ประมวลรัก ประมวลร้าย บทที่ 7 : มินตรา มินตราลูกพ่อ

ประมวลรัก ประมวลร้าย บทที่ 7 : มินตรา มินตราลูกพ่อ

โดย : ขจรพัฒน์ สุขภัทราพิรมย์

ประมวลรัก ประมวลร้าย นวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย ขจรพัฒน์ สุขภัทราพิรมย์ เมื่อวสินได้กลับมาอีกครั้งในร่างหนุ่มวัยยี่สิบสาม ความอลวนอลเวงก็เกิดขึ้น เพราะนอกจากเรื่องสืบคดีจะวุ่นวายแล้ว เรื่องหัวใจก็ทำเอาปวดหัว เมื่อเจ้าของร่างที่เขาใช้งานอยู่กำลังอินเลิฟกับมินตรา ลูกสาวของเขาเอง แล้วมันจะยังไงกันดีละเนี่ย

…ไฟสว่างไสวไปทั่วห้องประชุม มีไวต์บอร์ดขนาดใหญ่รวมถึงจอโปรเจกเตอร์ด้านหน้าเวที รวมถึงโพเดียมกับไมค์สำหรับอาจารย์ผู้บรรยาย มองลงมาจากเวทีจะเห็นเก้าอี้เลกเชอร์ตั้งเรียงรายเป็นแถวยาวไม่เคยเปลี่ยน ทุกอย่างรอบตัวคล้ายจะคงสภาพเดิมเหมือน 20 กว่าปีที่แล้ว ถ้าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงในห้องเลกเชอร์แห่งนี้ ก็น่าจะเป็นอากาศที่เย็นสบายขึ้นจากแอร์คอนดิชันติดผนังหลายตัวที่สมัยก่อนไม่เคยมี รวมถึงนักศึกษาหนุ่มอีกคนหนึ่งที่วันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…

จอมเลือกที่จะนั่งโต๊ะด้านหลังติดกับประตูเข้าออกด้วยเขาคิดว่าถ้าเกิดเบื่อๆ ขึ้นมาจะได้ออดจากห้องได้ง่ายๆ ขณะที่ไอรีนเลือกไปนั่งเรียนที่ด้านหน้าของตัวห้อง

“ไง หายไปนานเลยนะมึง” นักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายจอมเหมือนรู้จักกันมานาน แต่ยังไม่ทันที่จอมจะตอบอะไรก็มีนักศึกษาผู้ชายอีกคนเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย

“ไม่เข้าใจบทไหน มาตราอะไรถามพี่ได้นะเว้ย ปกติมึงก็อ่อนอยู่แล้ว นี่เล่นหายไปเป็นเดือนๆ กูว่ามึงเรียนไม่รู้เรื่องหรอก เดี๋ยวกูช่วยติวให้ดีมะ ไม่คิดเงิน ขอแค่เบียร์เย็นๆ สักป๋องสองป๋องก็พอ” นักศึกษาหนุ่มอีกคนทำหน้าทะเล้นใส่ชายหนุ่ม

“จริงของไอ้เอกมัน มึงเนี่ยอ่อนสุดในกลุ่มแล้ว แม่งกว่าจะสอบผ่านแต่ละวิชาลุ้นฉิบหาย” นักศึกษาหนุ่มคนแรกสนับสนุนคำพูดของนายเอก

จอมนั่งมองเด็กหนุ่มสองคน พอจะเข้าใจได้ว่าคงเป็นเพื่อนสนิทของตัวเอง แต่เขายังจำเพื่อนทั้งสองไม่ได้ ไม่มีภาพจำใดๆ วิ่งเข้ามาในหัวตอนนี้ แต่แม้จะไม่มีภาพเก่าอะไรเข้ามา วิญญาณในร่างจอมพลก็พอเข้าใจได้ว่าเขาคงไม่ใช่นักศึกษาวิชากฎหมายที่ดีเท่าไรนัก

“เอกใช่ไหม” จอมถามนักศึกษาคนที่บอกจะช่วยติวให้เขา

“เออ กูเองเอก”

“แล้ว…แล้ว…” จอมหันไปมองนักศึกษาอีกคน

“แล้วอะไรของมึง กูบอย ไอ้ห่าหลับไปไม่กี่เดือนทำเป็นลืมเพื่อนนะมึง”

“โอเค…บอยกับเอก” จอมทวนชื่อเพื่อนทั้งสองอีกครั้ง…

“แล้วนี่มึงกับไอรีนยังไม่ดีกันอีกเหรอวะ” ไอ้บอยทำท่ากระซิบ

“นั่นดิ เห็นนั่งไกลกันเป็นโยชน์ มีไรก็คุยกันสิวะ คบกันมาตั้งนาน หรือเป็นเพราะไอ้เหี้ยนั่น” เอกสมทบ

“เอ่อ…คือ…ว่าแต่ไอ้เหี้ยไหนเหรอ” ยังไม่ทันที่เพื่อนๆ จะตอบอะไร อาจารย์ก็เดินเข้ามาในห้อง

นักศึกษาทุกคนต่างแยกย้ายไปนั่งที่โต๊ะเลกเชอร์ของตัวเอง

“ก่อนที่เราจะเริ่มบทต่อไป ครูอยากจะทบทวนพวกเราเรื่องทรัพย์สินสักเล็กน้อย นายคนนั้นช่วยท่องตัวบทมาตรา 1299 ให้ครูฟังซิ” อาจารย์หน้าเวทีชี้มาที่เอกคนที่บอกว่าจะติววิชากฎหมายให้จอมพล

“ครับอาจารย์” เอกลุกขึ้น “ประมวลแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1299 บัญญัติไว้ว่า ภายใต้ เอ้ยไม่ใช่ ภายในต่างหาก ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ท่านว่า…ท่านว่า ท่านว่าอะไรวะ” เอกยกมือเกาหัว

“ท่านว่าอะไร อย่าบอกนะว่าจำไม่ได้ ครูบอกเสมอว่ามาตรานี้สำคัญออกสอบทุกสนาม ว่าไงจำได้ไหม”

“เอ่อ… ท่านว่า…” เอกคิดไม่ออก

“แล้วคนข้างๆ ล่ะจำได้รึเปล่า” อาจารย์ชี้ไปที่บอยที่นั่งอยู่ข้างๆ จอม

“จำไม่ได้ครับจารย์” บอยลุกขึ้นตอบเสียงดังฟังชัดเล่นเอาทั้งห้องหัวเราะครืน

“เฮ้อ…แล้วแบบนี้จะสอบผ่านกันได้อย่างไร” อาจารย์ส่ายศีรษะ

“ไหนลองอีกคน เรานั่นแหละไม่ต้องมองเพื่อน ท่องตัวบทนี้ได้ไหม” อาจารย์ชี้มาที่จอมพล

จอมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นตอบอาจารย์บนเวที…

“มาตรา 1299 วรรคแรกบัญญัติไว้ว่าภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่…

ส่วนวรรคสองบัญญัติไว้แบบนี้ ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว

ทุกคนในห้องถึงกับอึ้ง ไอรีนหันมามองแฟนหนุ่มของเธอด้วยสีหน้าประหลาดใจ ในขณะที่ไอ้เอกไอ้บอยรีบเปิดประมวลแพ่งฯ ดูมาตราดังกล่าว ถึงกับอุทานพร้อมกัน… “แม่งไม่ผิดแม้แต่ตัวอักษรเดียว”

“ดีมากนักศึกษา ขอให้ทุกคนดูเพื่อนคนนี้เป็นตัวอย่าง เอาละวันนี้เราจะมาดูมาตรา 1300 กันต่อ ซึ่งมาตรานี้สำคัญไม่แพ้กับมาตรา 1299 …” เสียงอาจารย์ผู้สอนยังคงพูดต่อเนื่อง แต่โสตสัมผัสของจอมกลับไม่รับรู้เสียงในห้องเลกเชอร์อีกต่อไป สายตาเขามองไปไกลออกไปนอกประตูห้อง…

 

…บรรยากาศหน้าคณะในช่วงเย็นผู้คนเริ่มบางตา นักศึกษาส่วนใหญ่เดินทางออกจากมหาวิทยาลัยไปแล้ว จอมพลยังคงนั่งอยู่ที่ม้าหินใต้ตึก ความทรงจำของเขาไม่ปะติดปะต่อ เขาไม่ชอบเวลาภาพความทรงจำของจอมวิ่งเข้ามาในหัว เพราะมันทำให้ความทรงจำของวิญญาณวสินขาดหายไปเป็นช่วงๆ จอมไม่ต้องการลืมความทรงจำของวสิน แต่เวลานี้ภาพจำที่ชัดที่สุดสำหรับเขาคืออุบัติเหตุทั้งสองกรณี ภาพสัญลักษณ์ตัววีสีแดงที่ข้างและท้ายรถบรรทุกคันนั้นยังคงติดตาเขา

ระหว่างที่เขากำลังนั่งครุ่นคิดอยู่ สายตาเขาเหลือบไปเห็นนักศึกษาหญิงคนหนึ่งกำลังเดินลงมาจากตัวตึก คล้ายมีอะไรมาดลใจให้เขาเพ่งมองนักศึกษาหญิงคนนั้น รูปร่างหน้าตาที่คุ้นเคย ผิวพรรณสีน้ำผึ้ง ตากลมโตหวานเหมือนตาแม่…

“เหมือนงามตา…มินตรา มินตราลูกพ่อ” จอมหุนหันลุกขึ้นตั้งใจวิ่งไปหานักศึกษาสาวคนนั้น แต่มีมือมือหนึ่งมาฉุดเขาให้หยุดไว้…

“จะรีบไปไหนคนเก่ง” ไอรีนคว้าแขนจอมมาควงไว้ ส่งยิ้มสดใสให้

“มินตรา… “ จอมเปล่งเสียงเบาๆ สายตาจ้องมองที่นักศึกษาสาว

“ใคร ไหน มินตราอะไร” ไอรีนมองไปทิศทางเดียวกับสายตาของจอม

“นี่…อย่าบอกนะว่าสนใจยัยเด็กปีหนึ่งนั่น” เสียงไอรีนเข้มขึ้นมาเล็กน้อย

“บ้าเหรอ จะเป็นไปได้ไง นั่นมันลูก… “ จอมชะงักเก็บคำพูดตัวเองแทบไม่ทัน

“จอมพูดอะไร ลูก ลูกใคร อะไร” ไอรีนหันมาทำตาเขียวใส่

“เปล่า…ไม่มีอะไร ผมกลับก่อนนะ” จอมพยายามแกะแขนไอรีนออก

“กลับยังไง มาด้วยกันก็ต้องกลับด้วยกันสิ ตั้งแต่ฟื้นมานี่เพี้ยนไปเยอะนะ” ไอรีนไม่ยอมปล่อยแขนออกจากจอม หล่อนจูงแฟนหนุ่มตรงดิ่งไปที่รถที่จอดไว้ตรงหน้าตึก แม้จอมไม่อยากจะไปกับหล่อนเท่าไร แต่อีกใจเขาก็ไม่อยากขัดใจหล่อน เลยตัดสินใจไม่ต่อต้านอะไรไอรีนอีก…

“ไอรีน…ป๊าไอรีนให้พี่มารับ” ทั้งจอมและไอรีนหันไปตามเสียงด้วยกันทั้งคู่…

ภาพชายอายุราว 30 แต่งตัวภูมิฐาน ผิวขาวเหมือนมีเชื้อจีน ผมสั้นหยักศกคล้ายผมดัด หน้าตาดี รูปร่างสูงพอๆ กับจอม ยืนจ้องหน้าเขาเขม็งจากอีกด้านของตัวรถ…

“พี่กริช” ไอรีนอุทานเบาๆ

ชายแปลกหน้าเดินอ้อมมาประชิดสองหนุ่มสาว สายตาจับจ้องมือของไอรีนที่คล้องแขนของจอมอยู่

“เสี่ยวิชัยบอกไอรีนแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ให้คบไอ้เด็กคนนี้อีก” ชายชื่อกริชมองจอมตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ป๊าบอกก็เรื่องของป๊า พี่กริชเกี่ยวอะไรด้วย” ไอรีนกระชับแขนจอมแน่นกว่าเดิม

“กลับบ้านกับพี่”

“ไม่ ไอรีนเอารถมา”

“แต่พี่ไม่ได้เอารถมา เสี่ยวิชัยสั่งให้พี่มาขับรถไอรีนกลับบ้าน”

“ไม่ ไอรีนจะกลับกับจอม”

“พี่บอกให้กลับกับพี่เดี๋ยวนี้” กริชเข้าไปดึงแขนไอรีนออกจากจอม

ทั้งสองยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ต่อหน้าจอม จนเขารู้สึกทนไม่ไหว

เข้าไปผลักอกชายชื่อกริชออกห่างจากเพื่อนสาวไปสองสามก้าว…

“นี่มึงทำอะไรของมึง” กริชทำหน้าหาเรื่องเดินเข้าใส่จอม

“กระชากแบบนี้ผู้หญิงเขาเจ็บรู้ไหม เป็นลูกผู้ชายหน่อย” จอมไม่ถอยยืนประจันหน้าอย่างไม่กลัวเกรง

กริชยิ้มเยาะที่มุมปาก “เดี๋ยวนี้เก่งสินะ พอไม่มีพ่อ”

“หยุดเดี๋ยวนี้นะพี่กริช” ไอรีนเอาตัวมาแทรกระหว่างชายสองคน

จอมไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับคำพูดถากถางของกริช เพราะตัวตนเขาวันนี้ไม่ใช่จอมพลผู้สูญเสียพ่อไปจากอุบัติเหตุ แต่เป็นวสินอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าศาลผู้วายชนม์ต่างหาก ในใจคิดเพียงว่าไอ้เหี้ยที่เพื่อนสองคนพูดถึงน่าจะคือผู้ชายที่ชื่อกริชคนนี้นี่เอง

“กลับบ้าน” กริชเสียงเข้มใส่ไอรีน

หญิงสาวหันมามองหน้าจอมคล้ายขอความเห็นใจ…

“กลับไปก่อนเถิด เดี๋ยวผมกลับเองได้” จอมพูดเหมือนรู้ความในใจหญิงสาว

“ส่วนนายก็หัดเจียมเนื้อเจียมตัวไว้บ้างไอ้น้อง” กริชใช้นิ้วชี้จิ้มหน้าอกจอมสองสามครั้ง

ในระหว่างนั้นเอง จอมเหลือบไปเห็นรอยปักตัววีสีแดงที่อกข้างซ้ายบนเสื้อของกริช สายตาจอมจ้องรอยปักนั้นเขม็ง

“เดี๋ยว” จอมคว้าข้อแขนกริชขึ้นมาบีบไว้แน่น… “นั่นมัน…”

“อะไรมึง” กริชหน้าตาตื่นเล็กน้อย

ภาพเหตุการณ์การเจรจาระหว่างทนายกำพลกับเสี่ยวิชัยโดยที่มีวสินนั่งเป็นประธานวิ่งเข้ามาในหัว ภาพรถบรรทุกคันใหญ่ที่มีสัญลักษณ์ตัววีสีแดงเด่นชัดขึ้นในความทรงจำ จอมเริ่มจำเหตุการณ์ที่ยมทูตทำนิมิตให้เขาเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ…

“ทนายกริชนั่นเองสินะ” จอมจ้องหน้า

“เออ กูเอง มึงจะทำไม” ทนายกริชทำทีเสียงดังข่ม

“เปล่า…ไม่มีอะไร” จอมปล่อยแขนทนายกริชออก

“ฝากไว้ก่อน เจอกันแน่ไอ้เด็กเมื่อวานซืน” ทนายกริชสะบัดข้อมือไปมาด้วยความเจ็บ ก่อนจะรีบพาไอรีนขึ้นรถขับออกจากมหาวิทยาลัยไปอย่างรวดเร็ว

จอมหันกลับมามองหามินตราอีกครั้ง แต่ดูเหมือนเธอจะออกจากมหาวิทยาลัยไปแล้ว…

 

…ช่วงเย็นย่ำ แม้แสงตะวันยังไม่ลับขอบฟ้า แต่ด้วยตึกระฟ้ารอบบริเวณทำให้บ้านริมน้ำหลังนี้ต้องอาศัยแสงสว่างจากไฟฟ้าช่วยในการมองเห็นตั้งแต่ยังไม่มืด เสียงสนทนาดังแว่วมาจากตัวบ้าน จอมเห็นรถเก๋งคันใหญ่แปลกตามาจอดอยู่ที่หน้าบ้าน ทำให้จอมรู้ว่าหญิงแปลกหน้าน่าจะมีแขกมาเยือน…

“คุงนายเจียงจะยื้อทำไมอีกล่า ขายที่ให้ผมเถอะนะ ผมสู้ทุกราคา คุงนายเจียงสะเหนอมาได้เลย” เสียงสำเนียงจีนดังกว่าเสียงพูดคุยปกติ จอมเดินเข้ามาในตัวบ้าน เขาคาดไว้ไม่ผิด ผู้มาเยือนเย็นนี้จะเป็นใครอื่นไปได้ ถ้าไม่ใช่เสี่ยวิชัยคู่กรณีคนสำคัญของครอบครัวทนายกำพล และอาจรวมถึงวิญญาณวสินในร่างด้วย

“กลับมาแล้วหรือลูก จอมไปรอแม่ข้างบนก่อนก็ได้ แม่ขอคุยธุระกับเสี่ยวิชัยสักครู่ แล้วเดี๋ยวแม่เตรียมอาหารเย็นให้” หญิงแปลกหน้าหันมายิ้มให้ลูกชายคนเดียวของเธอ

“ไม่เป็นไรครับ ผมรอตรงนี้ได้” จอมตัดสินใจเดินเข้ามานั่งร่วมวงสนทนา

เสี่ยวิชัยยิ้มเจื่อนๆ มองหน้าจอมแวบเดียวแล้วหันกับไปคุยกับหญิงแปลกหน้าต่อ…

“ตกลงคุงเจียงว่ายังไงคัก คิกว่าจะขายเท่าไหร่ดี”

“เสี่ยวิชัยก็รู้ว่าสามีดิฉันรักบ้านหลังนี้มาก ดิฉันคงขายไม่ได้”

“ไอ่หยา อีทะนายกำพงอีก็ตายไปแล้ว คุงนายเจียงจะมายึกติดอะไรอีก” เสี่ยวิชัยหันไปดูภาพทนายกำพลรูปใหญ่ที่แขวนไว้ตรงผนัง

“สู้เอาเงินหลายล้างไปซื้อบ้านใหม่อยู่กะลูกชายสบายกว่าน่า เผอๆ มีเงินเหลืออีก เชื่อผมซี่ เพาะยังไงสุกท้ายเลี้ยว คุงนายเจียงก็ต้องขายอยู่ลี” คำพูดเสี่ยวิชัยเหมือนแฝงด้วยคำขู่กลายๆ

เจียรก้มหน้านิ่งไม่ตอบอะไร สองมือที่ตักจิกชายเสื้อตัวเองแน่น

“ทำไมสุดท้ายต้องขายอยู่ดี” จอมพลแทรกวงสนทนาขึ้นมา

“ลูก…” จอมทำมือห้ามแม่ของเขาไม่ให้พูดอะไรต่อ

“ว่าไงเสี่ยวิชัย ผมถามว่าทำไมสุดท้ายคุณเจียรต้องขายบ้านหลังนี้ให้เสี่ย หรือว่าเสี่ยมีแผนจะทำอะไรอีก” จอมจ้องหน้าคู่กรณีเขาแบบไม่ละสายตา

“แผงเผิงอะไร ไม่มี ผมก็แค่อยากให้คุงแม่กับตัวจอมสุขสบายเท่านั้น”

“แผนอะไรเหรอ…” จอมทำท่าเหมือนคิด

“ก็อย่างเช่นจัดฉากให้เหมือนเกิดอุบัติเหตุอะไรแบบนี้ไง”

จอมแสร้งยิ้มให้ในขณะที่สายตามองที่รอยปักสัญลักษณ์รูปตัววีสีแดงบนเสื้อของเสี่ยวิชัย

“ลูกพูดอะไรของลูก” เจียรรู้สึกตกใจกับสิ่งที่ลูกชายพูด

เสี่ยวิชัยจ้องหน้าจอมตาไม่กะพริบ ก่อนจะทำทีหัวเราะออกมาดังๆ

“ผมให้เวลาคุงนายเจียงคิกสักอาทิดนึงเลี้ยวกัน ใช้หัวคิกหน่อย อย่าเหมือนทะนายกำพงผัวลื้อ อีมันดื้อไม่เข้าท่า” เสี่ยวิชัยลุกขึ้นเดินออกจากบ้าน

“ทนายกำพลดื้อ แล้วผู้พิพากษาวสินล่ะ ดื้อเหมือนกันใช่ไหมเสี่ย” เสียงจอมพลตะโกนไล่หลังมาถึงกับทำให้เสี่ยวิชัยหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกจากบ้าน ขึ้นรถส่วนตัวจากไป…

 

…มื้อค่ำวันนี้มีไข่เจียวหมูสับ ต้มยำไก่น้ำใส และคะน้าน้ำมันหอย สองแม่ลูกนั่งกินกันเงียบๆ ไม่พูดไม่จา จอมรู้ว่าหญิงแปลกหน้ากำลังกลัดกลุ้มใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ก่อนที่จอมจะเอ่ยปากพูดอะไรออกไป หญิงแปลกหน้าก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน

“ที่จอมบอกเสี่ยวิชัยว่าจัดฉากอุบัติเหตุ ลูกหมายความว่าอะไร” น้ำเสียงหญิงแปลกหน้าแสดงออกถึงความกังวลอย่างชัดเจน จอมถอนหายใจ วางช้อนส้อมในมือลง…

“หมายความว่าทนายกำพล…ผมหมายถึงพ่ออาจโดนฆาตกรรม”

“หา…นี่ลูกรู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา”

ใจหนึ่งจอมก็อยากบอกความจริงว่าเขาไม่ใช่ลูกชายของเธอ เขาคือผู้พิพากษาวสินซึ่งโดนฆาตกรรมเช่นเดียวกับทนายกำพลสามีของเธอ แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าบอกไปเธอก็คงไม่เชื่อ ใครจะเชื่อเรื่องแบบนี้ได้…

“คดีนี้ที่ดินเราชนะแน่ครับ แต่เรื่องฆาตกรรม…ผมว่าเราต้องจ้างทนายความ” น้ำเสียงจอมจริงจัง

“แล้วทนายที่ไหนจะมาทำให้เราล่ะลูก ทุกคนกลัวเสี่ยวิชัยกันหมด”

จอมหยุดคิดเล็กน้อย…

“มีครับ ผมมั่นใจว่าอย่างน้อยที่สุดมีทนายความ 2 คน พร้อมจะช่วยเราแน่”

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เขาบอกกับตัวเองในใจว่าได้เวลาโต้กลับแล้ว คนตายจะต้องไม่ตายฟรี ส่วนคนทำผิดจะต้องไม่ลอยนวล หลักการที่เขา…ผู้พิพากษาวสินยึดติดตัวมาตลอด…



Don`t copy text!