ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 11 : ดอกไม้ที่งดงามของเต๋อผิง

ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 11 : ดอกไม้ที่งดงามของเต๋อผิง

โดย : อวิ๋นหลง

ชื่นกลิ่นกุสุมา เรื่องราวของโม่เหลียนฮวา หญิงสาวที่โชคชะตาก็ทำให้เธอกลายมาเป็นพระชายาของบุตรชายปาเสียนอ๋อง ตำแหน่งที่มาพร้อมความยุ่งเหยิงในชีวิต แต่นางก็แสนจะเต็มใจ นิยายจีนของ อวิ๋นหลง นักเขียนสาวผู้มีผลงานมาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้คือนิยายจีนเรื่องแรกของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ 

****************************

– 11 –

เพราะการแต่งงานกับเชื้อพระวงศ์ ทำให้คนที่เคยดูถูกข้ากลับมองต่างเป็นอย่างอื่น แม้กระทั่งเฉินหลวนเองก็คงพูดไม่ออกและคงไม่กล้าพูดอีกนาน เพราะกลัวว่าท่านชายเจินจะเอาเรื่อง อีกอย่างเขาคงไม่อยากให้หน้าผากมีคำว่าไอ้หมูตอนกระมังข้าคิดนะ

ส่วนแม่รองก็แวะเวียนมาหาข้าที่หอจันทร์เสี้ยวพร้อมกับพูดเรื่องที่ว่าอยากจะให้พี่หยางเหยียนไปสอบบัณฑิตที่เมืองหลวง ตำแหน่งนายอากรชั้นปลายแถวจะสมศักดิ์ศรีคนที่เกี่ยวดองกับเชื้อพระวงศ์ได้เช่นใด  หากได้ท่านอ๋องแปดออกหน้า ตำแหน่งขุนนางสำคัญคงไม่ไกลเกินเอื้อม ท่านยายได้ฟังเช่นนั้นก็โกรธสุดขีด

“ตอนนี้กลับเป็นเจ้าจะไปช่วยเขา คนพวกนี้เห็นหลานข้าเป็นอะไรกันแน่”

ท่านยายถึงกับบ่นออกมาดังๆเพื่อว่ากระทบถึงท่านพ่อและแม่รอง และข้าเห็นสีหน้าของท่านพ่ออึดอัดอย่างเห็นได้ชัด เพราะท่านแม่บอกกับท่านว่า งานแต่งของข้าทางสกุลจางจะจัดการเอง ท่านตาถึงกับสั่งเตรียมของไหว้เป็นกระเป๋าผ้าไหมเนื้อดีจากพ่อค้าต่างแดนเป็นเงินหลายร้อยตำลึงทอง เพื่อแจกคนที่มางานแต่งของข้า นั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านพ่อไม่พอใจก็ได้

ท่านแค่มางานก็พอ ทุกอย่างทางสกุลเราจะจัดการเอง”

“ซื่อซิน เจ้าคิดว่าทำแบบนี้จะตัดขาดข้าได้รึ ข้ายังไม่เขียนใบหย่านะ ข้าถือว่ายังมีสิทธิ์ในตัวของเหลียนฮวาและยังขึ้นชื่อว่าเป็นสามีเจ้าอยู่”

“นั่นมันแค่กระดาษแค่ใบเดียว ท่านก็รู้ดีนี่ว่าข้าเป็นคนยังไง ที่ท่านพยายามอยู่ตรงนี้ คิดว่าจะได้ผลรึ ทำไมท่านไม่ลองคิดทบทวนเรื่องเมื่อครั้งก่อนบ้าง ว่าข้าต้องใช้ความพยายามขนาดไหนที่จะเชื่อใจท่าน หลังจากมีนางคณิกาอุ้มลูกมาบอกกับข้าว่า นี่เป็นสายเลือดของสกุลโม่ พอข้าเริ่มทำใจให้คุ้นชินและโทษตัวเองว่า มันเป็นเพราะความโง่เขลาที่หลงเชื่อว่าท่านจะรักข้าจริง แต่แล้วมันก็ไม่ใช่อย่างที่ข้าคิด กระดาษใบเดียวที่ท่านถือนั่น มิอาจใช้มันได้ผลกับข้าหรอก สำหรับข้ามีหรือไม่มีมันก็ไม่ต่างกัน”

“ซื่อซิน!”

เสียงของท่านพ่ออ่อนใจ ข้าที่แอบฟังอยู่ก็ได้แต่ถอนหายใจกับท่าทางของพวกท่าน ท่านแม่เป็นคนเช่นใดข้ารู้ดีทีเดียว ลองท่านได้บอกว่าไม่ก็คือไม่ ข้าอาจจะน้อยใจท่านพ่อบ้าง แต่ข้าก็ไม่ได้อยากให้ทุกอย่างเป็นอย่างนี้

ลึกๆ แล้วข้ายังอยากเห็นท่านแม่กับท่านพ่ออยู่ด้วยกัน ในเมื่อท่านแม่หันหลังไม่ยอมหันมามองท่านพ่อ ข้าก็ต้องยอมรับว่า ระหว่างพวกท่านมีเรื่องมากมาย ที่ลูกอย่างข้ามิอาจจะก้าวก่ายได้ ข้าทำได้ดีที่สุดก็คือเดินมองท่านพ่อจากไปโดยที่ช่วยอะไรท่านไม่ได้

ช่วงเย็นของวันนั้น ขณะที่ข้ากำลังเก็บของใช้ลงในหีบอยู่โดยมีเสี่ยวชิวเด็กสาวที่เป็นนางระบำมาช่วยด้วย นางพยายามชวนข้าคุยและเล่าถึงเรื่องแต่งงานของเผ่าสุยให้ฟัง ข้ากลับรู้สึกว่ามันน่าเศร้ากว่าน่ายินดี และข้าคงเดาความรู้สึกของแม่พวกเจ้าสาวก่อนแต่งงานไม่ได้

“โอ้โห คุณหนูมีเสื้อผ้ามากมายจนข้าอิจฉา สวยๆ ทั้งนั้นเลยเจ้าค่ะ”

“ข้าใส่จริงๆไม่กี่ตัวหรอก เจ้าเลือกเอาไปสิ ถ้าชอบ”

“ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ เดี๋ยวท่านพ่อตีข้าตาย เพราะอาจหาญทำเสมอนาย อีกอย่างมันคงไม่ดีแน่ ที่ข้าจะมีเสื้อผ้าเนื้อดีใส่ พวกพี่ๆ นางรำด้วยกันคงหาเรื่องว่าข้าแน่ๆ”

“ก็บอกไปสิว่าข้าเป็นคนให้เจ้าเอง แค่นี้ก็ไม่มีแม่พวกแมลงหวี่พวกนั้นกวนใจเจ้าแล้ว”

ข้าบอกเหมือนกับจะปัดรำคาญ แต่สำหรับเสี่ยวชิวแล้วการทำตัวไม่ให้ดีให้เด่นเกินคนอื่นเขาคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก นางเป็นคนสวยน่ารัก เป็นดาวเด่นของหอจันทร์เสี้ยว การได้รางวัลเป็นสินน้ำใจจากบรรดาแขกเหรื่อผู้ชายมักจะทำให้นางระบำคนอื่นไม่ชอบเอาก็ได้ ข้าหยิบเอาต่างหูหยกสีขาวที่เคยใส่เล่นกับปิ่นหยกเข้าชุดกันยื่นให้นางพลางเอ่ย

“เอ้า…ข้าให้ คิดเสียว่าเป็นค่าตอบแทน ในเรื่องที่ข้าจะไหว้วานเจ้าในวันข้างหน้า”

เสี่ยวชิวมองข้าอย่างงงๆ ในตอนนี้สิ่งที่ติดค้างในใจข้าก็คือความรู้สึกของเต๋อผิง เขาให้สิ่งดีๆ กับข้ามามาก ข้ายังไม่ได้ตอบแทนเขาเลย เขายอมแม้กระทั่งจะแต่งงานกับข้า เพื่อช่วยไม่ให้ข้าวู่วามไปทำอะไรโง่เขลาอย่างการตามหานังกล้วยไม้เน่านั่น ทั้งนี้ข้าเกรงว่าหากแต่งงานกัน ความที่เราไม่ได้รักกันแบบหนุ่มสาวแต่แรก อาจจะทำร้ายจิตใจเขาในวันหน้าก็ได้ แต่ในวันที่ประมูลจานอาหาร ข้าก็ดูออกว่าเขาสนใจเสี่ยวชิว

“คุณหนูจะใช้อะไรบ่าวเจ้าคะ ถึงไม่ให้ของบ่าวก็เต็มใจทำอยู่แล้ว”

“เรียกข้าว่าพี่เหลียนฮวาเถิด ตั้งแต่นี้ไปข้าจะมองเจ้าเป็นน้องสาวคนหนึ่ง”พอข้าพูดอย่างนั้นเสี่ยวชิวมีท่าทางตกใจมาก นางรีบคุกเข่าลงและบอกกับข้าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ บ่าวต้อยต่ำนัก บ่าวไม่กล้าเรียกลูกของนายว่าอย่างนั้น”

“ใครก็ว่าเจ้าไม่ได้ เพราะข้ากำลังจะขอให้ท่านแม่รับเจ้าเป็นลูกบุญธรรม เจ้าเป็นคนฉลาดมีความกตัญญู อีกอย่างพ่อของเจ้าก็เป็นหัวหน้าหน่วยคุ้มภัยที่ซื่อสัตย์นัก ข้าคิดว่าเจ้าควรจะเรียนรู้การค้าไว้บ้าง ต่อไปแต่งงานไปจะได้ไม่ลำบาก หากค้าขายเป็น และอีกอย่างวันที่ร่างกายหมดความสวยงาม วิชาการค้าจะต่อยอดชีวิตของเจ้า”

ข้าเอ่ย ในคำนั้นข้าฝากฝังอนาคตของเพื่อนรักไว้ด้วย ข้าเติบโตมากับเต๋อผิงรู้ดีว่าเขาเป็นคนเช่นใด เขามีดีแค่รักและถนอมหนังสือ แต่หัวทางการค้าน้อยมาก การค้าของร้านฟุ่กุ้ยหากดำเนินกิจการตามใจอีกไม่ช้าไม่นาน ต้องถูกร้านใหญ่ควบคุมกิจการหมด การที่จะหาใครสักคนมาอยู่ข้างกายเขา ต้องเป็นคนที่ฉลาดและค้าขายเป็น และที่สำคัญ ต้องเป็นคนที่เขารักด้วย

เด็กสาวตรงหน้าข้า ไม่ใช่คนโง่เขลาแต่นางไม่มีโอกาสที่ได้ร่ำเรียนเท่านั้น เด็กคนนี้มีความกตัญญู ข้าต้องส่งเสริม ไม่เพียงจะช่วยชีวิตของนางไม่อับจนเท่านั้น แต่หากข้าทำได้ ชีวิตของเพื่อนรักของข้าก็จะมีแต่ความสุข

ข้านิ่งคิดอยู่นั้นจนเสี่ยวชิวเอื้อมมือมาแตะตัวข้าเบาๆ

“คุณหนูเจ้าขา คุณหนูเมตตาบ่าวเหลือเกิน”

เสี่ยวชิวเอามือเช็ดน้ำตาป้อยๆ เด็กสาวที่งดงามราวภาพวาดคนนี้หากปล่อยให้เป็นนางระบำต่อไป อีกไม่นานความงามจะเป็นภัยต่อชีวิตของนาง เพราะเท่าที่รู้มาบรรดานางรำคนอื่นไม่ค่อยชอบเสี่ยวชิวนัก ข้าย่อตัวลงประคองร่างบอบบางให้ลุกขึ้น เจ้าของดวงตากลมโตเปื้อนน้ำตาช้อนมองข้า

“อย่าเรียกว่าคุณหนูเลย พี่สาวมีเรื่องจะไหว้วานเจ้า”

“เรื่องอะไรรึเจ้าคะ บอกมาเถิดเจ้าค่ะ บ่าว..เอ้ย ข้าพร้อมจะทำตามที่พี่สาวขอ” ท่าทางของเสี่ยวชิวดูขัดเขิน ข้าเอาปิ่นปักช้องผมให้นางพลางเอ่ย

“พี่สาวอยากให้น้องช่วยดูแลหัวใจสหายรักคนเดียวของพี่ให้หน่อย เขาเป็นคนทื่อๆ พูดอะไรตรงๆ จนบางทีอาจจะถึงขั้นปากเสีย แต่เขาเป็นคนที่มีหัวใจมั่นคงนัก” ใบหน้าของเสี่ยวชิวแดงจัด

“พี่สาวหมายถึงคุณชายลูกเจ้าของร้านหนังสือฟุ่กุ้ยรึเจ้าคะ “

“ใช่ เพื่อนคนเดียวที่พี่รัก เขาชื่อจางเต๋อผิง คนคนนั้นพี่อยากให้เจ้าดูแลหัวใจเขา เจ้าทำได้รึไม่”

“ข้าไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำได้ แต่เพื่อพี่สาวข้าจะพยายามทำให้ดีที่สุด”

เสี่ยวชิวเอ่ยพลางยิ้ม ในเวลานั้นข้าตัดสินใจได้ทันทีว่า เด็กสาวผู้งดงามคนนี้ก็คงมีใจให้เต๋อผิงเช่นกัน เพียงแต่ว่าเวลาเท่านั้นจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ข้าขอให้ท่านแม่รับเสี่ยวชิวเป็นลูกบุญธรรม ท่านสัญญาว่าสอนให้นางค้าขาย ต่อไปนางจะได้มีวิชาความรู้ติดตัว ไม่ต้องเต้นกินรำกินไปตลอด ซึ่งท่านแม่ก็ไม่ได้ขัดข้อง ข่าวดังกล่าวทำให้หลิวหานตงบิดาของเสี่ยวชิวร้องไห้ขอบคุณข้ากับท่านแม่เสียยกใหญ่

อีกแค่วันเดียวแล้วสินะ….ที่ข้าจะต้องเข้าไปรับใช้สกุลอื่น และต้องจากทุกคนที่รักเพื่อไปทำตามข้อแลกเปลี่ยนของคนบางคน เสียงฝีเท้าดังแว่วเข้ามาใกล้ข้าเห็นพี่อี้เหลียนเดินท่าทางร้อนรนเข้ามาในห้อง นางบอกอย่างกล้าๆกลัวๆว่า

“คุณหนูเจ้าคะ คุณชายเต๋อผิงมารอพบที่ต้นไหวหลังบ้านเจ้าค่ะ”

“เฮ้อ…”

ข้าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เรื่องของตัวเองก็เยอะแยะจนผสมกันทำให้ข้าปวดหัวจริงๆ แต่ความความรู้สึกของเต๋อผิงก็มิอาจละเลยได้เช่นกัน เขาถือเป็นผู้ชายที่สำคัญสำหรับข้ารองจากท่านพ่อ การที่ปฏิเสธการแต่งงานกับเขาเพื่อมิตรภาพ แต่เรื่องจะมาแต่งงานกับคนอื่นในเวลารวดเร็ว มันอาจจะทำร้ายจิตใจของเขาก็ได้

ข้าเดินลงจากบันไดชั้นบนออกไปหลังบ้านที่ล้อมรั้วด้วยหินก้อนใหญ่ๆ ที่เรียงกันกั้นพื้นที่กับบ้านคนอื่น ที่นี่ท่านแม่สั่งให้บ่าวทำเป็นสวนขนาดหย่อมในเวลาอันรวดเร็ว ทุกอย่างที่ข้าสูญเสียไปในบ้านใหญ่ ท่านแม่สั่งให้คนจำลองทุกอย่างมาไว้ที่นี่อีกเช่นกัน ข้าพบเต๋อผิงที่ยืนรออยู่ใต้ต้นไหว แต่พอสบตาข้าเขาก็หลบตาลงเสียทันควัน

“เตรียมตัวทันไหม พรุ่งนี้แล้วใช่ไหม ที่เจ้าต้องแต่งเข้าสกุลจ้าว”เขาถามข้าแต่ข้าไม่สนใจที่ตอบคำถามนั้นไม่

“เจ้าโกรธข้าไหม บอกข้ามาก่อน”

เต๋อผิงส่ายหน้าพลางยิ้ม แต่ดวงตาคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ซึ่งข้าก็รู้ว่าเขาโกหก ช่างเป็นผู้ชายที่โกหกได้แย่มาก ในตอนนี้ข้านึกว่าใครเอาน้ำแกงสาดใส่ดวงตาทั้งสองข้างของเขา มันแดงก่ำแฝงไปด้วยความปวดร้าว ข้าพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ร้องไห้ออกมา แต่ข้าก็ห้ามน้ำตาตัวเองไม่ได้

“ข้าจะโกรธเจ้าเรื่องอะไร ในเมื่อนี่เป็นสิ่งที่เจ้าตัดสินใจ เจ้าคงมีเหตุผลของเจ้า ส่วนข้าก็มีเหตุผลของข้าอีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเจ็บหรือสุขสม ข้าจะยอมรับมันและจะทำให้ได้”

เขายกมือขึ้นเช็ดน้ำตา นี่แหละสิ่งที่เขาพยายามจะบอกข้า แทนถ้อยคำที่จะต้องพูด ข้าวิ่งเข้าไปกอดเขา เหมือนกับทุกครั้งที่ข้าทุกข์ใจเป็นเขาคนเดียวที่ต้องอยู่เป็นเพื่อนเขาเพียงคนเดียวที่คอยเช็ดน้ำตา และหาของกินมาทำให้ข้ารู้สึกดี แต่เป็นข้าเองอีกนั่นแหละ…ที่ทำให้เขาเสียใจ

“เต๋อผิง ข้ารักเจ้า เจ้าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของข้า ในความรู้สึกที่เจ้าให้มานั้น ข้ารับรู้ได้” เต๋อผิงกอดข้าตอบเขาร้องไห้จนข้ารับรู้ถึงละอองของหยดน้ำตาที่ลมพัดกระจายไปในวงกว้างแล้วที่เปียกบนเสื้อของเขา

“ดอกบัวที่ข้าเฝ้าถนอม พอเบ่งบานเต็มที่กลับมีผู้อื่นเด็ดไป ผู้อื่นเห็นเจ้าไม่งดงาม แต่ท่ามกลางโคลนตม เจ้ายังยืนหยัดอยู่ได้ ไม่ว่าเจ้าจะมองข้าในฐานะอะไร เจ้าคือดอกไม้ที่งดงามสำหรับข้าเสมอ

“เจ้าโง่ ข้าไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอก ความรักที่เจ้าให้มามีค่าสำหรับข้ามาก และมันจะยืนยาวจากนี้และตลอดไป ถ้ามีผู้หญิงคนไหนได้ความรักจากเจ้าไป ถือว่านางโชคดีนัก ส่วนข้ามันเป็นแค่คนที่เห็นค่าความฝันมากกว่าความรัก เจ้าจะมีความสุขได้ยังไง ถ้าต้องมาอยู่กับผู้หญิงแบบนี้ เจ้าก็พูดราวกับข้าดีกับเจ้านักนี่ ข้ามันขี้เหร่..ข้ามันงี่เง่า..ขี้โวยวาย..แต่งหน้าเองไม่เป็น คิดเหรอถ้าข้าแต่งงานกับใครเขาจะโชคดี”

“แต่เจ้าก็เป็นเจ้าที่เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว เพราะเจ้าเป็นคนแบบนี้ข้าถึงรักเจ้า”

“เต๋อผิง…เจ้าทึ่ม”

ข้าร้องไห้อย่างหมดอาย ใจหนึ่งก็ไม่เข้าใจตัวเองอีกเหมือนกันทำไมถึงไม่ยอมรับเขาไปซะ แต่เพราะเรื่องราวของท่านแม่และท่านพ่อในวันที่เลิกร้างกันต่างฝ่ายต่างกุมมานะทิฐิไว้ ทำให้ไม่สามารถหันกลับมามองกันได้ และถ้ายิ่งการแต่งงานไม่ได้มาจากความรักด้วยแล้ว ต่อไปก็คงเดินต่อไปต่อด้วยกันได้ยาก

“เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ เหลียนฮวา ข้าไม่รู้ว่าพ่อแม่สามีจะดีกับเจ้าไหม คนที่เจ้าจะแต่งด้วยยิ่งแล้วใหญ่ เขาจะดีกับเจ้าด้วยรึเปล่า แต่ถ้าหากเจ้ามั่นใจยินยอมพร้อมเลือกเขาให้เดินร่วมทาง เจ้าต้องเข้มแข็ง แต่ถ้าทางที่เจ้าจะเดินไปนั้นคงเหนื่อยยากนัก แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะรอคอยเจ้าเสมอ”

ข้าสะอื้นไห้ เมื่อน้ำตาของเต๋อผิงหยดลงที่ข้างแก้มของข้า ตัวข้าเองไม่รู้ว่าตัวเองทำถูกหรือผิดที่ตัดสินใจแบบนี้ แต่หากไม่แต่งกับท่านชายเจิน ท่านยายน้อยอาจจะโดนราชสำนักเพ่งเล็ง เพื่อนคนเดียวของข้าบรรจงเช็ดน้ำให้พลางยิ้มบางๆ เขาผละตัวออกพลางเอ่ย

“เจ้าอย่าว่าข้าเลยนะ ถ้าพรุ่งนี้วันที่เจ้าแต่งงาน ข้าจะไม่อยู่ด้วย ยอมรับตามตรงข้าทำใจไม่ได้ เมื่อจะเห็นเจ้าขึ้นรถม้าจากไปที่อื่น เอาเป็นว่าไม่ว่าการแต่งงานที่เจ้าเลือกจะมาจากอะไรก็ตาม ข้าขอให้เจ้าโชคดีมีความสุข”

ข้าพยักหน้ารับ ก่อนจะลาจากเต๋อผิงโบกมือลา พร้อมทั้งหันกลับไปโดยไม่หันกลับมามองข้าอีกเลย

ในขณะที่ท้องฟ้ามืดครึ้มเพราะเป็นเวลาดึกแล้ว ข้ากลับไม่อยากให้ผ่านคืนนี้ไปเลย แต่พอจะหันกายเข้าเรือน เสียงของคนผู้หนึ่งก็ดังแว่วขึ้นมาว่า

“หวังว่าถ้าแต่งงานกับข้าแล้ว เจ้าคงไม่ต้องไปร้องไห้ซบหน้าอกใครนะ เพราะว่าที่ตำหนักของปาเสียนอ๋องบิดาของข้า มีบ่าวไพร่ปากไม่ดีเยอะจนเจ้าคาดไม่ถึงเลยล่ะ ถ้าจะมาเที่ยวกอดกับใครต่อใครที่ไม่ใช่สามี เจ้าอาจจะลำบากก็ได้ อีกอย่างหวังว่าถ้าแต่งงานกันแล้ว เจ้าคงจะไว้หน้าข้าบ้าง!”

คนพูดเดินออกมาในมุมมืดและเดินผ่านข้าไปอย่างไม่สนใจจะรอคอยเอาคำตอบ ข้าตวัดสายตามองร่างสูงในชุดสีดำสนิท ครั้นจะตะโกนไล่หลังเขาก็ไม่อยู่แล้ว!

Don`t copy text!