ต้นฉบับของอับดุล

ต้นฉบับของอับดุล

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

สมัยอยู่เมืองไทย ฉันต้องต่อรถเมล์ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิทุกวัน เพราะบ้านอยู่ชานเมือง ดังนั้นอนุสาวรีย์จึงเป็นศูนย์กลางการต่อรถเช่นเดียวกับสนามหลวง  สมัยโน้นก๋วยเตี๋ยวเรือชามละสามบาท หนักกากหมูและโหระพาเยอะๆ แห้งชามน้ำชามพอพุงตึง พอมีแรงโหนรถเมล์ต่อจนถึงบ้าน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจึงเป็นสถานที่พิเศษเสมอในความทรงจำ แต่ที่ประทับใจไม่มีวันลืมคือ อับดุล

อับดุลที่ว่านี้ไม่ใช่แขกที่ไหน แต่เป็นปาหี่ขายยาขายเลขเด็ดที่เฮฮามาก  ไม่ว่าอับดุลจะเร่ขายยาที่ไหน ต้องมีเสื่อผืนหนึ่งที่มีร่างชายไทยไม่ทราบชื่อนอนคลุมโปงอย่างมิดชิด  มีสั่นบ้างกระตุกบ้างพอให้ตื่นตกใจ ข้างๆ ร่างในโปงผ้าห่มเก่าๆ นั้น  มีชายอีกคนหนึ่งคอยร้องถามว่า

“อับดุลเอ๊ย”

“เอ๊ย..”

“ถามอะไรตอบได้”

“ตอบได้”

“หญิงรู้.. ชายรู้”

“ตอบได้”

จากนั้นเป็นการขายเลขเด็ดบ้าง ขายยาครอบจักรวาลที่รักษาหายทุกโรคบ้างตามแต่พี่อับดุลจะขาย แต่ที่แน่ๆ คนถือไมโครโฟนพูดน้ำไหลไฟดับตลอดเวลาหรือพูดจนลิงหลับนั่นเอง ไอ้ที่ป่าวประกาศว่าจะผ่าร่างมอมๆ ที่นอนคลุมโปงอยู่โดยไม่มีเลือดตกยางออกก็รอไปเถอะ ตั้งแต่เช้ายันเย็นไม่เห็นเชือดสักที

อย่าคิดว่าการขายยาลวงโลกแบบอับดุลมีอยู่แค่ในเมืองไทย เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในอเมริกาเหมือนกัน  แฟนหนังคาวบอยสมัยก่อนอาจจำฉากเกวียนเก่าแล่นโกรกกรากๆ เข้ามาในเมือง แล้วคนขับกระง่อกกระแง่กจอดเกวียน กระโดดแผล็วไปยืนบนยกพื้นที่ทำไว้ลวกๆ ติดกับเกวียน จากนั้นโฆษณาขายยาครอบจักรวาลโดยอ้างว่า ยาที่นำมาขายนี้สามารถรักษาโรคได้ตั้งแต่ปวดหัวปวดฟันไปยันรักษาตับไตไส้พุง สมอ้างตัวเองว่าเป็นด็อกเตอร์นั่นด็อกเตอร์นี่ แต่ไม่ยักมีใบดีกรีมาโชว์แต่อย่างใด

เรื่องการต้มตุ๋นหลอกลวงขายน้ำมันงูหรือ Snake Oil  เป็นคำสแลงไว้เรียกพวกหลอกขายของหรือสินค้าที่โฆษณาเกินจริง  เป็นเรื่องโกหกพกลมระดับประเทศในยุคปี ค.ศ.1860 เลยทีเดียว   ยุคนั้นคือยุคตื่นทอง ผู้คนทั่วสารทิศนับแสนๆ คนหลั่งไหลไปฝั่งตะวันตกด้วยความหวังจะเป็นเศรษฐีใหม่หมาดจากการขุดและค้าทองคำ

รัฐบาลเลยคิดสร้างทางรถไฟข้ามทวีป เพื่อรองรับการอพยพของคนจำนวนมากจากฝั่งตะวันออกมายังฝั่งตะวันตกเป็นระยะทาง 1,800 ไมล์ จึงนำเข้ากรรมกรจีนมาจากมณฑลกวางตุ้ง  หลายคนอาจงงว่าบริษัทอเมริกันคิดยังไงถึงอุตส่าห์ถ่อเรือไปรับคนจีนมาสร้างทางรถไฟที่แคลิฟอร์เนีย เวลานั้นบริษัทที่รับเหมาสร้างทางรถไฟให้เหตุผลว่า หากคนจีนสามารถสร้างกำแพงเมืองจีนได้ การสร้างทางรถไฟก็ไม่น่าจะเกินความสามารถ

แรงงานจีนกลุ่มแรกเดินทางมาถึงอเมริกาในปี ค.ศ. 1850 แต่อย่าคิดว่าบริษัทฝรั่งอั้งม้อใจดีมีเมตตาต่อกรรมกรจีนนะ  เพราะปฎิบัติต่ออาเฮียอาเจ็กยุคนั้นแบบสองมาตรฐานเห็นๆ กรรมกรจีนได้ค่าจ้างระหว่าง 26-35 ดอลลาร์ต่อเดือน  ต้องทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน วันละ 12 ชั่วโมง โดยไม่มีสวัสดิการอาหารและที่พักอาศัย  ขณะที่กรรมกรฝรั่งได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ 35 ดอลลาร์ต่อเดือนพร้อมอาหารและที่พักอาศัย กรรมกรสร้างทางรถไฟร้อยละเก้าสิบเป็นแรงงานกรรมกรจีน  ปี ค.ศ. 1852 มีกรรมกรจีนถึง 25,000 คน โดยเป็นแรงงานชายล้วนๆ

แม้จะมีน้ำอดน้ำทนขนาดไหน  แต่ถ้าทำงานหามรุ่งหามค่ำขนาดนั้นย่อมปวดเมื่อยเนื้อตัวเป็นธรรมดา ทีนี้อาเฮียจะทำอย่างไรล่ะ เมียก็ไม่ได้พามาด้วย บรรดาอาเฮียอาตี๋เลยต้องพึ่งพาน้ำมันงูที่เอามาจากเมืองจีน ไอ้น้ำมันงูแสนวิเศษนี่แหละที่กรรมกรจีนนวดถูตัวทุกคืน  มีสรรพคุณคลายเส้นจากการทำงานหนัก พอตื่นเช้ามา อาเฮียก็ร้องฮ้อ  เจี๊ยะข้าวต้มกับน้ำชา  แล้วลุยงานหนักต่อได้ทันที

ไอ้เจ้าน้ำมันงูที่เหล่าอาเฮียพกมาจากเมืองจีนคือยาโบราณที่คนจีนรู้จักดี สกัดจากงูน้ำประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “งูสายรุ้ง” บรรเทาอาการปวดเนื้อตัวได้ดีมาก พอคนอเมริกันเห็นสรรพคุณสุดยอดของน้ำมันงูสายรุ้งจากเมืองจีนก็ “ก็อบ” ทันที

ตอนนั้นการขนส่งน้ำมันงูแท้จากเมืองจีนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แถมค่าโสหุ้ยในการส่งมาอเมริกาก็แพงลิบลิ่ว   แล้วพี่มะริกันพลันพบว่าชาวอินเดียนเผ่าช็อคทอว์ ใช้น้ำมันงูหางกระดิ่งบรรเทาความเจ็บปวดจากโรคข้ออักเสบ เลยดีดนิ้วเปาะๆ ร้องอ่อไหร๋ๆ  มันคงใช้แทนกันได้แหละมั้ง  อั้งม้อคิดเองเออเองแล้วไปจับงูหางกระดิ่งมาทำน้ำมันงูเลียนแบบน้ำมันงูของจีนทันที

แต่ที่ลือลั่นไปทั้งสามโลก เห็นจะไม่มีอะไรเกินหน้าน้ำมันงูของอีตาคลาร์ก สแตนเลย์ (Clark Stanley) ไอ้หนุ่มหัวใสวัยละอ่อน อายุแค่ 25 ปีเท่านั้น แต่ความด้านของหนังหน้านับว่าเกินอายุ  หมอนี่ลงทุนไปเรียนการปรุงยาจากอินเดียนแดงเลยทีเดียว แล้วคิดว่าหยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทรสุดติ่งกระดิ่งแมว เลยเดินส่ายอาดๆ กลับมาบอสตันในปี ค.ศ.1879    ป่าวประกาศเสียงดังฟังชัดว่าได้คิดค้น “น้ำมันงู” สูตรกูเอง  ซึ่งมีสรรพคุณครอบจักรวาล ผัวปวดหลัง เอาน้ำมันทาขมับเมีย ผัวยังหายปวด อะไรทำนองนี้

หลังจากคิดการใหญ่ในการทำน้ำมันงูได้ ก็ผลิตน้ำมันงูในยี่ห้อ Clark Stanley ออกมาวางขายทันทีในปี ค.ศ.1863 แต่ช้าก่อน..หากโทรมาใน 30 นาทีนี้ ท่านจะได้รับน้ำมันงูสองขวดทันที เดี๋ยวๆ นี่มันกลยุทธ์ขายตอนนี้ต่างหาก   แต่ในปี ค.ศ.1893 นั้น พี่แกมีเทคนิคลวงโลกขั้นเซียนเหยียบเมฆเลยทีเดียว

พี่แกแต่งชุดสุดจ๊าบสไตล์คาวบอยอย่างเท่ ออกเร่ขายน้ำมันงูหางกระดิ่งที่ว่านี้ไปทั่วแคว้นแดนลุงแซม ขึ้นเหนือล่องใต้ตะวันออกตะวันตก น้ำมันงูของหมอปลอมที่ชื่อ คลาร์ก สแตนเลย์ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ใครๆ ต่างกล่าวขวัญถึงยาเทวดาของหมอคลาร์กผู้โด่งดัง ทำให้พ่อค้าหัวใสลอกสูตรสำเร็จของไอ้หนุ่มคลาร์กกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ไม่มีใครกล้าฟันธงว่าไอ้น้ำมันงูทั้งหลายแหล่ที่แพร่กระจายไปทั่วอเมริกาเป็นของไร้คุณภาพ  แถมเต็มไปด้วยของปลอม จนกระทั่งในปี ค.ศ.1917 นั่นแหละถึงมีการตรวจสอบน้ำมันงูอย่างจริงจัง  แล้วความจริงก็เปิดเผยว่า ส่วนผสมในน้ำมันงูไม่มีคุณค่าอะไรเลย

ในปี ค.ศ.1990 นักวิจัยอเมริกันพิสูจน์น้ำมันงูของแท้ สรุปว่าน้ำมันงูที่มีคุณภาพจะต้องทำมาจากงูสายรุ้งของจีนเท่านั้น เพราะไขมันที่ได้จากงูสายรุ้งมีส่วนประกอบของโอเมก้า 3  ส่วนงูหางกระดิ่งนี่ไม่มีสรรพคุณทางยาแต่อย่างใด นอกจากสั่นหางขู่ฟ่อๆ ไปวันๆ

เรื่องราวทั้งหมดนี้เรื่องราวการต้มตุ๋นระดับประเทศจนเป็นที่มาของศัพท์สแลงอเมริกันคำว่า “น้ำมันงู” หรือ Snake Oil

 

Don`t copy text!