ประมวลรัก ประมวลร้าย บทที่ 8 : กู…คือ กูคือวสิน

ประมวลรัก ประมวลร้าย บทที่ 8 : กู…คือ กูคือวสิน

โดย : ขจรพัฒน์ สุขภัทราพิรมย์

ประมวลรัก ประมวลร้าย นวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย ขจรพัฒน์ สุขภัทราพิรมย์ เมื่อวสินได้กลับมาอีกครั้งในร่างหนุ่มวัยยี่สิบสาม ความอลวนอลเวงก็เกิดขึ้น เพราะนอกจากเรื่องสืบคดีจะวุ่นวายแล้ว เรื่องหัวใจก็ทำเอาปวดหัว เมื่อเจ้าของร่างที่เขาใช้งานอยู่กำลังอินเลิฟกับมินตรา ลูกสาวของเขาเอง แล้วมันจะยังไงกันดีละเนี่ย

วันที่ 4

…จอมพลแต่งชุดนักศึกษาออกจากบ้านริมน้ำแต่เช้า แต่เขาไม่ได้ตั้งใจจะไปที่มหาวิทยาลัย  เป้าหมายของเขาวันนี้สำคัญกว่าการไปเรียนสิ่งที่เขาผ่านมาหมดแล้ว รถไฟฟ้าใต้ดินพาชายหนุ่มมายืนอยู่หน้าสำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่งแถวถนนรัชดา ค่าเช่าอาคารพาณิชย์ละแวกนี้ราคาสูงลิบ แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเจ้าของสำนักงานทนายความแห่งนี้ ทนายความเจ้าของสถานที่เคยบอกกับเขาว่าที่ยอมจ่ายแพงเพราะถนนรัชดาคือทำเลที่ดีที่สุดสำหรับงานกฎหมาย ซึ่งตอนแรกเขาเข้าใจว่าเป็นเพราะใกล้ศาล แต่อันที่จริงเจ้าของสถานที่มีเป้าหมายมากกว่าแค่การไปศาลใกล้ๆ

ประตูหน้าสำนักงานยังคงปิดอยู่ จอมพลขยับข้อมือเพื่อดูเวลา…

“อะไรของมันวะ จะแปดโมงแล้วยังไม่เปิดสำนักงานอีก” จอมพลหยิบมือถือขึ้นมาพยายามคิดถึงเบอร์ที่จะโทร. แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก เขาเหลือบขึ้นไปมองป้ายด้านบนตัวตึก ‘สำนักงานทนายความบุญช่วยและเพื่อน’  นัดหมายโทร. 081 – 898 XXXX จอมพลจำได้ว่าเมื่อก่อนเขาไม่เคยลืมเบอร์เพื่อนคนนี้เลย…

“รับสิวะ…” สัญญาณโทรศัพท์ดังต่อเนื่องสักพักใหญ่จึงมีเสียงปลายสายตอบมา

“ฮัลโหล ทนายบุญช่วยคร้าบ” ปลายสายเสียงงัวเงีย

“ไม่ตื่นอีก มึงนี่เหมือนเดิมเลยนะ ลงมาเปิดออฟฟิศได้แล้ว”

“ฮัลโหล…นั่นครายพูดวะ ที่นี่เปิดเที่ยงโว้ย”

“มีงานด่วน ค่าจ้างหลักล้าน สนใจไหม” จอมรู้จุดอ่อนเพื่อนเขาดี

“หา…ผมขอครึ่งชั่วโมง เดี๋ยวผมลงไป” ทนายบุญช่วยตาสว่างในทันที

“ห้านาที ไม่งั้นผมไปที่อื่น”

“หา…อย่าเพิ่งไป ผมลงไปเดี๋ยวนี้แล้ว”

 

…ประตูม้วนเปิดออกพร้อมร่างของชายวัย 50 กว่าๆ ในชุดเสื้อผ้าที่ยังสวมใส่ไม่เรียบร้อยดี เหมือนเขารีบร้อนสวมใส่เพื่อจะลงมาให้ทันเวลา สายตาทนายบุญช่วยมองเด็กหนุ่มที่เดินอาดๆ เข้าไปในตัวตึกโดยที่เขายังไม่ได้เชื้อเชิญเลยแม้แต่น้อย

จอมพลถือวิสาสะนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามโต๊ะทำงานทนายบุญช่วย…

“นักศึกษาเหรอวะ” ทนายบุญช่วยบ่นพึมพำเดินตามมานั่งที่โต๊ะทำงาน

“น้องมีปัญหาอะไรให้พี่ช่วยว่ามา แล้วที่ว่าค่าจ้างหลักล้านคือกี่ล้าน พ่อแม่น้องรับรู้แล้วใช่ไหม”

ทนายบุญช่วยพูดพลางมองหน้าลูกความเงินล้านของเขาพลาง

“กลิ่นเหล้าฟุ้งเหมือนเดิมเลยนะมึง แล้วใครจะกล้าจ้างทนายขี้เมาแบบนี้วะ” จอมทำจมูกฟุดฟิด

“เฮ้ย ไอ้หนู พูดจาให้มันดีๆ หน่อย ถ้าจะมาก่อกวน โน่นไปข้างหน้าเลย” ทนายบุญช่วยลุกขึ้นยืน

“เฮ้อ…จะเริ่มยังไงดีวะ” จอมบ่นพึมพำบ้าง “ขอโทษที นั่งลงก่อน”

ทนายบุญช่วยนั่งแบบไม่ค่อยสู้เต็มใจเท่าไรนัก…

“คืองี้นะ” จอมเริ่มสนทนา “กูอยากให้มึงตั้งสติ ใจเย็นๆ แล้วฟังสิ่งที่กูจะบอกก่อน”

“เฮ้ย น้องพ่อแม่ไม่สั่งสอนหรือไงวะมาขึ้นกูมึงกับพี่แบบนี้” เหมือนบุญช่วยจะของขึ้น

“อย่าเพิ่งโวยวายจะได้ไหม ฟังก่อน”

แม้ทนายบุญช่วยอยากจะต่อยหน้าจอมขนาดไหน แต่ด้วยคำว่าค่าจ้างเงินล้าน

ทำให้เขายอมที่จะอดทนฟังเด็กหนุ่มคนนี้พูดต่อ… “มีอะไรว่ามา”

“มึงต้องสัญญากับกูก่อนว่าถ้ากูเล่าแล้วมึงห้ามโมโหเด็ดขาด ตกลงไหม”

“มีอะไรก็ว่ามาได้แล้ว เสียเวลาทำงานพี่หมดเนี่ย แล้วไหนล่ะเงินล้านที่ว่า”

“สัญญาก่อน”

ทนายบุญช่วยถอนหายใจ… “เออ สัญญา”

“คือ…คือกูไม่ใช่เด็กหนุ่มที่มึงเห็นอยู่นี่”

“อ้าว ถ้าน้องไม่ใช่ตัวน้อง แล้วน้องเป็นใคร” ทนายบุญช่วยคิดว่าคงเจอคนบ้าเข้าแล้ว

“กู…คือ กูคือวสิน ผู้พิพากษาวสินเพื่อนมึงไง” จอมพลยืนยิ้มแฉ่งให้เพื่อน

สิ้นคำพูดของจอมพล ทนายบุญช่วยถึงกับเก็บอาการไม่อยู่กระโดดข้ามโต๊ะหมายจะคว้าคอเสื้อจอม แต่เด็กหนุ่มก็ไหวตัวทัน ทั้งสองวิ่งไล่กันรอบโต๊ะอยู่ในออฟฟิศ…

“ไอ้เด็กเวร มึงคิดว่ากูเป็นเพื่อนเล่นมึงเหรอ มานี่เลยมึง” ทนายบุญช่วยวิ่งไล่จอม

“เดี๋ยวไอ้ช่วย นี่กูเองจริงๆ วสิน” จอมวิ่งหนีวนไปอีก

ทั้งสองจดจ้องกันและกันอยู่คนละฟากโต๊ะทำงาน พอทนายบุญช่วยวิ่งมาหา จอมก็วิ่งหนีไปอีกฝั่ง

กระทั่งจังหวะหนึ่งที่จอมเผลอ ทนายบุญช่วยกระโดดข้ามโต๊ะมาคร่อมตัวจอมไว้จนได้…

“ไอ้เด็กบ้า ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่” เสียงทนายบุญช่วยหอบด้วยความเหนื่อย

“กูพูดความจริง กูคือวสินเพื่อนมึงไง”

จอมพยายามตะโกนด้วยความลำบากเพราะถูกร่างของทนายบุญช่วยคร่อมไว้อยู่

“ยัง ยังอีก” ทนายบุญช่วยเงื้อมือหมายทุบไปที่หน้าของจอม แต่จอมกลิ้งตัวหลบไปได้

“ทำไงมึงถึงจะเชื่อกูวะ ไหนมึงสัญญาแล้วไงว่าจะไม่โมโหไง” จอมลุกหนีบุญช่วยวิ่งวนรอบโต๊ะทำงานอีก

“อะไรก็ได้ แต่ใครจะพูดเล่นถึงเพื่อนกูแบบนี้ไม่ได้ ไอ้เด็กเปรตมึงเป็นใครกันแน่”

ทนายบุญช่วยโมโหถึงขีดสุด กระโดดคว้าคอจอมไว้แน่น…

“โอ๊ย กูหายใจไม่ออก ไอ้ช่วยปล่อยกู” จอมพลพยายามดิ้นออกจากทนายบุญช่วย

“กูไม่ปล่อย เห็นทีวันนี้จำเป็นต้องฆ่าเด็กสักคนแล้ว” ทนายบุญช่วยแกล้งทำเป็นขู่จอม

“โอ๊ย ไอ้ช่วยกูรู้สาเหตุที่มึงยอมเสียค่าเช่าแพงๆ มาเปิดดออฟฟิศที่นี่ เพราะมึงอยากอยู่ใกล้อ่างไม่ใช่ศาลตามที่มึงเที่ยวบอกใครต่อใคร เรื่องนี้มึงบอกกูคนเดียวจริงไหม” จอมพลพยายามอีกครั้ง

ทนายบุญช่วยชะงักเล็กน้อย ก่อนจะล็อกจอมพลแน่นกว่าเดิม

“หน็อยแน่ไอ้เด็กไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เรื่องแบบนี้ใครก็เดาได้โว้ย มึงอย่ามาหลอกกูให้ยาก”

จอมพลเพิ่งรู้วันนี้เองว่าเพื่อนเขาคนนี้มีพละกำลังมากกว่าที่เขาคิดเยอะ จอมดิ้นไปคิดไปว่าจะทำอย่างไรให้ทนายบุญช่วยเชื่อสิ่งที่เขาพูด จังหวะพอดีจอมเหลือบไปเห็นกีตาร์ตัวหนึ่งแขวนไว้ด้านหลัง จอมรวบรวมลมหายใจเฮือกใหญ่ ร้องเพลงออกมาดังลั่น…

…อัยการผู้พิพากษาตำรวจ เขาอวดเรื่องแฟนวาบหวาม

ทำไมหนอทนายความ จึงหาแฟนได้ยากเย็น

มองเห็นสาวสาวเดินเดี่ยว จะเกี้ยวก็เกี้ยวไม่เป็น

จีบสาวมันยากมันเข็ญ ยากเย็นกว่าการว่าความ… 

สิ้นเสียงเพลง ทนายบุญช่วยถึงกับตะลึง คลายแขนออกร่างของจอมพล ปากพร่ำบ่นคล้ายคนเมามาย

“เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครรู้จักเพลงนี้นอกจากกูและ…”

“และกู วสินเท่านั้น” จอมพลแทรกขึ้นมา

“นี่มันอะไรกันวะเนี่ย” ทนายบุญช่วยเดินเซไปเซมา

“มึงมานั่งนี่ก่อน ใจเย็นนะเดี๋ยวกูค่อยๆ เล่าให้ฟัง น้ำเย็นหน่อยไหม” จอมประคองเพื่อนรักให้นั่งลง

“คืองี้…เรื่องมันมีอยู่ว่า…”

จากนั้นจอมก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ทนายบุญช่วยฟัง…

“เหลือเชื่อว่ะ มันเป็นไปได้ไง” ทนายบุญช่วยอัดบุหรี่เข้าปอดเต็มเฮือกก่อนจะปล่อยควันออกมา

“แต่ก็เป็นไปแล้ว” จอมพลทำท่าจะขอบุหรี่จากเพื่อนแต่ก็เปลี่ยนใจ

“แปลว่านรกสวรรค์มีจริงสิวะ”

“อืม น่าจะใช่”

“แบบนี้คนอย่างกูตกนรกแน่เลย” สีหน้าทนายบุญช่วยไม่สู้ดีนักเมื่อรู้ว่าตัวเองมีโอกาสตกนรก

จอมพลไม่พูดอะไรต่อ ลุกเดินมองทั่วบริเวณสำนักงานของเพื่อนเขา กรอบรูปตั้งอยู่ที่โต๊ะด้านหลัง เป็นวันรับปริญญาของทนายบุญช่วยซึ่งเรียนช้าจึงจบหลังเขาสองปี ภาพทนายบุญช่วยใส่ครุยถือดอกไม้ช่อใหญ่ โดยมีเขาจอมพลในชุดทำงานกับงามตาในชุดนักศึกษายืนขนาบข้างทำให้จอมอดเผลอยิ้มออกมาไม่ได้

“อีกไม่นานคงลืมหมด” จอมพลพูดเบาๆ กับตัวเอง

“มึงบ่นอะไรของมึงวะ” ทนายบุญช่วยรู้สึกสงสัย

“เปล่า…ไม่มีอะไร เรามาว่าเรื่องของเราต่อดีกว่า”

“คดีละเมิดบ้านของทนายกำพลไม่มีปัญหา มึง…กูหมายถึงร่างของมึงกับแม่ของร่างมึงถือเป็นทายาทผู้ตายอยู่แล้ว ก็แค่ทำเรื่องรับมรดกความแทนที่ตัวความเดิมได้ ตั้งกูเป็นทนายเข้าไปรอฟังคำสั่ง ชนะใสๆ แต่เรื่องฆาตกรรมทนายกำพลกับตัวมึง เอ่อ…กูหมายถึงร่างเก่าของมึงทางตำรวจเขาแทงว่าเป็นอุบัติเหตุไปแล้ว แม่งยากว่ะ เว้นแต่มึงจะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษได้”

“เรื่องนั้นกูรู้แล้ว” จอมพลทำท่าครุ่นคิด

“กูลืมไปว่ามึงเป็นผู้พิพากษา แถมยังเสือกสอบได้ที่หนึ่งอีก” ทนายบุญช่วยถอนหายใจ

“แต่ก็เท่านั้น ในเมื่อหลักฐานใหม่ตามที่มึงเล่ามาไม่ว่าจะเป็นเคสตัวมึงเองหรือทนายกำพลเสือกอยู่ในนิมิตของมึงคนเดียว แล้วศาลที่ไหนจะเชื่อวะ นอกจากศาลพระภูมิ ว่าแต่…”

“ว่าแต่อะไรอีก”

“กูไม่ชินว่ะ ขอกูดูหน้ามึงชัดๆ อีกทีซิ” ทนายบุญช่วยใช้สองมือจับหน้าจอมขึ้นมาใกล้กับหน้าของเขา บุญช่วยพยายามพินิจใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างละเอียดก่อนจะปล่อยมือลง ทำทีส่ายหัว

“ไม่ใช่ ไม่ใช่มึงไอ้วสิน มึงหล่อกว่าไอ้เด็กนี่ตั้งเยอะ”

“เออ…มึงจัดการให้เสี่ยวิชัยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปก่อน ส่วนเรื่องอื่นเดี๋ยวค่อยหาวิธี”

“แล้วงามตากับมินตรารู้รึยัง”

จอมพลถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาไม่รู้จะบอกเมียกับลูกอย่างไรดี…

 

…ช่วงบ่ายวันเดียวกัน หลังจากออกจากสำนักงานทนายบุญช่วยแล้ว จอมพลตัดสินใจเข้าไปที่มหาวิทยาลัย แต่เขาไม่ได้ขึ้นไปเรียน จอมนั่งรออยู่ที่ม้าหินใต้ตึกตั้งใจรอใครบางคน ไม่นานนักใครบางคนคนนั้นก็เดินลงมาจากตัวตึก ครั้งนี้จอมไม่รีรอรีบเดินเข้าไปหาสาวน้อยปีหนึ่งคนนั้นทันที

“สวัสดีครับน้อง” ครั้งนี้จอมตั้งใจจะแสร้งทำเป็นรุ่นพี่จริงๆ ไม่ใช่วสินพ่อของมินตรา ด้วยเขากลัวว่ามินตราจะไม่เชื่อ และไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้

มินตราหันมามองชายหนุ่ม แต่ไม่ตอบอะไร กลับรีบเดินจ้ำหนีห่างออกไป ในขณะที่จอมก็ไม่ลดละ เดินตามติดรุ่นน้องตลอด…

“ไม่สนใจค่ะ” มินตราพูดโดยไม่หันไปมอง

“ไม่สนใจอะไรลูก เอ้ย น้อง”

มินตราหยุดเดินหันมาทำหน้ายักษ์ใส่จอม

“ไม่สนใจพี่ไงคะ ถ้าพี่คิดจะมาจีบมิน บอกเลยว่าเสียเวลา” กล่าวจบมินตราก็จ้ำเดินต่อไป

จอมได้ยินลูกสาวพูดกับตัวแบบนี้ถึงกับเผลอยิ้มกว้าง “ไม่เสียแรงที่เป็นลูกพ่อ” แล้วก็รีบวิ่งตามมินตราไป

มินตราเดินมาถึงป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัย แล้วหยุดยืนอยู่ตรงนั้น โดยมีจอมทำทีมายืนรอรถเมล์เหมือนกัน “รอรถเมล์อยู่เหรอมิน” จอมแกล้งถามชวนคุย

มินตราตาเขียวหันกลับมา “พี่รู้จักชื่อมินได้ไง”

จอมถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ในใจคิดเด็กหนอเด็กช่างน่ารักอะไรแบบนี้

“ก็มินเรียกตัวเองว่ามินนี่ครับ”

เหมือนจะเสียฟอร์ม มินตราสะบัดหน้าไปทางอื่นไม่พูดไม่จาอะไรกับชายหนุ่มรุ่นพี่อีก…

“เสียฟอร์มละสิ” จอมรู้ว่าท่าทีแบบนี้ของมินตราคือทำเป็นไว้ลาย แต่ในใจคืออายสุดๆ

“เปล่า” มินตราตอบโดยไม่หันหน้ามามอง

“เปล่าเสียฟอร์ม?” จอมแกล้งยั่วลูกสาวเขา

“ไม่ใช่ เปล่ารอรถเมล์ต่างหาก”

“แล้วรออะไร”

“รอแม่มารับ”

จอมนิ่งไปชั่วขณะ นี่งามตากำลังมา เขากำลังจะเจอคนรักของเขา หัวใจจอมเต้นแรงจนจอมรู้สึกว่าเขายืนต่อไม่ค่อยไหว ตัวจอมเซไปชนคนข้างๆ ทำเอามินตราตกใจหันมาประคองรุ่นพี่โดยไม่ได้ตั้งใจ…

“เป็นลมเหรอพี่ อากาศก็ไม่ร้อนนี่นา” มินตราประคองจอมมานั่งที่เก้าอี้ป้ายรถเมล์

“เปล่า” จอมรู้สึกเวียนหัวไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเด็กต่อ

“เปล่าเป็นลม?” มินตรายิ้มล้อเลียนรุ่นพี่

ไม่ทันที่จอมจะพูดอะไรต่อรถญี่ปุ่นสีขาวคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาเทียบที่ป้ายรถเมล์ กระจกด้านข้างค่อยๆ เปิดออก ผู้หญิงคนหนึ่งส่งเสียงออกมาจากตัวรถ “มิน”

“ค่ะแม่” มินตราหันไปบอกแม่ของเธอ ก่อนจะหันกลับมาที่ชายหนุ่มตรงหน้า

“ไปแล้วนะ อยู่เองได้ใช่ไหม”

ไม่มีเสียงตอบจากรุ่นพี่ ตาของจอมจ้องไปที่หน้าต่างรถข้างหน้า

“แม่ตาหวาน แม่ตาหวานของพี่” จอมเผลอหลุดปากออกมา

“อะไรนะ เมื่อกี้พี่พูดว่าอะไรนะ” มินตราไม่แน่ใจว่าเธอฟังถูกหรือผิด

“มินมัวแต่ทำอะไรอยู่ รถจอดไม่ได้นะลูก” งามตาตะโกนตามลูกสาวอีกที

“ค่ะแม่” มินหันเดินไปที่รถ แต่ไม่วายหันกลับมามองจอมที่กำลังนั่งอ้าปากหวอตาค้างอยู่ที่ป้ายรถเมล์

ในขณะที่รถสีขาวแล่นออกจากป้ายรถเมล์ไป มีรถยุโรปสีดำคันหนึ่งจอดแช่อยู่ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยสักพักแล้ว ไอรีนมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่จอมแฟนหนุ่มของเขามีทีท่าหยอกล้อกับเด็กรุ่นน้อง สองมือของไอรีนกำพวงมาลัยแน่น หล่อนกัดริมฝีปากตัวเองจนช้ำเลือด ไอรีนหันไปมองจอมซึ่งยังคงนั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์ น้ำใสๆ เอ่อล้นที่ขอบตา จากนั้นก็เหยียบคันเร่งให้ล้อฟรีเสียงดังสนั่นจนคนแถวนั้นหันมามอง ก่อนจะขับรถออกไปด้วยความเร็ว…

 

…ภายในรถญี่ปุ่นสีขาว ซึ่งปกติสองแม่ลูกจะคุยกันแต่เรื่องสนุกสนาน เพราะเป็นข้อตกลงระหว่างงามตากับมินตราว่าจะไม่พูดถึงเรื่องพ่ออีก พวกเขาจะไม่เอาความเศร้ามาทำลายครอบครัวอีก แต่วันนี้งามตาสังเกตเห็นมินตราเงียบไป…

“เมื่อกี้มินคุยกับใครลูก” งามตาชวนลูกสาวคุย

“ใครคะแม่” มินตราสะดุ้งเหมือนหลุดจากภวังค์

“ที่ป้ายรถเมล์ เด็กผู้ชายคนนั้นใครคะลูก”

“อ๋อ…รุ่นพี่ที่คณะค่ะ มินยังไม่รู้เลยว่าพี่เขาชื่ออะไร”

“อ้าว” งามตาหัวเราะ “เห็นคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว แม่นึกว่าลูกสาวแม่ขายออกแล้วซะอีก”

“โหแม่ก็ ไม่มีหรอก” มินตราทำเป็นแก้ตัว แต่ในใจลึกๆ เธอรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้มีอะไรที่คล้ายพ่ออยู่มาก

เวลาอยู่ใกล้เขามินตราไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกอุ่นใจ…

‘หรือมันคือรักแรกพบนะ’ มินตราแอบคิดในใจ

“ยิ้มอะไรมิน” งามตาแหย่เมื่อเห็นลูกสาวตัวเองเผลอยิ้มออกมา

“อุ้ย เปล่ายิ้มนะ แม่นี่” มินตราหน้าแดงก่ำเมื่อรู้ว่าถูกแม่ตัวเองจับทางได้

“แม่คะ” มินรู้สึกติดใจอะไรบางอย่างอยู่ “เมื่อกี้ตอนพี่เขาเห็นแม่ มินได้ยินพี่เขาพูดอะไรบางอย่าง”

“อะไรล่ะ เรานี่ท่าจะอินเลิฟจริงๆ แล้วสินะ” งามตายิ้มร่า

“พี่เขาพูดว่า…แม่ตาหวาน”

เสียงเบรกดังสนั่นจนรถที่ตามหลังแทบชนท้าย งามตาหันมาถามลูกสาวหล่อนอีกครั้ง “ว่าไงนะ”

“พอพี่เขาเห็นแม่เปิดกระจกรถลงมา พี่เขาก็พูดว่า…แม่ตาหวานของพี่…ค่ะแม่”



Don`t copy text!