ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 13 : อยากได้ก็จะจัดให้

ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 13 : อยากได้ก็จะจัดให้

โดย : รังสิมันต์

ผมรัก/ฆ่าคุณ สุดยอดนวนิยาย Medical thriller แห่งปี จากปลายปากกาของ ‘รังสิมันต์’ ที่คุณอ่านแล้วจะต้องนับวันรอตอนต่อไปด้วยใจที่จดจ่อ… นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 13 –

 

/ นายคงอยากจะเจ็บตัวเหมือนเพื่อนสนิทสินะ ถึงได้ยังหน้าด้านคบกันพี่ภูต่อไปเนี่ย  ก็ได้ อยากนายเอาแบบนั้นก็ได้  ผมจัดให้

 

จำใส่สมองใสๆกลวงๆของนายไว้เลยนะ

พี่ ภู เขา เป็น ของ ผม   /

 

ผมอึ้งๆไปนิดๆ กับข้อความนี้ และคงเพราะว่าผมอึ้งนานเกินไป โฟร์เลยโผล่หน้าเข้ามาดูว่ามีอะไรในมือถือ แต่ผมปิดหน้าจอได้ทัน ผมไม่อยากให้มันเห็นข้อความนี้เพราะในนี้มีพาดพิงถึงโฟร์มันด้วย

 

มันเพิ่งจะออกจากโรงพยาบาลมาได้หมาดๆ นี่หมอยังสั่งให้พักผ่อนอยู่เลย ผมไม่อยากให้เรื่องข้อความนี้ทำให้มันไม่สบายใจ ตอนนี้ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ด้วย เดี๋ยวโฟร์มันจะนอยด์

 

“อ้าว ข้อความอะไรวะกฤษ?”  โฟร์ถาม

“ข้อความจากแฟนเก่าพี่ภูน่ะ” ผมยักไหล่

 

“อ้าวเฮ้ย  งั้นมันส่งมาว่าไง ไหนดูหน่อย”

“ไร้สาระน่ะมึง มันก็ไม่มีอะไรมากหรอก ประสาทอะ พวกอยากได้ของคืนอะไรแบบนี้ว่ะ เขาไม่เอาแล้วก็ยังจะตามล่าตามล้างเป็นผีบ้า” ผมบ่ายเบี่ยง

 

“อ้าวแล้วนั่นมึงทำอะไรอ่ะ?”  โฟร์ถาม ตอนที่เห็นผมหยิบมือถือมาอีกครั้ง แต่เปิดทวิต “อ๋ออ  เก็ทละ คือมึงจะทวีตด่ามันใช่ป่ะ?  แคปข้อความแล้วด่ามันขึ้นทวิตไปเลย” โฟร์สนับสนุน แต่ผมส่ายหน้า

 

“เปล่า ไม่ใช่ว่ะ” ผมเปิดเลือกรูปของผมกับพี่ภูจากในแกลอรีที่ถ่ายเก็บไว้  ดีนะ เราสองคนชอบถ่ายรูปคู่กันเก็บไว้เยอะๆ เป็นคลังเลยล่ะ เวลาไม่รู้จะทวีตอะไร ก็เอารูปเราสองคนนี่แหละ มาทวีตไป

 

ผมเลือกรูปที่คิดว่าหวานกัน

แต่ไม่ดูหวานเกินไป ไม่ดูเสแสร้ง

สายตาของผมกับพี่ภู ดูมีความสุขจริงๆ

 

แล้วผมก็ทวีต โดยที่ไม่ใส่ข้อความ

เสร็จแล้วก็กลับมาหยิบจอยเครื่องเล่นเกม

โฟร์มองตามแบบงงๆ “นี่มึงทำทำไมเนี่ย?” โฟร์ถาม

 

“กูจะบอกให้นะโฟร์”  ผมกดสตาร์ท กลับมาเล่นเกมต่อ

 

“คนที่เกลียดเราน่ะ พื้นฐานเลยมันมาจากความอิจฉา มันไม่ทุกความเกลียดหรอกเว้ย แต่ก็เกือบ 100% ของเกลียดแหละ มันมาจากความอิจฉา เขาอิจฉาความสุขของเรา”

 

“ยิ่งเรามีความสุข

มันก็ยิ่งจุดไฟอิจฉาของเขา

พอไฟอิจฉามันเผาได้ที่ เขาก็จะเกลียด

 

พอเขาเกลียดจนทนไม่ไหว

เขาก็จะฟาดเอาความเกลียดใส่มาทางเรา

ยิ่งเรามีความสุขเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเกลียดเราเท่านั้น”

 

ผมหันไปสบตาโฟร์  “ถ้าเราเต้นตามเขา โกรธเขา ด่ากลับ เขาก็สะใจสิวะ เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือ ให้เรามีความสุขน้อยลง เขาถึงได้ฟาดไอ้คำพูดเกลียดๆใส่เรา”

 

“ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่า ความสุขของเรา มันทรมานอีกฝ่าย”  ผมยักไหล่ กลับไปสนใจเกมบนจอต่อ  “เราก็จะสุขให้มันมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น เอาให้อีกฝ่ายมันกระอักความเกลียดตายไปเลยโดยที่เราไม่ต้องด่ามันสักคำ”

 

“เชี่ย … กฤษ มึงเจ๋งว่ะ” โฟร์มองผมอย่างทึ่งๆ

“กูไม่ได้เจ๋งหรอก กูมีประสบการณ์”  ผมตอบ

“มึงเคยเจอแบบนี้มาแล้วเหรอวะ?” มันถาม

 

“เปล๊าาา”  ผมตอบ  “กูเคยเกลียดคนอื่นมาก่อน กูเลยรู้ว่า ที่กูเกลียดเขา เพราะกูอิจฉาเขา ตอนที่กูหยุดเกลียดเขา เพราะกูเจอความสุขในแบบของกู ก็เลยหยุดเกลียด มึงเคยได้ยินป่ะ? Learning by pain น่ะ กูเรียนรู้จากตัวกูเองนี่แหละ”

 

“เจ๋ง กูยอมรับ”  โฟร์ยกนิ้วโป้งให้  “แต่มึงรู้ใช่ป่ะว่า มันก็อันตรายด้วย  ถ้ามึงทำให้ใครเกลียดมากๆ มึงต้องยอมรับนะเว้ย ว่ามันจะมีผลข้างเคียงตามมาแน่ๆ และบางทีมันแย่นะเว้ย”

 

ผมหัวเราะ  “กูพร้อมว่ะ บอกเลย”

“อื้อหือออ” โฟร์อุทาน “มึงแม่งแน่ว่ะ  เป็นกูกับพี่นนท์นะ กูเอาไปโวยวายใส่พี่นนท์เขาแล้ว”  แล้วมันก็หัวเราะ​ “แต่นึกอีกที คงไม่มีหรอกว่ะ พี่นนท์แม่ง หล่อก็ไม่หล่อ อ้วนด้วย ใครมันจะมาแย่งพี่นนท์กับกูวะ”

 

ผมหัวเราะพลางส่ายหน้า  โฟร์พูดเกินไป ผมว่าพี่นนท์แฟนของมันหล่อนะ ไม่ได้อ้วนด้วย แต่โฟร์ก็ชอบพูดแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทั้งๆที่ตอนแรกที่เจอพี่นนท์ มันออกจะเครซี่พี่เขาจะตาย

 

“โวยใส่แฟนเรา มันก็ไม่มีอะไรป่ะวะ?”  ผมเม้มปาก  “กูกับพี่ภูมีเรื่องให้ระแวงกัน ระหองระแหงกันไปหลายทีละ นับๆดูก็ 2 ทีแล้วนะเว้ย กูไม่อยากให้มันเกิดเรื่องอีกเป็นครั้งที่สามว่ะ เหนื่อย กูก็เหนื่อย เขาก็เหนื่อย”

 

“กูว่า กูจะลองใช้อะไรใหม่ๆ”

ผมเปรยๆขึ้นมา  โฟร์หันมาขมวดคิ้ว

 

“อะไรใหม่ๆของมึงคืออะไรวะ?” มันถาม

ผมยักคิ้วหนึ่งข้างใส่มัน  “ เชื่อใจ แฟนไงมึง”

 

“กูว่า เราไม่มีทางรู้จักใครได้ 100% ว่ะ” ผมพูดเหมือนกำลังสอนมัน  “ถ้าเราคิดจะรู้จักเขาให้ครบ 100% แม่งต้องเหนื่อยมากแน่นอน  และถ้าเกิดรู้จักครบ 100% แล้วบางทีถึงตอนนั้นเราคงไม่รักเขาแล้วแหละ

 

มันเลยมี เชื่อใจ เกิดขึ้นมาให้เราใช้ไง พอเราเชื่อใจเขา เราก็จะเลิกสนใจเรื่อง 100% กูไม่อยากระแวงเขาอีกแล้ว  กูไม่อยากให้เพื่อนกูระแวงเขาด้วย”

 

พูดจบผมก็หันไปมองหน้าโฟร์ พูดถึงตรงนี้ รอยยิ้มบนหน้าโฟร์หายไป มันคงรู้ตัวแหละว่า หนึ่งในต้นเหตุ ก็คือมัน

 

“กู …​ขอโทษนะเว้ยกฤษ”

“เฮ้ย ไม่เอาดิ มึงขอโทษแล้วไง แล้วไปแล้ว”

 

“มึง ยกโทษให้กูแล้วนะ”  มันถาม

“แต่กูมีสิทธิ์เอามาพูดได้เรื่อยๆนะ” ผมแลบลิ้นใส่มึง

 

โฟร์หัวเราะ “เชี่ยเอ้ย กูไม่น่าพลาดเลยว่ะ”

ผมหัวเราะบ้าง “ถือว่าเป็นไพ่เหนือกว่าของกูละกัน”

 

โฟร์ยังคงบอกว่าผมเก่งนะที่คิดเรื่องนี้ได้  ผมไม่ได้บอกมันเองแหละว่าจริงๆแล้วผมคิดได้ก็ตอนที่ไปทำจิตบำบัดกับหมอนินเมื่อ session ที่ผ่านมา เอาเรื่องที่เขาสอนมาประยุกต์กับเรื่องนี้

 

เออนะ พอตัดใจคิดจะเชื่อใจเขาจริงๆ  ไอ้ขั้นตอนที่ “ช่างมัน” กับข้อความนี้ มันก็ง่ายขึ้น มันเหมือนตัดความรำคาญออกไปได้เร็ว ทิ้งความเสียหายกับอารมณ์และจิตใจไม่มาก  ดีแฮะ ผมชอบ

 

ความเชื่อใจ มันดีแบบนี้นี่เอง 🙂

ต่อไปนี้ ผมจะใช้มันบ่อยๆ

 

…………

 

แต่ข้อความจากมนุษย์ปริศนา

ยังคงส่งมา ไม่หยุดสักที

 

/หน้าด้านเนอะ ด่าแล้วก็ยังไม่รู้สึก

ถ้าตายเมื่อไหร่บอกนะ จะเอาหนังไปทำรองเท้า

หนาแบบนี้ คงทนทานดี ชอบ/

 

เหนื่อยไหมนะ  ผมนึกสงสัย  ที่เขาต้องสรรหาวิธีการมาด่าผมทุกวัน โดยที่ผมก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรนอกจากโพสท์รูปของผมกับพี่ภูตอบกลับไปบนทวิตเตอร์ เป็นสารที่สื่อว่า ผมมีความสุขดี  และนั่นคืออาวุธที่ผมออกไปตอบโต้

 

/ enjoy while it lasts ก็แล้วกัน

คิดว่ามัน คงอีกไม่นาน /

 

โอ๊ะ …​คราวนี้ มาแนวสาปแช่ง

คงอับจนหนทางหมดแล้วสินะเนี่ย ฮ่าฮ่าฮ่า

 

ผมเก็บมือถือลงกระเป๋า ตอนที่รถพี่ภูแล่นเข้ามาจอดที่เวิ้งหน้าบ้าน  สุดสัปดาห์นี้ แม่ผมไม่อยู่บ้าน (และผมก็ไม่อยากรู้ด้วยว่าแม่ไปไหน)  ส่วนพี่ภูบอกว่าไม่ต้องไปเฝ้าแม่ และไม่มีนัดกับเพื่อนๆ ผมเลยขอไปค้างที่คอนโดเขา และแทนคำตอบ พี่ภูขับรถมารับผมจากบ้านเองเลย

 

ระหว่างทางที่ขับรถไปบ้านเขา ผมก็เซลฟี่รูปเราสองคนลง IG และ twitter อีกรอบ แค่ผ่านไปสองช่วงไฟแดง คนก็มารีพลาย รีทวีต กดไลค์ กันเยอะแยะ ผมแอบยิ้มอย่างสะใจ เพราะหนึ่งในคนที่เห็น ต้องมีไอ้น้องคนนั้นอยู่แล้ว ..

 

เออ .. ผมเพิ่งรู้แฮะว่าแฟนเก่าพี่ภูเด็กกว่าเขา  ที่จริงผมไม่เคยถามมาก่อนเลยว่า แฟนเก่าเขาเป็นใคร แต่เพราะในข้อความครั้งแรกที่ฮีส่งมาหาผมเรียกผมว่าพี่ ก็เลยรู้

 

แต่ดูจากการที่พี่ภูจีบผมแล้ว ก็ไม่แปลกหรอก  พี่ภูเป็นคนที่บุคลิกอบอุ่น อ่อนโยน เป็นแฟมิลี่แมน ไม่แปลกถ้าเขาจะชอบคนที่เด็กกว่า ให้เขาดูแลได้  ผู้ชายแบบพี่ภูดึงดูดคนที่เด็กกว่าอยู่แล้วล่ะ

 

“ยิ้มอะไรน่ะเรา” พี่ภูหันมาถาม

ผมส่ายหน้า  “เปล่าหรอกฮะ  .. กฤษรักพี่ภูนะฮะ”

 

เขาหันมามอง ทำหน้าแปลกใจ

“วันนี้มาแนวไหนเนี่ย ทุกทีไม่ค่อยพูด จะอ้อนเหรอ?”

 

ผมไถลตัวจากเบาะตัวเองไปหอมแก้มพี่ภู

“ก็วันนี้อยากพูดไง รู้สึกว่าในใจมันเต็มๆ มีความสุข”

 

“ก็ดี พี่ชอบเวลานายอารมณ์ดีแบบนี้”

“กฤษก็ชอบตัวเองเวลาที่อารมณ์ดีแบบนี้เหมือนกันครับ”

 

ไฟเขียวพอดี พี่ภูออกรถไป

ผมรู้สึกได้ว่ามือถือผมในกระเป๋ากางเกงสั่น

คงเป็นข้อความเข้า อาจจะเพื่อน หรือ แฟนเก่าพี่ภู …

 

แต่รู้อะไรไหม? ผมไม่สนใจจริงๆ

ผมมีความสุขจริงๆแล้ว ไม่ใช่แค่ พูดว่า ตัวเองมีความสุขนะ

แต่ผมมีความสุขจริงๆ สุขที่เกิดจากการเชื่อใจ ไว้ใจคนรักนี่แหละ

เย็นนั้นเราสั่ง pokebowl มากินกันที่ห้อง ตอนแรกพี่ภูกะว่าจะพาผมออกไปหาอะไรกินข้างนอก แต่แค่ลำพังขามาคอนโดเขารถก็ติดจะแย่อยู่แล้ว เลยเปลี่ยนใจเป็นสั่งอาหารมากินกันดีกว่า

 

“เดี๋ยวพี่ล้างจานเองครับ”

พี่ภูลุกจากโต๊ะ ชิงหยิบจานไปที่อ่างล้าง

 

“เดี๋ยวกฤษล้างให้ดีกว่า”

ผมเกรงใจ เพราะค่าอาหารพี่ภูก็เป็นคนจ่าย

 

เขาหันมายิ้ม  “ไม่เอาสิ นายเป็นแขกของพี่นะ พี่จะปล่อยให้แขกล้างได้ไงกันเล่า”   ผมแกล้งทำหน้ามุ่ยใส่  “เป็นแขกเหรอ?  ทำไมดูห่างเหินจัง กฤษไม่ได้เป็นแขกของพี่ภูสักหน่อย” แล้วผมก็ไปเกาะแขนเขา

 

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ขอโทษที  งั้นเป็นเมียพี่ก็ห้พี่ล้างจานแล้วกัน พ่อบ้านใจกล้าทุกคนเขาก็ล้างจานให้เมียหมดแหละ นายไปนั่งเล่นเถอะ”  เขาโบกมือให้ผมออกไป แล้วก็เปิดน้ำเริ่มล้างจาน

 

“งั้นเดี๋ยวเราทำอะไรกันดีฮะ?”  ผมถามพี่ภู

“อะไรก็ได้ นายอยากทำไรอ่ะ?”

 

“อยากดูหนังอะ” ผมบอก

“สงสัยต้องรอบดึกนะ ออกไปตอนนี้รถติดแน่ๆ”

 

“งั้น ดูจากบน netflix ไหมอ่ะครับ?” ผมเสนอ

พี่ภูหัวเราะ “พี่ไมไ่ด้ subscibe netflix อ่ะครับ โทษที”

 

“งั้นพี่ภูมีบลูเรย์เรื่องอะไรไหมอ่ะ เอามาเปิดดูกันก็ได้”

“ไปดูในห้องพี่แล้วกัน เลือกเอาได้เลย ชอบเรื่องไหนก็หยิบมา”

 

ผมปล่อยให้เขาล้างจานต่อไป เดินขึ้นไปห้องนอนเขาบนชั้น 2 (คอนโดเขาเป็น duplex แบบ real duplex จริงๆ นึกออกไหม? ผมว่าแม่เขาที่ซื้อให้ต้องรวยมากๆแน่นอน ไม่ต้องสงสัยเลย)

 

ในห้องพี่ภูมีชั้นหนังสือ 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นชั้นหนังสือจริงๆ แต่อีกชั้นเอาไว้เก็บแผ่นหนัง มีตั้งแต่หนังเก่าๆที่อยู่ในรูปแบบ DVD และหนังใหม่ๆที่เป็นแผ่นบลูเรย์  ผมไล่สายตาดูไปเรื่อยๆ

 

นี่ดูแล้ว นี่ก็ดูแล้ว นี่เคยดูแล้วเบื่อมาก อ่ะ นี่ก็ดูแล้ว  ว้า ทำไมมีแต่หนังที่เคยดูแล้วเนี่ย ผมไล่ลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงชั้นล่างก็แล้ว ยังไม่เจอหนังเรื่องไหนที่น่าสนใจเลยสักนิด

 

อ๊ะ … นี่กล่องอะไรเนี่ย?

หรือมีแผ่นหนังอีกในกล่องนี้หรือเปล่า?

 

ผมหยิบลังกระดาษที่วางอยู่ชั้นล่างสุดของตู้หนังออกมา  ตรงกล่องมีตัวหนังสือเขียนว่า “ของคุณ ภาวนา ให้ญาติเอากลับบ้าน”  ผมเปิดกล่องออกดูโดยที่ไมไ่ด้คิดอะไร แล้วก็ลืมมารยาทไปชั่วขณะด้วยว่า นี่อาจจะเป็นของส่วนตัวที่ผมไม่ควรยุ่งก็ได้

 

แต่นึกออกไหม? พี่ภูเพิ่งพูดไงว่าผมเป็นเมีย  แล้วมันมีอะไร มีความส่วนตัวประเภทไหน ที่เมียแตะต้องไม่ได้ด้วยเหรอ?  อาจจะเพราะตอนนั้นในหัวผมคิดอย่างนั้นก็ได้ เลยไม่ได้รู้สึกว่าการที่ตัวเองเปิดกล่อง เป็นการล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของเขา

 

ในกล่องไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย  มันมีกรอบรูปที่ว่างเปล่า 3 กรอบ ดอกไม้แห้งๆ 1 ช่อ สมุดบันทึก 1 เล่ม ที่บนหน้าปกสลักชื่อสถานพยาบาลแห่งหนึ่งไว้บนนั้น

 

ผมหยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นมาเปิด

 

“เขาบอกให้ฉันเขียน ฉันก็เขียน

แต่ฉันยังไม่รู้เลยว่า ฉันควรจะเขียนอะไร

เบื่อ เบื่อมาก เบื่อ เบื่อ เบื่อ เบื่อ เบื่อ เบื่อ”

 

แล้วหน้านั้นทั้งหน้าก็มีแต่คำว่า เบื่อ อัดจนเต็ม ผมรู้สึกแปลกๆ ไม่ใช่แปลกๆด้านดีแน่นอน  ผมรู้สึกสยองนิดๆมากกว่า …  คนบ้าอะไร เขียนคำว่าเบื่ออัดเต็มหน้ากระดาษ มันดูออกจะจิตๆนิดๆป่ะวะ

 

โอเค ผมก็เป็นคนไข้จิตเวช

แต่ไม่ใช่ … ไม่ใช่จิตเวชแบบนี้อ้ะ

ผมว่าแบบนี้มันดุ creepy ยังไงก็ไม่รู้

 

ลายมือนี้ไม่ใช่ลายมือพี่ภูแน่นอน มันสวยกว่าลายมือพี่ภู เป็นระเบียบมากกว่า ผมเดาว่าคงเป็นลายมือคุณภาวนา … อือ พี่ภูเขาคยอกว่า แม่เขาติดยาจนต้องบำบัดเข้าโรงพยาบาล  เมื่อมองหลักฐานแวดล้อมประกอบแล้ว  นี่คงเป็นสมุดบันทึกของแม่พี่ภูแน่ๆ

 

ผมเปิดไล่ดูไปเรื่อยๆ

บางหน้าก็เป็นรูป บางหน้าก็เป็นรอยยับ

บางหน้าก็โดนฉีกทิ้ง บางหน้าก็เปียกไปด้วยน้ำตา

 

แล้วก็หน้าว่างๆ … ว่างยาวติดๆกันหลายหน้ามาก ผมเปิดไล่มาเรื่อยๆ จนคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรแล้ว และในตอนที่ตัดสินใจจะปิดเก็บ  ผมก็เปิดไปเจอบันทึกอีกครั้ง หลังจากเจอหน้าว่างมาเยอะติดๆกัน

 

“ยาหายไป 30 เม็ด

ฉันไม่ได้ใช้แน่นอน ฉันรู้ตัวดี

ฉันจำเม็ดยาได้ ฉันนับมันอยู่ทุกๆวัน

 

ยา หาย ไป ไหน ?

 

ฉันสงสัยว่าเป็นเขา

ฉันรู้เลยล่ะ ว่าเป็นฝีมือเขา

เขาเริ่มน่ากลัวขึ้นทุกวัน ทุกวัน

 

ฉัน ไม่ เข้า ใจ

 

ฉันบอกทุกคนว่า เขาอันตราย ไว้ใจไม่ได้

แต่ไม่มีใครเชื่อเลย ทุกคนบอกว่าฉันเป็นบ้า

แต่ฉันไม่ได้เป็นบ้า ฉันรู้ว่านี่ไม่ใช่ลูกฉันแน่ๆ

 

เด็ก คน นี้ ไม่ ใช่ ภู

เด็ก คน นี้ ไม่ ใช่ ลูก ฉัน” 

Don`t copy text!