมหลายครั้ง

น้าเรือมเป็นผู้หญิงผิวคล้ำรูปร่างผอมบางเหมือนคนอมโรค ผมยาวจนถึงกลางหลังหากม้วนเป็นมวยเอาไว้ตรงท้ายทอย มีนิสัยเรียบร้อยจิตใจดี น้าเรือมเป็นลูกของยายชุม ซึ่งยายชุมถือว่าเป็นญาติผู้ใหญ่ของแม่เพราะเป็นลูกพี่ลูกน้องของยายฉัน ฉันจึงมักได้ยินแม่เรียกยายชุมว่า แม่ เสมอ

ความทรงจำในช่วงวัยเด็ก ฉันมักจำได้ว่า…ทุกครั้งที่ยายชุมหาบข้าวเปลือกมาสีที่โรงสีข้าวบ้านของฉัน น้าเรือมมักตามมาด้วยเสมอ และก็มักพาฉันไปนั่งเล่นที่แคร่ไม้ไผ่ในป่าสวนมะพร้าวหลังโรงสี น้าเรือมชอบเก็บใบมะพร้าวมาฉีกเป็นเส้นๆ แล้วสานเป็นวงแหวนใบมะพร้าวสวมให้ฉันจนเต็มทั้งสิบนิ้ว และก็มักจบลงด้วยการเล่าความฝันเรื่อง ผีหัวขาด นี้ให้ฟังทุกครั้งราวไม่รู้จักเบื่อเหมือนฉันเองก็ตั้งใจฟังได้ทุกครั้งไม่รู้จักเบื่อเช่นเดียวกัน ฉันเคยถามเรื่องนี้กับแม่ แม่หัวเราะแล้วพูดว่า “ไป้เรือมไม่ค่อยเต็มบาท อย่าไปใส่ใจนักเลยนะ!”

หากฉันกลับแอบไปถามยายชุมด้วยนิสัยขี้สงสัยช่างพูดช่างซัก จึงได้ทราบว่าน้าเรือมแกฝันแบบนี้มาตั้งแต่เป็นเด็กแล้วและเหตุการณ์นี้ก็ได้เกิดขึ้นจริงๆ ตามที่น้าเรือมฝันทุกประการในเวลาต่อมา ยายชุมบอกว่า..น้าเรือมมีจิตสังหรณ์มักรู้เหตุการณ์บางอย่างล่วงหน้าเสมอ ฉันจึงบอกยายชุมว่า “ฉันก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน” ยายชุมยิ้มแล้วก้มลงมาพูดเบาๆ เป็นภาษาเขมรท้องถิ่นว่า “อย่าบอกเรื่องนี้กับใครนะ ยายจะเล่าให้ฟัง!”

เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นมานานหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่พ่อของฉันเพิ่งย้ายเข้ามาเป็นเขยของตำบลเมืองเก่านี้ไม่นานและเพิ่งได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านใหม่ๆ ไม่ถึงปี ยุคนั้นตำบลเมืองเก่ายังรกครึ้มเต็มไปด้วยดงกล้วยและดงไผ่ขึ้นหนาทึบ ตาทวดคงซึ่งเป็นพี่น้องกับตาทวดฉันได้เป็นกำนันประจำตำบลเมืองเก่าในยุคนั้น ตาทวดคงมีลูกสามคน คนแรกเป็นผู้ชาย ชื่อนายขาม อันตาทวดหวังนักหวังหนาจะให้สืบสายตระกูลแทนแก ส่วนอีกสองคนถัดมานั้นเป็นผู้หญิงทั้งคู่ชื่อ เชยและชิด ซึ่งเมื่อลูกทั้งสามของตาทวดคงเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มสาวแกก็จัดแจงหาคู่ให้แต่งงานทุกคนและให้ยกเรือนปลูกบ้านอยู่ใกล้ชิดกัน ยกเว้นลูกสาวคนเล็กที่ชื่อนางชิดนั้นแกให้อยู่บ้านหลังเดิม เพราะเป็นลูกคนสุดท้องจะได้ดูแลแกและเมียได้

นายขาม ลูกชายของตาทวดคงนั้นมีนิสัยแตกต่างจากพ่อราวฟ้ากับหุบเหว เหมือนกับไม่ใช่พ่อลูกกัน เพราะนายขามมีนิสัยเป็นนักเลงอันธพาลขี้เหล้าเมายาชอบเล่นการพนัน เมื่อแพ้แล้วก็พาลหาเรื่องชกต่อยกับเขาไปทั่วจนเป็นที่เอือมระอาของชาวบ้านและพ่ออันเป็นถึงกำนัน หรือบางทีก็ทะเลาะเบาะแว้งกับเมียจนถึงกับลงไม้ลงมือกันไปหลายครั้ง แม้ว่าตาทวดคงจะตักเตือนต่อว่าสักเท่าไร จนกระทั่งถึงกับจะตัดพ่อตัดลูกกันก็หลายครั้ง แต่นิสัยของนายขามก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ เลย มีแต่นับวันจะเพิ่มความหนักใจให้แก่ตาทวดคงขึ้นเรื่อยๆ กลับกลายเป็นความทุกข์คับแค้นใจฝังอยู่ในอกเหมือนกองเพลิงมหึมา

และแล้วก็มาถึงจุดแตกหักจนได้ในวันหนึ่ง เมื่อนายขามไม่พอใจที่ตาทวดคงแบ่งทรัพย์สินที่นามรดกให้แก่ลูกทั้งสามโดยลูกสาวทั้งสองคนคือ นางเชยกับนางชิดได้ที่นามากกว่าตน นายขามได้ตัดพ้อต่อว่าและด่าทอตาทวดคงอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้ทั้งคู่ประกาศตัดพ่อตัดลูกกัน!

หากเหตุการณ์ไม่ได้จบลงแค่นั้น ตาทวดคงเรียกลูกเขยคนเล็กไปหาในตอนดึกของคืนวันหนึ่งและพากันไปที่ดงกล้วยหลังบ้านแล้วบอกว่า “พ่อจะยกสมบัติที่พ่อที่มีอยู่ทั้งหมดให้มึง หากมึงกล้าฆ่าไอ้ขามให้พ่อ!”

หากเป็นคนปกติธรรมดาทั่วไปคงจะรีบปฏิเสธทันที แต่ลูกเขยคนเล็กของตาทวดคงกลับรับปากทันทีโดยไม่คิดอะไรแม้แต่วินาทีเดียว เหมือนกับว่าเขาไม่เคยกลัวบุญบาปแม้แต่น้อย เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ลูกเขยคนเล็กของตาทวดคงที่มีชื่อว่า นายผาล นั้นแกเป็นคนสติไม่สมประกอบหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าเป็นคนไม่เต็มบาทนั่นเอง และสาเหตุที่นายผาล ได้มาเป็นเขยคนเล็กของตาทวดคงก็เพราะว่า แกเป็นคนขยันมากชนิดที่เรียกว่า บ้างาน กันเลยทีเดียว จึงเป็นที่ถูกอกถูกใจตาทวดคงจนถึงกับยกลูกสาวคนเล็กให้

คืนวันที่เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นนั้น เป็นคืนหลังวันลอยกระทงได้เพียงสองวัน ใกล้รุ่งสางคืนวันนั้น นายขามกลับมาจากเล่นการพนันจากอีกหมู่บ้านหนึ่ง ขณะกำลังจะขึ้นบันไดเรือนก็ได้ยินเสียงคนเรียกดังออกมาจากใต้ถุนบ้าน เมื่อเดินเข้าไปดูก็พบว่าเป็นนายผาลน้องเขย ซึ่งยืนรอคอยอยู่ในความมืด นายผาลบอกว่า “ลุงขาม..พ่อเรียกไปพบมีเรื่องจะคุยด้วยตอนนี้รออยู่ที่ดงไผ่หลังบ้าน” แล้วก็พานายขามอันเป็นพี่ชายของเมียเดินลัดผ่านดงกล้วยเข้าไปเรื่อยๆ จนถึงดงไผ่ เมื่อถึงดงไผ่ขณะที่นายขามเผลอตัวเพราะมัวชะเง้อมองหาพ่อของตนอยู่นายผาลก็ดึงมีดดาบอันคมกริบที่ซ่อนอยู่ออกมาฟันคอนายขามจนหัวขาดกระเด็น! แล้วก็ก้มลงกำเอาใบไผ่แห้งที่พื้นดินขึ้นมาเช็ดมีดดาบก่อนจะถือเดินออกมาจากดงกล้วยแล้วขึ้นไปหาพ่อตาของตนเองบนเรือนเพื่อบอกว่าทำงานสำเร็จแล้ว!

เหตุการณ์นี้ ฉัน ได้ทราบจากพ่อในเวลาต่อมาอีกหลายสิบปีว่า ตอนนั้นพ่อยังเป็นผู้ใหญ่บ้านใหม่ รุ่งเช้ามืดวันนั้น ตาทวดคงได้เดินเข้ามาแจ้งความว่าไอ้ผาลลูกเขยคนเล็กได้ฆ่าลูกชายคนโตของแกที่ดงไผ่หลังบ้านขอให้ผู้ใหญ่ไปดูให้ที! เมื่อได้รับแจ้งพ่อก็ไม่รอช้ารีบเรียกผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านอีกสองคนพร้อมเจ้าหน้าที่รีบเร่งรุดเข้าไปดูที่ดงไผ่ ก็พบร่างที่ไร้หัวของนายขามนอนจมกองเลือดคว่ำอยู่ ส่วนหัวนั้นกระเด็นออกไปไกลตั้งหลายวา!

ฉัน จำได้ว่าในตอนนั้นเมื่อฉันได้ฟังเรื่องนี้จากปากยายชุมแล้ว ฉันถึงกับฝันร้ายไปหลายคืน หากก็ลืมไปในที่สุดและก็อาจจะลืมไปจริงๆ ถ้าไม่มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นกับฉันเองในเวลาต่อมา ฉันจำได้ว่าน้าเรือมมาชวนฉันไปเป็นเพื่อนเพื่อไปตัดตองกล้วยไปห่อข้าวต้มที่โรงสี ตอนแรกฉันอิดออดไม่อยากไปนักเพราะมัวแต่ห่วงเล่นกับเพื่อนๆ แต่แม่บอกว่าให้ไปเป็นเพื่อนน้าเรือมหน่อยฉันจึงยอม ตอนแรกฉันคิดว่า น้าเรือมจะชวนฉันไปตัดตองกล้วยที่สวนหลังโรงสี แต่ผิดคาด..ความเป็นจริงน้าเรือมพาฉันไปตัดตองกล้วยที่ดงกล้วยใหญ่อันอยู่ติดกับดงไผ่หลังบ้านตาทวดคง แม้ว่าตาทวดคง ยายเชย ยายชิด ตาผาล จะตายไปจนหมดแล้ว หากเรื่องราวบางอย่างกลับไม่เคยตาย!

น้าเรือมพาฉันหาบตะกร้าเดินเข้าดงกล้วยอย่างรวดเร็ว แกเดินเร็วมากจนดูผิดปกติ จนฉันต้องเร่งวิ่งตามน้าแกเพื่อให้ทัน น้าเรือมพาฉันเดินเข้าไปเรื่อยๆ จนถึงกลางดงกล้วยใกล้กับดงไผ่นั่นแหล่ะ! แกจึงหยุดและหันมาบอกให้ฉันไปยืนอยู่ที่ต้นกล้วยกอหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไป แกใช้มีดขอด้ามยาวเกือบครึ่งวาตัดก้านใบตองจากต้นลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วใช้มีดกรีดเลาะใบตองออกจากก้านอย่างชำนิชำนาญ เลือกเอาเฉพาะใบที่งามมาเรียงซ้อนทับกันเป็นปึกแล้วม้วนเข้าเป็นม้วนๆ นำไปชันเรียงลงใส่ในตะกร้าจนเต็ม ฉันมัวยืนดูอย่างเพลิดเพลินจนเคลิบเคลิ้มไปและมารู้อีกทีก็พบว่า จู่ๆ น้าเรือมก็หายไปแล้วทิ้งฉันไว้เพียงลำพังกลางดงกล้วยใหญ่!

กลางแสงสว่างที่ส่องลอดผ่านช่องเพดานหมู่ใบกล้วยอันยืนต้นเหยียดสูงด้านบนสาดลงมาเป็นลำแสงตกกระทบพื้นดินด้านล่าง ทำให้บริเวณนั้นดูมลังเมลืองคล้ายแดนสนธยาอันชวนให้น่าหวาดกลัว ฉับพลันนั่นเอง! สายลมแรงวูบหนึ่งพัดกรูเข้าปะทะดงไผ่เบื้องหน้าจนเกิดเสียงเกรียวกราวราวเสียงคนกระซิบกระซาบกันดังอื้ออึง พลันสายตาของฉันก็หันไปปะทะกับร่างหนึ่งซึ่งยืนปรากฏเป็นเงาสูงดำทะมึนนิ่งอยู่ใต้ความมืดสลัวของดงไผ่

เมื่อฉันพยายามเพ่งสายตามองลึกเข้าไปเพื่อให้เห็นชัดเจนขึ้นก็ถึงกับผงะหงายหลังล้มตึงลงด้วยความตกใจสุดขีด ฉันขนลุกเกรียวสั่นสะท้านไปทั้งตัวด้วยความกลัวเมื่อพบว่าร่างนั้น ไม่มีหัว!

“ผีหัวขาด!” ฉัน กรีดร้องออกมาก่อนสติจะดับวูบไป

Don`t copy text!