ย้อนรอยมรดกโลกพันปี : เมืองจีน 102 กองทัพดินเผาแห่งจักรพรรดิองค์แรก

ย้อนรอยมรดกโลกพันปี : เมืองจีน 102 กองทัพดินเผาแห่งจักรพรรดิองค์แรก

โดย : พิมพ์อักษรา

Loading

เที่ยวเพลิน เดินทาง คอลัมน์ที่บอกเล่าเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์ และเกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์บ้าง ไม่ประวัติศาสตร์บ้าง วิถีชีวิตของผู้คนที่ได้ประสบพบเจอ เสมือนให้ผู้อ่านได้ท่องเที่ยวดื่มด่ำไปด้วยกัน ผ่อนคลายจากวันที่เหนื่อยล้า เปิดโลก เปิดตา และเปิดใจ และที่สำคัญคือเพลิดเพลิน เหมือนชื่อของผู้เขียนนั่นเอง

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ : กองทัพทหารดินเผาแห่งจักรพรรดิองค์แรก

เราอยู่ลั่วหยางแค่คืนเดียวก็นั่งรถไฟกลับมาเที่ยวซีอานกันต่อ ระหว่างนี้ก็ได้เดินเล่นและกินอาหารอร่อย ๆ กันเต็มอิ่ม และปลอบใจตัวเองว่ากินเยอะไม่เป็นไรเพราะเราเดินกันเยอะมากทุกที่ อย่างวันรุ่งขึ้นที่จะไปเยือนสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ เว่ยเว่ยก็บอกว่าเราต้องเดินกันทรหด ให้เตรียมตัวให้ดี (อีกแล้ว)

มาถึงตอนนี้ ประสบการณ์การเที่ยวหลายแบบทั้งเดินทางเองและไปกับทัวร์บอกฉันว่า ลำพังการเดินนั้นไม่เท่าไหร่ แต่การสะพายกระเป๋าของผู้หญิงเรานี่ละที่ทำให้เมื่อย เหนื่อย และล้ากว่าที่ควรจะเป็น

ผู้หญิงไม่เหมือนผู้ชายที่แทบไม่พกอะไรติดตัวเลยขณะเดินทาง หรือถ้าพกก็เป็นกระเป๋าเล็ก ๆ หรือเป้น้ำหนักเบา ขณะที่ผู้หญิงเราในกระเป๋าสะพายจะต้องมีของกระจุกกระจิกเตรียมไว้ครบครัน ตั้งแต่กระจก ลิปมัน ลิปสติก (นี่ขนาดตัดแป้งตลับสำหรับเติมหน้าออกไป) กระดาษทิชชู่ธรรมดา ทิชชู่เปียก โทรศัพท์มือถือ พาเวอร์แบงค์ ยาดม ยาฉุกเฉิน สมุด ปากกา ลูกอม สเปรย์ระงับกลิ่นปาก แว่นตากันแดด ไม่รวมหนังสือเดินทาง กระเป๋าสตางค์ บัตร กระดาษซับมันและอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย และแม้พยายามพกให้น้อยที่สุด ก็ยังหนักอยู่ดีเมื่อเทียบกับผู้ชาย และเมื่อเดินนาน ๆ จากที่ไม่หนัก ก็จะเริ่มหนัก ปวดเอว ปวดขาขึ้นมาในที่สุด

การเดินที่สะพายกระเป๋าทั้งวันติดต่อกันหลายวันทำให้ร่างกายเราล้ากว่าความเป็นจริง ฉันเลยตระหนักว่า แม้ฉันจะเดินในสุสานจิ๋นซีไหวแต่ร่างกายอาจจะประท้วงได้ ดังนั้นเมื่อเว่ยเว่ยบอกว่าที่นี่มีบริการรถเข็นพร้อมคนเข็นด้วย ราคาคันละ 1,500 บาท จึงมีฉันกับเพื่อนอีกคนยกมือจองเลย และเราจะสลับกันนั่งกับเพื่อนที่เมื่อยด้วย

ด้วยความที่ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลก นักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติจึงแน่นขนัดทุกฤดู โชคดีที่เรามากันเป็นกลุ่ม เว่ยเว่ยจึงจองตั๋วไว้ให้เรียบร้อย ไม่ต้องเสียเวลาต่อคิวนาน

เนื่องจากคนเยอะ เว่ยเว่ยกลัวพวกเราจะพลัดหลงหรือไม่ได้ยินคำอธิบาย จึงให้เสียบหูฟังไว้ จะได้ได้ยินแม้ว่ากำลังเดินเบียดเสียดกับฝูงชนก็ตาม ฉันเลยไม่ต้องพะวงว่าจะไม่ได้ยินไกด์ของเราเล่าเรื่อง

สุสานแห่งนี้เป็นที่ฝังพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ ปฐมจักรพรรดิผู้รวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียวในปี 221 ก่อนคริสตกาล สิ่งที่ทำให้สุสานแห่งนี้โดดเด่นและน่าทึ่ง คือ “กองทัพทหารดินเผา” หรือที่เรียกกันว่าTerracotta Army ซึ่งถูกค้นพบโดยบังเอิญในปี ค.ศ. 1974 ทหารดินเผาเหล่านี้มีจำนวนหลายพันตัว แต่ละตัวมีใบหน้า ท่าทาง และรายละเอียดแตกต่างกันราวกับเป็นทหารจริง ๆ ที่ถูกแช่แข็งไว้ในกาลเวลา

เชื่อกันว่าจิ๋นซีฮ่องเต้สร้างกองทัพนี้ขึ้นมาเพื่อปกป้องพระองค์ในปรโลก สะท้อนถึงความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย และอำนาจอันยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิในยุคนั้น

แค่ที่ฉันเห็นด้วยตาตอนนี้ รูปปั้นดินเผาทหารที่มีรายละเอียดไม่เหมือนกันสักตัวนี่ก็ละลานตาหลายพันตัวแล้ว แต่เว่ยเว่ยเล่าว่า นี่ยังแค่ 3 หลุมเองนะที่ขุดได้ ยังเหลืออีก 400 หลุมที่ยังไม่ได้ขุด รัฐบาลมีแผนจะค่อย ๆ ขุดไปเรื่อย ๆ ได้ฟังอย่างนี้พี่คนหนึ่งในกลุ่มก็แซวขึ้นมาว่า สงสัยกว่าลูกเขาจะโต ก็ยังคงขุดไม่หมดแน่ ๆ

และแม้จะแค่สามหลุม แต่ก็กินพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลแล้ว ซึ่งฉันดีใจที่ตัดสินใจจองรถเข็น นั่งสลับกันกับพี่สาวและเพื่อน มีพนักงานเข็นให้เรียบร้อย ช่วยลดความเมื่อยล้าไปได้มาก ทำให้เราเพลิดเพลินกับกองทหารดินเผาเหล่านี้ได้เต็มที่

มีเรื่องเล่าจากเว่ยเว่ยอีกว่า เคยมีข่าวดังช่วงหนึ่งว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่แน่ใจว่าเป็นชาวเยอรมันหรือไม่ เคยมาเที่ยวที่นี่และเกิดอยากทดลอง(ดี) อาศัยจังหวะที่พิพิธภัณฑ์จะปิดแล้ว แอบข้ามผ่านรั้วกั้นแล้วแฝงตัวเข้าไปในหลุมรูปปั้นทหาร โดยนักท่องเที่ยวคนนี้แต่งกายเลียนแบบทหารดินเผาอย่างแนบเนียนจนไม่มีใครดูออก

แต่เรื่องมาแดงตรงที่มีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งเกิดสะดุดตารูปปั้นดินเผาตัวหนึ่ง…ขยับตัว และกะพริบตา

ตอนแรกก็คิดว่าโดนผีหลอกเข้าแล้ว แต่พอตั้งสติได้ก็เลยเรียกเจ้าหน้าที่มาดู ทั้งนี้ก็ยังไม่คิดว่าเป็นคนปลอมตัวมา ยังคงคิดว่าเป็นผีและต้องการจะพิสูจน์ ปรากฏว่าพอเจ้าหน้าที่มา ความก็เลยแตก นักท่องเที่ยวที่อุตริเล่นพิเรนทร์ก็เลยโดนลงโทษไป

ถ้าเป็นฉัน ฉันก็คงคิดว่าเป็นผีนั่นแหละ เพราะการสร้างสุสานกษัตริย์โบราณแบบนี้ มักมาจากความเชื่อเรื่องโลกหลังความตาย จะต้องส่งข้ารับใช้และทหารตามไปอยู่ด้วยในปรโลก ดังที่เราอาจเคยได้ยินกันในเรื่องการสร้างพีระมิดอียิปต์โบราณเพื่อฝังพระศพฟาโรห์ พอฟาโรห์สิ้นพระชนม์ ข้าทาสบริวารก็จะถูกสังหารผนึกไปอยู่ในสุสานพีระมิดนั้นด้วย

หลักการเดียวกันก็ใช้กับกษัตริย์โบราณของจีนเช่นกัน เพียงแต่ในยุคจิ๋นซีฮ่องเต้นี้ มีการรบพุ่งทำสงครามและใช้แรงงานก่อร่างสร้างเมืองจำนวนมาก มากเกินกว่าที่จักรพรรดิจะยอมเสียพลทหารมากมายให้ตายเปล่าในสุสานได้ จึงเป็นที่มาของการสร้างทหารดินเผาให้เป็นตัวแทนของทหารจริง ๆ ที่จะเฝ้าพิทักษ์หลุมพระศพและตามไปรับใช้ในปรโลกด้วย

แม้ปัจจุบันจะมีการขุดค้นเพียงบางส่วน แต่ความยิ่งใหญ่และลึกลับของสุสานแห่งนี้ก็ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกไม่รู้จบ

และแล้วฉันก็ได้เก็บมรดกโลกแห่งที่สามของทริปนี้ไปเรียบร้อยแล้ว

 

เจดีย์ห่านป่าเล็ก ความเรียบง่ายที่ซ่อนความลึกซึ้ง

พวกเราค่อย ๆ เก็บสถานที่ท่องเที่ยวกันวันละที่สองที่ เน้นไปที่การใช้เวลาอยู่กับสถานที่ต่าง ๆ นานหน่อย ไม่เน้นช้อปปิงใด ๆ แถมตั้งใจฟังประวัติศาสตร์กันทุกคน เว่ยเว่ยก็เลยค่อนข้างเซอร์ไพรซ์ที่ไม่มีใครอยากไปเดินห้างหรือเรียกร้องให้แวะพาหาแหล่งซื้อของเท่าไหร่เลย

วันท้าย ๆ เราเก็บสถานที่ท่องเที่ยวจำพวกวัดมากขึ้น อย่างวัดม้าขาวและวัดอะไรอีกสองสามที่ฉันจำชื่อไม่ได้แล้ว และปิดท้ายกันที่มรดกโลกอีกแห่ง คือเจดีย์ห่านป่าเล็ก (Small Wild Goose Pagoda) ซึ่งก็อยู่ในเขตเมืองซีอานเช่นกันแต่อยู่ในวัดเจี้ยนฝู สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ถังราวปี ค.ศ. 707 เช่นเดียวกับเจดีย์ห่านป่าใหญ่ แต่มีบรรยากาศที่เงียบสงบและเป็นกันเองมากกว่า และใช้เก็บรักษาคัมภีร์พุทธศาสนาจากอินเดียเช่นกัน

เจดีย์นี้มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม เดิมสูงถึง 15 ชั้น แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 13 ชั้น เนื่องจากได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวในอดีต จุดเด่นที่ทำให้เจดีย์แห่งนี้มีชื่อเสียง คือโครงสร้างที่ยืดหยุ่น สามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือนได้อย่างน่าทึ่ง จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ ‘แยกแล้วกลับ’ คือตัวเจดีย์เคยแยกออกจากกันในช่วงแผ่นดินไหว แต่กลับเชื่อมติดกันได้เองในเวลาต่อมา

บรรยากาศโดยรอบเจดีย์ห่านป่าเล็กเงียบสงบกว่ามาก รายล้อมด้วยสวนและพิพิธภัณฑ์ ทำให้เหมาะกับการเดินเล่นช้า ๆ และซึมซับเรื่องราวของซีอานในมุมที่เรียบง่าย ไม่หวือหวา แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์

ถึงแม้ฉันจะพูดอยู่เรื่อย ๆ ว่าพวกเราเป็นแก๊งชอบประวัติศาสตร์ รักสงบ ไม่บ้าซื้อของ แต่ในช่วงสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องกลับบ้าน เว่ยเว่ยพาพวกเราไปปล่อยที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งตามที่ระบุไว้ในโปรแกรม นางก็กังวลพอสมควรเพราะเห็นพวกเราไม่ซื้อของกันเลย กลัวว่าจะเบื่อ แต่ในเมื่ออยู่ในโปรแกรมถึงสองชั่วโมงก็คงต้องตามนั้น

หลังจากสงวนท่าทีมานาน ปรากฏว่า ผีชอปปิงเข้าสิงพวกเรา หรือที่จริงแล้วเป็นตัวตนคนไทยแท้ของพวกเราต่างหากที่เปิดเผยออกมา กลายเป็นแก๊งสาว ๆ แตกฮือวิ่งเข้าร้านโน้นร้านนี้กันสนุกสนาน หอบของซื้อของกันเป็นบ้าเป็นหลังอย่างที่ไม่มีใครยอมใคร

และ… เป็นครั้งแรกที่เว่ยเว่ยกุมหัวเมื่อเห็นทุกคนมาสายกว่าเวลานัดเกินครึ่งชั่วโมง

เก็บมรดกโลกครบแล้ว ก็ได้เวลาเปิดเผยตัวตนค่ะ

 

Don`t copy text!