ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 7 : ข้าจะเข้าวัง

ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 7 : ข้าจะเข้าวัง

โดย : อวิ๋นหลง

ชื่นกลิ่นกุสุมา เรื่องราวของโม่เหลียนฮวา หญิงสาวที่โชคชะตาก็ทำให้เธอกลายมาเป็นพระชายาของบุตรชายปาเสียนอ๋อง ตำแหน่งที่มาพร้อมความยุ่งเหยิงในชีวิต แต่นางก็แสนจะเต็มใจ นิยายจีนของ อวิ๋นหลง นักเขียนสาวผู้มีผลงานมาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้คือนิยายจีนเรื่องแรกของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ 

****************************

– 7 –

ค่ำวันนั้นกว่าแขกของท่านยายจะกลับเข้าห้องพักก็กินเวลาดึกสงัด ข้ารู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน อาจจะเป็นเพราะวันนี้เป็นวันที่แขกเยอะมากก็ได้ ช่วงที่ข้ากำลังคิดกำไรจากการขายอาหารอยู่ เต๋อผิงก็วิ่งหน้าตื่นมาหาข้าทันที

“ข้าคิดว่าเจ้ากลับไปแล้ว ดึกแล้วนะ ข้าจะปิดร้าน”

“เหลียนฮวา เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”

“ยังมีเรื่องอะไรใหญ่ที่สุดในหลินอันอีกเล่า รึเจ้าอยากเป็นเจ้าหน้าที่ป่าวประกาศข่าว ร้องเร่แห่กระเชอไปเลยสิ ว่าแม่ครัวหลวงจางจิวอวี่ ทำหมั่นโถวเผือก”

“ข้าคงไม่ไปแย่งงานคนอื่นทำหรอก ที่มาก็เรื่องหนังสือของเจ้านั่นแหละ” คำพูดนั้นทำเอาข้าหูผึ่งขึ้นทันที ดวงตาเบิกกว้างเมื่อข้าได้เห็นหนังสือของหลันฮวา

“มีคนเอาหนังสือของหลันฮวามาส่งแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่มีแต่ร้านของข้าเท่านั้นนะที่มี ทุกร้านตามหัวเมืองมีหนังสือเล่มนี้ร่วมร้อยกว่าเล่มไม่นับอีกสามเล่มที่นางโลมหอกุหลาบตบแย่งกันอีก”

เต๋อผิงก็พูดต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่ข้าก็ดึงหนังสือมาเปิดดูอย่างบ้าคลั่ง ให้ตายเถิด นังกล้วยไม้บ้านี่ทำไมต้องจองเวรกับหนังสือของข้าด้วย ให้ได้ชัดว่าส่วนท้ายของหนังสือเล่มนี้

ลอกข้าทั้งดุ้น!!!

“ไอ้คนส่งมันไปไหน ข้าจะไปลากคอมันมาถาม”

“รอยเท้าเขาเจ้าก็ตามให้เจอเถิด พอข้ากลับจากที่นี่ ก็เห็นว่าท่านพ่อกำลังนับหนังสือเรื่องนี้อยู่ ท่านพ่อบอกว่าเขาเอามาส่งตั้งแต่หัวค่ำแล้ว คงราวๆ ช่วงที่ร้านของเจ้าเปิดประมูลจานนั่นแหละ”

ในมือของข้ากำแน่นหยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ ขนาดหายใจธรรมดาๆ ข้ายังรู้สึกเจ็บเสียดไปทั้งใจ เต๋อผิงคลี่กระดาษใบหนึ่งส่งมาให้ข้า มันบอกให้รู้ว่านี่คือตั๋วแลกเงิน

“เงินที่หลันฮวาจ่ายให้ที่ร้านหนังสือ มันเป็นเงินที่มาจากในวัง ตรงนี้มีตราประทับด้วย”

“ตำหนักอี้หลันเฉิน”

ข้าอ่านสิ่งที่เขียนเป็นตัวหนังสือราวกับท่องจำ ตั๋วแลกเงินใบนี้มีค่าถึงสิบตำลึงทอง ใจหนึ่งก็นึกเกลียดหลันฮวานักที่ทำแบบนั้น นี่ขนาดใช้เงินมากมายจ้างร้านหนังสือให้ขายหนังสือของตน เงินตั้งสิบตำลึงทองใครก็อยากได้ในยุคอดอยากเช่นนี้

“หลันฮวาเป็นคนในวังเชียวนะ ข้าคิดว่าเจ้าควรเลิกล้มเรื่องการตามหาเถิด มันไม่เป็นผลดีเลยจริงๆ”

“ไม่!!” ข้าปฏิเสธเสียงแข็ง เต๋อผิงจับมือข้าแน่น ข้ารู้ที่เขาทำคงเพราะห่วงและข้าก็เข้าใจดีทีเดียว

“เจ้าจะทำยังไง เจ้าจะสู้กับเขาด้วยวิธีการใด หลันฮวาเป็นคนในวังเชียวนะ ถ้าเป็นองค์ชายหรือองค์หญิงของหวงตี้เล่า มือเปล่าธรรมดาๆ จะสู้อะไรเขาได้ การกระโดดสูงน่ะมันดี แต่กระโดดไปเจอหนามแหลมข้างบนคงไม่ดีแน่ เจ้าโง่หรือบ้าที่จะทำแบบนั้น”

“งั้นข้าคงต้องดีใจที่คนสูงศักดิ์ลดตัวมาสู้กับกวีไร้อันดับเช่นข้า ใช่..ข้ามันเป็นคนธรรมดาแล้วยังไง ในมือของข้ามีแค่พู่กัน แต่ถ้าต้องสู้กันข้าก็จะถือพู่กันให้แน่นและจะไม่ยอมถอยแม้เพียงก้าวเดียว ข้าจะเข้าวัง!”

“เจ้าบ้าไปแล้ว ข้าไม่มีวันยอมเจ้าคิดว่าวังหลวงเป็นบ่อนปลากัดรึไง มันไม่ใช่ตลาดหรือตรอกชิงไห่นะ ที่จะเดินเข้าไปแล้วออกมาได้ง่ายๆ เป็นตายยังไงข้าก็ไม่ยอมหรอก” เต๋อผิงพูดเสียงดังลั่น ข้าก็ไม่ถอยเช่นกันและไม่มีวันยอมให้มันเป็นแบบนี้แน่ ความเจ็บปวดในหัวใจข้าไม่มีใครรู้ว่ามันเจ็บแค่ไหน อย่าพูดเรื่องการทำใจหรือปล่อยวางเลย แค่ตอนนี้ยืนอยู่เฉยๆ ข้ายังทำไม่ได้

“แล้วเจ้ารับผิดชอบกับความเสียใจของข้าได้ไหม ถ้ามีคนขโมยเอาสิ่งที่เจ้ารักที่สุดเอาไปเชยชม!!”

ข้าตะโกนสุดเสียงแต่สีหน้าของเต๋อผิงก็ดูไม่ดีเช่นกัน ลมหายใจของข้าติดขัด เมื่อมองเห็นหนังสือของกวีจอมลวงโลกคนนั้น

“แค่วังหลวงข้าจะไปให้ได้และถ้ามันเป็นนรก ข้าก็จะตามไปจิกหัวมันมา..ให้มันมาขอโทษข้า เจ้าไม่รู้หรอกว่าข้าเจ็บปวดเพียงใด..เสียใจเพียงใด”

“ใช่..ข้าอาจจะไม่รับรู้ แต่ข้าห่วงเจ้า ใจของข้ามันบอกอย่างนั้น ข้ารู้อย่างเดียวว่าถ้าสูญเสียเจ้าไป ข้ามิอาจจะอยู่ต่อไปได้!!”

ข้ามองเขาอย่างไม่เข้าใจนัก สีหน้าของเต๋อผิงร้อนรน เขาไม่เคยเป็นอย่างนี้นี่ ราวกับว่าสายลมพัดเอาเพื่อนสนิทของข้าหายไปกลายเป็นผู้ชายคนใหม่ที่มีแววตาเก้อเขินยามสบมอง

“เต๋อผิงเจ้าหมายความว่ายังไง ที่บอกว่าห่วงน่ะเจ้าห่วงในข้าในฐานะเพื่อนรึ”

“ข้าเองก็ไม่รู้ แต่เจ้าคือความคุ้นเคยของข้า ข้าเป็นคนชอบกินอะไรซ้ำๆ แต่ถ้าขาดมันไปข้าคงทนไม่ได้ ถ้าจะชอบผู้หญิงสักคน อาจจะเป็นแบบนี้ก็ได้ ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนเช่นใด ทำไมข้าจะไม่ห้ามเจ้า เพราะเจ้ามันเป็นคนมุทะลุดุดันหาตัวจับยาก ข้ากลัวว่าเจ้าจะไม่ปลอดภัย”

“ใครมาทะเลาะอะไรกัน เวลาดึกๆดื่นๆ แบบนี้”

เสียงของท่านยายน้อยดังขึ้น ข้ามองเต๋อผิงเพียงนิดเดียวก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า

“ท่านยายเจ้าคะ ข้าจะเข้าวังเจ้าค่ะ”

“ห๊า!!”

ท่านยายพูดเสียงสูงอย่างไม่อยากเชื่อ ท่านมองหน้าข้าสลับกับเต๋อผิงไปมา ท่านแม่ที่ลงจากบันไดมองหน้าอย่างสงสัย คราวนี้แหละที่น้ำตามันไหลออกมาถะถั่งดุจห่าฝน ข้าถือหนังสือของหลันฮวาชูขึ้นแล้วฟาดลงกับพื้นอย่างโกรธแค้น แต่ใครเล่าจะเข้าใจความเจ็บปวดของข้าตอนนี้ ไอ้ความแค้นนั่นมันเลื่อนจากปากจุกที่กลางคอหอยทำให้ข้าพูดไม่ออก แต่เต๋อผิงก็ตะโกนสุดเสียงเหมือนกัน

“ข้าไม่ให้เจ้าไป เจ้าอยากเห็นข้าเป็นบ้าหรือไง ศักดิ์ศรีของกวีมันเทียบไม่ได้เลยกับชีวิตของเจ้า”

“แต่เจ้าบอกให้ข้าสู้นี่ สู้ด้วยศักดิ์ศรีของกวี ข้าคงปล่อยให้มาเหยียบจมูกข้าไม่ได้หรอก นี่เหรอคนที่เข้าใจข้า เจ้าไม่ได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่ข้ามีแม้เพียงนิด เจ้าจะเข้าใจข้าได้ยังไง”

“ทำไมข้าจะไม่เข้าใจ ถ้าแบกรับแทนได้ข้าเอามันมาไว้ที่บ่าข้าหมดแล้ว จะเดินจากข้าไปหรือ ฝันไปเถิด ข้าไม่ยอม”

ดวงตาของเต๋อผิงเปลี่ยนไป เขาไม่เหมือนเพื่อนรักที่เคยเล่นหัวกับข้าแม้เพียงนิด ท่านยายน้อยถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะบอกให้พี่อี้เหลียนไปเชิญท่านแม่มาคุยด้วย ข้าเดินเข้าไปในห้องรับรองอย่างไม่พอใจ

พี่อี้เหลียนพยายามรินน้ำชาให้ทุกคน แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครอยากยกขึ้นมาจิบนัก ข้านั่งกอดอกมองเต๋อผิงอย่างเอาเรื่องก่อนจะบอกความต้องการของตัวเองให้ท่านยายฟัง

“ข้าอยากเข้าวังเจ้าค่ะ”

“ข้าไม่ให้นางไปขอรับท่านยายอวี่”

“มันเรื่องอะไรกัน พวกเจ้าไม่เคยทะเลาะกันนี่”

ท่านแม่เอ่ยขึ้นมาบ้าง เต๋อผิงนัยน์ตาแดงเรื่อเหมือนกำลังจะร้องไห้ แน่นอนมันทำให้ใจข้าร้าวราน แต่ก็ไม่อาจจะทำให้ข้าเปลี่ยนความตั้งใจได้

“ท่านแม่เจ้าขา มีคนลอกหนังสือของข้าค่ะ มันเป็นคนที่อยู่ในวังข้าจะตามไปลากตัวมันมาขอโทษหนังสือของข้าให้ได้”

“เหลวไหลใหญ่แล้ว ใครมันจะทำอย่างนั้น เรื่องเจ้าอยากเป็นกวียายพอรู้มาบ้าง แต่เรื่องคนในวังจะลอกหนังสือของเจ้าน่ะ ไม่มีใครสติดีอยากทำหรอก เขาเอาเวลาไปอ่านหนังสือของคนมีชื่อเสียงไม่ดีกว่ารึ”

คำนั้นราวเหล็กแหลมทิ่มใจ ข้าไม่เถียงเรื่องหนังสือของข้ามันไร้อันดับ แต่ทำไมหลันฮวาต้องมาลอกหนังสือข้าด้วย หนังสือสองเล่มถูกเอาวางเคียงกัน ทำให้ข้าน้ำตาพังลงอีกรอบ จนกระทั่งเต๋อผิงเอ่ยขึ้นมาก่อน

“มีคนลอกหนังสือของนางจริงๆ ขอรับ ข้าตามสืบจนรู้ว่าเป็นคนในวัง พอเหลียนฮวารู้ นางก็ดึงดันจะเข้าไปให้ได้ สำหรับข้าน่ะ กลัวที่สุดคือนางวู่วาม ยิ่งรู้ว่านางเจ็บปวดเคียดแค้นมากเท่าใด ข้ายิ่งอยากให้นางอยู่ไกลวังหลวงมากเท่านั้น”

“แล้วจะเข้าไปทั้งอย่างนี้นี่นะ ท่านแม่มีสีหน้ากังวล จากดวงตาของท่าน ทำให้ข้ารู้ว่าท่านเองก็คงไม่เห็นด้วย ท่านยายน้อยยิ่งแล้วใหญ่ ท่านคงคิดว่าสิ่งที่ข้ากำลังจะทำมันไร้สาระสิ้นดี แต่ถ้าท่านไม่เห็นด้วยข้าก็ไม่อาจเข้าวังได้ เพราะท่านเป็นคนเดียวที่จะพาข้าเข้าไปได้

“เจ้าจะเข้าไปในวังในฐานะอะไรเล่า โม่เหลียนฮวา” ท่านยายถามเสียงเครียด

“ข้าจะติดตามท่านเข้าไปทำงานในวังเจ้าค่ะ”

“เจ้าทำอาหารเป็นรึ คนอย่างเจ้าหั่นผักดองยังไม่สวย ปรุงน้ำแกงพื้นๆยังเค็มยังกะดีเกลือ แล้วจุดมุ่งหมายของเจ้าล่ะคืออะไร แค่ไปตามหาคนลอกหนังสือคนเดียวเท่านั้นรึ เจ้าลองหันกลับไปมองหน้าแม่ของเจ้าสิ”

ข้าหันไปมองดูหน้าท่านตามที่ท่านยายน้อยบอก

“ปีนี้นางอายุแค่สามสิบหก แต่หน้าตาของนางซูบผอม เพราะต้องแบกรับชีวิตคนหลายคนไว้บนบ่า กิจการยิ่งใหญ่ของหอจันทร์เสี้ยว จำเป็นต้องมีผู้สานต่อ เจ้าไม่คิดบ้างรึว่า นางจะห่วงเจ้ามากเพียงใด ถ้าเจ้าจะไปด้วยเหตุผลนั้นจริงๆ”

ข้าสะอื้นในอก ข้ารับรู้ว่าท่านแม่เจ็บปวด ทั้งเรื่องท่านพ่อและเรื่องที่ว่าวันข้างหน้าข้าจะอยู่ยังไง จนบัดนี้ข้ายังเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือน แล้ววันนี้ข้ายังจะทิ้งท่านเข้าไปตามหาคนลอกหนังสือในวังอีก ข้ามันช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน

“แล้วถ้ามีคนมาลอกเลียนสูตรอาหารของตระกูลเราล่ะเจ้าคะ ท่านยายจะทนได้ไหม ที่อาหารที่ท่านคิดสูตรขึ้นถูกคนอ่านลอกไปและบอกว่าเป็นของตนเอง”

ดวงตาของท่านยายหรี่ลงช้าๆ ก่อนจะยิ้มอย่างเหนื่อยอ่อน มือทั้งสองของท่านชูสูงขึ้น

“ไม่มีใครแย่งเอาฝีมือออกจากตัวเราได้หรอกหลานรัก คนที่จะตัดสินว่าแม่ครัวคนไหนคือสุดยอดแม่ครัวคือคนกิน และสำหรับกวีคนที่จะตัดสินเรื่องฝีมือคือคนอ่าน เจ้าเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาเอง แล้วเจ้าต้องกลัวอะไรเล่า แม่สีน่ะอาจจะไปผสมสีได้หลายสี แต่สีหลายๆ สีมาผสมกันเป็นแม่สีน่ะไม่ได้หรอก เจ้าจะกลัวไปไย”

ท่านยายเอ่ยเช่นนั้นราวกับบอกให้ข้าตัดใจ แต่มันเรื่องที่ยากมากสำหรับข้า เพราะข้าไม่เคยลืมความยากลำบากกว่าจะได้มาเป็นกวี หนังสือหนึ่งเล่มของข้าแลกมากับหลายสิ่งอย่าง มาวันนี้กวีจอมลวงโลกกลับดึงเอาความหวังที่มีอยู่น้อยนิดหายไปจนหมดสิ้น เต๋อผิงคุกเข่าลงกับพื้นพลางเอ่ยเสียงดังลั่น

“ข้าอยากแต่งงานกับเหลียนฮวาขอรับ ท่านยาย..ท่านอา”

“เจ้า..เจ้าพูดบ้าอะไร เมาน้ำลายรึ”

ข้าตะโกนสุดเสียง พลางมองหน้าเต๋อผิงอย่างไม่เข้าใจ เขาเป็นบ้าหรืออะไรเข้าสิง ทำไมถึงพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าผู้ใหญ่แบบนี้ เรื่องแต่งงานไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ! เขาเชิดหน้าขึ้นน้อยๆไม่สนใจว่าข้าจะมองเขายังไง

“ข้าพูดจริงขอรับ เพราะรู้ว่าพวกท่านกังวลเรื่องการแต่งงานของเหลียนฮวา ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าก็พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของนาง”

จางเต๋อผิง หุบปาก เจ้าพูดอะไรของเจ้า!” 

ข้าพูดทั้งๆที่รู้สึกไม่ดีนัก อีกทั้งรู้อยู่เต็มอกว่า ตัวเองเป็นผู้หญิงที่ไม่สวยเท่าไหร่แถมยังหัวรั้นไม่ทำตามสมัยนิยม ไม่รัดเท้าให้เป็นดอกบัวทอง เดินไปตามถนนก็จะถูกผู้ชายมองเหยียดหยาม แต่วันนี้มีผู้ชายคนหนึ่งมาบอกว่าอยากแต่งงานกับข้า แถมเขายังเป็นเพื่อนสนิทของข้าอีกต่างหาก ท่านแม่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“นี่มันเรื่องใหญ่นะ การแต่งงานไม่ควรเอ่ยออกมาแบบนี้ ไม่ควรเอ่ยออกมาด้วยอารมณ์ชั่ววูบ”

“ความรู้สึกของข้าหลายปีที่ผ่านมาหาใช่อารมณ์ชั่ววูบไม่ ข้าทนไม่ได้ที่จะเห็นเหลียนฮวาไปอยู่ในวังหลวง ทั้งๆที่นางมุทะลุดุดันออกปานนั้น ถ้าการแต่งงานของข้าสามารถเหนี่ยวรั้งนางได้ ถ้าแต่งแล้วนางไม่ต้องอับอายข้าพร้อมแบกรับชีวิตของนางเอง”

“เจ้าโง่! ข้าเกิดมาไม่เคยเห็นใครโง่เหมือนเจ้าเลย เอาความสุขของตัวเองมาผูกติดกับข้าเนี่ยนะ เจ้าอาจจะเสียใจก็ได้ที่พูดออกมาวันนี้ก็ได้” ข้าเหลืออดที่จะทน นี่เพื่อนของข้าเป็นอะไรไป เขาต้องการแบบนั้นจริงๆรึ ข้าไม่สนใจที่จะฟังเขาแล้วตอนนี้ได้แต่ส่งสายตาขอร้องมาที่ท่านยาย

“ขอยืนยันคำเดิม ข้าขอติดตามท่านยายเข้าวังหลวง”

“ไม่ได้หรอก ยายไม่ยินยอม เจ้าเลิกล้มความคิดนั้นเสีย วังหลวงไม่ใช่ที่จะมาเดินเล่นเพื่อตามหาของ อีกอย่างยายไม่ใช่ขุนนางมีตำแหน่งจะปกป้องเจ้าสุดแขนก็เป็นไปไม่ได้ อีกอย่างเมื่อเกิดมาเป็นลูกของพ่อและแม่เจ้าแล้ว หากว่าทำผิดมิใช่มีชีวิตของเจ้าเท่านั้นที่จะรับผิด เจ็ดชั่วโคตรของคนสกุลโม่และสกุลจางจะพลอยลำบากไปด้วย”

เหตุผลของท่านยายมิใช่ว่าจะไม่ถูกต้อง แต่ข้ามิอาจจะทำใจได้ ในเวลาเช่นนี้ทำไมไม่มีคนเข้าใจข้าเลย ท่านแม่นิ่งเงียบจ้องมองเข้ามาในดวงตาของข้าอย่างขอร้อง ทำให้ข้าไม่มีถ้อยคำใดๆถกเถียงทุกคนได้อีก

“ยังไงก็ตามข้าไม่แต่งงานกับเต๋อผิงไม่มีวัน..ไม่มีวัน”

ข้าตะโกนสุดเสียงพลางวิ่งหนีออกจากห้องไปทั้งๆที่มืดสนิท ในขณะที่เต๋อผิงทรุดลงกับพื้นอย่างคนหมดแรง ข้าไม่สนใจท่าทีนั้นของเขา เพราะในเวลานี้ความเจ็บปวดในใจข้าหาได้มีคนใส่ใจไม่

Don`t copy text!