เด็กชายชาวดง บทที่ 13 : หน้าเก็บเกี่ยว

เด็กชายชาวดง บทที่ 13 : หน้าเก็บเกี่ยว

โดย : มาลา คำจันทร์

“เด็กชายชาวดง” นวนิยายเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ มาลา คำจันทร์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็กๆ กับเรื่องเล่าและวัฒนธรรมล้านนาอันยิ่งใหญ่ ชีวิตที่เรียบง่ายและแตกต่างจากเด็กในปัจจุบัน จะนำมาซึ่งรอยยิ้ม และจะสร้างความอุ่นหัวใจให้กับนักอ่าน

****************************

– 13 –

 

ย่างเดือนยี่ ฝนละฟ้าไปแล้ว อากาศเย็นลงเรื่อยๆ แดดกล้าฟ้าใส กลางวันเห็นเมฆขาวตั้งช่อก่อชั้นเหมือนหน้าผาสูง กลางคืนเดือนขาวดาวพร่าง อยู่ที่ชานหลังบ้าน มองขึ้นฟ้าไปทางทิศเหนือ ดาวหัวช้างปกงวงชี้ไปทางตะวันออก บ้านเราเรียกดาวหัวช้าง บางคนเรียกสั้นๆ ว่าดาวช้าง คนไทยภาคกลางเรียกว่าดาวจระเข้  คนสมัยใหม่เรียกว่าดาวเหนือ ดาวกลุ่มนี้มีเจ็ดดวง มีตำนานเกี่ยวข้องกับพระฤษีเจ็ดตน แต่จะเป็นตนใดบ้างไม่ค่อยมีใครถ่องแท้นัก

เดือนยี่มีประเพณีสำคัญอันหนึ่ง เรียกว่ายี่เป็ง ตรงกับภาษากลางว่าวันเพ็ญเดือนยี่ ยี่เป็งเป็นประเพณีทางศาสนา จะมีการฟังธรรมมหาชาติให้ครบสิบสามกัณฑ์ในวันเดียว แต่บ้านใหม่เวียงแมยังเป็นหมู่บ้านเล็ก กำลังคนและกำลังทรัพย์มีไม่พอ ไม่อาจจัดหาพระวัดอื่นๆ มาเทศน์เท่าจำนวนกัณฑ์ที่มีถึงสิบสาม วัดใหญ่อย่างวัดห้วยโท้งจัดได้ ผู้ใดมีใจศรัทธาอยากฟังให้จบในวันเดียวก็ไปฟังได้ที่วัดห้วยโท้ง ปู่ไป แต่ตากับยายไม่ไป ยายเองหัวเข่าคลอนแคลนต้องใช้ไม้เท้า หากจะข้ามทุ่งไปห้วยโท้งคงต้องเอาใส่คานหาม ส่วนตาก็เป็นคนตาบอด ขนาดไปวัดในหมู่บ้าน แสงเมืองหรือแสงแก้วยังต้องจูงไปเลย

ผ่านข้ามปอยยี่เป็ง อากาศเย็นลงเรื่อยๆ หนาวมาเรื่อยๆ เข้าเดือนสาม ข้าวก็เริ่มแก่ นกเริ่มลงกินข้าว เช้าๆ หนาวหนัก คนชายยังบ้านไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่จะไปช่วยกันไล่นก หนาวสั่นดกๆ หนาวจนต้องเอามือมากุมกันแต่มันก็สนุกดี เดินบนคันนา เสื้อผ้าระผ่านใบข้าว น้ำค้างน้ำเหมยเปียกผ้าจนชุ่ม แยกย้ายกันอยู่ตรงนั้นตรงนี้ เอากงหรือหนังสะติ๊กยิงไล่ พ่อยังใช้กงกอนแบบดั้งเดิม ไม่ได้ตั้งใจจะยิงให้ถูก ถึงตั้งใจก็คงยิงไม่ถูกเพราะมันบินเร็ว นาเจ้าใดคร้านไล่ นกก็จะแห่กันไปรุม กระทั่งสายๆ ก็กลับเข้าบ้านกินข้าว นกไม่ลงทั้งวัน มักลงชุกชุมช่วงแสงแรกตะวันรุ่งเรื่อฟ้า นาบ้านเรากว้างขวาง นาบ้านน้ำลัดบ้านห้วยโท้งจดกัน ปลูกพร้อมกันจึงแก่พร้อมกัน นกกระจายไปลงตรงนั้นตรงนี้ข้าวจึงเสียหายไม่มาก พอสายๆ มันคงกินอิ่มจึงบินจากไป

“มึงไปโรงเรียนไหม วันนี้” แสงแก้วถามพี่ชาย

“กูไป”

“กูบ่ไป”

ไปโรงเรียนบ้าง ไม่ไปบ้าง แต่ก็ไม่ขาดติดต่อกันยาวนานจนครูจำหน้าไม่ได้ อาทิตย์หนึ่งไปสามวันขาดสองวันประมาณนี้ บางช่วงครูกำชับกำชาผ่านมาทางปู่แก่หรือตุ๊ลุง พ่อแม่ก็จะเคร่งครัดเป็นช่วงๆ แต่ช่วงขึ้นชั้นป.๔ โรงเรียนเปลี่ยนครูใหญ่คนใหม่ เอาใจใส่เรื่องเวลาเรียนดีกว่าครูใหญ่คนเก่าก็ขาดเรียนน้อยลง จบป.๔ ออกมาก็พอคิดเลขเป็น อ่านออกเขียนได้ ต่อมาได้ไปเข้าวัดบวชเป็นเณร โชคดีเจ้าอาวาสเล็งเห็นนิสัยใจคอชอบอ่านชอบเขียน ท่านจึงเอาไปฝากท่านพระครูที่วัดในตัวเมือง ก็เลยได้เรียนนักธรรมและมัธยม สอบได้นักธรรมเอกพร้อมกับจบชั้นมัธยม แล้วก็โชคดีที่สอบเข้าวิทยาลัยครูได้ จบออกมาสอบบรรจุได้เป็นครูจัตวาไกลบ้านไกลเมือง ต่อมาอีกนาน จึงได้ย้ายมาสอนใกล้บ้าน

 

ย่างเดือนสี่ หนาวเยือกหนาวเย็น หนาวแทบทั่วทุกเส้นขน คร้านจะอาบน้ำ อี่หล้ากับยายต้องอาบน้ำอุ่น มันจะหนาวเหน็บหนักหน่วงเมื่อเดือนตกนกร้อง ไก่กระชั้นขันถี่ คล้ายจะเร่งดวงตะวันให้รีบขึ้น เสียงถากเสี้ยนฟืนกุกกักดังจากเรือนไฟ สักพักเสียงตำข้าวดังมาจากโรงเก็บของ แม่กับอี่เอ้ยตื่นแล้ว ตาก็ลุกจากบ่อนนอนไปแล้ว แต่แสงเมืองแสงแก้วยังอาลัยผ้าห่มอุ่นไม่อยากลุก เสียงไม้กวาดทางมะพร้าวลากดินแซ้ดๆ พ่อกับไอ่อ้ายคงอยู่ในคอกงัวคอกควาย บ้านเรามีควายคู่หนึ่งเอาไว้ไถนา มีงัวคู่หนึ่งเอาไว้ลากเกวียน แยกขังคนละคอกเพราะนิสัยมันไม่เหมือนกัน ขี้งัวขี้ควายไอ่อ้ายกับพ่อเก็บกวาดทุกวัน เอาไปใส่ไว้ในเสวียนขัดล้อมเป็นวงกลม สมัยนั้นบ้านเรายังไม่นิยมใช้ปุ๋ยเคมี มันแพง ใช้แต่ปุ๋ยคอกปุ๋ยมูลสัตว์กันเป็นพื้น

“ลุก ไอ่เมือง ไอ่แก้ว ลุก ไปดูหล้วงตุ่น”

ยามเดือนสี่ฝนละฟ้าไปนาน  มันต้างหรือสำปะหลังป่ากำลังแก่ มีอยู่เป็นดงเป็นดำตามป่าแพะหรือป่าละเมาะชายบ้าน ตุ่นเป็นสัตว์ใต้ดิน มันชอบอยู่ในดินมากกว่าขึ้นมาบนดิน ชอบขุดกินหัวมันรากไม้ ยามเย็นตะวันรอนอ่อนแสง เรามักเอาหล้วงไปดักตุ่น  หล้วงเรามีสี่ห้าหลัง พ่อเป็นคนทำ พ่อจะเลือกเอาไผ่ซางแก่ๆ มาเลื่อยเป็นปล้อง ยาวราวคืบเศษ เจาะรูสามรู สองรูแรกอยู่เคียงกัน ไม่ต้องเจาะทะลุล่างบน รูที่สามจะอยู่ตรงกลางระหว่างสองรูแรก แต่อยู่ข้างหลังห่างเข้าไปราวสองข้อนิ้ว รูนี้เจาะทะลุล่างบนเพื่อสอดเส้นตอกลอดขึ้นข้างบน ส่วนสองรูแรกจะใช้เส้นลวดสอดเพื่อทำเป็นบ่วง เวลาดักก็เอากระบอกไม้ซางไปซุกปากรูตุ่น เอาปากกระบอกเข้าใน เอาก้นออกนอก ที่ก้นจะเจาะทะลุเพื่อเอาตะไคร้ยัดเป็นเหยื่อล่อ  แล้วเอาเรียวไผ่ที่เหนียวแข็งไปตอกฝังดินทางด้านหลังก้นกระบอก เรียวไผ่นี้จะเป็นคันดีด  โน้มลงมา เอาเส้นตอกมัดคันดีด เอาเส้นลวดที่ทำเป็นบ่วงคล้องขึ้นไปเคียนปลายคันดีด แล้วปักหลักสองอันไขว้กันเป็นแนวเฉียงคร่อมกระบอก แล้วกลบดิน ตุ่นได้กลิ่นตะไคร้จะขึ้นจากรูมากิน มันจะสอดหัวเข้ากระบอก แต่เส้นตอกกีดขวางมันจะกัด เมื่อตอกขาด คันดีดจะดีดผึง บ่วงจะรัดคอมันไว้

เนื้อตุ่นอร่อย เวลาปิ้งย่างจะหอมมาก เอาทำกินได้หลายอย่าง ลาบก็ได้ แกงก็ได้ ต้มใส่ข่าอ่อน พริกหนุ่ม หอมแดงและยอดมะขามหรือยอดอะไรก็ได้ที่มีรสเปรี้ยว  กินคล่องปากคล่องคอ

 

เดือนสี่หนาวจัด ยามเช้าๆ หมอกขาวหม่นคลุมมัวกระทั่งสายๆ ไฟชานแทบไม่เคยดับ  ไฟลานก็สุมไว้อีกกอง เราเรียกสนุกปากแบบเด็กๆ ว่าไฟหมา

“คนหนาว หมาก็หนาว” พ่อว่า

“แต่หมามันมีขน” แสงแก้วแย้ง

“ขนมันบ่พอห่มตัว” พ่ออธิบายพลางเอาหินก้อนใหญ่ๆ ใส่ในกองไฟ “ขนาดเรามีผ้าห่มสองสามผืนยังหนาว แต่หมาไม่มีผ้า”

“พ่อเอาหินใส่ไฟเยียะหยัง” แสงเมืองถาม

“หินจะอมไฟไว้”

“มันบ่มีปาก” แสงแก้วแย้ง “จะอมไฟได้อย่างใด”

“มันจะดูดเอาความร้อนเข้าไป” พ่อเปลี่ยนคำอธิบาย “ ไฟดับ แต่หินยังร้อนอีกนาน หมาก็จะอุ่นอีกนาน”

แต่ดั้งเดิมมา ไฟลานเป็นสิ่งจำเป็นมาก ใช่แต่มีไว้เพื่อให้แสงหรือความอบอุ่น แต่มีไว้เป็นเครื่อง ป้องกันขโมยลักควาย ป้องกันเสือลักหมู ไฟลานเรือนใดไม่ลุก เขาจะเดาเอาว่าคนชายเรือนนั้นเป็นคนคร้าน ถึงยามหน้าหนาวไฟลานจะเป็นที่อาศัยนอนขดนอนซุกเอาปลายจมูกซุกหางอยู่ข้างกองไฟ หากเห็นขโมยเข้าบ้านหากขโมยเข้าบ้าน มันจะเห่ากระโชกกระชาก หากเสือเข้าบ้านมันจะเห่าๆ ถอยๆ เพราะกลัวเสือ แต่หากหมาเห็นผี มันจะหอนโหยหวนชวนขนลุก

“ยังมีหมาตัวหนึ่ง เป็นหมาสู้เสือ”

ค่ำคืนหน้าหนาว เดือนดาวพราวพร่าง ไฟลานลุกอยู่ตรงนั้นตรงนี้แทบทั่วหย่อมบ้าน ลมเลาะล่องท่องหล้ามาแต่ไกล บางคืนลมแรงจะดังวู่ๆ หวู่ เหมือนจะมีหมู่เปรตผีอสุรกายฝากเสียงมากับสายลม

“เมินนานมาละ สมัยเมื่อพ่อยังตัวน้อยเท่าพวกเอ็ง ป่าดิบดงดำยังอยู่ชิดบ้านคน….”

พ่อย้อนไปราวปีพ.ศ.๒๔๖๕  ครั้งนั้นป่าดิบดงดำยังแน่นทึบตึบตัน สัตว์สิ่งหิ่งห้อยยังแน่นหนาเพราะคนยังเบาบาง ยังมีคนผู้หนึ่งเลี้ยงหมาตัวหนึ่งไว้ มันเป็นหมาดุแต่เชื่อฟังเจ้าของ อยู่มาวันหนึ่งคนกับหมาก็ไปแอ่วป่า เสือไล่ขบหัวคน หมาก็ไล่กัดเสือ คนหนีขึ้นต้นไม้ได้ทัน  เสือหันมาตบหมา หมาก็งับขาเสือไว้ มันสู้จนตัวตาย เสือได้แผลก็ลากขากะเผลกๆ จากไป คนก็ลงต้นไม้มาอุ้มร่างยับเยินของหมามาฝังยังบ้าน

“หมาสู้เสือหายาก” พ่อสรุป “มีค่าเทียบได้กับควายตัวหนึ่ง”

“เราหาหมาสู้เสือมาเลี้ยงไว้เถอะพ่อ” แสงแก้วพูด

“หายาก ใช่ว่าพ่อเป็นหมาสู้เสือ ลูกก็เป็นหมาสู้เสือ”

“เหมือนไอ้เมือง” จู่ๆ แสงแก้วก็พูดพรวดออกมา “เป็นลูกพ่อ แต่หน้าบ่เหมือนพ่อ”

“ก็บ่เป็นหยัง” พ่อรีบพูด “หน้าบ่เหมือน ใจอาจเหมือนก็ได้”

หนาวเดือนสี่หนักหน่วงนัก เดือนสี่แต่ละปีเป็นหน้าเก็บเกี่ยว เทียบกับเดือนแบบทางราชการคงราวเดือนมกราคม  พ่อแม่ ไอ่อ้าย อี่เอ้ยช่วยกันจักตอกมัดข้าวอยู่ที่ชานหลังบ้าน ตอกมัดข้าวใช้ไผ่บงคายขนาดสองปล้องกำลังเหมาะ ปล้องเดียวก็สั้นเกินไป สามปล้องก็ยาวเกินไป ในวงล้อมแวดไฟชาน เรื่องราวเล่าขาน ตำนานพงไพรถูกนำมาเล่า ตายายมักเล่าเรื่องทุกข์ยากลำบากสมัยหนีห่ากันมา  พ่อมักเล่าเรื่องป่าดงหงหลวงสมัยยังหนุ่ม พ่อเองไม่ใช่พรานไพรใจฉกาจ ไม่ได้หาเลี้ยงลูกเมียด้วยการเข้าป่าล่าสัตว์ พ่อเป็นเพียงชาวบ้านป่ายังชีพด้วยการทำนาเป็นหลัก นอกหน้านาค่อยเข้าป่าเข้าดง ตาเองก็เหมือนกัน ไม่ใช่พรานโดยอาชีพ คนบ้านเราเหมือนไม่มีใครได้ชื่อว่าพรานสักคน

“ชาวในดงหายไปนานละยังพ่อ”

“ตั้งแต่พ่อเกิดมา ไม่เคยพบคนในดงเลยสักครั้ง แต่ตาเอ็ง…”

พ่อหันหน้าไปทางตา ตาเองก็เหมือนรู้ ตาหยุดมีดจักตอกในมือ เอื้อหยิบจอกน้ำต้มยามาจิบแล้ววางลง

“ตาเองก็ได้พบสักหนสักหน หายไปหมดแล้ว หนีเข้าลึกเข้าดึกทางฝั่งพม่า”

ยายไม่ได้จับมีดจับตอกแต่อย่างใด หน้าหนาวค่ำคืนยาวนาน ยายอาจไม่อยากขลุกในที่นอนเยียบเย็นนานเกินไป จึงมักเอาตัวมารับไออุ่นจากกองไฟให้นานๆ เวลาเข้านอนจะหนาวน้อยลง อี่หล้าติดยายมากกว่าแม่ ปีนั้นแสงเมืองเองก็ยังไม่ได้เข้าวัด อีหล้าได้เป็นลูกสืบเรือนรุ่นที่สองถัดจากแม่ ยังมีชีวิตสุขสบายดีอยู่ในปีที่แสงเมืองเขียนเรื่องเด็กชายชาวดงชุดนี้ ไม่ค่อยมีเรื่องราวทะเลาะเบาะแว้งหรือเป็นปากเสียงรุนแรงกับผัว ยังดำรงชีวิตอยู่ในวิถีเก่าแก่ดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาแต่รุ่นที่หนีห่ามาจากบ้านเวียงแม อันนี้ว่ากล่าวโดยรวม ใช่จะเหมือนทุกอย่าง แต่ความคิดจิตใจยังเหมือน กลัวผี เกรงใจต่อผี เชื่อบาปเชื่อบุญ เชื่อกรรมเชื่อเวร แม้ว่าในยุคปลายที่พวกเราพี่น้องร่วมท้องเดียวกันจะเข้าสู่วัยปลาย ความคิดความเชื่ออย่างนี้ก็ยังไม่หาย แต่อาจจางลง

ตั้งแต่ย่างเดือนสี่เป็นต้นมา นาบางเจ้าก็เริ่มเกี่ยวแล้ว การเก็บเกี่ยวก็เหมือนการปลูก ยังเป็นแบบเอามื้อ ส้ายมื้อที่สืบต่อกันมายาวนาน เอามื้อคือเราไปช่วยเขา ส้ายมื้อคือเขามาช่วยเรา จะมีการนึ่งข้าวต้มแกงกันเอิกเกริกเพื่อเลี้ยงเพื่อนบ้านที่มาช่วยงานเรา คนบ่าคนแรงทั้งหลายเขาลงเกี่ยว คนน้อยร่อยแรงอย่างพวกเราคอยวิ่งไล่ตะปบกบที่มันตกใจกระโดดหนีจากที่ซ่อน ยามผู้ใหญ่พักกินข้าวเราคอยรับใช้ ได้ยินคำว่า

“ลูกบ้านนี้ดี ใช้ม่อ”

แปลได้ว่าลูกบ้านนี้ ใช้ง่ายเราก็เป็นสุขแล้ว ไม่ต้องหยิบยื่นขนมขะต้มอะไรมาให้เลย แต่ได้ยินคำว่า

“พ่อแม่เพิ่นสอนมาดี”

เราก็มีความสุขแล้ว

พ่อแม่เป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ พ่อแม่เราอาจเป็นเพียงไพร่ฟ้าหน้าเหลือง ไม่ได้เป็นเจ้าขุนมูลนายมั่งมีสินทรัพย์ แต่พ่อแม่ก็เลี้ยงเรามาจนเติบโต พ่อแม่รักเรา อยากเห็นเราอยู่ดีมีสุข พ่อแม่จะทุกข์ยากอย่างไรไม่เคยบ่นให้เราได้ยิน ความรักของพ่อแม่เป็นรักอันยิ่งใหญ่ รักอันประเสริฐไม่มีรักใดเทียบเท่า เป็นความรักที่ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน เป็นรักที่มีแต่ให้

พ่อแม่เราลับตาขึ้นเมืองฟ้าไปแล้ว จะนานเท่าใดพวกเราก็ยังทานขันข้าวไปหา
พ่อแม่เราลับตาขึ้นฟ้าเมืองบนไปแล้ว แต่ก็ยังส่องตาลงมาดูแลเรา
พ่อแม่เราสิ้นลมหายใจไปแล้ว เรายกยออัญเชิญพลังของพ่อแม่ขึ้นไว้บนหิ้ง
หิ้งผีปู่ย่า

 

การเกี่ยวข้าวจะเกาะกลุ่มกันไปเป็นหมู่ หมู่ไหนสี่ห้าคนขึ้นไปถึงสิบยี่สิบแล้วแต่ว่านาใครมากหรือน้อย ปีนั้นพ่อยังทำนาของตากับยายอยู่ นาที่พ่อไปเบิกไว้ทางป่าแพะยังไม่เต็มรูป แต่ก็พอจะใส่ถั่ว ใส่ข้าวไร่กินได้บ้าง ผืนนาจะค่อยโหว่แหว่งว่างโล่งลงไปทุกวัน ข้าวเกี่ยวแล้วก้จะตากพาดตอไว้แล้วสักสองสามแดดก็มัดข้าวเป็นฟ่อนๆ แห้งดีก็ตีนวดได้ ยังคงเป็นแบบเอามื้อส้ายมื้อเหมือนการปลูกการเกี่ยว จะมีเหล้ายามาเลี้ยงแบบไม่อั้น บางทีเราก็แอบจิบ แรกๆก็เมาจนเดินตกคันนา ต่อมาก็เริ่มคุ้น

“ยังมีอี่แม่หม้ายคนหนึ่งมันเป็นผีสือ”

“ผีสือหรือลุงหนาน มันเป็นอย่างไร มีไฟลุกโพลงที่จมูกใช่ไหม”

หน้านวดข้าว คนบ้านเรามักจะนวดกลางคืน ไฟนวดข้าวจะลุกอยู่ตรงนั้นตรงนี้ เสียงฟ่อนข้าวฟาดลงดังตุบตับๆ จังหวะใครจังหวะมัน ใครเหนื่อยก็ออกมาพัก บางทีพักพร้อมกันสามสี่คนเพื่อกินของว่างที่แม่ใช้ให้เราเอามาจากบ้าน ของว่างที่ว่ามักได้แก่ยำน้ำส่าเป็นพื้น

ช่วงนี้แหละที่เรามักได้ฟังตำนาน นิทานนิยายจากปากคนเรือนอื่นที่ไม่ใช่ปู่ย่าตายายของเรา

ลุงหนานเป็นลุงแท้ๆ เป็นพี่ชายคนหนึ่งของแม่ ทำนาในส่วนของพ่อเมียเพราะเข้าไปเป็นเขยเรือนนั้น ส่วนพ่อเข้ามาเป็นเขยเรือนนี้ก็ทำนาเรือนนี้ ตากับยายยังไม่ตาย จึงยังไม่แบ่งนาแก่ลูกคนใด ปู่ก็ยังไม่ตาย พ่อจึงยังไม่ได้มรดกเป็นที่นาจากของปู่ เหมือนที่ลุงก็ยังไม่ได้มรดกเป็นที่นาจากตาและยาย ลูกชายทุกคนมีสิทธิ์ได้รับมรดกจากพ่อแม่ แต่จะได้รับจริงๆ หรือไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพ่อแม่ หากเป็นลูกร้าย เหลือระอา จนพ่อแม่หมดใจก็อาจไม่ได้รับ แต่เหตุการณ์เช่นนี้แทบไม่เกิดขึ้นเลยที่บ้านใหม่เวียงแม

“อี่ผีสือแม่หม้ายผู้นั้นจะมีไฟลุกที่ปลายจมูกหรือไม่ ไม่มีใครรู้” ลุงตอบ

“แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นผีสือ” หลานถาม

“มันแต่งสร้างทางกินไม่เหมือนคนอื่น มันไปขอแรงเพื่อนบ้านคนชายมาช่วยเปลี่ยนตองมุงหลังคา ใกล้เที่ยงมันก็เรียกคนชายเหล่านั้นลงจากหลังคา ว่าลงมายั้งเซาเอาแฮงก่อน ข้าจะเยียะกินหื้อสู  ผู้ชายเหล่านั้นก็ลงมา เหลืออยู่คนหนึ่งลงมาไม่ทัน ส่วนย่าผีสือนึกว่าคนลงหมดแล้ว มันก็ขึ้นเรือนไปแต่งสร้างทางกิน เอ็งรู้ไหม มันทำอย่างไร”

“ทำอย่างไร ลุง”

“เอ็งเติมยำน้ำส่าให้ลุงก่อน”

ยำน้ำส่าทำมาจากน้ำส่า น้ำส่าก็คือกากที่เหลือจากการต้มเหล้า เป็นข้าวเละๆกับน้ำที่มีแอลกอฮอล์เหลืออยู่เล็กน้อย เอามายำกับกล้วยดิบ มะละกอดิบที่หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอดีคำ หั่นตะไคร้กับข่าอ่อนใส่ลงไป ละลายกะปิกับน้ำปลาร้าใส่ลงไป เอาพริกแห้งผิงไฟพอกรอบแล้วฉีกเป็นชิ้นๆ ใส่ลงไป คนให้เข้ากันก็ตักแจกกันได้

ลุงเล่าว่าย่าผีสือคนนั้นชะล่าใจว่าไม่มีใครเห็น มันยกกระทะตั้งบนไฟแล้วฉี่ใส่สั่งว่าเป็นน้ำมันเน้อ ขี้ใส่สั่งว่าเป็นไข่เน้อ แล้วมันก็คนๆๆ แล้วตักใส่ถ้วยเอามาสู่หมู่คนชายทั้งหลาย

 

หนาวเดือนสี่ยังเข้มข้น ใกล้เดือนสี่เพ็ญ ผืนนาก็ว่างโล่ง เกวียนบรรทุกข้าวขนข้าวจากนามาสู่ยุ้ง ยังไม่มีการจกข้าวออกหลองหรือขนข้าวลงจากยุ้งมาตำกิน ต้องรอให้เพ็ญเดือนสี่ผ่านไปก่อน เดือนสี่เพ็ญเราจะทานข้าวใหม่คือถวายข้าวเปลือกคนละหาบสองหาบเข้าวัดตามศรัทธา แล้วจะมีพ่อค้ามาซื้อข้าว เงินที่ได้จะเป็นเงินวัด ไม่ใช่เงินของเจ้าอาวาส เอาเก็บไว้ซ่อมแซมทะนุบำรุงถาวรวัตถุในวัด มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเปรตดิบตนหนึ่ง ไม่ได้เกิดที่บ้านเรา แต่เกิดที่บ้านหนองพระเจ้าผดเรื่องมีอยู่ว่าพ่อหนานคนหนึ่งเป็นกรรมการวัดแต่ขยักเงินขายข้าวเอาไว้ใช้เอง บั้นปลายแกกลายเป็นเปรตดิบ คือเป็นเปรตตั้งแต่ยังไม่ตาย ทุกคืนแปดค่ำหรือสิบห้าค่ำ พระเณรในวัดจะได้ยินเสียงคนตักน้ำใส่ตุ่ม ได้ยินเสียงล้างถ้วยล้างจาน พระเณรแอบดู เห็นพ่อหนานคนนั้นตักน้ำ ล้างถ้วยชามรามไห ตัวแกไม่สูงใหญ่แต่สูงยาว ยาวยืดขึ้นไปจนหัวชนขื่อ พอแกหันหน้ามาจึงรู้ว่าเป็นพ่อหนานคนนั้น

เดือนสี่ผ่านไปแล้ว หนาวเหน็บหนักหน่วงค่อยคลายตัว ผืนพรมข้าวสีเขียวและเหลืองหายไปแล้ว กลายเป็นทุ่งกว้างสีน้ำตาลแห้งๆ ที่แทบไม่มีการปลูกฝังนอกฤดูอะไรเลย

Don`t copy text!