ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 19 : ปิ่นกุสุมา

ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 19 : ปิ่นกุสุมา

โดย : อวิ๋นหลง

ชื่นกลิ่นกุสุมา เรื่องราวของโม่เหลียนฮวา หญิงสาวที่โชคชะตาก็ทำให้เธอกลายมาเป็นพระชายาของบุตรชายปาเสียนอ๋อง ตำแหน่งที่มาพร้อมความยุ่งเหยิงในชีวิต แต่นางก็แสนจะเต็มใจ นิยายจีนของ อวิ๋นหลง นักเขียนสาวผู้มีผลงานมาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้คือนิยายจีนเรื่องแรกของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ 

****************************

– 19 –

 

ท่านชายเจินบอกข้าขึ้นรถม้า โดยมีพี่หู่เป็นคนขับมา หยินจงดูตื่นเต้น เขาบอกกับข้าว่าน้อยครั้งนัก ที่ท่านชายจะได้พาเขาออกมาเที่ยวด้วย นั่นเป็นเพราะวันๆ ท่านชายเจินยุ่งกับงาน บางทีก็มีออกไปนอกเมืองเพื่อทำงานต่างพระเนตรพระกรรณ นานๆ ครั้งถึงจะได้พาเขาออกไปเที่ยวเล่นบ้าง ข้าคิดว่าแท้จริงแล้วหยินจงก็เป็นแค่เด็กขี้เหงาคนหนึ่ง พระชายาตี้บอกว่าข้ามีหน้าที่อย่างหนึ่งก็คือช่วยท่านชายเจินดูแลเขา เรื่องการอบรมสั่งสอนเขา ก็เป็นหน้าที่ที่ใหม่ที่ข้าได้มาอย่างเลี่ยงเสียไม่ได้

“ท่านพ่อขอรับ เมื่อไหร่ท่านจะสอนวรยุทธ์ให้ข้าเสียที”

“แล้วเจ้าท่องกลศึกได้กี่กลแล้ว จะมาเรียนวรยุทธ์ ไปถามพ่อใหญ่รึยัง จะมาเรียนกับพ่อน่ะ” ท่านชายเจินเอ่ยกับหยินจงในขณะที่นั่งรถม้าไปตลาด เขายิ้มน้อยๆ อย่างอ่อนโยนมือก็รั้งร่างเล็กมากอดแน่น ข้ารู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินอย่างไรอย่างนั้น เพราะว่าเขาสองคนคุยกัน และทำราวกับว่าข้าไม่มีตัวตน

“ท่านพ่อใหญ่คงไม่มีเวลาสนใจข้าหรอก เพราะพระชายาจางกันท่าทั้งวันทั้งคืน ถ้าหากในบ้านไม่มีท่านปู่กับท่าน ข้าก็คิดว่าตัวเองเป็นลูกชายพี่หู่แล้ว”หยินจงพูดพยายามยิ้มกลบเกลื่อน แต่ทำไมนะข้าถึงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไม่น่ายิ้มหรือหัวเราะเลย ในแววตาไร้เดียงสาซ่อนความปวดร้าวไว้ในนั้น ท่านชายเจินสบตากับข้าเพียงครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า

“ก็คงจะใช่ เจ้าคงอยู่กับอาหู่มากเกินไปจนคนแยกไม่ออกแล้ว นี่ขนาดหูยังกางขึ้นเหมือนหูอาหู่เลย”

“ท่านพ่อ ท่านว่าข้าหูกางรึ”เด็กน้อยพูดท่าทางโกรธ ข้าเองก็ขำเพราะเวลาหยินจงโกรธทีไรหูมักจะกระดิกได้เหมือนหมา ท่าทางดังกล่าวทำให้ท่านชายเจินแอบขำจนกลั้นหัวเราะออกมาไม่ได้

“หึ…ดูทำแง่งอนเหมือนผู้หญิง พ่อแค่ล้อเจ้าเล่น วันนี้มีงานฉลองเทพเสินหนง (1) ที่ท้ายตลาดด้วยนะ เจ้าคิดว่าพ่อคนนี้ใส่ใจเจ้ารึไม่ อย่างน้อยๆ เวลางานเทศกาลพ่อก็ยังหาเหตุแอบพาเจ้าออกมาเที่ยวแหละ” หยินจงตาโตเมื่อได้ยินอย่างนั้นเขาหันมาหาข้าพลางเอ่ยเสียงดังว่า

“พี่เหลียนฮวา ท่านได้ยินไหมมีงานที่ท้ายตลาด ข้าคิดว่าคงมีซานจาเชื่อมเยอะแน่ๆ ข้าจะไปดูหุ่นกระบอก เราโชคดีจริงๆ วันนี้ขอให้ท่านพ่อพาพวกเราไปกินบะหมี่เนื้อแกะดีกว่า เราไปด้วยกันนะพี่เหลียนฮวา แต่มีข้อแม้ท่านห้ามขัดใจข้า” ข้ายังไม่ตอบตกลงหรือปฏิเสธหยินจงก็ขยับมากอดข้าแน่น ในเวลานั้นข้าก็สบตากับเขาและก็ละออกมาไม่ได้เหมือนต้องมนตร์สะกด

“ไปด้วยกันทั้งหมดแหละ เดี๋ยวให้อาหู่พาหยินจงไปเดินเล่นที่งานก่อน เราก็แวะร้านเครื่องประดับเลือกซื้อผ้าลายสวยๆสักสองสามชิ้น ต่อไปเจ้าอาจจะได้เข้าวังบ่อยๆ”

“เข้าวังหรือเจ้าคะ เข้าไปทำไม” คำถามของข้าช่างดูโง่เขลานักเพราะท่านชายเจินทำหน้าสงสัย

“นี่ไม่มีใครบอกเจ้ารึว่า ชายาของราชนิกุลต้องเข้าวังบ้าง เพราะเวลามีงานเลี้ยงหรือเวลามีงานพระราชพิธีสำคัญๆ ชายาราชนิกุลต้องเข้าไปช่วยเจ้านายฝ่ายในการจัดเตรียมอาหารและเป็นแม่งานรับผิดชอบฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวกับงานเลี้ยง เจ้าเป็นเมียของข้าก็ต้องเข้าไปสิ”

ข้าหลบตาเขาเพราะเกือบจะพูดออกมาแล้ว ว่านี่มันเป็นเพียงการแต่งงานหลอกๆ ก็เท่านั้น รถม้าแล่นมาจนถึงตลาดใหญ่ที่เคยมา แต่มันไม่ได้หยุดลงที่หอการค้าหรือร้านรวงที่มีหรอก มันกลับเป็นเพิงร้านขายอาหารที่ข้าเคยมา ข้าได้กลิ่นหอมๆ ของหมั่นโถวและซาลาเปาก็คิดว่าน่าจะเป็นตลาดที่ข้าเคยมาซื้อกับข้าว แต่แล้วพลันเสียงดังเอะอะก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องไห้ของผู้หญิงคนหนึ่ง

“ปล่อยข้านะ ข้ากับท่านแม่ทำผิดอะไร เราทำมาหากินสุจริต พวกเจ้านั่นแหละที่ต้องออกไป!”

“เสียงอะไรน่ะ!”ท่านชายเจินเอ่ยถามข้าได้โอกาสเปิดม่านออกไปดูก็เห็นภาพชายฉกรรจ์หลายคนกำลังพังร้านขายของข้างทาง หญิงชราที่มีผมขาวโพลนดูน่าเวทนานัก พี่หู่ตะโกนบอกมาว่า

“มีอันธพาลมาทำร้ายแม่ค้า จนข้าวของล้มระเรระนาดเต็มพื้นถนนไปหมดขอรับ ท่านชาย” คำพูดนั้นทำให้ท่านชายเจินขบกรามแน่นจนข้าได้ยินเสียงกัดฟันดังแว่ว

“หยุดรถ หยินจงอย่าลงไปนะ เดี๋ยวจะมีอันตราย” เขาหันมาบอกข้าแต่พอท่านป้าคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาข้าก็จำได้ทันทีว่าเป็นใคร

“ท่านป้า!!”ข้าตะโกนเสียงดังลั่นใบหน้าของท่านป้าหลี่คนขายหมั่นโถวมองหาที่มาของเสียง ท่านชายเจินเดินลงไปจากรถม้าพลางเอ่ย

“พวกเจ้ากล้าดียังไงมาทำแบบนี้ บ้านเมืองไม่กฎหมายรึไง” หนึ่งในนั้นหัวเราะพลางเดินเข้ามาหาท่านชาย รูปร่างของชายคนนั้นความสูงอาจจะเท่ากัน แต่ความหนาท่านชายเจินเป็นรองอยู่มาก ใบหน้าอวบอูมมีหนวดเครารกรุงรัง ทำให้ข้าห่วงความปลอดภัยของท่านชายเจินเหลือเกิน

“ข้ากล้าดียังไง มันเป็นเรื่องของข้า”

“ แต่เจ้ามีดีอะไรล่ะถึงมาขึ้นเสียงกับข้าเช่นนี้ รู้รึไม่ว่าเจ้านายข้าคือคนสกุลใด”

“จะสกุลใดก็แล้วแต่ ทั่วแผ่นดินนี้สกุลของข้ายิ่งใหญ่ที่สุด และไม่มีวันปล่อยให้ขี้ข้ามาทำตัวแบบนี้ข้างถนนหรอก”

ท่านชายเจินเอ่ยในเวลานั้นเองข้าถือโอกาสเดินไปช่วยพยุงร่างท่านป้าหลี่ให้ลุกขึ้นยืน ใบหน้าของนางสั่นน้อยๆ คราบเลือดที่ไหลออกมาจากปากแผลทำให้ข้าต้องเอาผ้าเช็ดหน้ากดบาดแผลไว้

“ท่านป้า ข้าเหลียนฮวาเองคะ ไม่ต้องกลัวนะคะ”ข้าเอ่ยในเวลานั้นลูกสาวของท่านป้าก็มาช่วยพยุงอีกแรง

“ที่นี่มันอันตราย แม่นางหลบไปเถิด”คนพวกนี้มาเก็บค่าคุ้มครองเป็นประจำ แต่วันนี้โชคร้ายหมั่นโถวขายไม่ค่อยดี เราเลยไม่มีเงินจ่ายค่าคุ้มครอง

“ใช่สิ..ยายแก่นี่รู้ความดีนัก เงินค่าคุ้มครองไม่จ่ายมีสิทธิ์ที่จะมาขายในตลาดนี้ อยากขายของไม่จ่ายค่าเช่าที่ไปขายที่หน้าป่าช้าหรือไม่ก็ประตูผีหน้าวังสิ ถ้าในตลาดที่นี่เป็นเขตของตระกูลหลิว” สีหน้าของท่านป้าหลี่สลดลง แต่ลูกสาวของนางกลับยืนขึ้นจนเต็มความสูง

“ตระกูลหลิวแล้วยังไง ที่นี่แผ่นดินต้าซ่งแผ่นดินเป็นของชาวซ่งมิใช่ของตระกูลหลิวเสียหน่อย พวกเจ้าจะมาเอาชื่อเสียงตระกูลมาอวดเบ่งทำร้ายชาวบ้าน อันธพาลชัดๆ”

“เอ๊ะ..นางนี่ปากดีนักนะ เด็กๆ จับตัวมันไว้ เป็นแม่ค้าดีๆ ไม่ชอบสงสัยอยากไปขายอะไรอย่างอื่นที่หอนางโลมรึไง”พูดไม่พูดเปล่า นักเลงคนอื่นวิ่งกรูมามาจับตัวเด็กสาวคนนั้นไว้ ข้าทนไม่ได้จึงตรงไปผลักร่างของคนพวกนั้นออกเท่าที่แรงของข้ามี ท่านชายเจินเองชักกระบี่ออกจากฝักอย่างรวดเร็ว เขาตวัดกระบี่รอบเดียวคนพวกนั้นก็แตกฮือเหมือนหมาถูกโยนประทัดใส่ เสียงกรีดร้องของผู้คนในบริเวณดังแข่งกัน

“อย่าแตะต้องเมียข้า ถอยห่างออกไป”

“เมียรึ คิดว่าข้ายังจะจับผู้หญิงที่มีหน้าตาจืดชืดแบบนี้รึ ถ้าเป็นเด็กคนนี้ล่ะไม่แน่”นักเลงคนนั้นชี้ไปยังลูกสาวของท่านป้าหลี่ ข้าเองก็ตวัดสายตาเอาเรื่องไปที่เขาเหมือนกัน

“จะใครก็แต่ไม่ได้ พวกคนสกุลหลิวเลี้ยงคนอย่างไรทำให้เสียเกียรติ ตำแหน่งที่สูงสุดของแผ่นดินกลับต้องมีรอยด่างดวง เพราะมีคนอย่างเจ้า”

“เจ้าเป็นใคร”ท่านชายเจินไม่ตอบ นอกจากจะใช้ฝักกระบี่ฟาดลงไปบนข้อมือชายร่างอ้วนคนนั้นเต็มแรง ข้ารีบดึงท่านป้าหลี่และลูกสาวของนางออกมา พี่หู่รีบชี้ให้ข้าไปหลบที่หลังรถม้า ส่วนเขาแม่มือยังไม่ทิ้งบังเหียนบังคับรถม้า แต่ข้าก็รู้ว่าพี่หู่คงซ่อนอาวุธไว้เป็นแน่

“พระชายาสาม รีบหลบแล้วเถิดขอรับ”

เสียงเอะอะนั้นทำให้หยินจงโผล่หน้าออกมาดู เด็กชายตัวน้อยตะโกนด่าพวกที่มาทำร้ายบิดาบุญธรรม ความกังวลดังกล่าวทำให้ข้าสั่งให้พี่หู่คุ้มกันหยินจงให้ดี  ข้าจับมือของท่านป้าหลี่กับลูกสาวของนางไว้มั่น ท่านชายเจินมองข้าแม้เพียงนิดเดียวก่อนจะหันกลับไปจัดการบรรดาอันธพาลที่มาก่อกวน

เพลงกระบี่ที่รวดเร็วดุจสายลม บางจังหวะก็ดุดันราวกับพายุที่บ้าคลั่ง เวลาไม่นานนัก พวกคนสกุลหลิวก็ล้มลงไปกองกับพื้นทีละคนจนเหลือแต่หัวหน้าที่มองดูท่านชายเจินอย่างหวาดกลัว

“ให้โอกาสอีกครั้ง แต่ต้องไม่มีการเก็บค่าคุ้มครองที่ตลาดเอ้อหลาง ถ้าหากว่ามีการทำการเช่นนี้อีก ไม่ว่าเจ้าจะสังกัดตระกูลหลิวสายใด ข้า..จ้าวเจินไม่มีวันละเว้นแน่”

“ท่านชายสามของปาเสียนอ๋องรึนี่”เสียงของชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์เอ่ยขึ้นเกือบจะพร้อมกัน แม้แต่พวกนักเลงก็ถอยหลังกรูเพราะหวาดกลัว

“เอี้ยนเอ๋อร์ อยู่ไหนลูก”

ทันใดนั้นร่างของท่านป้าหลี่ก็ทรุดลงกับพื้นเหมือนกับคนไร้เรี่ยวแรง เอี้ยนเอ๋อร์รีบมาพยุงร่างของมารดาทันที ข้าเองก็ไปช่วยนางพยุงมารดาให้ยืนขึ้น ป้าหลี่ได้พูดพึมพำไปมาราวกับคนที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

“ข้าฝันไปรึนี่ มันเป็นความจริงรึ”เสียงพึมพำออกมาในลำคอ สำหรับข้าแล้วเดาความหมายไม่ได้ ดวงตาที่มืดบอดกลับมีน้ำตาไหลเอ่ออกมา ดวงหน้านั้นซีดลงเป็นลำดับ

“ท่านแม่ ท่านแม่”เอี้ยนเอ๋อร์ตะโกนเสียงดังลั่น ท่านชายเจินรีบวิ่งปราดมาดูผู้สูงวัยก่อน เขามองมาที่หญิงสูงวัยอย่างเป็นห่วง มือหนาดังร่างนั้นมากอดไว้หลวมๆ ในจังหวะนั้น มือของป้าหลี่ก็แตะตรงท้ายทอยของท่านชายเจินแล้ว น้ำตาก็ไหลออกมาเป็นทางยาว

“ใช่แล้ว..ใช่แล้ว”

นางพูดได้แค่นั้นก็หมดสติไป ท่านชายเจินใจไม่ดีจึงรีบช้อนร่างผอมบางนั้น เข้าไปในเพิงที่ปลูกไว้ค้าขาย ด้านข้าก็ประคองเอี้ยนเอ๋อร์ให้เข้าไปตามด้วย ดวงตาคมคายมองหญิงสูงวัยนั้นอย่างเป็นห่วง

“ข้าจะถวายฎีกาเสด็จลุง คนสกุลหลิวทำแบบนี้เกินไปแล้วจริงๆ เหลียนฮวาช่วยข้าหน่อย ท่านป้าคนนี้น่าเวทนานัก เจ้าช่วยหาผ้าสะอาดๆ มาเช็ดหน้าเช็ดตาให้นางหน่อยเถิด”

ไม่ต้องรอให้ท่านชายเจินบอกซ้ำ เพราะในใจก็เวทนาท่านป้าหลี่เหลือเกิน ส่วนลูกสาวของนางก็ได้แต่ร้องไห้ เอี้ยนเอ๋อร์พาทั้งข้าและท่านชายเจินเข้ามาในเพิงที่ไม่ค่อยแข็งแรงนัก แต่ก็สะอาดสะอ้านข้าวของไม่ได้ถูกทิ้งให้สกปรก กลับถูกจัดเก็บเรียบร้อย ในนั้นมีลังถึงขนาดกลางซึ่งทั้งคู่คงเอาไว้ใช้นึ่งหมั่นโถวและซาลาเปาขาย ข้าเอ่ยปากขอน้ำสักอ่างซึ่งเอี้ยนเอ๋อร์ก็รีบกุลีกุจอเอามาให้พร้อมกับพูดว่า

“ท่านแม่ขา..ท่านแม่ของข้าจะไม่เป็นไรใช่ไหมคะ”

“คงไม่เป็นไรจ้ะ” ท่านชายเจินเอ่ยเหมือนจะปลอบใจ ในขณะที่ข้าก็เอาผ้าเช็ดที่ใบหน้าให้นาง มือผอมบางชูขึ้นน้อยๆ เอี้ยนเอ๋อร์รีบลุกขึ้นมาหามารดา พลางเอ่ยแต่คำแรกที่นางเอ่ยกลัยทำให้แปลกใจยิ่งนัก

“ท่านชายสาม เป็นท่านจริงๆรึ”

“ใช่..ข้าเอง ท่านป้าท่านอย่าพูดอะไรมากเลยนะ เป็นเรื่องดีที่ท่านปลอดภัย ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้หรอกนะ ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด”

มือผอมบางข้างนั้นชูสูงขึ้นจนได้แตะต้องใบหน้าของท่านชายเจิน ดวงตามืดบอดเผยแววบางอย่างออกมาด้วย มีทั้งความยินดีระคนเศร้า ข้าเองก็ไม่เข้าใจความหมายของอาการนั้นนักหรอก ท่านชายเจินมองหน้าท่านป้าหลี่นิ่ง ในแววตาคู่นั้นมีแววสงสัยหลายอย่าง แต่เขาก็ดึงมือของหญิงชราผู้น่าสงสารมากุมแน่น

“ที่นี่มันดูไม่น่าปลอดภัยกับท่านและบุตรสาวเลย ลูกสาวท่านเป็นคนงดงามผุดผาด ไม่แน่ว่าคนพวกนั้นอาจจะมาทำร้ายนางก็ได้ ทางที่ดีควรรีบย้ายออกไปเสียดีกว่า”

“เราไม่มีเงินมากพอที่จะย้ายไปที่อื่นหรอกค่ะ เพิงตรงนี้ท่านเจ้าอาวาสวัดชิงซื่อได้เมตตาให้ที่ตรงนี้ให้เราได้ที่อยู่อาศัย อีกทั้งลูกค้าของเราก็รู้แล้วว่าเราอยู่ที่นี่” เอี้ยนเอ๋อร์ทีท่าลังเลแต่ข้าก็เดาได้ว่า นางคงห่วงเรื่องทำเลค้าขาย ท่านชายเจินส่ายหน้าน้อยๆก่อนเอ่ย

“อย่างน้อยก็ควรจะรักษาชีวิตก่อน เรื่องที่อยู่ข้าหาให้พวกท่านได้ แต่เรื่องร้านขายต้องทำใจนะ ว่าต้องไปอยู่ที่อื่น แต่หากว่าฝีมือการทำหมั่นโถวของท่านดีจริงๆ ที่ๆข้าจะพาท่านไปอยู่นี่อาจจะทำให้ท่านมีเงินสักก้อนพอที่จะซื้อบ้านในตลาดก็ได้”ท่านชายเจินกล่าวอย่างนั้น นั่นทำให้ท่านป้าหลี่ส่ายหน้าไปมา นางทำท่าจะพูดต่อแต่ก็พูดไม่ออกกลับเป็นบุตรสาวที่ชื่อเอี้ยนเอ๋อร์เป็นคนพูดขึ้นมา

“แต่ว่า…ลูกค้าของเราอยู่ที่นี่”

“ถ้าเจ้าเป็นผู้ชาย ข้าอาจจะไม่ห่วงเจ้าเลย แต่นี่เป็นผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียว หากเจ้าเป็นอะไรไปมารดาเจ้าจะอยู่อย่างไร”น้ำเสียงของท่านชายเจินดูเหมือนจะห่วงใย สำหรับข้ารู้ดีว่าคนอย่างเขาไม่มีวันที่จะปล่อยให้ผู้หญิงที่น่าสงสารสองคนนี้ให้เผชิญกับเรื่องราวเลวร้ายนี้ไปได้

แต่สิ่งที่ข้าไม่เข้าใจคือแววตาวาววับของเอี้ยนเอ๋อร์ที่มองท่านชายเจินต่างหาก มันมีแววชื่นชมปนเก้อเขิน ยอมรับตามตรงว่าข้าไม่ค่อยจะชอบสายตาแบบนี้เท่าไรนัก อีกทั้งเอี้ยนเอ๋อร์เองก็งดงามมาก ผิดกับข้าที่เพ่งสายตาตั้งนานยังไม่เห็นความงามโผล่ออกมาแม้เพียงส่วน แต่ก็มาคิดได้ว่าท่านชายเจินเป็นบุรุษรูปงามใครๆเห็นเป็นก็ต้องชื่นชม

ทันใดนั้นอาหู่ก็เดินเข้ามาในเพิงเขาอุ้มหยินจงเข้ามาด้วย ทันทีที่เด็กชายเห็นหน้าบิดาก็บอกให้บ่าวปล่อยเขาลงทันที

“ท่านพ่อขอรับ พวกนักเลงวิ่งหนีหายไปแล้ว เราจะไปเที่ยวได้รึยังขอรับ” ท่านชายเจินยิ้มก่อนเอ่ย

“อาจจะช้าไปบ้าง แต่พ่อสัญญาว่าจะพาเจ้าเที่ยวแน่นอน อาหู่มาก็ดีแล้ว เอาเงินถุงนี้ไปเรียกคนมาช่วยยกของไปที่เรือนพักของข้าที่กำแพงด้านตะวันออกสิ ถ้าหากเจอคุณชายเฟิงอี้บอกว่า ข้าจะให้ท่านป้าหลี่ไปอยู่บ้านพักในส่วนของข้า บอกให้เขาดูแลให้ดีด้วย ตรงนั้นติดถนนจะขายหมั่นโถวให้คนในค่ายทหารย่อมทำได้

“ขอรับท่านชาย แล้วมีสิ่งใดจะสั่งบ่าวอีกไหมขอรับ หลังจากจัดการเรื่องนี้แล้ว” ท่านชายเจินส่ายหน้าน้อยๆก่อนเอ่ย

“ไม่ล่ะ เฟิงอี้รู้ดีว่าจะทำอะไร ส่วนเจ้าทิ้งรถม้าไว้ให้ข้า ข้าจะพาท่านป้าไปส่งที่เรือนพักทหารเอง เจ้าบอกคนที่มาขนของด้วยแล้วกัน”ท่านป้าหลี่เอามือแตะที่ต้นแขนของท่านชายเจินพลางเอ่ยอย่างไม่สบายใจ

“ข้าทำให้ท่านยุ่งยากมากพอแล้ว อย่าให้ข้าเป็นภาระของท่านอีกเลย ว่าแต่ว่าท่านกับแม่นางเหลียนฮวาเป็นอะไรกันเจ้าคะ”

“เอ่อ..” ข้าอึกอักไม่กลับตอบออกไป แต่หยินจงกลับตอบออกไปแทนบิดา

“ท่านพ่อแต่งงานกับพี่เหลียนฮวาแต่นางยังไม่ใช่ท่านแม่ของข้าหรอกนะ ท่านยาย”หยินจงเป็นคนตอบแทน

“หยินจงเสียมารยาท!” ท่านชายเจินดุลูกชายที่พูดสวนผู้ใหญ่ ก่อนจะเอ่ย

“นางเป็นภรรยาข้าเอง วันนี้ข้าว่าจะพานางออกไปซื้อของ และไปเที่ยวงานเทศกาล แต่ดันเกิดเรื่องเสียก่อน แต่ท่านไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกนะ บางทีท่านแม่ของข้าอาจจะมีเครื่องทองให้หยิบยืมสักชุด แต่เสียดายนัก ที่ข้าผู้เป็นสามีกลับไม่ได้ให้อะไรนางเลย ทั้งๆที่นางลำบากแต่งงานมาอยู่กับข้า”

ข้าเผลอมองหน้าเขาแม้รู้ดีว่านี่คือคำพูดโกหกแบบขอไปที แต่ในใจลึกๆ มันก็ทำให้ข้าอิ่มเอมหัวใจนัก ถ้าหากว่าในคำนั้นเจือความจริงมาบ้าง สิ่งที่ข้าพลั้งเผลอมันอาจจะทำให้ข้ามีความสุขมากขึ้นกว่านี้ก็ได้ ท่านป้าหลี่มีสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเอาเรียกหาบุตรสาว

“เอี้ยนเอ๋อร์ ไปหยิบกล่องไม้มาให้แม่ทีสิ”

เด็กสาวผู้งดงามก็เดินไปหยิบของตามที่มารดาได้บอก ข้ารออยู่ไม่นานนัก ก็เห็นว่าเอี้ยนเอ๋อร์ได้เอากล่องไม้กลางเก่ากลางใหม่มาให้มารดา มือของหญิงชราเปิดหีบไม้ออกพลางหยิบปิ่นระย้าส่งมาให้ข้า

“ปิ่นตัวก้านมีสีทอง เพราะเป็นทองคำหัวปิ่นเป็นหยกสีชมพูสลับเขียวคล้ายดอกบัวยามต้องแสงแดดแม้เพียงนิด เพชรที่ประดับก็วาววับสะท้อนแสงแยงตาผู้ที่ได้พบเห็น ตัวระย้าของปิ่นก็เป็นไข่มุกเม็ดเล็กสลับกับหยกขาวดูแล้วงดงามนัก ท่านชายเจินมองเครื่องประดับสูงค่าอย่างเดาความหมายได้ เขาเลยชิงตอบออกมาก่อน

“ข้ากับภรรยาคงรับของที่ท่านให้ไม่ได้หรอกขอรับ ของสิ่งนี้มีค่ามากเกินไป”

“คิดว่าเป็นคำตอบแทนจากข้าก็แล้วกัน สำหรับข้าแล้วปิ่นกุสุมาเป็นของสิ่งเดียวที่ทำให้ข้าระลึกถึงความรักที่สามีให้ ในวัยที่ร่วงโรย เสื้อผ้าที่ใส่ตอนนี้ก็ขาดหวิ่นคงไม่สมค่าราคาปิ่น ข้าขอมอบของสิ่งนี้ให้กับภรรยาท่านก็แล้วกัน ถือว่ามันคือของรับขวัญก็ได้”คำพูดนั้นแฝงเลศนัยข้าต้องก็ให้แปลกใจนัก ที่ท่านป้าหลี่ที่เป็นหญิงชราขายหมั่นโถวกลับมีเครื่องประดับราคาแพงเช่นนี้อยู่กับตัว พูดตามตรงมิใช่ดูถูก จากสภาพของนางไม่น่าจะมีปิ่นระย้าที่ดูมีราคามากขนาดนี้ ท่านชายเจินจับมือท่านป้าพลางเอ่ย

“ของสำคัญที่เป็นตัวแทนความรักก็น่าจะอยู่กับเจ้าของเพื่อเป็นขวัญของใจ ข้าเองคงไม่กล้ารับของสิ่งนี้หรอกขอรับท่านป้า เอาล่ะ…นี่ก็เลยเวลามามากแล้ว เราควรต้องไปจากที่นี่เสียทีก่อนพลบค่ำ”

“ถ้าอย่างนั้นถือว่าข้าให้ยืมก็ได้ ท่านชายมีน้ำใจยื่นมือมาช่วยเหลือข้า คนยากไร้อนาถาไม่มีสิ่งใดจะให้ หากท่านเห็นว่าสิ่งที่มีค่ากับใจข้าไม่มีความสำคัญกับท่านข้าคนต้อยต่ำก็คงต้องทำใจว่า ข้ามันหาค่ามิได้เลย”

“ไม่ใช่นะท่านป้า เฮ้อ..ข้าจะพูดยังไงดีนะ” ท่านชายเจินผุดลุกขึ้นอย่างหัวเสีย ในอาการนั้นก็ทำให้ข้าคิดอะไรออก

“งั้นข้าขอยืมปิ่นก็แล้วกันนะคะท่านป้า หลังงานสำคัญเสร็จสิ้นข้าเอามาคืนค่ะ”

“เหลียนฮวา!!”

ท่านชายเจินกล่าวเหมือนตำหนิ  แน่นอนข้ารู้ดี ใจจริงข้าก็ไม่อยากได้ปิ่นของท่านป้าหรอก แต่ข้ากลัวว่านางจะเสียน้ำใจจึงพูดอย่างนั้นไป มือข้างหนึ่งของท่านป้าหยิบปิ่นให้กับข้าพลางยิ้ม แม้ดวงตาของนางจะมองไม่เห็น แต่ข้าก็ดูออกว่ามีอะไรหลายๆ อย่างซ่อนอยู่นั้น ในขณะที่ท่านชายเจินมองข้าอย่างไม่เข้าใจนัก และเขาก็คงไม่พอใจอีกเหมือนกันที่ข้าไปรับของที่ท่านป้าหลี่ให้มาพลางเอ่ย

“ทั่วแผ่นดิน…ปิ่นกุสุมามีแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น”

  

เชิงอรรถ :      

(1)  เทพเสินหนง เทพกสิกรรม

Don`t copy text!