สามอเมริกันผู้อยู่เหนือกาลเวลา

สามอเมริกันผู้อยู่เหนือกาลเวลา

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

สำหรับคนอเมริกันแล้ว การให้เกียรติช่วงที่บุคคลนั้นมีชีวิตอยู่หรือยามจากไปถือเป็นเรื่องสำคัญมาก หรือแม้กระทั่งการเกิดโศกนาฎกรรม เช่น การกราดยิงสังหารหมู่ อเมริกาทั้งชาติแสดงความอาลัยและให้เกียรติผู้เสียชีวิตด้วยการลดธงครึ่งเสา รวมถึงกรณีที่ผู้นำประเทศต่างๆ ถึงแก่อสัญกรรมหรือพระราชาประเทศใดประเทศหนึ่งเสด็จสรรคตก็จะมีการลดธงลงครึ่งเสาเช่นกัน

แต่มีการสดุดีประเภทหนึ่ง ซึ่งน้อยคนได้รับเกียรติเช่นนี้ นั่นคือการประดับเสาธงชาติและชักธงชาติอเมริกันไว้บนยอดเสาตราบชั่วนิจนิรันดร์

การประดับธงชาติอเมริกาข้างหลุมศพอย่างชนิดที่ไม่มีการลดลงครึ่งเสาหรือปลดลงมา ถือเป็นเกียรติอย่างสูงสุด  ธงชาติเหนือหลุมฝังศพนี้เรียกว่า Perpetual Flag

มีประชาชนอเมริกันในประวัติศาสตร์อเมริกาเพียง 3 คนเท่านั้นที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้นำธงขึ้นสู่ยอดเสาตลอดกาลโดยห้ามนำธงลงอย่างเด็ดขาด เพราะต้องการประดับเกียรติยศของบุคคลนั้นสืบไป บุคคลทั้งสามล้วนเป็นสามัญชนทั้งสิ้น  โดยเป็นชายหนึ่งคนและหญิงสองคน

เริ่มจากฝ่ายชายก่อนก็แล้วกัน ผู้ได้รับเกียรติสูงส่งรายนี้คือทนายความและกวีชื่อ ฟรานซิส สก็อต คีย์ (Francis Scott Key)  ในคืนวันที่ 13 กันยายน ปีค.ศ.1812  กระทาชายนายฟรานซิสเฝ้ามองการยิงถล่มป้อมแมกเฮนรี่ที่อ่าวบัลติมอร์จนฟ้าสาง

ฟรานซิสเห็นธงฝ่ายอาณานิคม ซึ่งปัจจุบันเป็นอเมริกาโบกสะบัดก็เกิดอารมณ์กวี เลยเขียนบทกวีอย่างหยาดเยิ้มหยดย้อย ต่อมาบทกวีกลายมาเป็นเนื้อเพลงชาติของอเมริกาจนถึงปัจจุบัน นั่นคือเพลงเดอะ สตาร์ สแปงเกิล แบนเนอร์ เมื่อสิ้นใจจึงได้รับเกียรติสูงส่ง ด้วยการเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาเหนือหลุมฝังศพ โดยไม่มีการนำธงลงมาอีกเลย

ส่วนผู้หญิงสองคนที่ได้รับเกียรติอันสูงสุดนี้เป็นสามัญชนเช่นเดียวกัน ทั้งคู่มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจไม่แพ้กัน  หลายคนอาจจะรู้จักแม่หญิงคนแรกนี้ดี เพราะมีชื่อเสียงโด่งดังอมตะนิรันดร์กาลมานานนับร้อยปี  เธอชื่อ เบตซี่ รอสส์ (Betsy Ross)

เบตซี่ รอสส์เป็นแม่บ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง  เย็บปักถักร้อยรับจ้างทั่วไป ยุคสมัยของเบตซี่ยังเป็นแค่อาณานิคมของอังกฤษเท่านั้นเอง  ต่อมาเธอแต่งงานแล้วย้ายไปอยู่นิวเจอร์ซี่ โดยยังคงรับจ้างเย็บปักถักร้อยเช่นเดิม

ในปี ค.ศ.1776 ทอม เพน เขียนปลุกระดมให้ชาวอาณานิคมลุกขึ้นประกาศเอกราช อันนำไปสู่สงครามระหว่างชาวอาณานิคมกับอังกฤษ เมื่อสงครามใกล้สิ้นสุด แม่ทัพเตรียมการประชุมเพื่อประกาศเอกราช โดยกำหนดลักษณะธงชาติที่จะใช้ในการประกาศเอกราช  จอร์จ วอชิงตันเคยเป็นลูกค้าที่ใช้บริการเย็บผ้าของเบตซี่มาก่อนเลยเสนอว่าอยากให้เบตซี่เป็นคนเย็บธงผืนนี้

เบตซี่อาสาเย็บธงผืนแรกของชาติให้อย่างไม่เกี่ยงงอน ผลงานของเธอถูกใจผู้นำทั้งสามคนอย่างยิ่งยวด จึงกำหนดให้ใช้ธงของเบตซี่เป็นธงประจำชาตินับแต่นั้นเป็นต้นมา นั่นคือธงชาติผืนแรกแห่งอเมริกา เธอทำงานเย็บปักถักร้อยจนเกษียณตัวเอง ถึงแก่กรรมอย่างสงบในปี ค.ศ. 1834 รวมอายุได้ 84 ปี  ทางการกำหนดให้มีการนำธงประดับหน้าบ้านและหลุมฝังศพของเบตซี่ รอสส์เพื่อเป็นเกียรติสูงสุดแก่ผู้เย็บธงแห่งชาติด้วยมือ

เรื่องราวของผู้หญิงอีกคนหนึ่งกลับไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ทั้งๆที่ชีวิตของเธอแสนเศร้าอย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นความโหดร้ายของสงคราม ซึ่งไม่ว่าเราจะเลือกข้างหรือไม่เลือกข้าง เราต่างเป็นผู้สูญเสียทั้งสิ้น และต่างเป็นผู้พ่ายแพ้โดยเท่าเทียมกัน เธอชื่อ แมรี เวอร์จิเนีย เวด (Mary Virginia Wade) หรือเจนนี่ เวด สตรีสามัญชนแห่งเมืองเกตตีสเบิร์ก  รัฐเพนซิลเวเนีย

ช่วงเกิดสงครามกลางเมือง ซี่งเป็นการรบกันเองระหว่างอเมริกันฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้  ทั้งสองฝ่ายรบพุ่งต่อเนื่องยาวนานหลายปีในทุกสมรภูมิ แต่มารู้ผลแพ้ชนะแตกหักกันในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในรัฐเพนซิลเวเนียชื่อเมืองเก็ตตีสเบิร์ก

การรบกันในสมรภูมิแห่งเก็ตตีสเบิร์กกินเวลา 3 วันเต็ม และเป็นสามวันที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา  ทุกตารางนิ้วในเมืองเต็มไปด้วยซากศพ  ชุ่มเลือดแดงฉานไปทุกหย่อมหญ้า  การปะทะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม และจบลงในวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1863

เจนนี่ เวด เลี้ยงชีพด้วยการเป็นหญิงรับจ้างเย็บผ้าเช่นเดียวกับแม่ของเธอ  ครอบครัวเล็กๆ ยากจนข้นแค้นมากกว่าอยู่อย่างสุขสบาย เจนนี่ เหวดมีเพื่อนชายที่คบหาแต่วัยเยาว์อยู่ 2 คน โดยหนึ่งในนั้นกลายมาเป็นคู่หมั้น

ส่วนอีกคนหนึ่งคือเพื่อนรักตลอดกาลของเธอ  แต่เมื่อสงครามกลางเมืองประทุขึ้น คู่หมั้นของเจนนี่อาสาเป็นทหารฝ่ายเหนือ ส่วนเพื่อนรักอาสาไปสังกัดกองทัพฝ่ายใต้  น่าเศร้าเหลือเกินที่เพื่อนต้องหันมาจับอาวุธประหัตประหารกัน ผลสุดท้ายทั้งสามก็เสียชีวิตเพราะสงคราม

เจนนี่อายุเพียงแค่ 20 ปีในเวลานั้น  บ้านหลังน้อยของเธอกลายเป็นจุดกึ่งกลางของการสู้รบของทหารทั้งสองฝ่าย กระสุนปลิวปะทะบ้านเป็นรูนับสิบๆ รู   ทุกคนต่างอยู่แต่ชั้นบนของบ้านอย่างอกสั่นขวัญหาย เจนนี่กำลังอบขนมปังให้คนทั้งครอบครัว รวมทหารฝ่ายเหนือที่ซุ่มอยู่ชั้นบนบ้าน เพราะทั้งบ้านไม่มีอะไรจะกิน  กระสุนปริศนาพุ่งทะลุประตูบ้านเข้าหัวใจ เธอสิ้นใจทันที

การจะนำศพเธอออกมาจากบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย  เพราะตกอยู่ในวงล้อมของทหารฝ่ายใต้ สุดท้ายต้องนำร่างเธอขึ้นไปชั้นบน  บ้านหลังนั้นแท้จริงแล้วเป็นบ้านแฝดสำหรับคนมีรายได้น้อยพักอาศัย จึงเป็นลักษณะบ้านแฝดที่ใช้ผนังร่วมกัน ทหารต้องพังผนังห้องนอนเพื่อทะลุไปยังบ้านอีกหลัง เพื่อนำศพเจนนี่ไปไว้ยังห้องใต้ดิน จากนั้นก็รอจนกว่าสงครามจะสงบ

หลังทหารฝ่ายเหนือมีชัยเหมือกองทัพฝ่ายใต้ มีการนำร่างเธอไปฝังไว้ในสนามหญ้าหลังบ้านเป็นการชั่วคราว จากนั้นอีกหลายปีก็ขุดขึ้นมาฝังที่โบสถ์แห่งหนึ่งพร้อมพิธีทางศาสนา สุดท้ายรัฐบาลอเมริกันมีคำสั่งให้นำร่างเจนนี่ไปฝังไว้ในสุสาน Evergreen Cemetery โดยให้มีการชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาโดยไม่มีการนำลงชั่วนิรันดร์  ณ ที่แห่งนี้ เจนนี่ได้ทอดร่างเคียงคู่กับคู่หมั้นคือ แจ็ค สเกลลี่ ที่เสียชีวิตหลังการเสียชีวิตของเจนนี่เพียงไม่กี่วัน

นอกจากนี้ทางรัฐบาลอเมริกันกำหนดให้มีการชักธงสู่ยอดเสาหน้าบ้านหลังที่เจนนี่เสียชีวิตด้วย ถือเป็นเกียรติยศ เพราะเธอเสียชีวิตขณะกำลังทำขนมปังเพื่อเป็นเสบียงให้ทหารฝ่ายเหนือ จึงถือเป็นพลเรือนที่เสียชีวิตระหว่างปฎิบัติหน้าที่เพื่อกองทัพ

 

Don`t copy text!