เมียอันดับห้า บทที่ 13 : ช่วยพี่

เมียอันดับห้า บทที่ 13 : ช่วยพี่

โดย : โสภี พรรณราย

เมียอันดับห้า นวนิยายออนไลน์แนวชีวิตผสมโรแมนติกคอมเมดี้ใน อ่านเอา ของ โสภี พรรณราย เรื่องราวของ ‘ภีม’ หนุ่มสังคมรูปหล่อที่มีชีวิตรักแบบรักๆ เลิกๆ จนถึงขั้นเจ็ดปีเปลี่ยนเมียไปสี่คน กับ ‘ไหมแพร’ นักข่าวสายสังคมที่ไม่อาจจะปล่อยให้เรื่องแซ่บๆ นี้ผ่านไปได้ และตอนนี้เธอคือคนที่เขาสนใจ หรือเธอจะกลายเป็นเมียอันดับห้าของเขา!!

****************************

– 13 –

ภีมกลับมาถึงบ้าน

คุณวรรณพาย่าฉวีกลับมาถึงก่อน รวมทั้งอรัญก็กลับมาพร้อมประมวลและอรฤดี

ประมวลกับอรฤดีอยู่บ้านติดกัน ในบ้านที่คุณวรรณสร้างไว้รับรองแขก และเผื่อลูกชายแต่งงานจะแยกกันอยู่ ในช่วงที่บ้านยังว่างจึงให้ญาติผู้น้องกับหลานสาวพักอาศัยชั่วคราว

คุณฉวีดูจะซึมไปเลย เฝ้าแต่คิดถึง ‘สายบัว’

“คุณแม่คะ ไม่สบายเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ”

“บอกแล้วไม่เป็นไร”

“เชิญหมอมาตรวจไหมคะ ถ้าคุณแม่ไม่อยากไปโรงพยาบาล”

“ก็บอกว่าไม่ต้อง เซ้าซี้ถามมาตลอดทางแล้ว” ทำท่าอารมณ์ไม่ดี

ภีมคนเดียวที่กล้าเข้าหน้าท่าน ในขณะที่คนอื่นๆ มองอยู่ใกล้ๆ

“ย่าครับ”

พอหลานชายมาใกล้ ท่านจึงมองหน้า

“ภีม…ขอบใจที่จัดงานให้ย่า แต่ย่าไม่เป็นไร แค่รู้สึกเหนื่อย คนแก่ก็แบบนี้ ย่าแกแปดสิบแล้วนะ”

“ครับ ครับ ผมขอแค่คุณย่ามีความสุข อะไรผมก็ไม่แคร์ คุณย่าอยากได้ของขวัญอะไร ผมยินดี แม้แต่ชีวิตผม”

คุณย่าฉวีเริ่มมีรอยยิ้ม

“ดีละ…ดี…มาก หลานรักของย่า ของขวัญปีนี้ ย่ายังนึกไม่ออก ถึงเวลาย่าจะขอจากแก ทุกคนเป็นพยานนะ ภีมหลานรักจะให้ของขวัญที่ย่าคนนี้ขอ”

อรัญรีบพูดว่า

“ครับ…ผมเป็นพยานครับ”

อรฤดีก็พูดตาม

“ค่ะ…อรจะช่วยเป็นพยานอีกคนค่ะ”

แล้วภีมหันมาถามน้องชาย

“แกสนิทสนมกับนักข่าวสาวคนนั้นเหลือเกิน สนิทขั้นไหน”

อรัญหัวเราะ

“อ๋อ…คุณไหมแพรครับ ผมเคยเล่าให้พี่ภีมฟังแล้วนี่ครับ วันที่พาคุณย่ากับคุณแม่ไปวัด แล้วอยู่ๆ คุณย่าก็หกล้ม ตอนนั้นผมกับคุณแม่ไม่อยู่ด้วย คุณไหมแพรช่วยประคองและดูแลคุณย่าแทนพวกเรา เมื่ออาทิตย์ที่แล้วครับ”

ภีมโคลงศีรษะ

“วันหลังอย่าทิ้งคุณย่าอยู่คนเดียวอีก พี่ไม่ชอบผู้หญิงคนนี้”

“พี่ภีม”

“พี่ไม่ชอบ อย่าสนิทสนมด้วย”

“เอ้อ…ครับ”

ภีมหันมาพูดกับย่าฉวี

“ย่าครับ ผมจะพาคุณย่าไปส่งที่ห้อง ให้คุณย่าพักผ่อน” กล่าวพลางประคองท่านขึ้นไปชั้นบน

อรฤดีพูดกับคุณวรรณว่า

“ป้าวรรณก็ต้องพักผ่อนนะคะ”

“เอ้อ…ป้าไม่เหนื่อยเลย เด็กนักข่าวนั่นก็น่ารักดีออก ช่วยคุณย่าฉวี ดูมีน้ำใจ แต่ภีมกลับไม่ถูกชะตา”

“อรรู้เหตุผลพี่ภีมค่ะ ป้าวรรณ แถมยังรู้อีกว่าเธอเป็นคนรักของคุณคมกริช ผู้ช่วยพี่ภีมด้วย พี่ภีมมีเรื่องกับเธอตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนที่พี่นียังเป็นภรรยาของพี่ภีม เกิดเรื่องใหญ่โต ป้าวรรณคงจำได้นะคะว่าแหวนเธอหาย แต่ตอนนั้นอรยังไม่มาทำงานที่บริษัท อรยังเรียนอยู่ค่ะ”

คุณวรรณโบกมือ ตัดบทว่า

“เอาเถอะ…เอาเถอะ ทุกคนเหนื่อยกันแล้ว ต้องพักผ่อนกันได้แล้ว”

“อรพาคุณป้าไปที่ห้องนะคะ”

“ดีจ้ะ”

หญิงสาวประคองคุณวรรณขึ้นชั้นบน

อรัญจึงพูดกับประมวลว่า

“ดีที่มีน้องอร คุณแม่ดูมีความสุขมาก เหมือนมีลูกสาวอีกคน”

“เป็นบุญของยัยอรครับ น้ามีลูกสาวคนเดียว เลี้ยงลูกมาเหนื่อย แต่ก็ภูมิใจมากครับ”

“คุณน้ายังโชคดี อรเป็นเด็กดี”

“ก็ยังไม่รู้อนาคตเลยครับ หวังว่าพี่วรรณจะเมตตายัยอรตลอดไป”

“โฮ๊ย…ไม่ต้องห่วงเลยครับ ยัยอรประจบเก่งขนาดนั้น คุณแม่หลงตาย”

 

ยายสายบัวเงียบขรึม นั่งซึมอยู่มุมห้อง

เพื่อน…เพื่อน…เพื่อน…สรุปเป็นเพื่อนแบบไหนกันแน่…สรุป…เพื่อนทรยศ

วัน…เวลาผ่านมานานแล้ว น่าจะลืมได้แล้ว แต่ความเจ็บแค้นก็ไม่อาจลบเลือน เมื่อได้พบกันอีกครั้ง

เหมือนอยู่กันคนละโลกเลย แต่ก็ให้มาพบกันอีกจนได้

ไหมแพรก้าวเข้ามาในบ้าน วางกระเป๋าไว้บนโต๊ะ มองหายาย…อ้าว ยายอยู่มุมห้อง หล่อนยังไม่ทันสังเกตกิริยาของยาย หญิงสาวพูดขึ้น

“กลับมาแล้วค่ะ ยาย…วันนี้ไปทำงาน ทำข่าววันเกิดมหาเศรษฐี แพรไปกับยัยนี นีบอกว่าเดินสวนกับยาย ตลกจังนะคะ แพรก็เหมือนจะเห็นแวบๆ แต่ไม่ทันสังเกต ไม่ใช่ยายหรอก ยายจะไปแถวนั้นทำไมนะ นีตาฝาดไปเอง” พูดเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย

เงียบ…เงียบกริบ

ไหมแพรเข้าห้องน้ำ ล้างมือ ล้างหน้า ออกมาก็ยังเห็นยายนั่งอยู่ที่เก่า

“อ้าว ยายจ๋า” เพิ่งสังเกตว่ายายนั่งเหม่อ จึงเดินมาใกล้

ยายสายบัวเหลือบตามองหลานสาว

“กลับมาแล้วเหรอ” เพิ่งถาม

“ไม่สบายหรือเปล่า ยาย”

“เปล่า”

“ยายนั่งซึม” หล่อนเขย่าแขน “ยายต้องเป็นอะไรแน่ๆ” แล้วจับหน้าผากอังดู “ตัวก็ไม่ร้อนนี่”

ยายสายบัวตั้งสติ พูดกับหลานสาว

“จะเป็นอะไรได้ล่ะ แกกินอะไรมาหรือยัง วันนี้ยายไม่ได้ทำกับข้าว ไปหากินเองนะ”

“แพรซื้อไข่พะโล้กับแกงมาด้วย พอกินกันสามคน แค่หุงข้าวก็พอจ้ะ…ยาย”

“ไม่กิน…ไม่หิว”

“วันนี้ยายไปไหนมา ยัยนีว่าเห็นยายที่โรงแรมในเมือง”

ยายสายบัวหันขวับ มองหลานสาว

“เห็น…เรอะ”

“จ้ะ…ยาย”

“แกไปทำข่าวเรอะ”

“จ้ะ…ไปทำข่าวกับยัยนี”

“เปล่า ไม่ใช่” อะไรที่ทำให้ยายสายบัวต้องปฏิเสธและพูดปด

มีอะไรต้องเก็บเป็นความลับ

อดีต…น่าเล่าหรือ เกี่ยวกับความรักและเรื่องส่วนตัวแท้ๆ

“นั่นสิ…แพรก็ว่าไม่ใช่ยาย”

“คนจนอย่างเราจะไปเสวนากับคนรวยได้อย่างไร แต่งตัวปอนๆ อย่างยายจะเข้าโรงแรมหรูได้เรอะ พวกมันจะเหม็นเหงื่อเราตาย เรามันขึ้นรถเมล์เบียดเสียด พวกเขานั่งรถเก๋งชูคอ อวดเพชรพลอย ไอ้เรานาฬิกาถูกๆ ร้อยสองร้อยยังไม่มีใส่ ข้าวแกงก็ซื้อถุงละสามสี่สิบบาทกิน พวกมันคนรวยกินหรู เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน ประเคนเครื่องเพชรพลอยเป็นล้านๆ พวกเราโหนรถเมล์ นั่งสองแถว แต่พวกคนรวยมันนั่งรถเก๋ง มีเครื่องบินส่วนตัว มันจะเทียบกันได้อย่างไรล่ะ ไอ้มัน…”

หยุดพูด…ชะงัก เพราะรู้ตัวว่าใช้อารมณ์เกินไป

ไหมแพรงง ยาย…ที่ปกติเป็นคนพูดน้อย กลับระบายอารมณ์อย่างอัดอั้นตันใจ ทั้งคำพูด ทั้งกิริยา ทั้งท่าทางแสดงออกหมด

“ยาย”

“สรุป เรามันก็จน”

“ถ้าพี่วิทไม่ผลาญเล่นพนัน พวกเราก็อยู่กันได้สบายๆ ตามสมควร”

“แต่พวกมันรวย…รวยมาก มีทุกอย่างพร้อม มันปล้นความรวยไปจากยาย มันแย่งของที่ยายควรจะได้”

“พวกมัน”

“มันแย่งไปหมด”

“ใครล่ะยาย”

“มัน…มัน” แล้วก็หยุดที่ริมฝีปาก แค่ขยับเล็กน้อยแต่ไร้เสียง…มันชื่อ…ฉวี

“ใครจ๊ะยาย” ไหมแพรงงและถามซ้ำ

เกือบ…เกือบจะหลุดปาก แล้วก็ถูกขัดด้วยเสียงของวิทยา

“กลับมาแล้ว หิวจังเลย มีอะไรกินบ้าง” เดินไปที่โต๊ะอาหาร ห้องครัว แต่บนโต๊ะที่ปกติควรมีอาหารวางไว้ อาหารง่ายๆ สองอย่างหรืออย่างน้อยก็เป็นอาหารจานเดียวพวกข้าวผัดหรือผัดไทย มีฝาชีครอบไว้กันแมลง

วิทยาจะรอกินเสมอ อย่างน้อยก็รอได้นะ ตั้งสามมื้อ ช้านิดช้าหน่อยรอได้ แต่นี่มันผ่านเวลากินมานานเกิน

“อ้าว…ไม่มีอะไรเลย” แล้วหันมาทางน้องสาวถามว่า “แกซื้ออะไรมาหรือเปล่า” หันไปทางยาย “ยายไม่หุงข้าวเรอะวันนี้”

ยายสายบัวบ่นหลานชายคนโปรด

“แกก็เอาแต่กิน กิน และกิน เคยคิดจะช่วยทำมาหาเงินบ้างไหม”

“อ้าว…ยาย เป็นอะไรวันนี้” วิทยางง

ยายที่ควรกุลีกุจอจัดหาอาหารให้หลานชายแสนรัก กลับพูดเสียงกระแทกกระทั้นกับหลานชายเสียอย่างงั้น

สายบัวเลือกจะเงียบ

วิทยาหันมาทางน้องสาว ไหมแพรก็งง พูดกับพี่ชายว่า

“แพรซื้อกับข้าวมาสองอย่าง พี่วิทเทกินเลย”

“ยายล่ะ เป็นอะไร”

“ไม่รู้สิ ยายคงไม่ค่อยสบาย”

“โอ๊ย…ไม่ไหวแล้ว…หิว” ท้องของตัวเองต้องมาก่อนใครอื่น จึงเดินเข้าไปในครัว เทกับข้าว พอเห็นไหมแพรเดินตามเข้ามาจึงหันมาถาม “แกขายรถไปแล้วนี่…เงินล่ะ”

ไหมแพรเลิกคิ้ว

“เงินหรือท้อง อะไรสำคัญกว่ากัน”

“มันก็สำคัญทั้งสองล่ะวะ ฉันหิว ต้องกิน เงินก็ต้องเอาไปใช้เขา ไม่ได้เข้ากระเป๋าตัวเองเลย”

ฟังแล้วของขึ้น น้องสาวเสียงดัง

“ใช่สิ ไม่ได้เอาเข้ากระเป๋าตัวเองหรอก แต่ใครล่ะ เป็นคนก่อหนี้ เข้ากระเป๋าพี่วิท เก็บไว้อุ่นๆ ยังดีกว่าตกเป็นของเจ้าหนี้หน้าเลือด”

พี่ชายโบกมือ

“เรื่องเก่า พูดอยู่นั่นละ”

“พูดย้ำให้พี่วิทสำนึกและจดจำ”

“เงินล่ะ”

“อยู่ในบัญชีแพร”

“เอามาให้ฉันสิ”

“เดี๋ยว…ยังก่อน”

“อะไรวะ จะลีลาไปถึงไหน”

“หนี้สรุปแล้วเท่าไร จ่ายคืนอย่างไร แพรจะรู้ได้อย่างไรว่าพี่วิทไม่ได้โกหก”

“เฮ้ย ฉันเป็นพี่ชายแกนะ ไม่เชื่อฉันแล้วจะเชื่อหมาที่ไหน”

อยากโต้ว่า หมายังซื่อสัตย์ และไม่เคยโกหกแบบพี่วิท

พี่วิทโกหกตั้งแต่เล็กจนโตอยู่แล้ว จับไม่ได้ก็แล้วไป จับได้ไล่ทันก็โอดครวญว่าจำเป็นและลำบาก สารพัดมีเหตุผลมาอ้าง จนต้องเป็นฝ่ายถอยเสียเอง คนผิดกลับเสียงดังกว่า

“รวบรวมแล้ว เงินยังไม่ครบ”

ไหมแพรพอมีเงินสดส่วนหนึ่ง กับเงินขายรถ ได้รวมๆ ราวสี่แสนเศษ แต่หนี้พี่ชายราวๆ ห้าแสน

“ไม่เป็นไร ขอจากยายเพิ่ม”

“ยายแทบไม่เหลือแล้ว”

“ยายเขาเอาของโบราณในตู้ไปขายให้ฉัน”

“มีสองสามชิ้น ยายหวงจะตาย”

“ให้มันรู้ไป ใครเป็นหลานรัก” วิทยาพูดมากไปเกรงน้องสาวจะหมั่นไส้ จึงเสียงอ่อน “เออ…เออ…แกก็รักฉัน น้องสาวฉันนี่นา…ฉันก็รักแกนะ ไม่ยอมให้ใครรังแกแก ดูแลแกตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กใครรังแกแก ฉันนี่ล่ะ ไปจัดการให้ทุกราย”

ใช่…ความดีวัยเด็ก หากินกับไหมแพรไม่รู้จักจบ ซึ่งมันก็ได้ผลทุกครั้ง แต่ตอนนี้สำหรับหญิงสาวแล้ว เห็นแก่หน้ายายมากกว่าหน้าพี่ชาย

“แกขายรถได้เท่าไร”

“แสนกว่า”

“โอ้โห กดราคาน่าดูชม”

“รถของแพรมันเก่าแล้ว พี่วิทนอกจากทำให้แพรเดือดร้อน ยังทำให้ยายเดือดร้อนอีก”

“ฟังยายบ่นคนเดียวพอ…แกอย่าบ่นอีกเลย หูชาไปหมด หยุดบ้างเถอะ”

“แล้วเลิกเล่นแน่นะ”

“เออ…เออ…โอนเงินเข้าบัญชีฉันทันทีนะ อย่างช้าพรุ่งนี้”

“แพรอยากไปพบเจ้าหนี้กับพี่วิทด้วย”

“เลิกทำตัวเป็นแม่ฉันสักที ฉันจะสามสิบแล้วนะ รู้จักรับผิดชอบตัวเอง”

“ขอให้มันจริงเถอะ เก่งจริงก็อย่าให้คนอื่นต้องเดือดร้อนด้วยสิ เงินเก็บของแพร รถของแพร…แพรเสียดายนะ”

“แกก็ทำมาหากิน แล้วซื้อใหม่”

“พูดง่ายจัง แล้วทำไมพี่วิทไม่ทำมาหากิน ทำไมต้องเป็นภาระของแพรกับยาย ไม่อายเรอะ”

“พอ…พอ…แกมันบ่นเก่งยิ่งกว่ายายอีก”

ทั้งสองยังถกเถียงกันไม่หยุด แต่อีกคนกำลังฟัง…ยายสายบัว ที่หยุดฟังสองหลานพูดกันไปพูดกันมา สรุปได้ความอย่างเดียวคือเรื่องความยากจน ความลำบาก เรื่องฐานะ เรื่องเงิน!



Don`t copy text!