จากฮันกังถึงเจ้าพระยา บทที่ 23 : บุตรชายที่ท้องฟ้าประทานให้

จากฮันกังถึงเจ้าพระยา บทที่ 23 : บุตรชายที่ท้องฟ้าประทานให้

โดย : นาคเหรา

จากฮันกังถึงเจ้าพระยา นวนิยายรางวัลชนะเลิศจากโครงการช่องวันอ่านเอา โดย นาคเหรา เมื่อชะตากรรมพาให้ฮันแจกังมาสู่อยุธยา ดินแดนอันสงบร่มเย็นที่ปกครองโดยพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา แต่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อบททดสอบใหม่เปิดฉากขึ้นทันทีที่พม่าบุกกรุง ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร อ่านออนไลน์ได้ใน anowl.co

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เรือลำน้อยล่องตามสายน้ำเจ้าพระยาไป ซินแสหวงได้แต่นั่งมองด้านหลังร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มไปตลอดทาง พระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่หัวที่ครองสมณเพศยังดังก้องอยู่ในหูเขาจนบัดนี้ คนที่นั่งอยู่ข้างหน้าเขาตอนนี้มาจากดินแดนไกลโพ้น การได้มาถึงนี่เป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ จากนี้ไปเขาต้องรับเด็กหนุ่มคนนี้เป็นบุตรชายบุญธรรม

แจคังในเวลานี้แย้มยิ้มกับทิวทัศน์ตรงหน้า เขารู้สึกว่าหัวใจที่เคยจมอยู่กับความเศร้าหมองตลอดหลายวันที่ผ่านมากลับมีความสุขขึ้นอย่างประหลาดและหาสาเหตุไม่ได้ ซินแสหวงเองก็สังเกตเห็นว่าแจคังดูมีความสุขขึ้นมาบ้าง แตกต่างจากวันแรกที่ได้เจอดวงตายาวรีคู่นั้นมีทั้งแววหดหู่และสิ้นหวัง

“พ่อนที”

“นะ..ที”

แจคังพูดตามแล้วจึงยิ้มกว้าง เขาไม่รู้ความหมายแต่ได้ยินแล้วรู้สึกชอบมาก ขณะอยู่เบื้องพระพักตร์เขาไม่กล้าทูลถามว่าคำนี้แปลว่าอะไร และเหตุไฉนองค์ราชาในชุดนักบวชถึงเรียกเขาอย่างนั้น

“เจ้าชอบไหมหากใครๆ จะเรียกเจ้าเช่นนี้ มันหมายถึงแม่น้ำเหมือนชื่อของเจ้า”

“คังแปลว่าแม่น้ำ นทีก็แปลว่าแม่น้ำเหมือนแม่น้ำฮัน…แม่น้ำเจ้าพระยา”

เขาตื่นเต้นเมื่อรู้ความหมายดวงตาที่มีแต่ความเศร้าฉายแววสุขจนซินแสหวงสัมผัสได้

“จำไว้นะ ต่อไปนี้จะมีแต่คนเรียกเจ้าว่านที องค์ราชาในร่มกาสาวพัสตร์ทรงพระราชทานชื่อนี้ให้กับเจ้า ฮันแจคัง”

ซินแสหวงบอก ราวกับคำนั้นเจือน้ำอุ่นหยดวาบลงในใจเขา มือทั้งสองของแจคังสั่นเทา เขาได้แต่หันกลับไปมองทางที่เพิ่งจากมา เมื่อได้รู้ความหมายของชื่อที่องค์ขุนหลวงพระราชทานให้ประดุจดั่งน้ำทิพย์ที่อุ่นจัดชโลมไปทั้งใจ

“ข้ามีชื่อว่านที นทีแปลว่าสายน้ำ ฮันแจคัง..นที”

แจคังพูดพึมพำราวท่องบ่นไปจนสุดทาง เมื่อกลับไปถึงบ้านซินแสหวงก็เรียกบ่าวไพร่ทุกคนให้มารวมกันที่ลานกลางบ้านเพื่อแจ้งข่าว อาหย่งที่รู้เรื่องทุกอย่างดูนอบน้อมกับแจคังท่าทางไม่เหมือนเก่า กระทั่งซินแสหวงพูดกับบ่าวคนสนิทเบาๆ ว่า

“จัดห้องให้คุณชายด้วยเอาห้องเก่าของคุณชายเหลียงก็ได้ เจ้าเองก็ปฏิบัติกับเขาให้เหมือนกับคุณชายเหลียงอย่าให้ขาดตกบกพร่องล่ะ”

แจคังได้ยินเข้าก็ตกใจมาก คนงานในบ้านราวสิบชีวิตต่างมองผู้เป็นนายอย่างสงสัย เขาไม่เข้าใจสิ่งที่องค์ขุนหลวงอุทุมพรตรัสเพราะไม่รู้ภาษาคิดว่าเป็นการสนทนาตามปกติ หนึ่งในคนงานผู้ชายก็ถามออกมาด้วยความสงสัย

“นายท่านบอกว่า นี่คือคุณชายรึขอรับ”

“ใช่…ตั้งแต่บัดนี้ไปเขาคือลูกชายของข้าและแม่นายสำลี เรียกเขาว่าคุณชายนทีก็แล้วกัน”

ในถ้อยคำนั้นชวนให้เด็กหนุ่มรู้สึกสงสัยเหลือเกิน แม้ตอนอยู่ที่วัดประดู่เขาจะรู้สึกชอบคำว่านทีแต่ก็ยังไม่เข้าใจถึงสิ่งที่ซินแสหวงประกาศกับเหล่าคนงาน ขุนหลวงอุทุมพรทรงเรียกเขาด้วยชื่อนี้ แต่หลังจากนั้นซินแสหวงก็ไม่ได้พูดหรือแปลความใดให้เขาฟังอีก ได้แต่บอกให้ลงเรือกลับมาบ้านโดยไม่ได้แวะที่ไหนอีกเลย เมื่อไม่กระจ่างแก่ใจเด็กหนุ่มจึงดึงแขนเสื้อผู้สูงวัยกว่าไว้พลางถาม

“ท่านบอกให้คนอื่นเรียกข้าว่าคุณชาย…คุณชายของที่นี่ อย่างนั้นรึ”

ซินแสหวงพยักหน้าพลางเอามือตบไหล่แจคังเบาๆ ดวงตาของเด็กหนุ่มไหวสั่นระริกจ้องมองผู้ที่อยู่ตรงหน้าอย่างค้นหาคำตอบ

“ใช่…พ่ออาจจะยังไม่ได้บอกเจ้าว่าเมื่อสักครู่ผู้ที่ขอชีวิตเจ้าไว้ยกลูกคนนี้ให้กับพ่อ พระเจ้าอยู่หัวในร่มกาสาวพัสตร์คือท้องฟ้าสำหรับพ่อ เมื่อท้องฟ้ามอบลูกชายให้มีรึพ่อจะไม่รับเอาไว้”

“พ่อ…ท่านนะรึ”

“ใช่…นับแต่บัดนี้ไปเจ้าคือลูกชายของข้า หวงจิน” พูดไม่ทันขาดคำดีในขณะที่แจคังกำลังงุนงงอยู่นั้น นางสำลีก็เดินลงมาจากเรือนชั้นบน นางไม่คิดว่าจะมีการเรียกบ่าวไพร่มาพูดคุยกันในช่วงบ่ายจัดอย่างนี้ ซินแสหวงมองมาที่ภรรยาพลางเอ่ย

“แม่สำลี ต่อไปนี้พ่อนทีเขาคือลูกของเรา ลูกชายที่องค์ขุนหลวงพระราชทานให้ แม่สำลีดีใจไหม” แทนคำตอบสำลีน้ำตาไหลอาบแก้ม นางมองเสื้อผ้าที่เฝ้าเก็บไว้ให้ลูกชายผู้ล่วงลับ ชุดผ้าไหมงดงามมีคนสวมใส่ได้พอดี ราวกับพ่อเหลียงบุตรชายคนเดียวกำลังซ้อนทับร่างเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า มือของสำลีจับต้องเสื้อของลูกชายด้วยความรู้สึกเจ็บปวดอย่างสุดซึ้ง หากแต่เมื่อเงยหน้ามองเด็กหนุ่มร่างสูงเขาไม่มีส่วนใดคล้ายลูกชายนางก็จริง แต่ดวงตาที่ฉายแววสงสารเจือความรักนั้นทำให้ใจของนางสั่นไหว

“เสื้อของพี่เหลียง เจ้าสวมได้พอดีเลยนะ แม่ไม่นึกว่าจะมีคนใส่ได้อีกแล้ว”

แจคังก้มมองสำลีที่กำลังเอามือลูบไล้เสื้อผ้าซึ่งเขาสวมอยู่ ใบหน้าของหญิงผู้นี้ทำให้เขาคิดถึงมารดาที่จากมา แจคังพูดไม่ออกไม่รู้ว่าทั้งซินแสหวงและแม่สำลีผ่านเรื่องเจ็บปวดอันใดมาบ้าง คงเป็นเรื่องที่ไม่ควรเอ่ยถึงมากนัก พอเขาทำท่าจะถามต่อซินแสหวงก็พูดขึ้นมาว่า

“จากนี้ไปไม่ว่าเจ้าผ่านเรื่องอะไรมาเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม ขอให้ลืมมันเสียเถิดนะลูกพ่อ ลืมความเจ็บปวดลืมความแค้นที่เคยมีเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ คนเราทุกคนย่อมมีบาดแผลในหัวใจเสมอ หวังว่าเจ้าจะสามารถเป็นยารักษาหัวใจให้พ่อกับแม่ที่เคยสูญเสียบุตรชาย เราทั้งสองก็จะเป็นยารักษาบาดแผลของเจ้าเช่นกัน”

ซินแสหวงดึงร่างของแจคังและภรรยาเข้ามากอด เขายิ้มออกมาทั้งน้ำตา หัวใจของแจคังอ่อนไหวเมื่อมีกระแสความรักเข้ามาทดแทนส่วนที่ขาด บรรดาบ่าวเก่าแก่ที่รู้เรื่องราวแต่ครั้งก่อนต่างยิ้มและร้องไห้ไปพร้อมกับผู้เป็นนาย ทุกคนพร้อมใจกันเรียกขานแจคังว่า “คุณชายนที” โดยไม่มีใครโต้แย้ง

ค่ำนั้นสำลีลงมือทำอาหารหลายอย่าง แม่ครัวต้องทำงานหนักแต่ทุกคนต่างแย้มยิ้มสดใส โรงยาที่ไม่มีงานรื่นเริงมานานก็มีเสียงหัวเราะมากขึ้น แจคังมองอาหารหลายอย่างที่แม่บุญธรรมทำมาให้ ทั้งเกี๊ยวต้ม ปลาผัดขิง ไก่นึ่งสมุนไพร เมื่อได้สบตาและยิ้มให้ซินแสหวงกับแม่สำลีเขารู้สึกว่าตัวเองมีความสุขที่สุดนับตั้งแต่จากบ้านมา ซินแสหวงเลื่อนจานปลานึ่งให้พลางเอ่ย

“ขอให้ลูกชายที่ท้องฟ้าประทานให้คนนี้จงมีแต่ความสุข คนจีนเราจะกินปลาในวันมงคลเพราะเชื่อว่าจะโชคดี พ่อไม่รู้ว่าที่บ้านเมืองของเจ้าเขากินอะไรในวันที่อยู่พร้อมหน้ากันเช่นนี้”

แจคังคิดถึงวันที่ได้อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวมีอาหารเต็มโต๊ะ รอยยิ้มเต็มใบหน้าของทุกคน ดวงตายาวรีเอ่อท้นด้วยหยาดน้ำตาเขาหันมาทางบิดาบุญธรรมพลางเอ่ย

“วันที่โชคดีของข้าคือได้อยู่กับความรักขอรับ วันนี้ข้าก็โชคดีเพราะได้อยู่กับพวกท่านขอรับ”

ซินแสหวงแตะมือบุตรชายเบาๆ ด้วยหัวใจที่อิ่มเอมเปี่ยมสุข สำลีซึ่งไม่รู้ภาษาจีนแตกฉานนักไม่อาจรู้ความหมายว่าทั้งสองคุยเรื่องอะไรกัน เมื่อได้ยินประโยคยาวๆ นางก็ได้แต่เดาเอาว่าสองพ่อลูกกำลังคุยเรื่องที่มีความสุขกันอยู่แน่ๆ

“สองคนคุยกันแต่แม่ไม่รู้ด้วยเลย หรือแม่ต้องเรียนพูดภาษาจีนด้วยถึงจะสามารถคุยกับทุกคนรู้เรื่อง หึ…ทำไมคุณพี่ไม่พูดหรือแปลให้ฉันเข้าใจด้วยนะ…”

“อืม…แม่สำลีไม่ต้องทำสีหน้าน้อยใจขนาดนั้นหรอก พรุ่งนี้ฉันจะให้ลูกไปฝากตัวเรียนเขียนอ่านและยาสมุนไพรกับภิกษุแสง อดีตหมอหลวงคนก่อน ตอนนี้ท่านบวชอยู่ที่วัดประดู่วัดเดียวกับองค์ขุนหลวงอุทุมพรนั่นแหละ ต่อไปเขาจะได้พูดกับคนอื่นรู้เรื่องอย่างไรเล่า”

สำลีมีสีหน้าแปลกใจ เพราะแถวย่านนายก่ายมีวัดมากมายและอยู่ใกล้บ้าน เหตุใดสามีถึงต้องพาลูกไปเรียนไกลถึงวัดประดู่กันเล่า ซินแสหวงหันไปบอกประโยคเดียวกันกับลูกชายว่า

“พ่อนที…พ่อจะให้ลูกไปเรียนภาษาและยาสมุนไพรกับภิกษุที่เป็นอดีตหมอหลวงคนก่อนที่วัดประดู่ซึ่งเราเพิ่งไปมา ในเมื่อเจ้ามาอยู่ที่นี่แล้วก็ต้องเรียนรู้ภาษาและตำรับยาของชาวกรุงศรีอยุธยาไว้บ้าง จีนและเกาลี่มีตัวยาคล้ายกัน แต่ก็ใช้ไม่เหมือนกัน ที่นี่เป็นแถบเมืองร้อนสมุนไพรทำยาก็จะมีสรรพคุณแตกต่างกันไป เจ้าต้องเรียนรู้เอาไว้บ้างนะ”

สิ้นคำที่บิดาบุญธรรมบอกเด็กหนุ่มก็พยักหน้า สำลีเห็นพ่อลูกคุยกันโดยไม่แปลให้นางรู้ก็ทำหน้าไม่พอใจนิดๆ ซินแสหวงเห็นเข้าก็เลยพูดว่า

“เอาล่ะ ถ้าเราคุยกันนานไปมีหวังกับข้าวมื้อหน้าของเราคงมีแต่ผัดผักแน่ๆ พ่อนทีหันไปทางนั้นแล้วพูดตามพ่อสิลูก”

แจคังหันตามไปอย่างว่าง่าย เขามองหน้าแม่บุญธรรมหูก็ฟังคำบิดาบอก

“พูดตามพ่อนะ…คุณแม่”

“คุณแม่”

เสียงนั้นแปร่งเพราะความไม่คุ้นเคยก็จริง แต่เป็นคำเดียวที่สำลีรอตลอดเวลานับตั้งแต่พ่อเหลียงบุตรชายคนเดียวตายจากไป นางหันไปเช็ดน้ำตาในขณะที่สามีก็เย้าว่าร้องไห้อย่างนี้เดี๋ยวกับข้าวก็เค็มน้ำตาหมดหรอก

เสียงหัวเราะดังไปทั่วโรงยาตระกูลหวงจนคนงานที่กินข้าวอยู่ข้างนอกได้ยินก็พลอยมีความสุขไปด้วย วณิพกขับลำนำวันนี้จึงไม่ได้มีแต่เรื่องเศร้าเคล้าน้ำตาจนคนฟังร้องไห้ แต่เป็นบทกล่อมลำนำที่ทำให้คนฟังมีความสุขและอบอุ่นหัวใจ บรรดาเพื่อนบ้านที่เป็นเศรษฐีพ่อค้านายสำเภาก็ส่งของขวัญมาที่โรงยาเพื่อรับขวัญบุตรชายบุญธรรมของซินแสหวงหลายคน ในตอนนี้หัวใจของแจคังเหมือนจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขหลังจากที่หัวใจแห้งแล้งมานานแสนนาน

รุ่งเช้า ซินแสหวงสั่งให้บ่าวนำเสื้อผ้าเก่าของหวงเหลียงอิงบุตรชายผู้ล่วงลับไปทำความสะอาด สำลีบอกว่าเสื้อผ้าพวกนี้นางซักและและอบร่ำเครื่องหอมไว้ในหีบนานแล้ว เนื้อผ้ายังดีอยู่ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องตัดเผื่อไว้หลายๆ ชุดจะได้สับเปลี่ยนกันไป วันนี้คงจะต้องไปที่ย่านตลาดผ้าซื้อผ้ามาตัดชุดแบบชาวกรุงศรีไว้บ้าง ถ้าสำเภาจีนเข้ามาจะไปเลือกผ้าไหมผืนงามๆ มาตัดชุดให้ลูกชายคนใหม่ แจคังได้ฟังอย่างนั้นก็ดีใจแต่ก็รู้สึกเกรงใจมากเหมือนกันที่เห็นมารดาบุญธรรมนำเสื้อผ้าในหีบมาให้เขาหลายชุด เกือบทั้งหมดเป็นเสื้อผ้าแบบชาวจีนและชาวกรุงศรีที่เขาสวมได้พอดี ซินแสหวงบอกว่า

“พี่เหลียงน่ะ กำลังจะเข้าถวายตัวเป็นขุนนางสังกัดกรมท่าในตำแหน่งล่ามหลวง ตัดเสื้อผ้าเตรียมไว้หลายชุด แค่ยังไม่ได้ตัดเปียเท่านั้น เจ้าจงใส่เสื้อผ้าพวกนี้เวลาไปพบเจอผู้ใหญ่ท่าน มวยผมจะไว้อย่างนี้พ่อก็ไม่ว่าหรอก เราชาวจีนเชื่อว่าสิ่งของใดในร่างกายมาจากบิดามารดาให้เป็นของขวัญ ชาวโชซอนคงถือตามแบบเดียวกันใช่หรือไม่”

แจคังพยักหน้ารับ วันนี้เขาแต่งกายแบบชาวกรุงศรีอยุธยาแม้จะไม่คุ้นเคยในตอนแรกแต่เมื่อได้ลองสวมใส่แล้วก็รู้สึกคุ้นชินในเวลาไม่นาน เด็กหนุ่มเอาผ้าคาดศีรษะแล้วเกล้าผมแบบซังทูเหมือนเดิม เขายิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นเงาตัวเองในกระจก มือของบิดาบุญธรรมวางที่ไหล่พลางเอ่ย

“ไปกันเถอะลูก พ่อนที”

แจคังถือพานดอกไม้ไหว้ครูเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์กับภิกษุแสงอดีตหลวงโอสถ ผู้ที่ออกบวชอยู่ข้างพระวรกายองค์ขุนหลวงอุทุมพร ภาพชายต่างชาติในชุดของชาวกรุงศรีอาจจะแปลกตาไปบ้าง แต่ก็งดงามน่ามองอย่างประหลาด

เหล่าข้าผู้ภักดีที่บวชเพื่อรับใช้นายบางคนมีสายตาเข้มงวด เมื่อเห็นเจ้าลูกจีนหวงหมอบคลานไหว้ครูไม่ถูกใจเอาเสียเลย แต่ก็ไม่มีใครว่าอะไรได้แต่สอนสั่งด้วยความเอ็นดู จากที่ยกมือนบไหว้ผู้ใดไม่เป็น ก็ทำได้และงดงามยิ่งนัก ท่าทางนั้นอยู่ในสายพระเนตรของขุนหลวงอุทุมพรแทบจะตลอดเวลา

“เด็กคนนี้หน่วยก้านดี ลักษณะใบหน้าก็ดูดีมีเมตตา ได้รู้มาว่าเรียนวิชาแพทย์ด้วยรึ ต่อไปเวลาที่มีราชการในกรุง เห็นทีฉันต้องมาแวะที่โรงยาตรวจเลือดลมและธาตุในกายเสียหน่อย แต่เขาต้องเป็นคนรักษาฉันเองนะ”

เจ้าคุณสินพูดพลางยิ้มขันดวงตาไม่ได้ละออกไปจากดวงหน้าของเด็กหนุ่มที่สวมชุดแบบชาวกรุงศรีเลยแม้แต่น้อย ซินแสหวงเองก็ยิ้มรับพลางตอบออกไปว่า

“เชิญท่านมาที่โรงยาของเราได้ทุกเมื่อขอรับ ที่จริงเด็กคนนี้ตรวจรักษาโรคได้แล้ว แต่ข้าอยากให้เขาเรียนรู้อีกสักหน่อย เข้ากรุงคราวหน้าข้าจะให้เขาตรวจชีพจรให้ท่านเลย” ซินแสหวงพูดกับเจ้าคุณสินพลางยิ้ม มองดูแจคังที่กำลังฝึกคลานอยู่

“ข้าต้องไปแน่ๆ เด็กคนนี้เหมือนมาที่นี่เพื่อเป็นลูกชายของท่านจริงๆ ซินแส”

คำพูดของเจ้าคุณสินทำให้ซินแสหวงยิ้มรับ เพราะลึกๆ แล้วเขาดีใจมากที่แจคังมาอยู่ที่นี่ในฐานะลูกชายของเขา อย่างน้อยโรงยาสกุลหวงก็มีผู้สืบทอดแล้ว รอยยิ้มนั้นของซินแสชาวจีนผู้ถวายพระโอสถทำให้องค์ขุนหลวงทรงมีความสุขไปด้วย พระองค์จึงตรัสถามออกไปว่า

“ลูกชายที่อาตมามอบให้ถูกใจรึไม่…จีนหวง”

“พระเจ้าค่ะ สมกับเป็นบุตรที่ท้องฟ้าประทานให้ เด็กคนนี้มีความหลังอันขมขื่นเหมือนกับกระหม่อมและภรรยาที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์เช่นกัน ตอนนี้พวกเรากำลังแบ่งปันความสุขที่มีอยู่น้อยนิดให้กันและกัน ต่อไปภายหน้าในวันที่ลูกคนนี้รอบรู้สรรพวิชาจนแตกฉานแล้ว กระหม่อมอยากให้เขาเป็นข้ารับใช้ในพระองค์พระเจ้าค่ะ”

ขุนหลวงอุทุมพรไม่ตอบคำใดกับซินแสหวง พระองค์ได้แต่มองเด็กหนุ่มคนนั้นหัดเรียนเขียนอ่านภาษาที่ไม่คุ้นเคย ในวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่มีใครรู้เลย…..

 

Don`t copy text!