ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 16 : หยางซู่เจินคือใคร

ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 16 : หยางซู่เจินคือใคร

โดย : อวิ๋นหลง

ชื่นกลิ่นกุสุมา เรื่องราวของโม่เหลียนฮวา หญิงสาวที่โชคชะตาก็ทำให้เธอกลายมาเป็นพระชายาของบุตรชายปาเสียนอ๋อง ตำแหน่งที่มาพร้อมความยุ่งเหยิงในชีวิต แต่นางก็แสนจะเต็มใจ นิยายจีนของ อวิ๋นหลง นักเขียนสาวผู้มีผลงานมาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้คือนิยายจีนเรื่องแรกของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ 

****************************

– 16 –

“คุณหนูเจ้าคะ มื้อเช้าถือเป็นงานใหญ่นะคะ คุณหนูจะทำไหวรึ”

พี่อี้เหลียนเดินไปราวกับหนูติดจั่นสลับกับถอนหายใจไปมา ข้ามองตามนางจนเวียนหัว บางทีข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าในช่วงเวลานั้น ข้าตกปากรับคำเขาไปทำไมนะ รู้ก็รู้ว่าตัวเองทำอาหารได้แย่พอๆกับอาหารหมู แต่ปากดันไม่คัดค้านเขาเสียนี่ พี่อี้เหลียนดูนะหมดความอดทนกับข้า นางหันมาแล้วพูดเสียงเครียด

“คุณหนูเจ้าคะ พรุ่งนี้แล้วนะเจ้าคะ แล้วเราก็มีแค่สองคนเท่านั้น คนของพระชายาจางกับพระชายากั๊วมีเป็นสิบคนแต่อาหารมื้อเช้ามีแต่บ่าวกับคุณหนูเท่านั้น”

“ ข้าจะแกล้งป่วยดีไหม วันพรุ่งนี้ก็ปวดหัว วันต่อไปก็ปวดท้อง เป็นไข้เป็นหวัดหรือข้าซ้อมไอถี่ๆ จะดีไหม”

“ โถ่..คุณหนูจะป่วยวันละโรคขนาดนั้น คนอื่นเขาก็จับได้พอดีเจ้าค่ะ!”

“ ข้าแค่พูดเล่นน่ะ..แต่เรื่องที่ข้าหนักใจมันเป็นเรื่องจริง เฮ้อ..”

ข้าถอนหายใจพลางซบหนหน้าลงกับโต๊ะเขียนหนังสืออย่างเบื่อหน่าย การเป็นเมียใครมันเหนื่อยอย่างนี้นี่เอง อย่างน้อยเรื่องทำกับข้าวกับปลาก็เป็นเรื่องหนึ่งล่ะที่สร้างความยุ่งยากให้กับข้าหลังการแต่งงาน แต่ความคิดหนึ่งแว่บขึ้นมาในสมองว่าท่านยายน้อยให้ตำราอาหารของตระกูลแก่ข้านี่ ข้าปล่อยให้พี่อี้เหลียนเดินไปมา ในขณะที่ตัวข้าเองก็ไปหาห่อหนังสือในห้อง ที่นี่เงียบมากเพราะไม่มีคนอยู่ มาคิดได้บางทีท่านชายเจินคงเข้าวังไปทำงานแล้ว จดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งเขียนด้วยลายมือหวัดๆว่า

“ตั๋วแลกเงินเก็บไว้ใช้จ่ายที่จำเป็น วันนี้ไม่ต้องรอข้า นอนก่อนได้เลย”

“ชิ..ใครจะรอ ข้าสบายใจต่างห่างที่ท่านไม่อยู่”

ข้าเอ่ยคนเดียวแต่ในใจมันกลับรู้สึกต่างออกไป นี่ตัวข้าเองคาดหวังอะไรกันแน่ หวังให้เขามาสนใจรึคิดได้เช่นนั้นก็ได้ แต่สมเพศตัวเองที่คิดอย่างนั้น จู่ๆชื่อของหยางซู่เจินก็ลอยเข้ามาในหัว ที่กลับดึกๆก็คงไปหาแม่คนนั้นเป็นแน่ แต่พอมาคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติของเขา ซึ่งเมื่อการแต่งงานหลอกๆ จบลง ข้ากับเขาก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน

ข้าเปิดหีบใส่หนังสือขึ้นในนั้นมีตำราสุดยอดอาหารอยู่ ข้าเปิดสูตรดูอาหารแต่ละชนิดล้วนแต่ยากสำหรับคนทำเป็นครั้งแรก พอมาคิดเรื่องที่ว่าพระชายาตี้เป็นคนที่มีฝีมือการทำอาหาร ยิ่งลูกสะใภ้ที่แต่งเข้ามาก่อนก็ไม่ใช่คุณหนูหยิบจับอะไรไม่เป็นแต่ละคนมีดีคนละอย่าง ข้ายิ่งกังวลหนักขึ้นไปอีก ข้าเหลือบไปเห็นสูตรทำหมั่นโถวก็ก็คิดอะไรออก เลยคิดว่ามื้อเช้าวันพรุ่งนี้ข้าจะทำข้าวต้มปลากับหมั่นโถวสูตรของหลินอันนี่แหละ พอคิดได้เช่นนั้นข้าเลยวานให้ลุงเหอเรียกหาเด็กนำทางไปตลาดให้ข้า ซึ่งเป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่อย่างน้อยพ่อบ้านและภรรยาของเขาก็ยังให้ความเป็นมิตรกับข้าบ้าง

“พระชายาสามไม่ต้องออกไปเองขอรับ ถ้าหากว่ามีอะไรเรียกใช้ข้าน้อยก็ได้ ทางไปตลาดค่อนข้างจะไกลนัก ถ้าท่านชายสามรู้ข้าก็อาจจะโดนตำหนิได้”ลุงเหอเอ่ยแต่ข้าบอกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น เพราะข้าเติบโตมาในตรอกการค้า หากอาหารเช้าเป็นสิ่งข้ารับผิดชอบการหาเครื่องปรุง ข้าก็ควรจะเลือกเอง ข้ายิ้มให้กับลุงพอบ้านทันทีที่เขาหารถม้ามาให้

คนขับรถม้าชื่อว่าอาหู่เป็นคนรับใช้ใกล้ชิดของท่านชายเจินนั่นเอง เขาเป็นคนคุยสนุกและบอกว่าตัวเองอยู่กับท่านชายเจินมาตั้งแต่เด็ก ข้าเลยพลั้งปากถามออกไปว่า

“พี่หู่ ท่านรู้จักคนชื่อหยางซู่เจินไหม” สีหน้าของอาหู่ดูกังวลอย่างเห็นได้ชัด เขาถึงกับออกแรงฟาดหลังม้าจนมันร้องออกมาเสียงหลง

“พระชายา ทรงทราบชื่อนี้มาจากใครขอรับ”

“ก็มาจากพระชายากั๊วนะสิ ข้าอยากรู้ว่าคนแซ่หยางเป็นใคร”

“บ่าวคงบอกท่านไม่ได้หรอกขอรับ” หากพระชายากั๊วทรงเป็นคนเอ่ยชื่อของ..เอ่อคุณหนูหยางให้ทราบท่านน่าจะไปถามพระชายากั๊วให้สิ้นสงสัย”

“ ที่จริงพระชายากั๊วบอกให้ข้าไปถามท่านชายเจินเอง”

สีหน้าของอาหู่ดูกังวลอย่างเห็นได้ชัด ในใจข้ารู้สึกรำคาญนิดๆว่าเพราะอะไรถึงทำให้บ่าวคนสนิทของท่านชายเจินถึงดูกังวลเช่นนี้

“ อย่าเชียวนะขอรับ ไม่ถามจะดีกว่า”

อาหู่พูดเสียงสูง ข้ามองเขาอย่างสงสัย กะอีแค่คนๆเดียวทำไมเขาต้องตื่นเต้นด้วย แต่นั่นแหละที่ทำให้ข้าอยากจะรู้ขึ้นมาทันที แต่ถ้าเขาไม่บอกข้าคงต้องไปถามท่านชายเจินเองแล้ว สีหน้าและความไม่สบายใจของอาหู่ทำให้ข้าต้องนิ่งเงียบ เขาพยายามชวนข้าคุยเรื่องการแสดงกายกรรมที่ท้ายตรอกจิวอี้หลัว พี่อี้เหลียนบอกว่าอยากไป แต่ข้าห้ามไว้ก่อน เพราะเมื่อซื้อของแล้วข้ายังต้องกลับไปเตรียมโม่แป้งต้มโจ๊กอีก ข้ามีเวลาเตรียมตัวน้อยนัก จึงไม่อยากจะสนใจท่าทางดังกล่าว

“หมั่นโถวร้อนๆจ้า หมั่นโถ่วจากหลินอันจ้า”

เสียงใสๆของเด็กสาวตัวเล็กๆที่ร้องเรียกลูกค้าทำให้ข้าหยุดมอง ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆในตลาดที่อาหู่พามาซื้อของ คนที่เดินผ่านไปมาพากันแวะเวียนมาที่ร้านขายหมั่นโถ่วจนแน่นขนัด ความที่อยากรู้ข้าจึงเดินเข้าไปดู

ภาพที่ข้าเห็นหญิงชราผมขาวโพลนเหมือนหิมะ ถ้าเป็นวัยสาวท่านป้าคนนี้คงจัดเป็นสตรีที่งดงามมากคนหนึ่ง เพราะแม้วันล่วงมาถึงขนาดนี้ ข้ายังไม่เคยเห็นใครงามได้เท่านางมาก่อน แต่อาการคลำผิดคลำถูกทำให้เข้ารู้สึกสงสารนางจับใจ

“หมั่นโถวเผือกร้อนๆไหมเจ้าคะ”

“ใช่ค่ะ ข้าขอหมั่นโถวสักสิบลูกนะคะท่านป้า”

“ท่านเป็นชาวหลินอันรึเจ้าคะ กลิ่นแป้งดอกบัวที่นั่นเลื่องชื่อมาก”

“ท่านได้กลิ่นชื่นกลิ่นกุสุมาหรือคะท่านป้า” ข้าเอ่ยถามอย่างสงสัย กลิ่นแป้งดอกบัวที่ว่าเป็นแป้งเนื้อดีของทางหลินอัน หากน้ำมาผสมกับน้ำมันแล้วนำมาชโลมกายกลิ่นหอมนี้จะติดตัวไปทั้งวัน ท่านแม่ของข้าค่อนข้างพิถีพิถันในการเลือกเครื่องสำอาง ท่านเป็นคนเลือกแป้งและน้ำมันหอมให้ข้าด้วยตัวเอง

ท่านป้าคนนั้นยิ้มน้อยๆเอ่ยพลาง หยิบหมั่นโถวห่อใส่กระดาษให้ข้า มีแต่สาวๆชาวหลินอันเท่านั้นทีใช้แป้งหอมกลิ่นนี้ แถมคนที่ใช้ต้องมาจากตระกูลจางที่มีเชื้อสายพ่อค้านายอากรหลวงอีกต่างหาก กลิ่นน้ำมันที่ผสมมาจากต่างดินแดน

“ท่านป้าเป็นชาวหลินอันรึเจ้าคะ ท่านแม่ของข้าคือคนในตระกูลจางเจ้าคะ”

“อ้าว จะคุยกันอีกนานไหม แล้วข้าจะได้กินไหมเนี่ย” คนที่ต่อแถวหลังข้าบ่นเสียงดังอย่างไม่พอใจนัก จนลูกสาวของท่านป้าหันมามอง

“ข้าจะแถมให้นายท่านนะเจ้าคะ พอดีเจอคนบ้านเดียวกันเลยถามข่าวกันนิดน้อย นายท่านอย่าได้อารมณ์เสียเลยเจ้าค่ะ” ข้าจ่ายเงินและรับขนมมาถือไว้

“วันหลังข้าจะมาใหม่นะคะ น้องสาวบ้านของเจ้าอยู่ไหนจ้ะ ข้าเอ่ยถามบุตรสาวของท่านป้า นางชี้ไปที่เพิงที่ปลูกไว้ลวกๆข้างหลังวัดต้าไห่ ข้ารู้สึกสังเวชใจนักแต่ก็ไม่สะดวกจะสนทนาต่อ ได้แต่คิดในใจว่า ถ้าได้มาตลาดอีกข้าจะมาอุดหนุนท่านป้าอีกแน่นอน ความที่เป็นคนบ้านเดียวกันทำให้ข้าอยากช่วยเหลือนาง

“กลับกันเถิดขอรับ ออกมานานแล้ว เดี๋ยวพระชายาอาจจะถามหาได้” อาหู่พูดพลางเร่งให้ข้ารีบขึ้นรถม้าเร็ว ความรู้สึกเหมือนกับตัวเองเดินเข้าคุกอย่างไรอย่างนั้น

มื้อค่ำวันนั้นข้ายิ่งกดดันหนักเมื่อเห็นอาหารของพระชายาจาง บ่าวไพร่ที่ติดสอยห้อยตามช่วยกันทำอาหารรสเลิศถึงห้าอย่าง ท่านอ๋องแปดเอ่ยปาชมเรื่องน้ำแกงที่ตุ๋นจากเนื้อแกะว่ากลมกล่อมยิ่งนัก พระชายาจางหันมามองหน้าข้า ทำเอาข้าแทบสำลักเพราะคำถาม

“ไม่รู้ว่าสะใภ้สามจะทำอะไรให้ พวกเราชิมได้ข่าวมาว่าจากโฮ่วถังถึงต้าซ่ง ตระกูลจางมีสุดยอดโอชาห้าในเจ็ดอย่าง”

“ นั่นสิ ช่างโชคดีเหลือเกิน”

พระชายากั๊วเอ่ยสำทับ ข้าได้แต่ยิ้มแห้งๆ เพราะอาหารที่ข้ามันสุดแสนจะธรรมดา เรื่องห้าสุดยอดโอชาคิดว่าข้าจะรู้เรอะ วันๆ ข้าเอาแต่เขียนหนังสือแต่งกลอนและสมองก็คิดหาหนทางทางที่จะหลบหลีกหาที่ซ่อนหนังสือ ตราบที่ท่านพ่อจะยังไม่จับได้ เรื่องหุงข้าวให้กินได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องยากแล้วสำหรับข้า

“ต้องอร่อยอยู่แล้วสิ พ่อรอกินฝีมือของเจ้าอยู่นะ เหลียนฮวา”

ข้ายิ้มให้ท่านอ๋องโดยไม่พูดอะไรต่อตลอดมื้ออาหารเย็น ช่วงเวลานั้นข้าได้แต่มองโต๊ะกินข้าวที่ว่างเปล่า วันแรกของการอยู่ที่นี่ข้าโดดเดี่ยวสิ้นดี

“ไม่ต้องรอ ลูกสามหรอกนะ รายนั้นกลับบ้านไม่เป็นเวลา แต่พ่อครัวจะทำซุปอุ่นๆไว้รอ เจ้าก็ช่วยเตรียมก็พอ” พระชายาตี้เอ่ยขึ้นมาลอยๆ ข้าได้แต่พยักหน้ารับ ก่อนจะเดินออกจากห้องกินข้าวไป

“ข้าจะรอท่านพ่อ และข้าต้องได้นอนกับท่านพ่อด้วย”

“ ตอนนี้ไม่ได้นะขอรับท่านชายน้อย ตอนนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน”

“ ไม่เหมือนยังไง ท่านพ่อเตี้ยลงหรือสูงขึ้นหรือที่เปลี่ยนไป เพราะเจ้าเอาหัวลามาครอบหัวตัวเองไว้”

เสียงของหยินจงทำให้ข้าต้องเยี่ยมหน้าออกไปมอง อาหู่เอามือเดินไปเดินมาราวกับหนูติดจั่น ล่วงเข้ายามดึกสงัดแล้ว แต่นายน้อยของบ้านกลับยังไม่นอน ร่างเล็กๆสูงกว่าเอวยืนมองบ่าวคนสนิทของท่านชายเจินท่าทางเอาเรื่อง

“พระชายา ขออภัยที่บ่าวดูแลท่านชายน้อยไม่ดี ท่านชายบอกว่าจะรอพระบิดาขอรับ”ข้าพยักหน้าก่อนจะก้มลงเพื่อพูดกับเขา

“หยินเอ๋อร์เด็กดี ทำไมไม่นอนจ๊ะ”

“ข้านอนไม่หลับ ข้าจะรอท่านพ่อ แต่ท่านพ่อยังไม่มา เข้ามาในห้องนี้ก่อนก็ได้” ข้าเอ่ยพลางยื่นมือให้เขา หยินจงมองหน้าข้าด้วยความรู้สึกที่คาดเดาไม่ได้ เขาก้าวเข้ามาในห้องก่อนจะเดินเข้าไปนอนที่เตียง

“ท่านชายน้อยไม่ได้นะขอรับ ถ้าเรื่องท่านย่ารู้ต้องดุท่านแน่ ที่เรือนตะวันออกบ่าวไพร่ก็จะเดือดร้อนด้วย บ่าวขอทูลครั้นจะนอนที่นี่ก็ไม่ได้ใหญ่”

“ทีเมื่อก่อนข้านอนได้ แต่ทำไมตอนนี้ถึงนอนไม่ได้ใครมันมาเขียนกฎบ้าบอไว้ช่วยบอกข้าที”อาหู่หันหลังแอบไปกัดนิ้วตัวเองเพื่อระงับอารมณ์ ข้าเองก็เห็นใจเขา เพราะรู้มาบ้างว่าหยินจงเป็นเด็กเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจ

“พี่หู่ ให้เขาอยู่ที่นี่แหละ วันนี้เขาจะค้างที่นี่ คงไม่เป็นไรหรอกกระมัง แต่ว่าพระชายา ถ้าทำเช่นนั้นบ่าวเรือนตะวันออกต้องบกพร่องต่อหน้าที่”

“ข้าจะรับผิดชอบเอง พี่หู่ไปนอนเถิด” คำสั่งนั้นถือเป็นที่สิ้นสุด บ่าวรับใช้ออกไปด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก หยินจงยิ้มให้ข้าพลางเอ่ย

“ข้าคิดว่าท่านจะไม่เข้าข้างข้าเสียแล้ว เอาเป็นว่าข้าจะดีกับท่านแต่ข้าไม่เรียกท่านว่าแม่แน่นอน”

“ตามใจเจ้าเถิด จะเรียกอะไรก็แล้วแต่” ข้าพูดก่อนจะจูงเขามานั่งที่เตียง เด็กชายคนนี้ผิวขาวละเอียดดวงตาสุกใส หากโตขึ้นไปคงเป็นชายหนุ่มรูปงามแน่ๆ

“พี่เหลียนฮวา ข้าจะเรียกท่านว่าพี่ก็แล้วกัน ตอนแรกข้าไม่คิดว่าท่านพ่อจะแต่งงานด้วยซ้ำ ยิ่งแต่งกับที่หน้าตาใกล้เคียงบ่าวเก็บขี้ม้า ข้าเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่ดูเหลือเชื่อมาก” ข้ายิ้มทั้งที่โกรธจนลมออกหู หนอย..เจ้าเด็กคนนี้ อายุแค่เจ็ดขวบพอพูดดีหน่อย มาวิจารณ์หนังหน้าข้าเสียแล้ว

“พี่หน้าตาแย่มากเลยรึ ในสายตาเจ้า”

“ ใช่ ถ้าเทียบกับกับคนรักเก่าของท่านพ่อ ท่านห่างไกลหลายขุมนัก แต่ถ้าท่านพ่อยอมแต่งงานด้วยข้าคิดว่าคนคนนั้นต้องมีอะไรดี”

มันเป็นการแต่งงานหลอกๆ จ้า พ่อหนูน้อย

ข้าเอ่ยเถียงในใจแต่หัวใจก็เสียวจนเจ็บแปลบที่หยินจงพูดถึงคนรักเก่าของท่านชายเจิน เด็กตัวน้อยยิ้มให้ข้าก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียง หยินจงมีน้ำใจขยับที่ให้ข้าขึ้นไปนั่งด้วย อย่างน้อยที่สุดความไร้เดียงสาของเขาก็ทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

“ท่านคิดถึงท่านแม่ไหม ข้าจำหน้าท่านแม่ของข้าไม่ได้เลย”

“ คิดถึงสิ ตอนนี้ที่หอจันทร์เสี้ยวอาจจะกำลังยุ่ง”

“ ท่านยังดีนะที่มีท่านแม่ แต่ข้ามีท่านพ่อเท่านั้น ถ้าท่านพ่อมีน้องใหม่ ท่านพ่ออาจจะทอดทิ้งข้าไปก็ได้”

“ไม่หรอกจ้ะ ท่านพ่อจะไม่ทำอย่างนั้น ท่านพ่อรักหยินจงมากนะ ความรักที่มีให้ลูกทุกคนเท่ากันไม่มีทางมากหรือน้อยไป”พูดมาถึงตรงนี้ข้ากลับเจ็บปวดเอง คิดถึงท่านพ่อที่เอาแต่รักพี่ชาย หยินจงเอามือเช็ดน้ำตาให้ข้าซึ่งมันไหลออกมาตอนไหนก็ไม่รู้

“ท่านร้องไห้อีกแล้ว ไหนท่านสัญญากับท่านพ่อแล้วไงว่า จะไม่ร้องไห้ ท่านจะผิดสัญญารึ”

“เปล่าๆ บางอย่างพี่ก็บังคับมันไม่ได้ เรื่องน้ำตาที่ไหลน่ะเจ้าอย่าใส่ใจเลย”

“ ได้ยังไง ท่านอยู่ต่อหน้าข้านะ ท่านพ่อสอนว่าลูกผู้ชายต้องไม่ทำผู้หญิงร้องไห้ ถ้าใครมาเห็นตอนนี้คงคิดว่าข้ารังแกท่าน”

คำพูดไร้เดียงสานั่นทำให้ข้าเกือบจะหัวเราะออกมาแล้ว เด็กตัวกะเปี๊ยกพูกเรื่องความเป็นสุภาพบุรุษกับข้า

“ก็ได้พี่ให้สัญญาแต่ หยินจงต้องนอนก่อนนะ เด็กๆนอนดึกจะตัวเตี๊ย”

“ ท่านก็คงนอนดึกเพราะตัวท่านเตี๊ยกว่าพระชายาจางอีก”

ข้ากลอกตาไปมาพลางยิ้มเย็นๆ เด็กชายแสนซนพูดเรื่องของเขาให้ข้าฟัง จนกระทั้งผล็อยหลับไป ทั้งๆที่นอนซบบนไหล่ข้า เสียงคนเปิดประตูเข้ามาทำให้ข้ามองที่มาของเสียง

“อาหู่บอกว่าหยินจงมาที่นี่ เขามากวนเจ้ารึเปล่า”

“เปล่าค่ะ เขาหลับแล้ว ท่านชายมาก็ดีแล้ว ข้าจะไปนอนที่ฟูกนั่น หิวไหมคะ”

“หิว” ท่านชายเจินบอกเพียงสั้นๆ พลางจัดท่านอนให้ลูกบุญธรรมให้เรียบร้อย ข้าขยับตัวออกห่าง เพราะจะเดินเข้าไปโรงครัวเพื่ออุ่นน้ำแกงที่พ่อครัวทำกับเอาหมั่นโถวเผือกงาดำมาด้วย

ทั้งเขาและข้าไม่ได้สนใจอะไรกันมากนัก ข้าทำหน้าที่ของข้าเป็นภรรยาจอมปลอม ส่วนเขาเองก็ดูเหมือนว่าจะมีหลายเรื่องราวให้คิดมากมายนัก ข้าเอาน้ำแกงกับหมั่นโถวมาวางไว้ให้เขาก่อนจะเดินไปที่ฟูกที่จัดไว้ แต่เขากลับดึงมือข้าไว้ก่อน

“ลำบากเจ้าแล้ว ขอบใจมากเป็นครั้งแรกที่มีคนเตรียมอาหารมื้อดึกไว้ให้ข้าโดยที่ไม่ใช่บ่าว”

“ ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียง” ข้าไม่อยากจะพูดมากจึงถามออกไปว่า

“ ท่านยังต้องการอะไรอีกไหม”

“ ไม่แค่นี้ก็ลำบากเจ้าแล้ว อาหู่บอกว่าเจ้าไปตลาดมาพรุ่งนี้ต้องเตรียมมื้อเช้าแล้วสิ ลำบากเจ้าจริงๆ ที่จริงเจ้าปฏิเสธไปก็ได้นะ เรื่องทำอาหารบ้าบอนั่นไม่น่าจะกำหนดให้วุ่นวายเลย นั่งลงก่อนสิ เหลียนเอ๋อร์”

ข้าหน้าแดงจัดที่ท่านชายเจินพูดอย่างนั้น เขายิ้มก่อนจะดึงข้าให้นั่งลงที่เก้าอี้ บางทีก็ไม่เข้าใจว่าเขาจะให้ข้านั่งลงทำไม เขายกน้ำแกงขึ้นมากินพลางหยิบเอาหมั่นโถวมากัดคำหนึ่ง

“อ๊ะ!”

“มีอะไรรึหรือหมั่นโถ่วมันเย็นไปไม่อร่อย”

“ เปล่า มันเหมือนกับที่ข้าเคยกินตอนเด็กๆ รสชาตินี้เลยเจ้าทำเองรึ” ข้าส่ายหน้าน้อยๆพลางเอ่ย

“เปล่าค่ะ ข้าซื้อมา ตอบด้วยความสัตย์จริงข้าทำอาหารได้แย่มากไม่สมเลยที่เป็นลูกหลานแม่ครัวหลวง”

ข้าเอ่ยพลางบอกกับเขาท่าทางหนักใจ ท่านชายเจินมองหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ มันก็น่าจะใช่นะ เพราะที่หอจันทร์เสี้ยวขายอาหารมากมาย แต่ข้ากลับทำอะไรไม่เป็นเลย ช่วงที่ข้าคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้น มือเย็นๆก็มาแตะที่แก้มของข้าพลางเอ่ย

“แต่ข้าเชื่อว่าเจ้าจะทำได้ดี เอาเป็นว่าข้าจะเป็นคนกินคนแรกเอง”ถ้อยคำจากปากเขาทำให้ใจข้าอบอุ่นใจนัก ในตอนนี้ข้าคิดว่า ถ้าหากนี่ไม่ใช่การแต่งงานหลอกๆ ข้าคงจะมีความสุขไม่น้อย ความรู้สึกดังกล่าวมันไม่ใช่เรื่องสมควรนักหรอก เพราการคิดเข้าข้างตัวเองไปรังแต่จะทำให้ใจข้าเจ็บปวดมากกว่าเดิม ช่วงเวลาดังกล่าวทกให้ข้าเอ่ยปากถามเรื่องที่ใจสงสัยออกไป

“ท่านชายคะ”

“มีอะไรรึ”

“หยางซู่เจินคือใครกันคะ”

Don`t copy text!