ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 17 : บางอย่างก็ไม่ควรถาม

ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 17 : บางอย่างก็ไม่ควรถาม

โดย : อวิ๋นหลง

ชื่นกลิ่นกุสุมา เรื่องราวของโม่เหลียนฮวา หญิงสาวที่โชคชะตาก็ทำให้เธอกลายมาเป็นพระชายาของบุตรชายปาเสียนอ๋อง ตำแหน่งที่มาพร้อมความยุ่งเหยิงในชีวิต แต่นางก็แสนจะเต็มใจ นิยายจีนของ อวิ๋นหลง นักเขียนสาวผู้มีผลงานมาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้คือนิยายจีนเรื่องแรกของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ 

****************************

– 17 –

“เจ้าไปรู้มาจากไหน!”

เสียงนั้นไม่ดังแต่กลับทำให้ข้านึกกลัวได้ รอยยิ้มจางๆ ที่เผยออกกลับหายไป ราวกับคำๆนี้เป็นคำต้องห้ามอย่างไรอย่างนั้น

“ข้าไม่รู้หรอกค่ะ พระชายาจางกับพระชายากั๊วเอ่ยขึ้นมา แต่ก็ไม่บอกว่าเป็นใคร ในเมื่อไม่รู้ข้าจึงมาถามท่าน พอจะถามพี่หู่เขาก็ไม่ยอมบอกข้า”

ท่านชายเจินลุกขึ้นเขาวางหมั่นโถวไว้และไม่สนใจมันอีก ทั้งๆที่บอกว่าหิว เขากินหมั่นโถวครึ่งก้อนยังไม่หมดด้วยซ้ำ

“ ท่านชายคะ เป็นอะไรไป หยางซู่เจินเป็นใครกันคะ”

“ ห้ามเอ่ยชื่อนี้ให้ข้าได้ยินอีก เรื่องบางเรื่องคนนอกอย่างเจ้าไม่สมควรรู้ ถึงจะแต่งงานมาเป็นภรรยาข้า ก็คิดเสมอว่าเราแต่งงานกันเพราะอะไร เรื่องส่วนตัวของข้าอย่ามายุ่ง!”ท่านชายเจินพูดเสียงดังข้าทำอะไรผิดไปรึ ข้าก็แค่ถามเขามองหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ข้าสุดที่จะทนจึงพูดออกไปว่า

“ท่านไม่ต้องมาย้ำหรอกว่าเราแต่งงานกันเพราะอะไร ความสัมพันธ์ของเราน่ะ มันก็เหมือนต้นไม้ใหญ่กับกาฝากนั่นแหละ ข้าไม่ได้ว่าเป็นอย่างอื่นสักหน่อย รู้ดีว่าโลกของท่านมันคนละใบกับข้า แต่เพราะคนอื่นพูดขึ้นมา ข้าไม่รู้ข้าจึงมาถามท่าน”

“โม่เหลียนฮวา!”

“ไปนอนเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะทำหน้าที่ของข้าให้ดี ถ้าหากหมดเรื่องวุ่นวาย ช่วยเขียนใบหย่าลงนามและวันเวลาให้เรียบร้อยด้วย ข้าจะได้กลับหอจันทร์เสี้ยว” ข้ายกถาดน้ำแกงหนีออกมาที่โรงครัวโดยไม่สนใจว่าท่านชายเจินจะมีท่าทียังไง ในความมืดที่พร่างพราวและดวงดาวนับล้านดวงนั้น ไม่มีใครเห็นใช่ไหม ข้าจะร้องไห้ล่ะนะ

เมื่อคืนนี้ข้าไม่ได้กลับไปในห้องอีกเลย ข้าไปนอนกับพี่อี้เหลียนที่เรือนคนใช้ จนกระทั่งยามสาม ข้าต้องตื่นขึ้นมาทำอาหารโดยที่มีพี่อี้เหลียนเป็นลูกมือ ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องที่น่าหนักใจนัก เพราะคนที่ไม่เคยจับตะหลิวแม้เพียงครั้งเช่นข้า กลับต้องมาทำอาหารเลี้ยงคนเกือบทั้งเรือน ข้ายึดหลักว่าอาหารเช้าสำคัญที่สุดเพราะถ้าท้องอิ่ม การทำงานย่อมราบรื่นด้วย แต่ก็ยังโชคดีนักที่ข้ายังมีพี่อี้เหลียนช่วย

“วันนี้ข้าจะทำโจ๊กปลากับหมั่นโถวเผือกงาดำ วันนี้หลังมื้ออาหารแล้วข้าจะทำผักดองสามสี พี่อี้เหลียนช่วยชำแหละปลาเป็นชิ้นหั่นแบบลูกเต๋าให้ข้าที ข้าจะโม่แป้งเตรียมทำหมั่นโถว” พี่อี้เหลียนวิ่งหน้าตื่นมาหาข้าพลางเอ่ย

“ให้บ่าวทำหมดเถิดเจ้าค่ะ บ่าวที่นี่ก็กระไร นอนตื่นสายกว่านายอีก คุณหนูจะโม่แป้งไหวไหมเจ้าคะ”

“ไหว”ข้าตอบสั้นๆ พลางรีบไปโม่แป้งก่อนจะเอาเผือกไปนึ่ง ในเวลานี้ข้านึกรักลุงหวังพ่อครัวของหอจันทร์เสี้ยวที่ทำงานเป็นพ่อครูเกือบยี่สิบปีเต็ม นี่เป็นอาหารที่ไม่ยุ่งยาก แต่ข้ากลับทำไม่ได้ ท่าทางเก้ๆกังๆนั้น ทำให้พี่อี้เหลียนทนไม่ได้ ถึงขนาดจะมาช่วยข้าโม่แป้ง ทั้งๆ ที่ตัวเองยังไม่ชำแหละปลาด้วยซ้ำ

“ข้าทำได้ พี่ไปทำเรื่องที่ข้าไหว้วานเถิด”

“ เฮ้อ..ตอนแรกนึกว่าคุณหนูจะสบายได้เป็นถึงพระชายาของบุตรชายท่านอ๋อง แต่กลับต้องมาลำบากทำอาหารเช้าให้คนทั้งเรือนทาน คุณหนูเขียนจดหมายไปขอให้ผู้ช่วยพ่อครัวของร้านเรามาช่วยสิเจ้าค่ะ พี่อวี้ถานก็ได้เจ้าค่ะ นางทำกับข้าวเก่งมาก”

“ปัญหาของข้า ข้าจัดการเองได้พี่ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าหากสิ่งที่ข้าไหว้วานมันลำบากพี่ ก็กลับเข้าไปนอนเถิด”

ข้าพูดตัดบท ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าที่พี่อี้เหลียนพูดไปก็เพราะกังวลว่าข้าจะลำบาก ก็ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาโม่แป้งออกแรงเยอะ จนรู้สึกเจ็บมือไปหมด ว่าล่ะนะข้าเคยจับแต่พู่กันหรือไม่ก็ดีดลูกคิด พอมาทำอะไรอย่างนี้บ้าง มือของข้ากลับเจ็บปวดอย่างไม่เคยเป็น พี่อี้เหลียนถอยหลังออกไปทำงานที่ข้าสั่งอย่างเศร้าๆ แต่ในเวลาเช่นนี้ข้าไม่มีเวลาขอโทษนางหรอก ข้าใช้เวลาโม่แป้งและเอาเผือกที่นึ่งแล้วมานวดให้เข้ากัน ส่วนผสมที่เป็นสูตรลับของตระกูลถูกนำมาใช้

แต่คนที่เคยทำครั้งแรกใช่ว่ามันจะอร่อย ข้าปั้นแป้งหมั่นโถวไม่ได้ใกล้เคียงของกินได้เลย ดูเผินๆเหมือนอุจจาระของสุนัข ช่วงที่ข้ากำลังสิ้นหวังอยู่นั้นพี่อี้เหลียนก็มองมาเห็นเข้าพอกดี นางก็รีบมาปั้นหมั่นโถวพลางเอ่ย

“ที่จริงมันต้องฝึกอีกมากนะเจ้าคะเรื่องทำอาหาร สำหรับบ่าวที่แอบมองพ่อครัวอยู่ไกลๆ คงปั้นได้เท่านี้แหละเจ้าค่ะ”

“ แต่มันก็ดูสวยกว่าของข้าแหละ พี่อี้เหลียน พี่โกรธข้ารึเปล่า”

“เปล่าเจ้าค่ะ” พี่อี้เหลียนบอกพลางก้มหน้า แต่ถึงไม่บอกสีหน้าของนางก็ไม่ได้ดีขึ้นมาเลย

“ข้าขอโทษ อย่าโกรธข้าเลยนะ มีหลายอย่างจริงๆ ที่ข้ากลัดกลุ้มและกลัวว่าจะทำได้ไม่ดี ข้าเคยทำทุกอย่างได้ดีเพราะเรื่องของตระกูลท่านตาที่เป็นแม่ครัวหลวงมาก่อน ทำให้สองบ่าของข้าในเวลานี้หนักอึ้งจนบรรยายไม่ถูก ข้าไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง แถมไม่รู้ว่าตัวเองจะสู้ไหวไหม ข้าไม่ได้ตั้งใจที่จะตำหนิพี่หรอกนะ ข้ากำลังกลัวต่างหาก กลัวว่าจะทำได้ไม่ดี”

ข้าพูดพยายามเหลือเกินที่จะไม่คิดถึงเรื่องเมื่อคืน สีหน้าและแววตาของท่านชายเจินทำให้ข้าเจ็บปวด ข้าอยากจะเดินออกจากเรือนหลังนี้นัก แต่ก็เกรงว่าท่านยายน้อยจะไม่ปลอดภัย อีกทั้งหน้าตาที่ปั้นแต่งว่าตัวเองคือพระชายาสามของบุตรชายปาเสียนอ๋อง ทำให้ข้าเดินออกไปในเวลานี้ไม่ได้ มือเปื้อนแป้งของพี่อี้เหลียนจับกุมมือข้าไว้แน่น นั่นแหละที่ทำให้ข้าเผลอร้องไห้ออกมา

“คุณหนูเจ้าขา บ่าวไม่เคยโกรธคุณหนูเลยเจ้าค่ะ คุณหนูคงมีเรื่องที่ต้องให้คิดมากมาย ไหนจะคิดถึงบ้าน ไหนจะต้องเรียนรู้กฎเกณฑ์ของจวนท่านอ๋องอีก มือที่ไม่เคยจับตะหลิวปั้นหมั่นโถวแม้เพียงครั้ง ยังตั้งใจทำถึงขนาดนี้ ต่อให้คุณหนูจะตีบ่าวก็ไม่โกรธหรอกเจ้าค่ะ”

ในตอนนั้นแหละที่น้ำตาของข้าไหลออกมาพรั่งพรูจนไหลปนไปกับแป้งหมั่นโถวแล้วในเวลานี้

ข้าใช้เวลาเกือบสามชั่วยามของวันนั้นทำอาหารง่ายๆเสร็จ บ่าวไพร่รับใช้ส่วนกลางเดินเข้ามาในครัวอย่างเฉื่อยชา แต่ยังดีที่พี่หู่มีปากเสียงบอกให้สาวๆ บ่าวรับใช้ปลายแถวมาช่วยข้าได้บ้าง อาหารทั้งหมดจึงถูกวางอยู่บนโต๊ะของท่านเจ้าบ้าน

ทันทีที่ทุกคนเข้ามาในห้องเพื่อเตรียมตัวกินอาหารเช้า บรรดาบ่าวไพร่ของสะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองก็เข้ามารับใช้นายจนเต็มห้อง นี่สินะการวัดความสำคัญกันของจวนท่านอ๋อง ข้ามีแค่พี่อี้เหลียนคนเดียว ทุกคนยิ้มให้ข้าแต่สามีตัวดีกลับเฉยเมย จะโกรธด้วยเรื่องอะไรข้าไม่รู้หรอก แต่ในเวลาที่เขาไม่มองมาที่ข้ามันเจ็บปวดสิ้นดี

“อาหารมื้อเช้ามีคนทำแล้วสินะ กลิ่นหอมลอยไปถึงห้องพ่อ ลำบากเจ้าแล้วเหลียนฮวา คำพูดของท่านอ๋องแปดทำให้ใจข้าชื้นขึ้นมาบ้าง ข้าพยายามฝืนยิ้มทั้งๆที่เหนื่ออ่อนจนยิ้มไม่ออก

“อาหารง่ายๆนะเจ้าค่ะ โจ๊กปลาต้มน้ำขิง แล้วก็หมั่นโถวเผือกงาดำ”พระชายาตี้มองสิ่งที่ด้วยความไม่พอใจ

“ ใครใช้ให้เจ้าทำหมั่นโถวเผือก แม่ครัวใหญ่ไม่บอกรึว่าจวนแห่งนี้ห้ามทำหมั่นโถวเผือกขึ้นโต๊ะ”

“ข้าไม่ทราบค่ะว่ามันเป็นของต้องห้าม ข้าคิดว่าถ้าหากทำหมั่นโถวท่านชายเจินคงชอบ”ข้าเอ่ยออกมาในสุด เป็นครั้งแรกที่เขามองมาที่ข้าแปลกไปกว่าเมื่อเกิน ข้ามองเขาแต่ก็ต้องก้มหน้าลงและไม่พูดอะไรตอบ

“เอาเถิดน่า พระชายา ไหนๆ ลูกก็อุตส่าห์ทำแล้ว เราก็กินให้มันหมดคราวหน้าก็บอกนางไว้ว่าอย่าได้ทำอีกก็พอ” ท่านอ๋องพูดเหมือนตัดบท แต่พระชายาใหญ่กลับพูดออกมาว่า

“ขนมนี้คนทั่วไปอาจจะไม่รู้ แต่ว่าในราชสำนักโดยเฉพาะบนโต๊ะเสวยของฝ่าบาท ห้ามให้มีขนมชนิดนี้เป็นเครื่องว่าง เหล่าเชื้อพระวงศ์ต่างก็พากันไปกินหมั่นโถวธรรมดาเสียมากกว่า แม้ไม่ใช่กฎข้อบังคับแต่ก็ถือว่าเป็นหลักที่ควรปฏิบัติ”

“ นี่มันก็แค่หมั่นโถวเผือกธรรมดาๆ แค่อยากกินทำไมต้องกฎเกณฑ์อะไรมากมายด้วยคะ คนเราแค่อยากกินก็กินเท่านั้น ในเมื่อคนชั้นสูงไม่ชอบมันแต่คนธรรมดาอาจเห็นมันเป็นของล้ำค่าก็ได้” ข้าเอ่ยเถียงอย่างอดเสียไม่ได้ พระชายาจางมองหน้าข้าพลางยิ้มเยาะ ส่วนพระชายากั๊วพูดขึ้นมาว่า

“อย่างที่ท่านพ่อตรัส ถ้าเรากินหมดแล้วก็น่าไม่มีปัญหาอะไร ข้าจะสั่งบ่าวไพร่กำชับพวกเขาเรื่องนี้เอง ท่านแม่อย่าได้กังวลเลยนะเพคะ”

“เอาไปทิ้งเสีย ส่วนเจ้า..โม่เหลียนฮวา เข้ามาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วันกับสะใภ้ใหญ่เจ้ายังไม่เคารพและต่อหน้าข้าเจ้ายังกล้าต่อปากต่อคำ ช่างทำตัวน่ารังเกียจนัก”

ข้ากำมือแน่นไม่รู้จะตอบโต้พระชายาตี้อย่างไรดี ในความคิดหนึ่งที่พระองค์บอกว่าจะเอาหมั่นโถวไปเททิ้ง ข้ากลับนึกถึงสีหน้าของพี่อี้เหลียนเวลาปั้นหมั่นโถว สิ่งนั้นทำให้ข้าตัดสินใจเอาหมั่นโถวทั้งหมดสิบเอ็ดลูกเทรวมกันใส่กระจาดพลางเอ่ย

“ในเมื่อมันเป็นของต้องห้าม แต่สำหรับข้าคนที่ทำมันมา แม้รูปร่างมันจะไม่ดีนัก แต่ข้าก็ภูมิใจนักเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ข้าทำอาหารเป็น ข้าจะกินเอง หากมีสิ่งใดข้าไม่รู้อ่อนด้อยข้าให้ทุกคนที่ช่วยสั่งสอนข้าด้วยนะคะ ข้าเกิดมาก็เคยชินกับการเป็นคนธรรมดา เรื่องที่คนชั้นสูงทำได้หรือทำไม่ได้ข้าหาได้รู้ไม่เลย”

“ เจ้า!”

ข้าไม่ฟังเสียงของพระชายาตี้ การกระทำของข้ามันดูเหมือนกับไร้มารยาทนัก แต่ทำไมล่ะถึงไม่ไม่มีใครเห็นใจข้าบ้าง ข้าวิ่งถือกระจาดใส่หมั่นโถวออกมาจากห้องกินข้าวทั้งน้ำตา เป็นครั้งแรกที่ข้าถามตัวเองว่า ข้าคิดถูกหรือผิดที่มาที่นี่ ข้ามาให้คนสูงศักดิ์พวกนี้เหยียดหยามรึ ข้านี่มันโง่สิ้นดี

“โม่เหลียนฮวา”

เสียงของท่านชายเจินตามหลังมาไม่ห่างนัก ข้าไม่ได้หยุดหรือเดินช้าลงเลย ช่างสิ..แล้วแต่ใครจะโกรธอีก ข้าจะเก็บเสื้อผ้าแล้วจะหาทางส่งจดหมายบอกท่านยายน้อยให้ออกจากวังวนของคนพวกนี้ ยังไงๆ การแต่งงานของข้ามันก็แค่เรื่องหลอกลวงเท่านั้น มือหนาข้างหนึ่งดึงแขนข้าสุดแรงจนหมั่นโถวหล่นลงพื้น สุดจะทนข้าหันมามองท่านชายเจินอย่างเหลืออด

“อย่ามายุ่งเรื่องของข้า มันเรื่องส่วนตัวของข้า ท่านอย่ามายุ่ง”

“ตกลงเจ้าโกรธใครกันแน่”

“ ข้าไม่รู้ รู้แต่ว่า ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ปัญหาอะไรของพวกท่านก็จัดการเองเถิด ข้าไม่อยากรับรู้ด้วยแล้ว ท่านรู้ไหมข้านอนไม่หลับทั้งคืน ในหัวก็คิดมาตลอดว่าจะทำอะไรดี ลุกขึ้นมาตั้งแต่ยามสาม เพื่ออะไรล่ะล่ะ …เพื่ออะไร”

ข้าเอ่ยพลางนั่งลงเก็บหมั่นโถวใส่กระจาด มือข้างหนึ่งก็เอาแขนเสื้อเช็ดน้ำตา ท่านชายเจินไม่พูดอะไรออกมานอกจากนั่งลงจับมือข้าไว้มั่น

“เหลียนเอ๋อร์ เจ้าโกรธข้ารึ เรื่องเมื่อคืน”

“ ข้าไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายชีวิตท่าน ชีวิตของใครก็ของมัน ข้าคือข้า ท่านก็คือท่าน เราไม่เกี่ยวข้องกัน”

“แต่เจ้าเป็นเมียข้า”คำพูดนั้นทำให้ข้าหันไปมองหน้าเขา ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ทุกอย่างไม่ใช่ความจริงดูเหมือนจะทำให้ข้าทวีความโกรธไปอีกเท่าตัว

“ในเมื่อท่านรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร ปล่อยมือข้าได้แล้ว” เขาไม่ยอมปล่อยมือข้า ให้ตายเถิดผู้ชายคนนี้จะเล่นอะไรกับความรู้สึกของข้ากันแน่ เขาดึงข้าเข้าไปกอดแน่น แต่ข้าก็พยายามขัดขืนพยายามดิ้นให้ตัวเองหลุดจากอ้อมกอดของผู้ชายไร้หัวใจนั่นแต่เขาก็ไม่ยอมปล่อย

“ข้ารู้ว่าเจ้าอึดอัด เจ้าตั้งใจทำอะไรมีหรือข้าจะไม่รู้ แต่ท่านแม่ข้าก็เหมือนไม้แก่ที่ดัดยาก ในบรรดาพี่น้องสามคน ท่านแม่เคร่งกับข้ามากไม่ว่าจะเป็นการกินการอยู่ แม้กระทั้งเสื้อผ้าก็ไม่ละเว้น สิ่งที่เจ้าทำ แม้มันอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ข้าก็รู้ว่าเจ้าตั้งใจ และเรื่องเมื่อวานข้าขอโทษเจ้าด้วย แต่วันใดที่ใจข้าเข็มแข็งและพร้อม ข้าสัญญาจะเล่าให้เจ้าฟังคนแรก เรื่องของหยางซู่เจิน”อ้อมกอดนั้นคลายช้าๆ ในตอนนี้ข้าได้มองเห็นสีหน้าและแววตาของเขาถนัด รอยยิ้มจางๆที่แสนปวดร้าวนั่นทำไมบาดลึกลงไปในใจของข้านะ

“ข้าไม่อยากรู้หรอก”

“แต่ข้าอยากให้เจ้ารู้ สำหรับข้าไม่อยากมีความลับกับเจ้า เพียงแต่ว่าตอนนี้ใจข้าไม่เข้มแข็งพอ บางทีผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเจ้าอาจจะเข็มแข็งกว่าข้าด้วยซ้ำ เอาเป็นว่าถ้าหากข้าต้องร้องไห้เสียใจกับเรื่องบางอย่าง เจ้าจะช่วยอยู่ข้างๆ ข้าได้ไหม ส่วนข้าก็จะ..”

มือหนาข้างหนึ่งแตะไล้เช็ดน้ำตาให้ข้า สัมผัสแผ่วๆ ในวันที่ข้าเจ็บปวดกลับทำให้ใจที่แห้งแล้ง ทั้งๆ ที่อีกเสียงในหัวก็เถียงกลับมาว่า มันเป็นเพียงแค่การแสดงของคนร้อยเล่ห์ที่เขาทำอย่างนี้ เพราะต้องการร้อยข้าไว้ใช้ แต่ทำไมข้าถึงไม่เบือนหน้าหนีหรือถอยออกไปนะ ข้าได้แต่จ้องมองนัยน์ตาสีดำสนิทที่แสนเศร้านั้นนิ่งและเนิ่นนาน

“ท่านจะทำไม ข้าก็จะเช็ดน้ำตาให้เจ้าเอง หน้าที่นี้ห้ามให้ใครทำแทนล่ะ”

นี่มันการแสดงใช่ไหม แต่ทำไมหัวใจข้าถึงเต้นดังเหมือนมีคนไปจุดพลุไฟอยู่ในนั้น

ตั้งแต่วันนั้น อาหารมื้อเช้าแม่ครัวก็เป็นคนทำ ตัวข้าต้องไปยกน้ำชาขอโทษพระชายาตี้และทุกคนภายในนั้น ท่านอ๋องแปดบอกว่าไม่เป็นไร ทีหลังเมื่อไม่รู้อะไรก็ควรถามก่อน อีกทั้งทรงเห็นว่าข้าจากบ้านมาเลยทำกิริยาไม่เหมาะสม แต่พระชายาตี้หาได้ยอมไม่ ได้แต่ด่าทอข้าด้วยถ้อยคำหลากหลายแม้ไม่หยาบคายก็เจ็บปวดนักสำหรับข้า

“เหมือนม้าป่าเพราะหย่อนการอบรม นี่ลูกสามไปคว้าบุตรสาวพ่อค้าหรือคว้าคนป่ามาเป็นเมียกันแน่”

“ โถ…ท่านแม่ก็พูดไป ที่นางเป็นอย่างนี้มิใช่หย่อนการอบรมหรอกขอรับ นางเป็นตัวของตัวเองมากกว่า คนอย่างนางอยากยิ้มก็ยิ้ม อยากหัวเราะก็หัวเราะ อยากร้องไห้ก็ทำ มันเป็นเรื่องปกติที่คนทุกคนเป็น ตอนนี้นางกำลังสับสนเพราะจากบ้านมา หวังว่าท่านพ่อท่านแม่และทุกๆ คนจะให้อภัยนาง”

ท่านชายเจินเอ่ยข้าได้ได้ยินเสียงถอนหายใจตามไล่หลัง พระชายามองข้าอย่างเหลืออด อยากบอกว่าข้าก็สุดจะทนเหมือนกัน ผู้ใหญ่ใจแคบ นี่ดีนะที่ข้าแค่แต่งงานหลอกๆ ถ้าหากต้องอยู่รวมบ้านกับพระชายาตี้จริงๆ มีหวังหน้าข้าเหี่ยวผมของข้าหงอกปีล่ะหลายร้อยเส้นแน่ๆ

“ให้อภัยนางเถิด ขอรับ เหลียนฮวาเกิดในตระกูลโม่ แม้จะได้อยู่ในตระกูลแม่ครัวหลวงแต่ว่า นางถนัดแต่ค้าขายและแต่งกลอนกวีเท่านั้น นางพูดได้หลายภาษานะขอรับ แม้แต่ภาษาชิตัน (1) นางก็รู้”

“ เจ้ารู้หนังสือรึ เหลียนฮวา” ปาเสียนอ๋องตรัสท่าทางตื่นเต้น ข้ารับคำท่านก่อนจะพูดออกไปว่า

“ส่วนเรื่องทำอาหาร ข้าจัดอยู่ในขั้นไม่ได้เรื่องเพคะ ท่านพ่อ”

“ น้องสะใภ้สาม เป็นเรื่องจริงรึที่เจ้ารู้หนังสือ” พระชายากั๊วเอ่ยน้ำเสียงน่ายินดี ข้ารับคำนาง

“แสดงว่าเจ้าไม่รู้เรื่องการทำอาหารแม้แต่น้อย”

“เพคะ น้อยกว่าขามดด้วยซ้ำ”

“ เฮ้อ…ต่อไปถ้าแยกเรือนไป ลูกชายข้าคงผอมโซ ลูกหนอลูกจะมีเมียทั้งที กลับได้ผู้หญิงจับตะหลิวไม่เป็นมาแทน”

“ แต่โจ๊กปลาเมื่อเช้านี้ รสชาติใช้ได้เลยขอรับท่านแม่ ข้าชอบไม่คาว แถมหอมกลิ่นยาดับคาวไม่เลี่ยนด้วยขอรับ”

“ ใช่ๆ พ่อก็ว่ารสชาติกำลังดี ต่อไปฝึกฝนบ่อยๆ นางอาจจะเก่งขึ้นก็ได้” ใจของข้าชื้นขึ้นมาหน่อย นี่ทั้งท่านชายเจินและท่านอ๋องกินโจ๊กฝีมือข้ารึนี่ รอยแย้มยิ้มทอดมาเหมือนจะให้กำลังใจ เจ้าของมือหนาแตะที่มือข้าเบาๆ พลางเอ่ย

“ใช่ ขอรับ นางตั้งใจทำมาก ต่อไปข้าจะกินแต่อาหารฝีมือนางผู้เดียว” เหมือนโลกหยุดหมุน แม้แต่หัวใจก็แทบจะหยุดเต้น ข้าสบตาคมยาวรีดำสนิทนั้นเพียงครู่ และในใจกระแสหนึ่งก็ย้ำว่า มันคงเป็นการแสดงจำอวดเพื่อให้สมจริงกระมัง เกือบทุกคนยิ้มให้ข้าแต่ทว่าพระชายาตี้กลับเอ่ยขึ้นมาว่า

“ไม่ได้หรอก สะใภ้ของปาเสียนอ๋องเก่งเรื่องอาหารทุกคน ยิ่งเจ้าทุกคนแม้กระทั่งหวงตี้ทรงทราบมาว่าเจ้าเกิดจากมารดาสายสกุลจางผู้มีฝีมือในการทำอาหารมาตั้งแต่สมัยโฮ่ว์ถัง เจ้าไม่คิดรึว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติ และเป็นเรื่องน่าอายที่เจ้าจะทำอะไรไม่เป็นเลย”

พระชายาตี้พูดไปก็มีเหตุผล ข้าปฏิเสธเรื่องนี้ไม่ได้ ทุกๆคนมองข้านิ่งดูแล้วสิ่งที่ข้าคิดว่าจะเลิกทำคงเลิกไม่ได้เพราะมาที่นี่ ไม่ใช่แต่ชื่อของโม่เหลียนฮวาเท่านั้นที่มี ความสามารถของตระกูลหลายชั่วคนข้าต้องแบกรับมันมาด้วย

“ข้าจะฝึกฝนค่ะ อย่างน้อยในมื้อของว่าง มิใช่อาหารหลักข้าควรจะทำช่วยพี่สะใภ้ทั้งสองบ้าง ถ้าท่านแม่จะกรุณาช่วยสอนในสิ่งที่ข้าไม่รู้ได้ไหมเจ้าคะ”

ข้าเอ่ยพลางมองหน้าของพระชายาตี้แม้ไม่ยินดีนัก แต่ข้าก็ได้คำตอบรับมา พระชายากั๊วรีบเข้ามาประคองให้ข้าลุกขึ้น ข้ากล่าวขอบคุณนางก่อนที่ท่านชายเจินบอกว่า ต่อไปจะกำชับเรื่องมารยาทของข้าให้มาก เขาคำนับบิดาและมารดา ก่อนจะจูงมือของข้าออกมายังสวนหลังจวนที่ติดกับคอกม้าและประตูหลังของวัง

“ วันนี้ทำได้ดีมาก ข้าคงต้องไปทำงานเสียที”

“ ท่านอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมคะ ข้าจะทำไว้ให้” เขาพยักหน้าก่อนเอ่ย

“อะไรก็ได้ ข้ากินได้หมด ทำหมั่นโถวเผือกก็ได้นะ ใครไม่กินข้าจะกินเอง” เขายิ้มให้ ก่อนจะดึงตัวข้าไปกอดแน่น อ้อมกอดอบอุ่นนี้ทำไมทำให้ข้าวางใจได้นะ เป็นครั้งแรกอีกเหมือนกันที่ข้าไม่แข็งขืนได้ปล่อยให้ตัวเองจมกายหายไปกับอ้อมกอดของคนผู้นี้ ในเวลานี้ข้าจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ลืมว่าเขาไม่รักข้า ลืมว่าเรื่องการแต่งงานของเราเป็นเรื่องหลอกๆ แต่ข้าจะจดจำรอยกอดอบอุ่นในวันที่ไม่มีมันไว้หล่อเลี้ยงหัวใจ

“วันนี้กลับไปที่ห้องของเราเถิดนะ ข้านอนไม่หลับเลยตั้งแต่เจ้าหายไปนอนห้องอี้เหลียน”

แค่คำพูดนั้นทำไมถึงทำให้ใจข้าหวั่นไหวถึงเพียงนี้

 

เชิงอรรถ :      

(1)  ชนเผ่าชิตัน ชนเผ่าเหลียว

Don`t copy text!