เด็กชายชาวดง บทที่ 8 : ไปตัดหวาย

เด็กชายชาวดง บทที่ 8 : ไปตัดหวาย

โดย : มาลา คำจันทร์

“เด็กชายชาวดง” นวนิยายเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ มาลา คำจันทร์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็กๆ กับเรื่องเล่าและวัฒนธรรมล้านนาอันยิ่งใหญ่ ชีวิตที่เรียบง่ายและแตกต่างจากเด็กในปัจจุบัน จะนำมาซึ่งรอยยิ้ม และจะสร้างความอุ่นหัวใจให้กับนักอ่าน

****************************

– 8 –

ฝนทิ้งช่วง ฝนฟ้าละหายหลายวันมาแล้ว อยู่มาวันหนึ่งพ่อก็พาไอ่อ้ายกับแสงเมืองเข้าป่าไปเอาหวายให้ตา  กระบุงกระบายตาสานไว้เกลื่อนกลาด ฝีมือตาดีแต่ตาไม่ดี เครื่องสานของตาไม่ว่าจะเป็นกระบุง ตะกร้า แซะ สุ่ม ไซ มักมีคนมาถามซื้อ ไม้ไผ่อาจมีในสวน แต่หวายมีป่า ตาเองแม้เก่งเกินคนตาบอดทั่วไป แต่ถึงอย่างไรก็ไม่เก่งกว่าคนตาดี ละแวกบ้านเรือนและเรือกสวนตาอาจไปได้โดยไม่สะดุดท่าว วัดตาก็ไปได้แต่ต้องมีคนจูง แต่ในป่า ไม่มีใครวางใจให้ตาไป ห่างงานนา ตาอยากได้หวาย พ่อจึงพาลูกชายไปตัด

“ตาว่าอี่พ่อมีคาถาธนูมือ”

“อือ”

“มันเป็นอย่างใดอี่พ่อ คาถาธนูมือ”

“เป็นคาถาร้อน ใช้ทางต่อสู้ป้องกันตัว ส่วนตาเอ็งมีคาถากงจักรพญาอินทร์ ร้อนแรงเหมือนกัน ร้อนต่อร้อนอยู่ใกล้กัน มันก็เลยกระทุกกระทั่งกันเป็นธรรมดา”

“คาถาธนูมือ” ไอ่อ้ายถามบ้าง “ตาว่าตีลูกไม่ได้ใช่ไหมพ่อ”

“อือ หากตีลูก ลูกจะหยอด คือบ่ใหญ่ไปเจ็ดวัน”

“ตาว่าตากับพ่อเคยท้ายทายกัน พ่อเสกคาถาธนูมือ ตบมือเผียะ ไม้บงไม้ซางข้างหน้าแล่นตลอดลำ”

“อือ”

“ข้าใคร่ได้” พี่ชายว่า

“ข้าก็ใคร่ได้” น้องชายว่า

“อย่าเอาเลย” พ่อว่า “มันร้อน ใจคอขี้หงุดหงิดฉุนเฉียว หากคุมไว้ไม่ได้ อาจฆ่าคนตาย”

พ่อสะพายย่ามใบใหญ่ใส่ข้าวสุกของกินและกระบอกน้ำทำจากไผ่ปล้องยาว  มีดพร้าใส่ซองหวายเหน็บเอว ป่าหวายอยู่ไกลบ้านออกมาราวสองชั่วโมงเศษ เลยป่าใช้สอยเข้าไปในดงลึกดึกดำที่ไม่ใช่ของคนบ้านใด เป็นป่าไม่มีเจ้าของ เป็นป่าส่วนกลาง ยุคสมัยเมื่อกึ่งพุทธกาล ป่าไม้เมืองไทยยังกว้างขวาง ที่ยังเป็นป่าดิบป่าดำล้ำลึกก็ยังมีอยู่มาก คนพื้นเมืองทั่วไปเลือกอยู่ตามขอบตามชาย ไม่เลือกอยู่ในเขตดิบดงพงทึบเพราะมันอยู่ยากกินยาก ผีก็ร้าย ไข้ก็แรง  มีแต่คนลึกลับอย่างชาวในดงเท่านั้น ที่เลือกอยู่ในป่าลึก

“พ่อเคยพบไหม”

“บ่เคย มีแต่คำเล่าคำลือ”

ป่าหวายใช่มีแต่หวาย ไม้อื่นก็มี ที่เรียกว่าป่าหวายเพราะหวายที่นี่มีมาก หวายชอบขึ้นในที่ชื้น เลื้อยทอดเพ่นพ่านไปตามใจใฝ่มักของมัน ต้นใหญ่ไม้สูง บางทีมันก็ขึ้นไปได้ถึงปลาย หวายมีหนามแหลมและคมมาก เท้าเปล่าไม่มีทางเหยียบย่ำไปได้ พ่อถาก”คุ่มตีน”จากไม้ซ้อ หรือไม้เซาะอะไรสักอย่าง คุ่มตีนคล้ายรองเท้าไม้ ใส่แล้วเข้าไปในดงหวายได้ พ่อคงมุ่งพาเรามาฝึกฝน มาดุรู้เห็นแล้วจดจำไปภายภาคหน้า พ่อตัดหวาย สอนเราว่าเลาะหวายอย่างไรไม่โดหนามทิ่ม พ่อสอนเราสาวเถาหวาย ว่าสาวอย่างไรจะปลอดภัยไม่ได้แผล พ่อสอนเราว่าถกหวายอย่างไรจะได้เส้นหวายทั้งลำ บางลำมันเลื้อยรัดตวัดพันขึ้นไปบนกิ่งใหญ่ไม้สูง  ลำพังพ่อคนเดียวถกลงไม่ได้ การตัดหวายควรใช้คอย่างน้อยสองคนช่วยกัน ตัดแล้ว เลาะแล้ว ถกแล้ว แล้วก็ลากออกมาทิ้งไว้พอให้หวายหด น้ำหนักจะลดลงไปอีกมาก ค่อยกลับเข้ามาเอา

“เขาไม่ลักเอาของเราไปหรือพ่อ”

พ่อหัวเราะหึๆ

“ใครจะลัก คนลักหวายเป็นคนสิ้นคิด รู้ถึงไหนอายถึงนั่น ไม่มีใครเอาเป็นลูกเป็นผัว”

คืนนั้นสามคนพ่อลูกค้างคืนนอกป่าหวาย คุ่มตีนไม่ต้องใช้แล้วก็ถอดทิ้งไว้ในป่าหวายนั่นเอง หากจะเปรียบเทียบให้เห็นง่ายก็คล้ายรองเท้าไม้ของญี่ปุ่น ต่างแต่คุ่มตีนมันลวกๆ ไม่ต้องเจาะรูร้อยสาย แต่ใช้เปลือกไม้ปุยทุบพอให้เปลือกแตกแล้วลอกเอาแต่เยื่อมารัดใต้คุ่มติดหลังตีน ไม่ค่อยสะดวกนัก แต่ก็พอรู้จักรู้จดรู้จำเผื่อจะต้องจำไว้ใช้เองวันหน้า กาลเวลาในวัยละอ่อนเป็นเวลาเรียนรู้ รู้จด รู้จำ แต่รู้คิดไหม อันนี้ไม่ค่อยชัดเจนนัก

มันเหลือแต่ร่องรอยติดอยู่ในความทรงจำ รู้จำ อาจไม่ใช่รู้คิด

วันนั้นกว่าจะลากหวายมากองรวมไว้ได้ครบก็ค่ำเสียแล้ว จะกลับบ้านก็พอทันแต่แสงเมืองอยากนอนป่า เกิดมายังไม่เคยนอนป่าสักคืน แต่ไอ่อ้ายเคยนอนจนคุ้นเคยดี ไอ่อ้ายเป็นคนไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยอธิบาย อาจคร้านตอบก็ได้ หากถามมากๆ เข้าไอ่อ้ายก็มักย้ายที่หนีน้องไปเสีย หรือรำคาญมากๆ ก็อาจปรามด้วยเสียงหนักๆว่า

“หับปากมึงเสีย ไอ้หน้าแม่”

เข้าค่ำร่ำไรแต่ยังไม่มืด หาพบห้างที่พ่อคาดไว้แต่เมื่อต้นร้อน ขึ้นนอนบนห้างฟังเสียงเพลงป่า อยู่กับพ่อไม่กลัวอะไร พ่อคือความอบอุ่น พ่อคือความมั่งคง พ่อเอาเหล้าออกมา รินลงจากห้างเล็กน้อยก่อนจิบ แบ่งให้ลูกชายจิบคนละอึกพอรู้จักเหล้า เวลาเข้าป่า สิ่งที่คนบ้านเราไม่ลืมคือไฟ มีด ปืนและเหล้า เหล้านอกจากเอาไว้กินยังเอาไว้เซ่นผีเจ้าที่เจ้าแดน พ่อพูดขำๆ ว่าคนมักเหล้า ผีก็มักเหล้า

“ผีกับคนอยู่ด้วยกันแต่แยกกันอยู่”พ่อพูดน่าคิด “เดินมาเดินไปอาจสวนกัน แต่คนไม่เห็นผี ผีก็ไม่เห็นคน”

“ผีทำร้ายคนได้ แล้วคนทำร้ายผีได้ไหมพ่อ”

“อันนี้พ่อไม่รู้แน่  เราอยู่ฝ่ายคน เรารู้แต่ว่าคนโดนผีทำร้าย หากเราอยู่ฝ่ายผี เราอาจรู้ว่าผีก็ถูกคนทำร้าย อย่างหมู่ที่เป็นหมอผี เลี้ยงผีเลี้ยงพราย บังคับขืนใจเอาผีเอาพรายมารับใช้  ก็นับได้ว่าเป็นการทำร้ายเหมือนกัน”

“พ่อกลัวผีไหม”

“ไม่กลัว”พ่อเอามือลูบหัวลูกชาย มือพ่อแข็งแรง อบอุ่น “ถ้าเราเข้าใจผี เราจะไม่กลัวผี”

“เข้าใจอย่างใด”

“ผีก็มีทุกข์ของผี ลูกเอ๋ย คนก็มีทุกข์ของคน ต่างเป็นเพื่อนทุกข์แก่กัน กลัวกันทำไม”

“ข้าไม่เข้าใจ”

“ต่อไปเอ็งอายุเท่าพ่อ เอ็งจะเข้าใจ”

ห้างไม้ไผ่คาดไว้นาน ลูกบวบหด เส้นตอกหลวม ยามขยับตัวจึงลั่นออดแอดอยู่บ้าง เราขึ้นห้างเพื่อพักนอน ไม่ใช่ขึ้นห้างเพื่อผกซุ่มยิงหมูเม่นกวางฟาน ห้างจะลั่นหรือไม่จึงไม่ใส่ใจ คืนนั้นเดือนแจ้ง แสงเดือนนวลใส ยามลมห่มร่ำ คล้ายจะมีเพลงวังเวงแว่วๆ ฟังๆไปก็คล้ายเสียงคนสวดท่องคาถาอาคมลึกลับ ในป่ามีเสียงแปลกๆ พ่อว่าอย่าฟัง อย่าทัก อย่าตอบ พบเห็นอันใดให้ดูเฉยๆ อย่าตกใจ อย่ากระโดดลงไปเด็ดขาด จะแข้งหักขาหักหรือคอหักตาย

“มีอยู่เรื่องหนึ่ง” พ่อเล่า “นานมาแล้วแต่เมื่อพ่อยังไม่เกิด “คนบ้านห้วยโท้งผู้หนึ่งเขาเล่าว่าเก่งกล้านัก ไม่กลัวผี ไม่กลัวคน เคยลงอาบน้ำมันว่านเดือดพล่านมาแล้วสามครั้ง ข่ามคงเขี้ยวเขาเล็บงาทุกอย่าง คนผู้นี้บ่ทำไรทำนาแต่มีข้าวกินคุ้มปี มันเก่งทางล่า เข้าป่าล่าสัตว์เอามาแลกข้าว เขาเล่าว่าหากมันแบกปืนเข้าป่าก็อุ่นใจได้เลยว่าต้องได้กินเนื้อกินหนังแน่นอน มันเก่งถึงขนาดนั้น แต่สุดท้ายมันก็ตาย”

“มันข่ามคงเขี้ยวเขาเล็บงาทุกอย่าง” ไอ่อ้ายสงสัย “แล้วมันตายได้อย่างใด”

“ตกห้างตาย”

“ตกห้างตาย!”

“อือ อาจถึงคราวตายของมัน  อาจประมาทชะล่าใจหรืออวดเก่งอวดกล้าท้าผีท้าคนอันใดก็สุดที่พ่อจะรู้ คืนนั้นผีเผตสูงเท่าต้นยางเข้ารังควานมัน มันตกใจ โดดห้างลงไป คอหักตาย”

ลมลั่นต้อง ต้นใหญ่ไม้สูงส่งเสียงซ่าซู่อยู่ในดงลึก มะมื่นใหญ่ที่พ่อคาดห้างผกกวางซุ่มเก้งก็ไกวไหว โยกเยกๆ ออดแอดๆ สองคนพี่น้องทอดตัวนอนสองข้างพ่อ ไม่มีเสื่อสาด ไม่มีฟูกหมอน มีเพียงย่ามหนุนหัวกับผ้าขาวม้าคลุมตัวเท่านั้น ยุงไม่กวน อาจเพราะเรานอนสูง หรืออาจเพราะใบสะเดาป่าที่พ่อรูดมาขยี้แล้วเอาลูบหัวหูหน้าตาลูกชาย เรายอมรับการจัดการของพ่อทุกอย่าง เรารู้ดีว่าพ่อรักเรา  ในหมู่พวกเราห้าคนพี่น้องตอนนั้น ไม่มีใครแคลงใจว่าพ่อไม่รัก

“พ่อเข้าป่าครั้งแรกอายุเท่าใด” ไอ่อ้ายถาม

“๑๓-๑๔เท่าเอ็ง” พ่อตอบ

“พ่อเคยยิงเสือไหม”

“บ่เคย แต่เคยไปไล่เหล่า”

“ไล่เหล่าคืออะหยัง อี่พ่อ”แสงเมืองถาม

“คือออกไปไล่ล้อมพร้อมหน้ากับชาวหมู่ชุมหลาย” พ่อตอบ “ปีนั้นพ่ออายุ๑๗-๑๘  มีเสือตัวหนึ่งป้วนเปี้ยนลักหมูลักควายไปกิน มันเป็นเสือลำบาก ขาหลังมันเขยกด้วยเหตุอันใดไม่มีใครรู้ พอเผลอมันก็มาเอาไปกิน ปู่แก่ตีกะหลกปกป่าว ได้คนเกือบซาวก็ออกแกะรอย ดาหน้าไล่แล้วตะล่อมบีบล้อมให้มันจำนน อันนี้เรียกว่าไล่เหล่า มันอันตราย แต่ปู่แก่มันเก่ง ปู่แก่วางแผนตะล่อมเสือเข้าสู่ร่องห้วย พ่อไม่มีปืน เป็นได้เพียงลูกเหล่าตีเกราะเคาะไม้ให้เสือตกใจ เสือโดนคนคุกคามล้อมแวดก็กลัว ไม่ใช่เสือมันไม่รู้จักกลัวนะเอ็ง อย่าเข้าใจผิด เสือก็รู้จักกลัว คนก็รู้จักกลัว แต่กลัวแล้วอย่าขาดสติ คนมีสติ แต่เสือไม่มีสติ เวลากลัวอย่ากลัวอย่างเสือ คือขาดสติ”

“แล้วอย่างใด อี่พ่อ”

“มันตกใจ ไม่มีสติ มันก็พรวดพราดออกมาแล้วโดนปืนไม่รู้กี่กระบอก ตายไป”

“แวดเป็นวงเข้าไป” ไอ่อ้ายสงสัย “บ่กลัวปืนลั่นใส่กันหรือ อี่พ่อ”

“เสือถูกกดดันอยู่ในร่องห้วย ปลายปืนชี้ลงไป จึงยิงโดนเสือไม่โดนคน”

 

อากาศเย็นลง ยิ่งดึกแสงเดือนก็ยิ่งเข้ม หนาวเย็นกว่าตอนหัวค่ำ ขยับตัวเข้าหาพ่อโดยอัตโนมัติ ยินเสียงจิ้งจอกหมาในเห่าหอนอยู่ในดงลึก มีเรื่องราวเล่าขานตำนานพงไพรเรื่องนั้นเรื่องนี้ มีเรื่องเล่าว่าหมาในเก่งกว่าหมาจิ้งจอก ตัวต่อตัวหมาในอาจสู้จิ้งจอกไม่ได้ แต่หมาในอยู่เป็นหมู่ ล่าเป็นฝูง มันจะแวดเหยื่อไว้เป็นวง แล้วมันจะฉี่รดโคนไม้ใบหญ้า  เหยื่อพรวดพราดออกมาโดนฉี่เข้าตา ตาจะบอด เขาเล่ากันมาอย่างนั้น

หลับๆ ฝันๆ คล้ายจริงคล้ายเท็จ ปวดหลังปวดเอวอยู่บ้างเพราะไม่มีฟูกรองหลัง  แล้วมันก็ออกมาตอนนั้น มีเสียงหัวเราะคิกคักๆ คล้ายเด็กเล่นกันดังมาก่อน ลืมตาขึ้น แล้วก็ตกตะลึงตัวชา

ผีสองหัว!

ขนลุก เย็นวาบตั้งแต่ท้ายทอยลงถึงส้นเท้า

มันมีสองหัว มีสี่มือ สี่ขา ลำตัวมันตั้งแต่เอวขึ้นมาแยกจากกัน ตัวสองตัวเอาหัวชี้ไปคนละด้านขวางๆ รีๆ มันไม่ยืนตรงอย่างคน แต่เอนตัวตามแนวราบไปกับแผ่นดิน มือสี่ข้างมันใช้ต่างเท้า เดินลากข้างไปมาขวาซ้ายเหมือนปู ส่วนเท้าสองข้างเหมือนไม่มีประโยชน์อะไร ลากไปลากมาตามมือเท่านั้น

มันโหยมันไห้ลากไปลากมาระหว่างพุ่มไม้ข้างล่าง มันเหมือนปูตัวใหญ่แต่มีสองหัวยื่นออกไปสองข้าง มันเหยียดมือข้างหนึ่งชี้ขึ้นมาบนห้าง ข่มขู่บังคับว่า

“มึงโดดลงมา ให้กูกิน”

แสงเมืองขยับตัวจะโดดลงไปให้มันกิน

 

Don`t copy text!