มหกรรมมนุษย์ บทที่ 12 : ดอกรัก

มหกรรมมนุษย์ บทที่ 12 : ดอกรัก

โดย : สีตลา สัตตสุวรรณ

มหกรรมมนุษย์ โดย สีตลา สัตตสุวรรณ กับเรื่องราวของมนุษย์ทุกคนต่างเป็นตัวละครชีวิตที่โลดแล่นไปจนกว่าจะสิ้นสุดลมหายใจและ ‘ชมนาด’ ก็คือหนึ่งในตัวละครเหล่านั้น พบกับ มหกรรมมนุษย์ นวนิยายรางวัลดีเด่น จากโครงการอ่านเอาก้าวแรก ๓ ที่ชาวอ่านเอาภูมิใจนำเสนอ และอยากให้ทุกท่านได้อ่านออนไลน์บน anowl.co และ Fb Fanpage : anowldotco

การเป็นแม่คนไม่ใช่เรื่องง่าย

ฉันเฝ้ามองร่างกายตัวเองขยายใหญ่ หน้าท้องโตโย้ราวกับผลแตงโม แขนขาโดยเฉพาะเท้าบวมเป่งจนสวมรองเท้าคู่เดิมไม่ได้อีก น้ำหนักท้องที่เพิ่มขึ้นรั้งกล้ามเนื้อหลังและไล่ลามไปทั่วตัว ขาก็แบกรับน้ำหนักที่มากขึ้นจนปวดซ่านไปทั้งสองข้างเดินเหินได้ลำบากยิ่ง

การนอนพักนิ่งๆ นานๆ บนเตียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางออก หากไม่นับความทรมานที่ต้องปลดทุกข์เบาอย่างต่ำชั่วโมงละครั้ง ก็อาการแน่นหน้าอก อึดอัดหายใจไม่สะดวกที่ทำให้การนอนหลับไม่ปกติสุขอีก เป็นความทุกข์บนความสุขของคนรอบข้างโดยเฉพาะโสภณ ผู้เป็นสามี

“ลูกดิ้นใหญ่เลยคุณชม คงรู้ว่าเฮียกำลังฟังอยู่” เขาแนบหูกับท้องกลมทุกคืน มือลูบไล้แผ่วเบาราวกับผิวสัมผัสนั้นเป็นเนื้อของลูกน้อย พอได้ยินเสียงกุกกักนิดหน่อยก็ร้องดีใจ

ตรงกันข้ามกับคนอุ้มท้องที่ไม่สบายเนื้อสบายตัวเอาเสียเหลือเกิน หนักเข้ากลายเป็นความทรมาน ต้องคอยเร่งวันเร่งคืนให้พ้นไปไวๆ

และเมื่อวันนั้นมาถึง ฉันปวดหน่วงในท้องเหมือนมีเรือสำเภาลำใหญ่กำลังโต้คลื่นกลางทะเลอยู่ภายในตั้งแต่หัวค่ำ ยังนอนใจอยู่ เพราะเหลือครึ่งเดือนกว่าจะถึงกำหนด จนถุงน้ำคร่ำแตกน้ำเดินเจิ่งเต็มห้องกลางดึก นังเครือต้องทั้งวิ่งและกลิ้งลงมาตามแม่สามีชั้นล่างด้วยความตระหนกตกตื่น

ความเจ็บทำร้ายคุณแม่คนใหม่ทุกครั้งที่มดลูกบีบรัดพยายามผลักเด็กให้พ้นจากตัว ฉันออกแรงเบ่งตามที่นางตำแยสอนสุดแรง แต่หัวเด็กกลับไม่ยอมโผล่ออก

เหงื่อเม็ดใหญ่เป้งผุดพรายทั่วใบหน้า เส้นเลือดเส้นเอ็นตามแขน มือ และลำคอปูดโปนเขม็งเกลียว ความเจ็บปวดวิ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด และทุเลาลงให้ได้พอพักหายใจหายคอก่อนจะถาโถมเข้าใส่อีกหลายระลอกเป็นเช่นนี้จนเกือบฟ้าสาง ฉันได้ยินเสียงหญิงชราที่ทำคลอดพูดข้างหู แต่ดังไกลราวกับอยู่กันคนละห้องว่า

“คุณพระคุณเจ้า เด็กไม่ยอมกลับหัว สงสัยจะไม่ยอมคลอดง่ายๆ เสียแล้ว”

ถามใครไม่มีใครยอมตอบ ความเจ็บปวดสุดต้านทานทำให้ฉันตวาดแหว หลุดโมโหอย่างเกินทน

“ฉันถามว่าเด็กไม่กลับหัวหมายความว่าอย่างไร”

ดีที่ไม่มีใครตอบและนิ่งเฉยเสีย เพราะหากฉันรู้ในตอนนั้น สติอาจกระเจิดกระเจิง และพานให้เหตุการณ์เลวร้ายลงไปอีก

การคลอดลูกสมัยก่อนเสี่ยงตายไม่ต่างจากการออกรบของชายชาติทหาร วันเกิดของลูก แต่เป็นวันตายของแม่ มีตัวอย่างให้เห็นออกบ่อย แม่ของพวกเราเมื่อคราวคลอดพวงแก้วนั้นก็ใช่ ฉันกลั้นใจรวบรวมสติส่วนที่เหลือสวดมนต์ทุกบทเท่าที่จะพอนึกออก อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปัดเป่าความเจ็บปวดทรมานที่เป็นอยู่ให้ยุติโดยพลัน และขอให้แคล้วคลาดปลอดภัยทั้งตัวฉันและเด็กในท้อง

ไม่ทันออกแรงเบ่งอีกครั้ง ไรผมสีดำบนศีรษะเด็กน้อยก็โผล่ออกมาทักทาย ลูกน้อยคลอดตอนหกโมงเช้าพอดี ดวงอาทิตย์กำลังงัวเงียเปล่งแสงขณะทารกน้อยร้องลั่นจ้าราวกับเสียงของดอกไม้ไฟถูกจุดเบิกท้องฟ้าสีเงินให้สว่างไสวเพื่อเฉลิมฉลอง ความอ่อนเพลียทำให้ฉันแค่ผงกหัวดูเพื่อแน่ใจว่าเด็กที่เกิดครบบริบูรณ์ ไม่มีอวัยวะใดขาดและเกิน

“ผู้หญิงจ้ะ ลูกคุณชมเป็นเด็กผู้หญิง”

สุนทรีรับเด็กน้อยจากนางตำแยชูให้ผู้เป็นแม่เห็น หล่อนพลอยดีใจไปกับฉันด้วย เพราะไม่มีลูกสาวเป็นของตัวเองเลยสักคน คู่สะใภ้เป็นลูกมือช่วยเช็ดเลือดและคราบน้ำคร่ำออกจากตัวเด็ก

ท่าที่ห่อเด็กแรกเกิดด้วยผ้าสะอาดทะมัดทะแมงอย่างคนมีประสบการณ์ ก่อนส่งให้​ฉันซึ่งอ่อนล้าเต็มทนได้สัมผัสทารกน้อยเป็นครั้งแรก

จากที่หมดแรงแทบขาดใจ เมื่อได้เห็นหน้าลูก ความเหนื่อยอ่อนหายเป็นปลิดทิ้ง ตัวฉันครางออกมาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่ามีมนุษย์ร่างน้อยอยู่ในตัวฉัน กินกับฉัน นอนกับฉัน ยาวนานถึงเพียงนี้

“ลูกแม่” เด็กน้อยหน้าเล็กกระจิริด ยากเกินกว่าจะบอกได้ว่ามีเค้าของใครมากกว่ากันระหว่างฉันกับโสภณ จะมีก็แต่ตาหรี่เล็กที่จ้องแม่เขม็ง และผิวสีชมพูอ่อนบางที่น่าจะโตเป็นเด็กผิวขาวจัดซึ่งเห็นชัดว่าได้จากฝั่งพ่อมา

“นี่ลูกของฉันจริงๆ หรือเฮีย” เสียงที่ถามแผ่วเบาเกือบไม่หลุดจากลำคอ ไม่น่าเชื่อว่าเด็กน้อยหน้าตาตื่นโลกในอ้อมกอดจะถือกำเนิด และเจริญเติบโตอยู่ในร่างกายได้มานานแรมปี

ท่ามกลางความปีติยินดีของคนในบ้าน ละไว้คนหนึ่งคือ นางเพ็กฮุย ที่ไม่ได้ร่วมชื่นชมลูกสาวคนแรกของฉันเลยแม้แต่น้อย นางถอยหลังกลับห้องแล้วลงกลอนทันทีเมื่อรู้ว่าเด็กที่คลอดเป็นหญิง ไม่ทันรอดูหน้าหลานใกล้ๆ เสียด้วยซ้ำ

วันที่โสภณอุ้มหลานสาวตัวน้อยไปให้อาม่ารับขวัญ นางเพ็กฮุยแสดงกิริยาแจ่มชัดว่ายอมทำไป เพราะหน้าที่ย่าของทารก หล่อนหยิบกำไลนากวงหนึ่งมาสวมข้อเท้าดอกรักอย่างเสียไม่ได้ แทนที่จะเป็นสร้อยทองคำสักเส้น หรือกำไลทองสักวง

อันที่จริง ฉันไม่ได้ปรารถนาของมีค่าใดจากแม่สามี หรือหวังให้นางเห่อหลานสาวตัวน้อยอย่างที่ควรเป็น แต่เมื่อนึกถึงมูลค่าของรับขวัญที่ได้รับ ก็รู้สึกได้ว่าอาการเสียหน้ามีพลานุภาพใหญ่หลวงนัก

“ลูกของฉัน ใครไม่รัก ไม่สนใจก็ช่างเขา” อารมณ์แปรปรวนหลังคลอดทำให้ฉันกระแทกกระทั้นปึงปังเอากับโสภณทันทีที่คล้อยหลังเข้าห้อง แม้สามีจะช่วยปลอบ แต่ไม่ได้ทำให้ความขุ่นเคืองที่มีต่อนางเพ็กฮุยลดลง

“คุณชมคิดไปเองหรือเปล่า ซ้อใหญ่มีลูกสาวตั้งสองคน ซ้อรองเองก็มีลูกสาว อาม้าไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชังคิดหยุมหยิมอย่างคุณชมคิดหรอก”

คำหักล้างข้อกล่าวหาของฉันต่อนางเพ็กฮุยกลายเป็นประเด็นแทรกกลางระหว่างชีวิตคู่ เมื่อเห็นว่าเป็นเรื่องไม่ใช่เรื่อง ผู้เป็นสามีก็ไม่ได้นำมาใส่ใจอีก ขณะที่ฉันยังผูกใจเจ็บจนต้องหาทางระบายกับพวงแก้ว และละเอียดที่แวะมาเยี่ยมหลาน

“ใช่สิ อาเหม่ยกวางมีลูกสาวสองคน แต่ลูกชายอีกห้า ส่วนอาเง็กก็ประจ๋อประแจ๋ เอาอกเอาใจแม่ผัว มีแต่ลูกฉันเท่านั้นแหละที่อาม้าอีไม่รักไม่สนใจ”

คงจะดีหากมีญาติผู้ใหญ่สักคนคอยให้โอวาท หรือคำแนะนำที่อย่างน้อยฉันจะได้น้อมรับนำไปฉุกคิดบ้างไม่มากก็น้อย ลำพังพวงแก้วเองแม้จะลงทุนเดินทางมาจากพระนครเพื่ออยู่เป็นเพื่อนในช่วงเดือนแรก ก็ไม่รู้จะเอนเอียงไปทางไหนให้ถูกใจพี่สาว นอกจากเข้าข้างคล้อยตามกันไปเพื่อเอาใจ

“คุณชมใจเย็นๆ เด็กเพิ่งเกิดไม่ถึงเดือน แกอาจตั้งความหวังว่าต้องได้หลานชาย พอเป็นผู้หญิง คนแก่ก็ผิดหวังเป็นธรรมดา ขี้คร้านท้องหน้าถ้าคุณชมได้ลูกผู้ชาย แกจะดีใจจนยิ้มไม่หุบ”

เพราะเพิ่งพ้นความทรมานตลอดเก้าเดือนมาหมาดๆ คำว่า ‘ท้องหน้า’ จึงแสลงหู และทำร้ายจิตใจอย่างร้ายกาจ ฉันหัวเสียกระฟัดกระเฟียดน้ำหูน้ำตาไหลตอบน้องสาวไปโดยไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่พ่นออกมาเลยว่า

“ฉันเข็ดแล้วคุณแก้ว หัวเด็ดตีนขาดอย่างไร ฉันจะมีลูกกับเฮียแค่คนเดียว ถ้าอยากมีอีกหรือ โน่น ไปหาเมียใหม่ให้ท้องแทนฉันเถอะ ฉันยอม”

ใครสักคนเคยให้เกียรติตั้งฉายาฉันว่า ‘ปากพระร่วง’ ซึ่งหากได้รวมเอาคำประกาศกร้าวครั้งนั้นเข้าไปด้วย คงเป็นเครื่องพิสูจน์ชัดแล้วว่าเป็นสมญานามที่ไม่ผิดไปจากความจริงเลย

ฉันคิดหาทางเอาคืนนางเพ็กฮุยได้ รีบวานละเอียดไขกำปั่นของพ่อ ค้นกำไลข้อเท้าสมัยทองโตอุ่นเคยใส่ตอนแบเบาะมาให้ที่บ้าน สะใจนักที่ได้ถอดกำไลเส็งเคร็งของนางเพ็กฮุยออก และสวมใส่ของที่เตรียมมาเองแทน

ฉันอาบน้ำประแป้งดอกรักเสียหอมฉุยแล้วอุ้มลงมาชั้นล่าง เสียงกระพรวนจิ๋วกรุ๋งกริ๋งที่ห้อยติดกำไลสีทองสุกสกาวสลักลวดลายงดงาม ดังเรียกความสนใจคู่สะใภ้โดยเฉพาะอาเง็กได้ไม่น้อย ฉันโป้ปดบอกหล่อนอย่างภาคภูมิว่า

“ของรับขวัญหลานจากคุณลุงทองทาจ้ะอาเจ๊ เกรงใจท่านเหลือเกิน เรียนไว้ล่วงหน้าแล้วว่าไม่ต้อง ยังอุตส่าห์แอบซื้อแล้วฝากพวงแก้วไว้ ฉันเลยต้องถอดกำไลของอาม้าออก ใส่หลายวงกลัวหนักเท้าลูกแย่”

อาเง็กจ้องกำไลข้อเท้าของดอกรักตาเขม็ง ฉันรู้จักสันดานของนางดีว่าจะสื่อสารข้อความที่ฉันตั้งใจฝากถึงแม่สามีได้อย่างครบถ้อยกระบวนความ

น่าแปลกอารมณ์โมโห ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่ายของคุณแม่คนใหม่ลดน้อยลงพร้อมกับเดือนที่สองของดอกรักผ่านพ้นไป

ฉันตั้งชื่อลูกว่าดอกรักตามธรรมเนียมปฏิบัติการตั้งชื่อของคุณแม่ใหญ่ เพราะต้องการให้ดอกรักดอกนี้ของแม่ เป็นดอกไม้ของสูงสำหรับร้อยบูชาพระและประกอบการมงคลเท่านั้น เป็นเรื่องดีอย่างหนึ่งที่แม่สามีไม่ได้สนใจหลานสาวเท่าใดนัก มิฉะนั้นคงไม่ปล่อยให้ฉันจัดการโดยพลการไม่ผ่านความเห็นชอบจากนางเป็นแน่

ดอกรักเป็นเด็กเลี้ยงง่าย กินอิ่มนอนหลับ ไม่ตื่นขึ้นมาร้องงอแงกวนพ่อแม่กลางดึกจนญาติพี่น้องต่างชมเปาะว่าเป็นบุญของโสภณและฉันที่ได้บุตรสาวร่างกายสมบูรณ์ครบสามสิบสอง ผิวขาวละเอียดอมชมพูซึ่งเลี้ยงง่ายราวกับตุ๊กตา

“สงสัยเทวดาลงมาจุติละมั้งคุณชม”

สุนทรีชมปลาบปลื้มไม่ขาดปาก เพราะลูกชายทั้งสามของหล่อนไล่เรียงตั้งแต่เจ้าตัวเล็กที่เด็กสุดสี่ขวบ หกขวบ และเจ็ดขวบ ขึ้นชื่อลือชาเรื่องเลี้ยงยากนัก เมื่อโตพอรู้ประสาหน่อยก็ซนอย่างลิงทะโมน ตกดึกแหกปากร้องโวยวาย ไม่เกรงใจครอบครัวเหม่ยกวางและเง็กท้อที่อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน โชคดีตรงที่ทั้งสามเป็นเด็กชาย ไม่ว่ากรีดร้องหรือกวนใจเพียงใด ก็ยังน่ารักน่าเอ็นดูในสายตานางเพ็กฮุยผู้เป็นย่าเสมอ

ไม่มีใครคาดคิดว่าเทวดาน้อยของฉันจะเริ่มแสดงความผิดปกติเมื่อย่างเข้าเดือนที่สาม เด็กน้อยไม่สบตา ไม่ยิ้มตอบพ่อแม่ อุ้มวางทิ้งไว้ตรงไหน ดอกรักก็จะนอนแหมะ ไม่ชันคอ แสดงอาการใส่ใจต่อความเป็นไปบนโลก ไม่ว่าจะมีคนเดินเข้าออกห้อง หรือเกิดเสียงดังรอบตัวเพียงใด

คนสังเกตความผิดปกติของดอกรักได้ก่อนใครคือ อาเง็ก หล่อนเตือนฉันด้วยความหวังดีมากกว่าจ้องจับผิดอย่างที่หล่อนชอบทำ

“อั๊วว่าลูกลื้อแปลกๆ นะอาชม ตอนลื้อไม่อยู่ เฮียชิวเข้าไปอุ้มจากเตียงน้อย อีไม่ร้องโวยวายเลยสักนิด ถ้าเป็นเด็กอื่นน่ะแหกปากบ้านแตกไปแล้ว”

สัญชาตญาณแรงกล้าเฉกเช่นแม่นกกางปีกป้องลูกทำให้ฉันเลือกที่จะไม่ฟังนางเง็กท้อ หนำซ้ำยังแปรเปลี่ยนความหวังดีของคู่สะใภ้เป็นเจตนาร้ายเสียอีก

“อาเจ๊แปลกคน ลูกฉันเลี้ยงง่ายไม่เหมือนลูกคนอื่นก็หาว่าประหลาด ต้องให้แหกปากร้องทั้งวันใช่ไหมถึงจะเรียกว่าปกติ”

นานวันเข้า การเติบโตของดอกรักไม่เป็นไปตามครรลองอย่างที่เด็กวัยเดียวกันควรเป็น เด็กน้อยมีโลกส่วนตัวสูง และโลกใบนั้นประกอบด้วยดอกรักเพียงลำพัง เมื่อพ่อแม่อุ้ม ดอกรักไม่สบตา ไม่ยิ้มตอบ หรือแสดงท่าทีว่าเข้าใจ และคุ้นเคยเสียงเรียกของพ่อแม่

เมื่อโตพอรู้ความ ดอกรักไม่หันตามเสียง ไม่สนใจแม้ความอึกทึกครึกโครมซึ่งส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดจากลูกชายวัยทะโมนทั้งสามของสุนทรีที่ติดตามผู้เป็นแม่เข้ามาเล่นในห้อง

เมื่อถึงวัยหัดเดิน ดอกรักชอบนั่งจุมปุ๊กกลางกองของเล่นตามลำพังไม่ซุกซน ปีนป่าย หรือพยายามยันตัวขึ้นยืนเตาะแตะ ทำความคุ้นเคยกับโลกใบใหญ่อย่างที่เด็กวัยอยากรู้อยากเห็นพึงทำ

ครั้นเมื่อถึงคราวต้องอ้อแอ้ หัดพูด ดอกรักไม่ยอมอ้าปากออกเสียง มากสุดที่เธอทำได้ก็คือการเปล่งเสียงร้องฟังไม่ได้ศัพท์แล้วกลอกตาไปมา ก่อนโผเข้าหาผู้เป็นแม่

พัฒนาการอย่างเดียวที่เกิดขึ้นตอนดอกรักย่างสองขวบคือ หนูน้อยไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ตัวได้อีก ไม่ว่าจะเป็นโสภณผู้เป็นบิดา หรือนางเครือที่เลี้ยงดอกรักมาแต่เล็ก

หนักเข้าหากใครฝืนใจหรือแกล้งล้อเธอเล่น เด็กน้อยจะกรีดร้องโดยไม่มีสาเหตุจนคนรอบข้างระอา และสุดท้ายก็เลิกสนใจไปเอง มีเพียงฉันคนเดียวเป็นข้อยกเว้นจนกลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสายสัมพันธ์ที่ผูกครอบครัวเราไว้ให้เริ่มคลายลง

โสภณออกไปร้านแต่เช้า กว่าจะกลับก็ตอนฟ้ามืดหลังดอกรักหลับ แรกๆ สามคนพ่อแม่ลูกนอนรวมกันบนเตียงเดียว แต่ดอกรักร้องไห้จ้าเมื่อตื่นขึ้นมาเห็นพ่อ ผู้เป็นสามีจำใจย้ายลงมาปูเสื่อหน้าเตียง ก่อนขยับขยายไปจัดมุมหนึ่งบนชั้นสองของร้านให้เป็นที่ซุกหัวนอนสำรองอีกแห่ง

สำหรับนังเครือ เพ็กฮุยสั่งให้ไปช่วยงานจิปาถะหน้าร้าน แรกๆ ก็อิดออด เพราะกลัวงานหนักกว่าเป็นพี่เลี้ยงเด็ก แต่พอได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา นังเครือก็หายไปจากชีวิตฉันอีกคน เหลือแต่ฉันและดอกรักเดียวดายภายในห้องสี่เหลี่ยมกว้างที่เคยใช้เป็นบ้านของครอบครัว

วันไหนแดดร่มลมตก ฉันจะเรียกนายดำให้พายเรือมารับไปที่บ้านพ่อ อาศัยเดินไปดักคอยที่ท่าน้ำห่างจากบ้านไปหน่อย

ลูกชอบศาลาริมน้ำเป็นพิเศษ เป็นมุมโปรดที่ดอกรักนั่งเล่นได้เป็นวันๆ โดยไม่รู้เบื่อ เพราะบ้านนางเพ็กฮุยไม่ได้ปลูกชิดติดแม่น้ำ จึงแห้งแล้งอบอ้าวขาดการเคลื่อนไหวของสายลมที่ช่วยพัดโกรกเย็นสบายตลอดวัน

ละเอียดก็เอาอกเอาใจสรรหาผลไม้ในสวนรสหวานฉ่ำมาให้ดอกรักชิม อุตส่าห์เด็ดดอกพุดดอกมะลิลอยน้ำใส่อ่างให้เด็กหญิงได้เขี่ยเล่นเป็นอาหารตา เพราะลูกไม่เล่นซนเหมือนเด็กคนอื่น ถ้าได้นั่งจ่อมลงตรงไหน ดอกรักจะปักหลักตรงนั้นไม่คลานหนี

ลูกสาวตัวน้อยส่งยิ้มชอบอกชอบใจเวลาที่แม่พูดคุยด้วย โดยเฉพาะประโยคที่ฉันใช้กล่อมเด็กหญิง และปลอบเสี้ยวลึกของจิตใจตนเองไปพร้อมกัน

“ดอกรักมีแม่ แม่มีดอกรัก เรามีกันและกันนะลูกจ๋า”

อนิจจา! ดอกรักดอกเดียวของฉันกลับผ่าเหล่าผ่ากอผิดแผกแปลกแยกจากดอกรักพุ่มอื่น หากแต่เป็นของล้ำค่าที่ฉันไม่เคยปล่อยให้คลาดสายตาแม้เสี้ยวนาที

กิจการของพ่อดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างที่เคยเป็น

ทุกเดือนนายดำและนายบุญเลิศผู้จัดการโรงสีอันเป็นตำแหน่งที่ฉันแต่งตั้งให้จะหอบบัญชีรายรับรายจ่าย พร้อมแจกแจงอธิบายตัวเลขแต่ละตัว เม็ดเงินแต่ละเม็ดที่เกิดขึ้นและจ่ายออกไปจนฉันเข้าใจ และซักถามได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

ฉันเรียนรู้หลักการพื้นฐานตั้งแต่ชาวนาเทียมเกวียนขนข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวได้มาส่งโดยเราจะรับซื้อไว้ในระดับราคาหนึ่ง นำเข้ากระบวนการสีเป็นข้าวสารพร้อมขายให้แก่พ่อค้าคนกลางขนลงเรือกระแชงในอีกราคาที่สูงกว่าราคาแรก ส่วนต่างก็เป็นผลกำไรเป็นกอบเป็นกำที่พ่อใช้สร้างฐานะเลี้ยงครอบครัวมาโดยตลอด

รายได้ที่ว่ายังไม่รวมค่าเช่าที่ดินหลายแปลงซึ่งพ่อแบ่งให้ชาวไร่ชาวนาเช่าเป็นที่เพาะปลูกทำกิน และดอกเบี้ยจากสัญญากู้ยืมเงินของชาวบ้านที่เป็นเส้นเลือดอีกสายหล่อเลี้ยงเป็นประจำไม่ขาด พวงแก้วทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีโดยไม่ขาดตกบกพร่อง

ชาวบ้านเหล่านี้มักใช้ของมีค่าจำพวกที่ดิน หรือทองหยองติดตัวเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ เมื่อครบกำหนดต้องจ่ายคืน หรือขาดส่งดอกเกินจำนวนงวดที่กำหนด ทรัพย์สินเหล่านี้จึงถูกยึด และใช้เป็นทุนรอนในการทำมาหากินของพ่อต่อไป

ไม่แปลกเลยที่หลายคนปรามาสลูกสาวชาวกรุงของเถ้าแก่ว่าจะไปได้ไกลสักกี่น้ำ บ้างถึงกับคาดเดาอย่างคะนองปากว่า ท้ายสุดแล้วฉันและน้องคงต้องขายกิจการของพ่อทิ้งในราคาต่ำเตี้ยติดดิน เพราะขาดทุนย่อยยับ ไม่อาจประคับประคองได้ตลอดรอดฝั่ง

หนึ่งคนที่รอคอยความล้มเหลวนั้นอยู่ไม่ไกล นางเพ็กฮุย แม่ของโสภณนั่นเอง

หล่อนไม่แช่งชักด้วยคำพูดเช่นคนอื่น แต่อาจหาญกล้าเอ่ยปากขอซื้อกิจการโรงสีของพ่อที่ท่านสร้างจากหยาดเหงื่อแรงกายตลอดระยะเวลาเทียบเท่าอายุของฉัน ราวกับเป็นของซื้อของขายที่หล่อนใคร่ได้ไว้ประดับบารมี

เพ็กฮุยใช้ช่วงเวลาอาหารมื้อเย็นอันประกอบด้วยพี่ชายพี่สาวของโสภณพร้อมพรักเป็นโต๊ะเจรจา ฉันหันมองสามีเป็นเชิงตำหนิที่ไม่บอกกล่าวกันล่วงหน้าก่อน ทำได้เพียงไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธเพื่อไม่ให้บัวช้ำน้ำขุ่นไปว่า

“ตอนนี้คนของพ่อช่วยดูแลอยู่ ที่จริงฉันก็ได้คนพวกนี้เป็นเรี่ยวแรงตั้งแต่สมัยพ่อล้มป่วย ถ้าติดขัดต้องการความช่วยเหลืออย่างไร ฉันจะรบกวนขอพึ่งพาอาม้าเป็นคนแรก”

ประโยคท้ายคล้ายว่าจะแขวะ แต่ความโลภบังใจมิให้เพ็กฮุยได้ฉุกคิด ฉันไม่ได้จาระไนเรื่องที่เข้าไปเรียนรู้งานของพ่อให้ครอบครัวแม่สามีฟัง นางเพ็กฮุยได้ทีไล่ซักต่อ

“โอ๊ย นั่นแหละ คนนอกจะไปไว้ใจเท่าคนในครอบครัวได้อย่างไร อาโส่ยตี๋ผัวลื้อยังว่าง เจียดเวลาจากร้านไปช่วยลื้อคุมพวกนั้นก็ยังได้ อั๊วน่ะหวังดีนา ไม่อยากให้ลื้อเสียรู้ใครเข้า”

สิ่งที่ฉันนึกตรึกตรองอยู่นานแต่ไม่ได้พูดออกไป คือ คนงานของพ่อทุกคนรู้จักมักคุ้นกันมาแต่อ้อนแต่ออกจนนับได้ว่าเป็นคนในครอบครัว ที่ไม่น่าวางใจเห็นจะมีแต่คนนอกมากกว่า นิ้วชี้ที่กดด้ามตะเกียบสั่นไหวระริกด้วยความโกรธ แต่ฉันยังคุมน้ำเสียงตอบแม่สามีได้อย่างราบเรียบที่สุดว่า

“เรื่องจะให้เฮียไปช่วย ฉันยินดี และขอบคุณในความเมตตาของอาม้า แต่จะให้ซื้อขายเป็นสิทธิ์ขาดไปเลยบอกตามตรงว่ายังไม่ทันได้คิด กลัวชาวบ้านก่นด่าเอาว่าเพิ่งเผาพ่อไปไม่กี่ปีก็ขายสมบัติกินเสียแล้ว”

คนบนโต๊ะอาหารมองฉันตัดบทเป็นสายตาเดียวก่อนการสนทนาเปลี่ยนเป็นหัวข้ออื่นแทน

นี่เพิ่งเริ่มต้น ฉันรู้ดีว่าคนอย่างนางเพ็กฮุยไม่ยกธงขาวยอมแพ้ง่ายๆ หลังแม่สามีได้ประกาศเจตนารมณ์ต่อหน้าลูกหลานเกือบทั้งตระกูล ไม่ต่างจากการตีผืนน้ำที่นิ่งสนิทให้เกิดเป็นระลอกคลื่นกระเพื่อมขึ้นมา

คนที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสคลื่นนั้นคงหนีไม่พ้นตัวฉันเอง

ชีวิตแต่งงานของฉันเป็นตัวอย่างชัดแจ้งแล้วว่า ระหว่างหน้าที่ของคู่ชีวิตกับบทบาทของหัวหน้าครอบครัวมีความแตกต่างซุกซ่อนอยู่ในความคล้ายคลึงจนราวกับมิใช่เรื่องเดียวกัน

ฉันพูดได้เต็มปากว่าโสภณเป็นสามี และพ่อที่ดีตามแบบแผนเดียวกับที่พี่ชายทั้งสามของเขาเป็น โสภณเป็นช้างเท้าหน้า เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการหาเลี้ยงช้างเท้าหลังอย่างฉันกับดอกรัก

รายได้หลักตอบแทนจากการช่วยธุรกิจของครอบครัวซึ่งนางเพ็กฮุยแบ่งให้ทุกเดือนไม่ถูกแตะต้องเลย เพราะค่าใช้จ่ายในบ้านหักเอาได้จากเงินกงสี ไม่จำเป็นต้องควักสตางค์เพื่อซื้อหาสิ่งใดเพิ่มอีก นอกจากรายจ่ายพิเศษสำหรับฉันและดอกรักซึ่งโสภณไม่เคยเขียมที่จะจ่าย

เสียอย่างเดียวตรงช้างเท้าหน้าเชือกนี้อาศัยในโขลงช้างที่มีนางเพ็กฮุยเป็นจ่าฝูง คอยกำกับบงการเสียทุกอย่าง ไม่ว่าทำสิ่งใดหรือมีเรื่องน้อยใหญ่ที่ต้องตัดสินใจ โสภณต้องถามความเห็นและความสมัครใจจากมารดาก่อนร่ำไป ยิ่งถ้าเรื่องใดเป็นความต้องการของนางเพ็กฮุยไม่ว่าจะเหลือบ่ากว่าแรงขนาดไหน สามีไม่ย่อท้อ หรือปฏิเสธความประสงค์ของผู้เป็นแม่เลย

การเป็นหัวหน้าครอบครัวของโสภณ จึงไม่พ้นร่มเงาการปกครองของนางเพ็กฮุยที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวให้บุตรชายพ่วงอีกตำแหน่ง ถึงไม่เคยติดตามสามีเข้าไปที่ร้านกลางตลาดซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว ด้วยเพ็กฮุยว่าการทำมาค้าขายเป็นธุระของผู้ชายไม่ใช่กิจที่ภรรยาต้องรับรู้ แต่ฉันพอเดารูปการณ์ในวันแรกที่โสภณเข้าช่วยงานโรงสีตามคำแนะนำแกมบังคับของมารดา หรือตามหมากเกมแรกในการสร้างความชอบธรรมเข้าครอบครองกิจการของพ่อได้

เมื่อพ้นอ้อมอก และเสียงบัญชาของมารดาคอยสั่งทำโน่นทำนี่ ผู้เป็นสามีก็เป็นเพียงหนุ่มใหญ่ดื้อรั้น อ่อนประสบการณ์ที่ขาดหางเสือกำกับทิศทาง ที่หมายมาดว่าจะช่วยแบ่งเบากลับจะเป็นการสร้างภาระให้แก่พวกคนงานเก่าเสียมากกว่า

ตกเย็นโสภณกลับเข้าเรือนแต่หัววัน เสียงฝีเท้าตึงๆ กระแทกบันไดนำมาก่อนตัว เขาไม่รีรอที่จะระเบิดความอัดอั้นตลอดวันใส่หน้าฉัน

“ไอ้บุญเลิศมันสำคัญตัวผิดคิดว่าตัวเองใหญ่คับโรงสีหรือไงคุณชม เฮียหวังดีสอนงานให้ นอกจากมันไม่ยอมทำตามที่เฮียบอก ยังมีหน้านินทาเฮียลับหลังว่าไม่รู้เรื่องแล้วยังอวดฉลาดกับพวกมันอีก”

ปลายเสียงเขาสั่นเหมือนเด็กเอาแต่ใจตัวเองเพิ่งถูกขัดใจ ฉันไม่เคยเห็นอีกฝ่ายในอารมณ์โกรธเช่นนี้มาก่อน ดอกรักก็ด้วย เด็กหญิงซึ่งไม่ปกติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คิดว่าพ่อทำขึงขังใส่ตนจึงตัวเกร็ง แหกปากร้องลั่นจ้าดังแข่งกับโทสะของบิดาจนฉันต้องปรามสามี

“ใจเย็นๆ นะเฮีย ค่อยพูดค่อยจากัน ดอกรักตกใจใหญ่แล้ว” โสภณถึงได้สติ คลายความตึงเครียดลง แต่ไม่วายใส่อารมณ์ฟ้องเมีย

“คุณชมต้องจัดการสั่งสอนพวกมันให้หลาบจำว่าใครเป็นนายใครเป็นบ่าว จะทำยโสโอหังอย่างนี้ไม่ได้ มันเสียการปกครองรู้ไหม”

ฉันตอบในใจคนเดียวว่ารู้ และรู้ยิ่งกว่าที่สามีบอกเสียอีก แม้นเกิดเป็นหญิงซึ่งสังคมสมัยนั้นไม่เปิดโอกาสให้มีปากเสียง ตีตนเสมอเคียงบ่าเคียงไหล่บุรุษเพศได้ แต่ฉันยังรู้ว่ากฎเคร่งครัดข้อหนึ่งของคนเป็นนายที่พึงหลีกเลี่ยงคือ การถือสาหาความจากบริวารใต้อาณัติ โดยเฉพาะการใช้อำนาจบารมีข่มเหงรังแกคนที่ต่ำต้อยกว่า ซึ่งรังแต่จะให้เกิดแต่ผลเสียมากกว่าผลดี

จนแล้วจนรอดฉันไม่ได้เรียกบุญเลิศและนายดำมาตักเตือนตามที่ของโสภณแนะ ได้แต่ภาวนาให้สามีท้อและล้มเลิกความตั้งใจไปเอง แต่กำลังใจชายหนุ่มยังเหลือล้น พระอาทิตย์ตกดินเมื่อใดก็ร่วมวงกินข้าวเย็นพร้อมหน้า คุยประจ๋อประแจ๋กับนางเพ็กฮุยดีก่อนตรงกลับไปนอนชั้นสองของร้านอย่างไม่สะทกสะท้านต่อความเหินห่างของชีวิตคู่

แล้วสิ่งที่คิดไว้ว่าสักวันจักต้องเกิดก็อุบัติขึ้นหลังจากนั้นไม่ทันครบเดือน นางแหลมเมียสาวของนายดำหน้าตาตื่นลงเรือ และเดินเท้าต่อมาตามฉันถึงบ้านนางเพ็กฮุย สีหน้าไม่สู้ดีกับน้ำเสียงร้อนรนบอกว่า

 “คุณชมขา เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ ไอ้บุญเลิศมันวางมวยกับคุณโสภณ”

 



Don`t copy text!