ฝุ่นในสายลม บทที่ 37 : คำทักของแม่หมอ

ฝุ่นในสายลม บทที่ 37 : คำทักของแม่หมอ

โดย : ม.มธุการี

Loading

ฝุ่นในสายลม โดย ม.มธุการี เรื่องราวของลัทธิประหลาดกับความเชื่อของคนที่กระตุ้นสัญชาตญาณนักข่าวของภาวิน เขาจึงแฝงตัวเข้าไปสืบความลับของลัทธินี้ แต่ตัวคนเดียวอาจทำไม่สำเร็จ มีเพียงฝนดาว หญิงสาวที่สูญเสียญาติสนิทไปกับลัทธินี้ที่อาจจะช่วยเขาไขปริศนาอันดำมืดนี้ได้ อ่านนิยายสนุกๆ เรื่องนี้ได้ที่เพจอ่านเอาและเว็บไซต์ anowl.co

 

อาหารหลากสีในถ้วยพลาสติกเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะไปหมดเมื่อฝนดาวก้าวเข้าไปในห้องพักโรงแรม  นับจนตาลายได้ถึงสิบถ้วยใหญ่

ตามองเจ้าของห้องที่กำลังเลื่อนเก้าอี้นั่ง  หน้าตาบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจอย่างซ่อนเร้นไม่มิด

“ในวงเงินงบประมาณร้อยบาทเราสามารถซื้ออาหารมื้อเดียวได้ถึงสิบอย่าง  พรั่งพร้อมไปด้วยโปรตีนและสารอาหารอื่นครบถ้วน  อีกทั้งไม่ใช่อาหารหน้าตาเดิมๆ อย่างที่กินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  และนี่ก็คือศิลปะของการเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดี  ฝึกเอาไว้เพื่อประโยชน์สุขในครอบครัวตัวเองในวันข้างหน้า“

ฝนดาวร้องดังเฮ้อ  มองหาจานข้าวที่อีกฝ่ายตักเตรียมเอาไว้ให้แล้ว

“กำลังหิวค่ะ อย่าเพิ่งเทศน์ตอนนี้ได้มั้ย”   พูดไปตาก็มองอาหารที่เรียงรายอยู่เต็มไปหมด

“ใครว่าเทศน์  เค้าเรียกว่าฝึกงาน  เรามาเพื่อที่จะฝึกงานไม่ใช่หรือ” ภาวินพูดไปกินไปอย่างไม่สนใจ

“ฝนฝึกงานเพื่อที่จะเป็นนักข่าวค่ะ”

“เพิ่มทักษะพิเศษให้สำหรับอนาคต  ยังไงก็จะต้องไปเป็นแม่บ้านเข้าสักวันไม่ใช่หรือ  อย่าบอกนะว่าไม่มีใครรออยู่”

ภาวินเงี่ยหูฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อแต่ก็ไม่มีคำตอบกลับมา  มองมือเรียวที่ตักอาหารใส่จานข้าวเชื่องช้า  เติมโน่นนิดนี่หน่อยเหมือนมดกินไม่มีผิด

“ทำไม? ไม่อร่อย?” เขาถามไป

“มากเกินไปค่ะจนฝนเลือกไม่ถูก  ตั้งแต่ผัดปลาหมึกยันผัดเผ็ดปลาไหล  แถมด้วยผัดกบอีกต่างหาก  นี่ยังไม่เจอกระต่ายนะ  เพราะแม่ค้าข้าวแกงรายนี้ มีชื่อมากเรื่องการทำลายสัตว์ป่า  สาเหตุที่ฝนไม่เคยซื้อเข้ามาแม้จะถูก”

“ในเมื่อมันเป็นห่วงโซ่อาหาร ใครอยู่ปลายห่วงโซ่ก็ซวยไปเป็นธรรมดา  นี่คือกฎของธรรมชาติ  อยู่ดีๆ จะไปฝืนกฎเพื่ออะไร”

“เราคงไม่คิดแบบนี้ถ้ามีเสือมาลากเราไปกินแทบทุกวัน  หรือมนุษย์ต่างดาวที่มากินเราเป็นอาหาร  อาจจะตีปีกเรียกร้องหาความเป็นธรรมจนก้องจักรวาลไปเลยก็ได้  ฝนถึงว่ามนุษย์เรานี่เป็นสัตว์โลกที่เห็นแก่ตัวเอามากๆ  สมควรแล้วที่เอเลี่ยนมันเข้ามายึดครองโลกและกินเราเป็นอาหารกับจับเราขังเข้ากรงเพื่อเป็นลูกโซ่อาหารให้มัน”

“ก็ให้มันมาจริงๆ เหอะ  อยากจะเห็นตัวเป็นๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  ว่าแต่วันนี้ไปสัมภาษณ์ใครได้อะไรมามั่ง”

“เดี๋ยวฝนจะเปิดให้หัวหน้าฟัง  ฟังแล้วจะไม่เชื่อ”

“ก็ไม่เคยเชื่อมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว  ลืมบอกไป  มีข่าวคืบหน้าเกี่ยวกับนน” ภาวินเปลี่ยนเรื่องคุย

“ไปถึงไหนแล้วคะ”

“เห็นว่าเลือดที่เจอเป็นเลือดสัตว์นะ  ศพก็ยังหาไม่เจอ”

ฝนดาวตกใจ

“หัวหน้ารู้มาจากไหน”

“ที่ตลาดเขาคุยกัน  เป็นไปได้ไหมที่ว่ากานนยังไม่ตาย  แต่แค่อาจจะถูกลักพาตัวไป”

“แล้วใครล่ะที่ลักพาตัวพี่นนไปแบบนั้น  ต่างดาวหรือคะ  เห็นเขาว่าย่านนี้มีคนหายบ่อย”

“เลิกพูดได้แล้วไอ้แก๊งนั่นน่ะ” ภาวินขมวดคิ้วดุ “มันมีที่ไหนกันล่ะไอ้ต่างดาวต่างเดือนที่ว่า  น่าจะเป็นแก๊งไอ้ลัทธินั้นมากกว่านะ  อาจจะรู้แล้วก็ได้ว่าเราแฝงตัวเข้าไปล้วงความลับ”

“ไม่ใช่แน่ค่ะ  เพราะฝนระวังตัวตลอดเวลา  ไม่มีใครสงสัยฝนแน่  ยิ่งป้าแม่ครัวกับฝนนี่เพื่อนซี้กันแล้วนะ  ขนาดอยากจะกินอะไรป้าแกทำให้กินหมด”

“ยุติเรื่องกินเอาไว้ก่อน  มาพูดกันเรื่องกานน  อาจเป็นไปได้ที่แก๊งเจ้าของแค้มปิ้งสืบรู้ว่าเราไปล่วงรู้ความลับที่แค้มป์แห่งนั้น และส่งคนมาลักพาตัวไป  เพื่อที่จะข่มขู่ไม่ให้เราเอาเรื่องไปเปิดเผย”

“หัวหน้ามโนไปเองรึเปล่า  แล้วพวกเขาสืบจากอะไรกัน”

“เจ็ตสกีไง  ที่ไปเช่ามาคืนนั้น  ใช้ไอดีกานนทั้งหมด  ส่วนแค้มป์ที่ไปเช่าก็ชื่อกานนคนเดียว”

“สรุปคือหัวหน้าเอาตัวรอดตลอดเลย  มีอะไรที่เป็นชื่อหัวหน้ามั่งไหมคะ  โรงแรมนี่ฝนก็เป็นคนมาจองไว้ให้  สรุปคือเกิดอะไรขึ้นมาทุกคนตายทั้งกลม  มีหัวหน้าคนเดียวตายในบังเกอร์   เหมือนฮิตเลอร์ไม่มีผิดเลย”

“เพื่อความปลอดภัยของสื่อเราใช่ไหมล่ะ  ใครเขาเอาเจ้าของสื่อออกหน้ามั่ง  ลูกน้องต้องรับคดีกันไปโดยถ้วนหน้า  มันเป็นกฎเหล็กของสมาคมสื่อเขา”

“เหมือนกฎเหล็กของหัวหน้าจะมีหลายข้อมาก  ฝนจำไม่ได้หมด  เอาเป็นว่าแล้วเราจะทำไงเกี่ยวกับกรณีพี่นน  เผื่อว่าพวกมันลักพาตัวไปจริงๆ”

“ก่อนอื่นคือต้องรอให้มันติดต่อมาว่าจะเอายังไง  ในกรณีนี้เราโล่งใจไปได้ว่ามันไม่เอาถึงตายแน่  แค่ต่อรองให้เราถอนกำลังพล  รึจะเอายังไงก็ว่ากันไป  อย่าลืมว่ากำลังพลเราเหลือไม่มากแล้วตอนนี้”

“เหลือแค่สองค่ะ”

“ฉะนั้นเราจะสูญกำลังพลที่เหลือออกไปไม่ได้  ไปไหนมาไหนต้องระวังตัว  อยู่บ้านป้าจะปลอดภัยรึเปล่า  ถ้าไม่ปลอดภัยให้มาพักที่นี่ได้”

ฝนดาวทำตาปริบๆ

“คือหัวหน้าจะให้ฝนมาพักที่นี่…”

“โซฟายังว่าง  ตัวเล็กๆ น่าจะนอนสบาย  โรงแรมก็ไม่ได้กำหนดว่าต้องอยู่กันกี่คนไม่ใช่หรือ”  ภาวินพูดหน้าตาเฉย

“ดีไม่ดีป้าฝนจะหาว่าหัวหน้าเป็นเฒ่าหัวงู ไม่ได้หรอกค่ะ”

“อายุยังไม่ถึงสี่สิบจะเป็นตาเฒ่าไปได้ไงขอถามหน่อย”

“ฝนบอกป้าว่าหัวหน้าอายุหกสิบเจ็ดสิบแล้ว  เพื่อป้องกันเสียงครหา”

“แล้วกัน”

“ประเด็นจะหลอกลูกน้องเป็นอันต้องตัดไป  ฝนจะระวังตัวไปไหนมาไหน คนต่อไปที่มีสิทธิ์ถูกลักพาตัวไปน่าจะเป็นหัวหน้าเสียมากกว่า  ยิ่งแม่หมอเตือนเอาไว้เรื่องพลังมืด” หลุดปากออกไปและภาวินก็มองหน้า

“แม่หมอมาเกี่ยวไรด้วย  นี่ไปดูหมอมาซิท่า  ถูกร่างทรงเขมือบเงินไป เท่าไหร่แล้วล่ะเราน่ะ”

“ดูฟรีค่ะ” ตอบรับเสียงอ่อย “พอดีแม่หมอเป็นเพื่อนสนิทกับป้าฝน  เลยดูให้ฟรีว่าหัวหน้ากำลังมีอันตรายมาก”

“จาก…”

“พลังมืด”

“อะไรคือพลังมืดที่ว่า”

“ฝนก็ไม่รู้  น่าจะเป็นพลังที่ไม่เป็นมิตรอะไรทำนองนั้น  หัวหน้ามีศัตรูที่ไหนมั่งล่ะคะ”

“อย่ามาถามหาศัตรูกับนักข่าว  เข้าใจรึยัง  เพราะมันมีเต็มไปหมด  ตั้งแต่คู่ต่อสู้ไปจนถึงเจ้าหนี้ทั้งในและนอกระบบ ฉะนั้นพลังมืดที่ว่านี่ก็เหมารวมเหมาเข่ง  เพื่อเรียกค่าสะเดาะเคราะห์  มีหรือจะอ่านร่างทรงเหล่านี้ไม่ออก  ฉะนั้นเลิกพูดกันได้เรื่องนี้  มาที่เรื่องกานนว่าจะเอายังไง”

“ฝนไม่ยักรู้ว่าหัวหน้ามีเจ้าหนี้มากมายขนาดนั้น”

“ถึงให้ช่วยกันประหยัดไง  นี่ตัดค่าจ้างรายวันลูกน้องไปแล้วอีกหนึ่ง”

“อีกหนึ่งเลยต้องรับงานสองเด้ง  ยังไงก็น่าจะเอามาเพิ่มให้ฝนนะคะจะได้มีแรงทำงาน”

“กินฟรีไปแล้วยังจะเอาอะไรอีก  อาจจะได้อยู่ฟรีถ้าย้ายมาอยู่ที่นี่ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง  เพราะกานนยังถูกอุ้มหายขนาดเป็นผู้ชาย”

“ฝนคิดดูก่อนละกัน  ไม่อยากให้ป้าเข้าใจหัวหน้าผิด  ว่าแต่วันนี้ฝนไปแอบอัดเทปมาสองราย  เดี๋ยวอิ่มข้าวแล้วจะเปิดให้ฟัง”

 



Don`t copy text!