เด็กชายชาวดง บทที่ 10 : เอาที่เอาทาง

เด็กชายชาวดง บทที่ 10 : เอาที่เอาทาง

โดย : มาลา คำจันทร์

“เด็กชายชาวดง” นวนิยายเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ มาลา คำจันทร์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็กๆ กับเรื่องเล่าและวัฒนธรรมล้านนาอันยิ่งใหญ่ ชีวิตที่เรียบง่ายและแตกต่างจากเด็กในปัจจุบัน จะนำมาซึ่งรอยยิ้ม และจะสร้างความอุ่นหัวใจให้กับนักอ่าน

****************************

– 10 –

 

มะไฟติดลูกแต่แต่โคนขึ้นไปถึงกิ่งก้านสาขา ดกแดงแสงเรื่อ ห้อยย้อยเป็นสร้อยเป็นสายดูดังจะหวาน ที่จริงไม่หวาน เปรี้ยวจัด เปรี้ยวจี๊ดเลย มีอยู่ต้นหนึ่งในเขตบ้านของเรา เป็นไม้ป่า ไม่ใช่ไม้ปลูก มะไฟป่ามีอยู่สองพันธุ์ เรียกกันว่ามะไฟแดงกับมะไฟขาว มะไฟแดงเปรี้ยว แต่มะไฟขาวหวาน บังเอิญว่าในเขตบ้านเรามีแต่มะไฟแดง ไม่ค่อยได้กินได้ใช้อะไรมันนัก เคยถามตาว่าทำไมไม่โค่นทิ้งเสีย ตาตอบง่ายๆ ว่า

“เพิ่นอยู่มาก่อนเฮา”

นอกจากมะไฟ ในเขตบ้านเรามีไม้ป่าอื่นๆ อีกมาก เพราะแต่เดิมที่ตรงนี้เป็นป่ามาก่อน  ตามาบุกเบิกเอาแต่เมื่อชักชวนยายลงจากเรือนทวด ตากับยายเป็นคนรุ่นที่สองของหมู่บ้าน คนรุ่นแรกคือรุ่นทวดที่หนีตายกันมาสิบครัวเรือน แรกตั้งเป็นบ้าน  คนสิบครัวเกาะกลุ่มกันอยู่สองฟากซ้ายขวาของวัด  ไม่อยู่ทางหลังวัดเพราะพื้นที่ค่อยลาดชันขึ้นไปจนถึงสันดอย คนบ้านเรายึดถือกันมาแต่ดั้งแต่เดิมสมัยอยู่บ้านเก่าแล้วว่า คนไม่ควรอยู่สูงกว่าพระเจ้า บ้านไม่ควรอยู่สูงกว่าวัด ดังนั้นในยุคสร้างบ้านแปลงเมือง จึงไม่มีครัวเรือนใดอยู่ทางหลังวัด

ตกมาถึงคนรุ่นที่สอง คือรุ่นปู่ย่าและตายายทั้งหลาย ก็ยังไม่มีใครไปแผ้วถางเอาที่เอาทางปลูกสร้างเป็นเหย้าเป็นเรือนอยู่ทางด้านหลังวัด หมู่บ้านจึงขยายไปทางใต้ทางเหนือและทางตะวันออก กลุ่มผู้เฒ่าของหมู่บ้านอันมีตุ๊ลุงอินถาเป็นเค้าเป็นประธานกำหนดไว้ว่าตั้งแต่แนวห้วยที่แตกกิ่งลงมาจากห้วยเหนือทางด้านดอยปู่เฒ่าย่าเฒ่าเอาไว้เป็นนา

หมู่บ้านตั้งมั่นมาได้เพราะคนรุ่นแรกสิบครัวเรือน

พวกท่านบุกบั่นฟันฝ่า สามัคคีกลมเกลียวกัน ผ่านทุกข์ผ่านยากมาสารพัด คนรุ่นหลังจึงเคารพเชื่อฟัง หากพวกท่านไม่ตัดสินใจหนีมา พวกเราก็อาจไม่ได้เกิด เพราะห่าอาจกลืนกลบลบมิด ชีวิตพวกท่านล่วงลับดับหายก่อนให้กำเนิดเรา  พวกท่านขึ้นฟ้าเมืองบนไปหมดแล้ว พวกเรายกย่องท่านไว้เป็นผีปู่ย่า เอาไว้ไหว้สาคารวะด้วยความเคารพ

“ทำไมตาต้องพายายแยกจากเรือนทวดมาไกล อยู่ใกล้เรือนทวดไม่ดีกว่าหรือ”

“ตาเอ็งมันร้าย” ยายชิงตอบ “ร้ายมาแต่หนุ่มๆ ไม่ค่อยลงให้ทวดเอ็ง”

“เหมือนพ่อก็ร้ายใช่ไหม ไม่ค่อยลงให้ตา”

“อือ” ยายตอบเป็นคำคลุมเครือ

 

คำว่าร้ายมีหลายความหมาย เลวร้ายก็ใช่ ชั่วร้ายก็ใช่ ร้ายกาจก็ใช่ กล้าแข็งหรือหัวแข็งไม่ยอมลงให้ใครง่ายๆก็ใช่ ตาเป็นเป็นคนกล้าแข็งมากกว่า พ่อก็คล้ายๆ กัน แม่เล่าถึงครั้งที่พ่อเข้ามาเป็นเขยใหม่ๆ ปีสองปีแรกก็ยอมลงให้ตา ต่อมาก็เริ่มขัดขืนฝืนแย้ง ตาถือดีในวิชาอาคมที่ตนทรงอยู่ อย่างคาถาหับปากงู กงฟ้าพญาอินทร์ และข่ามคงหนังเหนียวเป็นต้น ส่วนพ่อถือดีในวิชาธนูมือ

“พ่อเอ็งมันร้าย” ตาเคยพูด

“ร้ายอย่างใด”

“มันตบมือใส่ตา”

“ตบมือใส่ก็ถือว่าร้ายหรือตา”

“มือพ่อเอ็งไม่ใช่มือเปล่า มันลงคาถาธนูมือไว้ ตบมือใส่คือมันท้าทายตา”

“ตาตบมือใส่พ่อข้าไหม”

“ตบทำไม มือตาไม่ได้ลงคาถาธนูมือไว้ ตาก็ถอดมีดซุยออกจากฝัก เอาขว้างลงปักดินต่อหน้าพ่อเอ็งแล้วบอกว่าไอ้เขยมึงหยิบขึ้นมา กูหลับตาให้มึงเลือกแทงเอาเลย พ่อเอ็งก็เลยยกมือไหว้ตาว่าข้าขอขมาพ่อเมียเทอะ ข้ายอมแล้ว”

ในความคิดของแสงเมือง ทั้งพ่อและตาเป็นคนขยันขันแข็ง แรงเรี่ยวเชี่ยวกรากด้วยกันทั้งคู่  แรกๆ อาจยังขัดแย้งปีนเกลียวกัน ตาก็แข็ง พ่อก็แข็ง ต่อมาคงค่อยปรับผ่อนอ่อนยอมให้แก่กัน  พ่อเป็นฝ่ายยอมตามากกว่า อาจเป็นด้วยน้ำถ้อยร้อยเรียงของแม่ แม่เป็นคนอู้ม่วน คือพูดจาอ่อนหวานไม่ขัดใจคน แม่ยอมลงให้พ่อทุกอย่าง แต่หากแม่แย้ง พ่อก็มักฟัง ตั้งแต่ตาเสียตา พ่ออ่อนน้อมค้อมหาตามากขึ้น พ่อว่าสงสารตาต้องมาตาบอดเมื่อแก่ เวียกการงานชายทั้งหลายพ่อรับเอาไว้หมด พ่อว่าสองสามปีแรกที่ดวงตามืดดับ  ตาฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด ต่อมาจึงค่อยปลงใจยอมรับได้ว่าเวรทันพลันไคว่ หรือบาปนั้นพลันสนองเพราะตาฆ่างูเห่ามากเกินไป

“โบราณบ้านเฮามีข้อห้ามอันหนึ่ง” ตาบอก “ บ่กินอย่าฆ่า”

“งูเห่าคนบ้านเฮาบ่กินใช่ไหมตา”

“ใช่แล้ว งูเห่า งูจอง งูเหลือมงูหลามเหล่านี้คนบ้านเฮาบ่กิน”

“แล้วตาฆ่างูเห่าทำไม”

“ฆ่าเอาดี เอาไปขายให้พ่อกำนัน”

พ่อกำนันที่ตาเอ่ยถึงคือพ่อกำนันที่เป็นลูกของพ่อกำนันคนเดิมที่ล่วงลับไปแล้ว ตาเล่าว่าพ่อกำนันเป็นโรคอย่างหนึ่งที่เรียกเป็นถ้อยคำสมัยนี้ว่ากล้ามเนื้ออ่อนล้า ตาเล่าว่าทั้งเนื้อทั้งตัวพ่อกำนันอ่อนร่วนเหมือนเลาะดูกทิ้ง  ลูกเมียพ่อกำนันเอาวางไว้ตรงไหน พ่อกำนันก็กองเอาะเหยาะอยู่ตรงนั้นเหมือนผ้าขี้ริ้วเก่าๆ รักษามาหลายหมอก็ไม่หาย มีพ่อหมอคนหนึ่งแนะนำว่าให้เอาดีงูเห่าดองเหล้าเป็นยา แต่ว่างูเห่าเป็นงูพิษร้ายตอดตายฉับพลันจึงไม่มีใครอยากเสี่ยง ตาเองก็ไม่อยากเสี่ยง แต่พ่อของพ่อกำนันมีบุญคุณต่อตาสมัยหนุ่มๆ แล้วเข้าซ่องโจรลักงัวลักควายชาวบ้าน ท่านช่วยปิดบังอำพรางไว้จึงไม่ติดคุกติดคอกเพราะฆ่าเจ้าทรัพย์ตาย ประกอบกับตาเองก็ถือดีในคาถาหับปากงูจึงรับปากพ่อกำนันคนใหม่ที่นอนกองเอาะเหยาะน่าเวทนา ตาล่างูเห่าเอาดีไปขายให้พ่อกำนันดองเหล้า อันนี้เข้าข่ายไม่กินแต่ฆ่า

“ฆ่าแล้วตาก็กินเสียสิ จะได้ไม่ผิดข้อห้าม”

“มันบ่แม่นของกินคน ถึงกินก็ไม่พ้นผิด ตุ๊ลุงอินถาท่านว่าแค่เลี่ยงบาลี แต่ยังผิดวินัย”

“สัตว์ตัวใดบ้าง คนบ้านเราบ่กิน”

“งู แรด เสือ หมี ช้าง ม้า วอก ค่าง นกยูง สัตว์เผือกทั้งหลาย ไม่ว่างัวเผือกควายเผือก คนบ้านเฮาบ่กิน”

สาเหตุที่แท้จริง ที่ตาพายายแยกห่างจากที่ทางผืนเดิมที่ทวดแผ้วถางไว้นั้น ตาว่าเป็นเพราะที่ทางของทวดไม่ค่อยกว้างขวาง แต่ทวดมีลูกสาวถึงสามคน หากทุกคนเอาที่ ก็ได้กันคนละไม่ถึงไร่ดีนัก ตาว่าไม่พอมือพอตีนจึงไม่เอา ที่ใหม่ใหญ่กว้าง ตาแผ้วถางเอาได้เกือบสี่ไร่ จะเอามากกว่านั้นก็ได้ แต่ปู่แก่ว่าพอแล้ว เหลือไว้ให้ละอ่อนภายหลังภายลูนเขาบ้าง ตากะเก็งเล็งแลอยู่นาน บางส่วนของที่ผืนนี้มีคนจับจองไว้ก่อนแล้ว แต่สามปีผ่านไปไม่ทำอะไรต่อจึงหมดสิทธิ์ตามข้อตกลงกันของเหล่าผู้เฒ่ารุ่นแรกที่วางกฎเอาไว้ ตาหมายตา ตาถามทั้งพ่อตาและพ่อตน พ่อตาว่าไม่ควรเอา ตรงนั้นเจ้าที่เจ้าแดนแรง ไอ้คนแรกที่ทิ้งไว้จนร้างก็เพราะขยาดเจ้าที่  แต่พ่อตนคือพ่อของตา ไม่ใช่พ่อตาที่หมายถึงพ่อเมียเป็นผู้รู้ผู้หลักคนหนึ่งในกลุ่มที่พากันหนีมา พ่อของตาว่าจะเอาก็ได้ แต่ต้องประกอบพิธีกรรมอันใหญ่ให้ถูกต้องตามตำราที่ชื่อว่าธัมม์พญาพิสสนู เสียก่อน ธัมม์หรือตำราเรื่องนี้มีอยู่ทั่วไป วัดไหนๆ ก็เหมือนจะมีด้วยกันทั้งนั้น ปู่เองเมื่ออยู่ในผาเหลืองก็ได้คัดลอกลงไว้ในสมุดบันทึกความรู้ส่วนตัว สึกออกมาก็เอาติดตัวออกมา บันทึกเล่มนี้ตกทอดมาถึงแสงเมือง ขอคัดลอกเอาเนื้อหาบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเอาที่เอาทางมาลงไว้

ประการหนึ่ง  จักตั้งบ้านใหม่นั้น  ชาติว่าแผ่นดินนี้มีเทวดาแลผีทั้งหลายอยู่ทุกต้นไม้เส้นหญ้าและเครือเขาทุกแห่งทุกที่แล หื้อแปลงซะทวง(กระทงกาบกล้วย)๔อัน  อันหนึ่งใส่รูปช้าง อันหนึ่งใส่รูปม้า อันหนึ่งใส่รูปคนชาย  อันหนึ่งใส่รูปคนหญิง  อันหนึ่งแลข้าว๔ปั้น(แต่ละอันใส่ข้าวสี่ปั้น) กล้วยอ้อย  หมากพลู  แกงส้มแกงหวานแลอันแล๔ ข้าวเปลือกข้าวสารใส่พร้อมแล้ว  หื้อเอาหินร้อยลูกหื้อเป็นเงิน  หินเหลืองสิบลูกหื้อเป็นคำพัน(ทองคำราคาหนึ่งพันเอาน้ำ๔บ่อใส่ทุกขัน  แล้วหื้อเอาไว้กลางใจบ้าน แล้วหื้อหาบไม้คานทุม(ไม้คานหามผี) แปลงเขตบ้านไว้๔ด้าน แล้วอย่ารีบแผ้วถางเทื่อ  แล้วหื้อกล่าวว่า  ตูข้าทั้งหลายเป็นคนเจ้าฟ้าข้าเจ้าแผ่นดิน  จักเอากันมาอยู่มากินตามอาชญา  เจ้าอนุญาตหื้อตูข้ามาอยู่ที่นี่แล  ตูข้าทั้งหลายก็มีเงินหมื่น คำแสนและสูปพยัญชนะอาหาร แกงส้มแกงหวาน ช้างม้า ข้าหญิงชายมาขอแลกไถ่ซื้อเอาแห่งสูเจ้าอันอยู่เฝ้ารุกขะต้นไม้หญ้าสลอบคา  ตูข้ามาขอราธนาสูเจ้าทั้งหลาย จุ่งชักกันพ่ายหนีพ้นจากเขต  ตามอาชญาเจ้าแผ่นดิน เจ้าแห่งตูข้าทั้งหลายเทอะ  ตูข้าทั้งหลายจักปฏิญาณไว้มีฉันนี้  ตูข้าทั้งหลายอยู่ที่นี่นานประมาณพันปีในเมืองคนเป็นขนาด  ว่าอั้นแล้วหื้อเอาหินลูกหนึ่งน้ำหนักพันขึ้นบนฝังไว้กลางใจบ้านเป็นสักขีว่าอั้น  ผิว่าหินก้อนนี้เน่าเป็นดินไปเมื่อใด  จิ่งเป็นพันปีในเมืองคนตูนี้แล  หินลูกนี้เน่าเป็นดินไปแล้ว  สูเจ้าค่อยเอากันพลิกคืนมาอยู่ที่เก่าสูเทอะ  ผิว่าหินลูกนี้บ่เน่าเป็นดินเทื่อ  สูเจ้าอย่ารีบคืนมาเทื่อเนอว่าอั้น  แล้วเอาซะทวงช้างไปส่งหนเหนือ  ซะทวงม้าไปส่งหนใต้ ซะทวงชายไปส่งหนวันออก ซะทวงคนหญิงส่งหนวันตก  หื้อพ้นเขตซาววาแล้วค่อยแผ้วถางเทอะ  ผิว่าบ่ซื้อบ่แลกที่เทื่อ  อย่ารีบแผ้วถาง  จักตั้งเรือนนั้นอย่ารีบเผา(อย่ารีบเผาที่ค่อยแผ้วเสียเทอะ

ยังมีตำราหรือธัมม์เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเอาที่เอาทาง สร้างหอสร้างเรือนของคนในยุคก่อน ขอเอามารวมไว้ด้วยกันตรงนี้

ครั้นจักแต่งแปลงบ้านใหม่ ใคร่รู้ที่ร้ายที่ดี หื้อกระทำฉันนี้เทอะ  หื้อเอาใบผาแป้งมา๘ใบ แล้วมาห่อขี้ดินใบ๑ ห่อเกล็ดไม้ใบ๑ ห่อข้าวเปลือกใบ๑ ห่อถ่านไฟใบ๑ ห่อหินใบ๑ ห่อปีกไก่ใบ๑ ห่อดอกไม้ใบ๑ ห่อผมยุ่งใบ๑ หื้อมีข้าวตอกดอกไม้เทียนไปยอไว้ที่นั่นแล้วหื้อสัจจะอธิษฐานซึ่งเทวดาว่าดังนี้

โอกาสะ โอกาสะ โอกาสะ  พรหมเทวดา รุกขเทวดา ติณณปัพพตาเทวดา อากาสเทวดา บัดนี้ฝูงข้าพ่อแม่ลูกผัวเมียมีประมาณเท่านี้ก็มาตั้งบ้านเรือนอยู่ในที่นี้ ยังจักพึงใจเทวดาเจ้าทั้งหลายชา ยังอยู่วุฒิจำเริญใจตูข้าทั้งหลายนั้นดังอั้น ก็ขอหื้อได้หยุบ(หยิบ)ห่ออันดีนั้นจิ่มเทอะ ครั้นยังบ่พึงใจเทวดาเจ้าทั้งหลาย ตูข้าทั้งหลายจักอยู่บ่วุฒิดังอั้น ก็ขอหื้อได้ห่ออันบ่ดีนั้นเทอะ คำใดดีก็ว่าเอาเทอะ

หื้ออ่านคาถาอันนี้ว่า นมามิ  สิรสานาถัง สัสสะ ธัมมคนุตมัง อิทัมปิ นิมิตโต ทิฏฐจักขุง วปัสสติ ๓ที แล้วหยุบเอาเทอะ หื้อหยุบห่อ๑เทอะ  แล้วไขคอย(แก้ดู)เทอะ ได้ห่อปีกไก่ ผมยุ่ง ห่อเกล็ดไม้ ถ่านไฟ ฝูงนี้บ่ดีเนอ  ครั้นว่าได้ห่อหมากหิน ข้าวเปลือก ขี้ดิน ดอกไม้ดีแล

นัย๑ว่าจักแปลงบ้านเรือนทัดใดนั้น หื้อไปแถะหญ้า(ดายหญ้า)หื้อหมดแล้วเอาหลักอัน๑ยาวฝ่ามือ๑หื้อเอาไปจดดินที่กวาดแถะหญ้าหั้น หื้อเอาพ้นดินแม่มือ๑ แล้วเอาเม็ดข้าวเปลือกเต้งๆ (เต็มๆ)มาสัก๑๐เม็ด แล้วเอาหัวเม็ดข้าวนั้นเข้าจิ(เรียง)ต่อหลักแวดไว้ แล้วเอาหม้อใหม่มาควบ(ครอบ) เจียดริมหื้อดี อย่าหื้อสังได้เข้า แล้วมีควักแม่ธรณีควัก๑ ไปวางไว้ที่เราทำนั้น หื้อสัจจะอธิษฐานเทวดาแลธรณีที่นั้นด้วยโวหารว่า ครันผู้ข้าทั้งหลายจักแปลงบ้านที่นี่ ยังจักอยู่ดีมีสุขดังอั้น ก็ขอหื้อข้าวเปลือกที่หลักนี้อย่าได้ฟุ้งไปทางใดเทอะ ครันผู้ข้าทั้งหลายจักอยู่บ่ดีมีสุขดังอั้น ก็ขอหื้อเม็ดข้าวเปลือกฝูงนี้สะเด็น(กระเด็น)ฟุ้งไปมาจิ่มเทอะ แล้ววันพรุ่งไปคอย(ดู)หม้อควบนั้นคอยเม็ดข้าวเปลือกอันนั้น  ครั้นยังเม็ดข้าวแตกสะเด็นฟุ้งไปมาบ่อยู่เทอะ  ครั้นเม็ดข้าวขึ้นอยู่ปลายหลักนั้นก็ดีอยู่  ครั้นเม็ดข้าวบ่ฟุ้งไปทางใดนั้น หื้ออยู่เทอะ ดีแท้แล

อีกตำราหนึ่งว่าดังนี้

ที่เรือนเก่าก็ดี ใหม่ก็ดี หื้อปลูกข้าวดูก่อน หื้อขุดขุมลึก๘นิ้วมือขวาง แดก(กระแทก)เสียหื้อแน่นแล้วแปลงหลัก๔เหลี่ยมปักกลางขุมหั้น แล้วเอาข้าวเปลือกซ่วย(ล้าง)น้ำส้มป่อยเสียแล้วหื้อจัดเอาคู่คน(เท่าจำนวนคน)อยู่ในเรือนนั้นแล้วหื้อหว่ายหัวเข้าจุหลัก(เอาหัวสุมกันที่หลัก) แล้วอธิษฐานคำใดดีว่าก็ว่า แล้วเอาถ้วยควบ(ครอบ)ไว้ ตกวันพรุ่งเช้าผ่อดูเทอะ ครั้นยังเสมอเก่าอยู่แล ครั้นฟุ้งฟางไปบ่ดีแล  ครั้นเม็ดข้าวผู้ใดค้าย(ย้าย)เสียที่ บ่ดีแก่ผู้นั้นแล ครั้นเม็ดข้าวผู้ใดขึ้นยองหลักอยู่นั้นจักได้เป็นใหญ่ชะแล

 

มาย้อนนึกไปในวัยที่ตัวเองแก่เฒ่า แสงเมืองคิดว่ากว่าที่ผีปู่ย่าบรรพบุรุษของเราจะเอาที่เอาทางสร้างบ้านแปลงเมืองได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่นึกจะเอาแผ่นดินตรงไหนก็ใช้เครื่องจักรเครื่องยนต์เข้าโก่นโค่นถากถางได้เลย ตำราโบราณเกี่ยวกับการเอาที่แดนแผ่นดินมีมากฉบับ สะท้อนถึงประสบการณ์หลายหลากมากมาย เป็นความรู้จากประสบการณ์ จดจารไว้แล้วตกทอดสืบมา เหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง ที่เหมือนคงเป็นเพราะประสบพบเห็นเหมือนกัน ที่ต่างคงเป็นเพราะประสบพบเห็นต่างกัน  บันทึกความรู้ยิ่งมากฉบับ ก็ยิ่งแสดงถึงประสบการณ์อันมาก กว่าจะได้ที่ได้แดน ได้แผ่นได้ดิน พวกท่านเหน็ดเหนื่อย พวกท่านอิดโรยอ่อนล้าแสนสาหัส เราได้อยู่ได้กินบนแผ่นดินผืนนี้ เราเป็นหนี้ท่านมาก  พวกเราจึงเคารพนับถือท่าน ยำเกรงต่อท่าน ยกยอท่านขึ้นอยู่บนหิ้งผีปู่ย่า

Don`t copy text!