เด็กชายชาวดง บทที่ 18 : นางนกฟ้า

เด็กชายชาวดง บทที่ 18 : นางนกฟ้า

โดย : มาลา คำจันทร์

“เด็กชายชาวดง” นวนิยายเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ มาลา คำจันทร์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็กๆ กับเรื่องเล่าและวัฒนธรรมล้านนาอันยิ่งใหญ่ ชีวิตที่เรียบง่ายและแตกต่างจากเด็กในปัจจุบัน จะนำมาซึ่งรอยยิ้ม และจะสร้างความอุ่นหัวใจให้กับนักอ่าน

****************************

– 18 –

 

เติบโตขึ้นอีกนิด สูงยืดขึ้นอีกหน่อย รู้ความเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย แต่ก็ยังรู้อะไรไม่มากเพราะยังไม่พ้นไปจากวัยเด็ก แสงแก้วดูโตเร็วกว่าพี่ชาย เกือบเท่าพี่ชายมันแล้ว เนื้อหนังก็หนาแน่นกว่า มันกินเก่ง กินจุ ยิงกงแม่น ชอบอ้างความเก่งทางยิงกงมาข่มพี่ชาย ตอนนั้นแสงเมืองไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองยิงกงย่ำแย่ มารู้สาเหตุก็ต่อเมื่อได้ไปเรียนบาลีมัธยมในเมือง คุณหมอมาวัดสายตา ถึงรู้ว่าตาเอียง

แสงแก้วเก่งทางยิงกง แต่แทงเหยี่ยนมันสู้พี่ชายไม่ได้

หน้าน้ำลด เหยี่ยนหรือปลาไหลจะมุดเข้าไปอยู่ในหล่มในเลนลึก มันอยู่ที่ไหนจะสังเกตได้จากรูที่มีน้ำปริ่มปาก ระดับน้ำจะขยับขึ้นลงตามการเคลื่อนไหวของเหยี่ยนที่อยู่ข้างใน ถ้าเหยี่ยนถอยลงไป ระดับน้ำในรูจะลดลง แต่หากมันขยับตัวขึ้น ระดับน้ำจะถูกดันขึ้นมา

“มึงได้นกกี่ตัว” แสงแก้วถามพี่ชายตอนยิงนก

“ตัวเดียว”

“แอ๊…” แสงแก้วทำท่าดูแคลน

“มึงแทงเหยี่ยนได้กี่ตัว” แสงเมืองถามน้องตอนแทงเหยี่ยน

“ตัวเดียว”

“อี๊…” พี่ชายทำเสียงดูแคลนสุดขีด

เมื่อเรียนชั้นป.๔ โรงเรียนได้ครูใหญ่คนใหม่ กำชับกำชาพ่อแม่ผู้ปกครองให้กวดขันเรื่องเวลาเรียนของเหล่าลูกเล็กเหล็กอ่อนมากยิ่งขึ้น ปีนั้นโรงเรียนมีครูครบชั้นเป็นปีแรก ได้ครูใหม่มาเพิ่มอีกคน ครูใหม่สอนชั้นป.๔ เป็นครูหนุ่มจบใหม่มีความรู้แน่นหนา มีลูกล่อหลายอย่างที่ล่อให้เราอยากไปโรงเรียน เช่นหาห่วงยางมาเพื่อล่อเด็กผู้หญิง หาลูกฟุตบอลมาเพื่อล่อเด็กผู้ชายเป็นต้น ก่อนเลิกเรียนก็เล่านิทานวันละนิดละหน่อย เป็นนิทานแปลกๆ ที่เราไม่เคยได้ยินจากหมู่บ้าน เช่นเรื่องพระอภัยมณี เรื่องโสนน้อยเรือนงานเป็นต้น

แสงเมืองขยันไปโรงเรียนเพราะอยากฟังเรื่องเล่า แสงแก้วเองก็ขยันไปโรงเรียนแต่เพราะฟุตบอล พ่อแม่เองก็ไม่ได้หน่วงเหนี่ยวเอาไว้ใช้งาน แต่ก่อนแต่เดิมมาก็ไม่ได้หน่วงเหนี่ยว แต่เด็กชายสองพี่น้องไม่อยากไปโรงเรียนเองมากกว่า เห็นว่ามันน่าเบื่อ ไม่สนุก บางทีก็ถูกเด็กที่โตกว่ารังแก

ย้อนนึกกลับไป วันเวลานั้น โลกข้างนอกเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่หมู่บ้านในดอยดงยังคงนิ่งเนิบเอื่อยเนือยเหมือนไม่มีอะไรเคลื่อนไหว ดงดอยยังอยู่ ทุ่งนายังกว้าง เช้ามาตะวันขึ้น เย็นลงตะวันตก ค่ำคืนมีเดือนดาวกระจ่างใส กลางคืนบางคืนมีเสียงซึงติดติ่งเต้นต้อง ใกล้รุ่งหน้าหนาว ได้ยินเสียงน้ำค้างหยดจากชายคาดังเปาะๆ หมู่บ้านมีคนเกิด มีคนตาย ไม่ค่อยเข้าใจนักกับคำลึกซึ้งว่าหลังเกิดมีตาย หลังตายมีเกิด เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด

ลึกล้ำเข้าไปในเขตดงลึกยังไม่เคยเข้าไปถึง ลึกที่สุดก็เพียงชายขอบที่ไปตัดหวายกับพ่อและพี่ชายเมื่อยังเรียนอยู่ชั้ป.๒ ที่นั่นถือกันว่าเป็นเพียงปากปล่องประตูป่า เลยลึกกว่านั้นยังไม่เข้าไป แทบจะเป็นกฏของหมู่บ้านเลยด้วยซ้ำว่าเด็กผู้ชายอายุยังไม่ถึงสิบขวบ ไม่ควรพาเข้าไปในดงลึก เด็กผู้หญิงยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย

อยู่มาวันหนึ่งพ่อก็เรียกพี่ชายขึ้นว่า

“ไอ่อ้าย”

“เหย”

“ได้ฤกษ์ได้ยามแล้ว ไป”

“เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อนอี่พ่อ” แสงเมืองท้วง “ข้าไปด้วย”

พ่อชะงัก พ่อจะไปแอ่วป่า พาไอ่อ้ายไปด้วย แสงเมืองอายุเลย๑๐ขวบแล้ว อยากไปดูรู้เห็น มันเป็นสิ่งเร้าเรียกลึกของเด็กชายชาวดงทั้งหลาย มันน่ากลัวแต่ก็อยากรู้ เหมือนเรื่องผี น่ากลัวแต่อยากฟัง

พ่อหันมามองลูกชายคนที่สอง นิ่งอยู่นานแล้วถอนใจ

“เอ็งยังน้อยอยู่ คุณอันใดก็บ่มีสักอย่าง บ่มีสังคุ้มครอง”

“ไอ่อ้าย”

น้องชายหันไปมองพี่ ใช้สายตาแทนปาก ไอ่อ้ายอ้ำอึ้งแล้วตัดสินใจ

“หื้อมันไปเทอะพ่อ ข้าคุ้มครองมันเอง”

ปีนั้นไอ่อ้ายอายุ๑๖ปีเป็นบ่าวใหม่ ลงเรือนไปบ้างกลางค่ำกลางคืน ไอ่อ้ายไปหมายตาสาวชาวห้วยโท้งผู้หนึ่ง แต่สาวบ่สู้คือไม่ชอบ ไอ่อ้ายก็มารักขมบ่มในอยู่พักใหญ่ ค่ำคืนขลุกอยู่ในคอกควายสักสิบคืนก็ชื่นเหมือนต้นไม้ตื่นใหม่ได้ฝนหัวปี ส่วนอี่เอ้ยรู้จักเจียมตัวเจียมตน ได้แต่หวังว่าบุญมาเทวดาช่วย อาจมีอ้ายบ่าวตาเหล้อตาเหล่มาแอ่วมาอู้สักวัน

“อี่พ่อไปแอ่วป่าเยียะหยัง”

“ยายเอ็งอยากได้หลู้ฟาน”

“หือ ยายเฒ่าแล้ว ยังมักหลู้ฟานอยู่หรือ”

บ่แม่นอย่างนั้น ผีปู่ย่ามาเข้าฝันยายเอ็ง แรม๑๓ ค่ำนี้ท่านอยากกินหลู้ฟาน”

แรม๑๓ ค่ำ เป็นวันสำคัญของคนในผีเรา เหมือนวันเพ็ญขึ้น๑๕ ค่ำ เป็นวันสำคัญของคนทั้งบ้าน ยายสืบทอดพิธีกรรมเกี่ยวกับผีภายในครอบครัวมาจากยายทวด ยายเองอาจไม่ใช่ลูกสืบเรือนเพราะตาพาออกมาจากเฮือนเก๊าหรือเรือนที่ยายเกิด ยายแบ่งผีมาจากเฮือนเก๊า เอามาใส่ใจดูแลที่เรือนเรา ลูกสืบเรือนคือน้องสาวของยาย สิ้นย่าทวด น้องสาวของยายสืบจารีตประเพณีพิธีกรรมอยู่ที่เฮือนเก๊า ประเพณีสำคัญอย่างดำหัวผีหลวงในช่วงปีใหม่สงกรานต์  ยายก็พาพวกเราไป ผีหลวงของยายสถิตที่เรือนนั้น ส่วนผีหลวงของพวกเราสถิตที่เรือนนี้

สามคนพ่อลูกออกจากบ้านไปแต่หลังเที่ยง สมทบกับลุงหนานพี่ของแม่และลูกชายลุงอายุราว๒๐อีกคน ไปตามทางที่เคยไปตัดหวายให้ตาแล้วโดนผีลูกแฝดมีสองหัวแต่ลำตัวติดกันเรียกลงจากห้างไปให้มันกิน พ่อเสกคาถาธนูมือแล้วตบมือเผียะ เหมือนมีลมร้อนพุ่งวาบผ่านสีข้าง ผีลูกแฝดโดนลมพุ่งกระแทกก็กระเด็นหงายแล้วหายไปเลย

ผ่านจุดที่เคยคาดห้างปีนั้นไปแล้ว ลูกบวบห้างหลุดเลื่อน ไม้พัวะผุหักห้อย เลยจากตรงนี้เข้าไปจะเป็นเขตป่าดิบดงดำ เก้งกวางยังชุกชุมอยู่ พ่อว่าก่อนหน้านี้สักสิบปี แค่อยากกินเก้ง ไม่จำเป็นต้องเข้าลึกเข้าดึกไปถึงดงดำเลย แต่วันนี้ป่าตีนบ้านโปร่งบางลง ฟานไม่กล้าออกมา เราจึงต้องเข้าไปหามันในป่าที่หนาทึบกว่า มาถึงผาก้นช้างสองก้อนที่เหมือนช้างหันก้นให้กัน พ่อก็กำชับลูกชายว่าให้สำรวมเพราะถึงประตูป่าแล้ว

พ่อนั่งลงปลงย่าม เอาเหล้าออกมา เอาชิ้นดิบบ่แกงชิ้นแดงบ่ต้มออกมา วางกรวยข้าวตอกดอกไม้แล้วจุดธูปเทียนอย่างละคู่ ปักลงระหว่างผ้าก้นช้างสองก้อนแล้วกล่าวร่ำบำบวง

“โภนโต เทวสังฆาโย ดูราเทวดามวลหมู่ อันอยู่รักษาป่าดิบดงดำ…”

พ่อกล่าวร่ำยืดยาว ลูกชายทั้งสองก็กำหนดจดจำเอาไว้ จำได้ไม่หมด ต้องจดแล้วจื่อคือท่องเอาไว้ให้จำ เป็นเรื่องของคาถาอาคม พิธีกรรมทางไสยศาสตร์ซึ่งจำเป็นมากต่อวิถีชีวิตบ้านนอกคอกนา บ้านป่าดงดอยสมัยนั้น

“พ่อเรียนจากไหน”

“จากปู่เอ็ง”

“คาถาธนูมือ” ไอ่อ้ายถาม “พ่อก็สืบจากปู่มาใช่ไหม”

“บ่ใช่ คาถาธนูมือสืบในสายเลือดบ่ได้

ไอ่อ้ายเงียบไปเลย

กระทั่งเทียนดับ ไม่มีเหตุอาเพศอาถรรพณ์พิลั่นพิลึกประเภทฟ้าร้องก้องแตกทั้งที่แดดจ้า พ่อกับลุงหนานก็พาเราสามคนเข้าลึกเข้าดึกไปอีก ไม้ใหญ่ใบหนาถี่แน่นมากขึ้น ร่มครึ้มจนวังเวง แมงว้างแมงใยร้องระเบ็งเซ็งแซ่ จักแจ๋จักจั่นร้องสนั่นดง แดดส่องลงแทบไม่ถึงพื้น ในส่วนลึกๆ เข้าไปเหมือนมีเงาไหววูบวาบชวนนึกไปถึงคนในดงที่ตาว่าเขาหายตัวได้ แต่คนในดงก้ายไปจากป่าดงบ้านเรานานมาก อาจถอยลึกเข้าไปในเขตป่าของพม่า ตาว่าอย่างนั้น

“อี่พ่อ”

“หือ”

“บ่หันเสือหันหมีสักตัว”

“มึงบ่ดีว่า” อ้ายบุญยก ลูกของลุงปราม “คนบ้านเราถือ เรื่องนี้”

“พ่อจะไปผกฟานที่ไหน” แสงเมืองเลี่ยง

“มะขามป้อมต้นหนึ่ง” พ่อตอบ “ มันหวาน เก้งกวางชอบลงกิน”

“จะซุ่มอย่างใด ขึ้นห้างหรือ”

“ซุ่มบนพื้น” พ่อหันไปทางพี่ชาย “ไอ่อ้าย คุ้มครองน้องเอ็งให้ดี”

คนห้าคนมีปืนสี่กระบอก แสงเมืองยังเล็กเกินไป พ่อยังไม่ให้แตะต้องปืน มีแต่มีดหัวตัดกับมีดซุยอยู่ในย่าม มะขามป้อมหน้านี้แก่จัดกำลังหล่น เก้งกวางชอบกิน อยู่ลึกเข้าไปในดงดิบบริเวณที่โปร่งโล่งพื้นที่สัก…สักขนาดบริเวณบ้านเรา คล้ายๆ เคยเป็นไร่มาก่อน  อาจเป็นไร่เก่าของพี่น้องกะเหรี่ยงดอยดงที่เราไม่รู้จักคุ้นเคย เขาเป็นเผ่าร่อนเร่ไปตามป่าดิบดอยดงที่ดินสมบูรณ์ หากดินจืดก็จากไปข้างหน้า ห้าปีเจ็ดปีหรือสิบปีอาจวกเวียนมาที่เดิมอีกครั้ง

ถึงที่หมายก่อนตะวันตกลับ พ่อทำพิธีบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าแดน เจ้าฝนแสนห่า เจ้าฟ้าแสนสีอีกครั้ง ลุงหนานเป็นเพียงผู้ช่วย ลุงหนานกับพ่ออายุเท่ากัน พ่อไปขอลุงหนานมาเป็นเพื่อน แกจึงไม่เป็นเจ้าพิธีเสียเอง

กินข้าวที่ห่อมาจากบ้าน มืดมาเรื่อยๆ คืนแรมแก่ กว่าเดือนจะขึ้นก็ดึก  ลานโล่งเนื้อที่ราวไร่เศษกว้างขวางพอที่จะเห็นเดือนเด่นฟ้าเวลาหัวค่ำ ลมพัดอ่อนๆ อากาศไม่หนาวบาดเนื้อเพราะพ้นหนาวเข้าร้อนช่วงฤดูมะขามป้อมแก่จัด มะขามป้อมต้นใหญ่เกือบเท่าเสาเรือนยืนเด่นอยู่กลางลาน ปืนสี่กระบอกรายโอบคล้ายรูปเดือนเสี้ยว พ่อกำชับแสงเมืองให้อยู่ชิดติดใกล้ที่ข้างหลัง ยุงป่าเริ่มกวน หัวกล้วยเน่าที่เราเอาถูทาทั้งตัวเพื่อกลบกลิ่นช่วยได้มาก กระทั่งง่วง  กวางลงก่อน พ่อว่าอย่างนั้น  กวางไม่ใช่สิ่งที่พ่อขอเอาจากเจ้าป่าเจ้าเขาจึงไม่ยิง พ่อว่าอาจเป็นสิ่งลวงตา เจ้าป่าเจ้าเขาท่านอาจแต่งมาลองใจ หากเราละเมิดสัจจะที่ให้ไว้ เภทภัยที่คาดไม่ถึงอาจจู่โจมโถมทับภายในพริบตา

คำพูดของพ่อก็คล้ายคำสอน

พวกเราชาวบ้านป่าดงเรียนรู้จากพ่อแม่พี่น้องมากกว่าเรียนรู้จากโรงเรียน

อากาศเย็นลง ง่วงหนักขึ้น สัปหงกอยู่ทางด้านหลังของพ่อ มีพ่ออยู่ที่ไหน มีความมั่นใจอยู่ที่นั่น ไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าแอบพิมพ์ภาพของพ่อเอาไว้ในใจ ต่อเมื่อโตมากแล้ว มีครอบครัว มีลูก เราเองเอาภาพที่พิมพ์ไว้ออกมาใช้

พ่อไม่เคยตีลูก เพราะมือพ่อลงคาถาธนูมือไว้ หากตี ลูกจะหยอดแปลว่าหยุดเติบโตเจ็ดวัน
แสงเมืองเองไม่ได้ลงคาถาธนูมือ
แต่ก็ไม่เคยตีลูก

ง่วง เงียบ ทอดตัวลงนอนงอข้างหลังพ่อ มีผืนผ้าแผ่มาห่มให้ เผลอหลับไปไม่นานแสงปืนก็แผดร้องก้องแตก มีเสียงเอะอะว่าอยู่แล้ว ได้แล้ว เก้งเขื่องๆ ลุงหนานกวาดไฟฉายวูบวาบส่องหาเก้ง ตัวขนาดหมาหนุ่มทอดตัวนอนตายกับดิน  ลุงหนานก่อไฟ พ่อกับไอ่อ้ายช่วยกันผูกมัดตีนเก้ง อ้ายบุญยกปีนขึ้นต้มมะขามป้อม พ่อโยนเชือกให้รับ อ้ายบุญยกชักเชือกยกเอาฟานหรือเก้งขึ้นแขวนไว้สูงกันเสือหรือสัตว์กินเนื้ออื่นมาแทะ สี่ห้าคนชายแวดวงล้อมรอบกองไฟ เอาเนื้อแห้งเนื้อเค็มติดมาแต่บ้านปิ้งย่างกินกับเหล้า รอรุ่งพรุ่งเช้าค่อยกลับ กลับเลยทันทีไม่ดี บ้านเราถือสาเรื่องเดินทางกลางคืน

 

ดึกดื่น เดือนงามวิเวก สงบสงัดดั่งเดือนหน้าหนาว อากาศไม่หนาวเลย สบายๆ มีลมเย็นๆ เหมือนลมหัวค่ำต้นฤดูฝน บนฟ้ามีเสียงร้องเรียกเพรียกเพราะ เป็นเสียงใสๆ วิเวกหวาน ไพเราะที่สุด เสนาะที่สุด พอลืมตาก็เห็นนางนกฟ้าหมู่ใหญ่ออกมาร่ายรำ

“นกการวีก” นึกไปถึงเรื่องเล่าของปู่ “นกการวีกเป็นนางนกฟ้า อยู่บนเขากรวิกะ อันเป็นหนึ่งในเจ็ดของเขาสัตบริภัณฑ์”

“เขาสัตบริภัณฑ์คืออะหยัง อี่ปู่”

คือเทือกเขาเจ็ดเทอกที่แวดล้อมเขาพระสุเมรุ เขากรวิกะเป็นที่อยู่ของนกการเวก มีแต่ผู้มีบุญเท่านั้นที่จะได้พบตัว ยินเสียง”

ลุกขึ้นนั่ง ป่านิ่ง ฟ้านิ่ง ดินนิ่ง ดื่มด่ำ ผ่องแผ้ว นกการวีกตัวเท่าเป็ดเท่าห่านฟ้อนปีกหลีกเลาะแล้ววกวัฎฉวัดเฉวียนเหมือนสาวช่างฟ้อนตีวงวนรอบ งามนัก เพราะนัก เป็นความงามสูงส่งที่หลุดพ้นดินเพราะฟ้อนบนฟ้า แล้วก็เหมือนตัวเองกลายเป็นนกการวีกตัวหนึ่งขึ้นไปฟ้อนร่วมกับเขา มีแต่ความรู้สึกทางดี มีแต่ความรู้สึกทางบุญ อิ่มเอิบ เอิบอาบ เหมือนผุดพ้นบาปปูบาปปลาเปื้อนมือแล้วเอากำเนิดใหม่ในหมู่นางนกฟ้า คำบ้านเราเรียกนางนกฟ้า ไม่มีคำว่านายนกฟ้า เหมือนคำว่าวอกค่างนางนี ไม่มีคำว่าวอกค่างนายนี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในหมู่นางนกฟ้าจะมีแต่ตัวเมียเท่านั้น

บินขึ้นฟ้าไปฟ้อน ไม่ได้โอหังลำพอง หยิ่งผยองเหลิงบุญ ไม่มีความคิดใดๆ เกิดขึ้นเลย มีแต่ความรู้สึกคล้ายอิ่มทิพย์ อิ่มบุญ แต่รู้สึกได้ไม่นานก็สะท้านเฮือกเพราะมีมือมาตบบ่าแรงๆ

“พ่อ”

ไม่รู้สึกตัวเลย เดินออกมาเอง ออกมาไกลหมู่ไกลฝูงร่วมสิบวา

“ข้าบินได้นะพ่อ ข้ากลายเป็นนางนกฟ้า บินขึ้นฟ้าไปฟ้อนกับเขา”

“ผีกุมเอ็งออกมา” พ่อสรุป “กลับเข้าหมู่เข้าชุมบัดนี้”

Don`t copy text!