ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 15 : เด็กชายสองคน

ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 15 : เด็กชายสองคน

โดย : รังสิมันต์

ผมรัก/ฆ่าคุณ สุดยอดนวนิยาย Medical thriller แห่งปี จากปลายปากกาของ ‘รังสิมันต์’ ที่คุณอ่านแล้วจะต้องนับวันรอตอนต่อไปด้วยใจที่จดจ่อ… นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 15 –

เชคสเปียร์กล่าวไว้ใน twelfth night ว่า

“การเดินทางจบ เมื่อเราพบกับความรัก”

 

ก็นะ … ผ่านมา 400 กว่าปี เราทุกคนคงประจักษ์ในข้อโต้แย้งนี้ไปแล้วว่า ไม่จริงเลยสักนิด การเดินทางไม่เคยจบหลังจากพบความรัก  กลับกัน มันยิ่งเป็นการเดินทางที่วิบากสาหัสกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

 

ครึ่งใจของผม เชื่อเชคสเปียร์

อีกครึ่งใจของผม แย้งเชคสเปียร์

ในหัวผมมีสองฟากอีกครา ฟากที่เชื่อ และฟากที่แย้ง

 

มองย้อนไปแล้ว ผมอยากให้ฟากที่เชื่อชนะสงครามกลางสมองเสียจริง มันจะได้จบไปแบบนั้น เรื่องของผมกับพี่ภู มันจะได้จบไปแบบง่ายๆ มีความสุข และกล่อมให้พวกคุณคนอ่านหลับฝันดี พร้อมกับความคิดว่า รักแท้แค่เชื่อใจกัน

 

แต่มันไม่ใช่ไง … การเดินทางมันวิบากขึ้น เมื่อพบความรัก

แท้จริงแล้ว ความเชื่อใจ คือวงกตที่ลวงให้เราหลงทาง

 

…….

 

เราลงลิฟท์มาพร้อมกัน

ผม พี่ภู และ สมุดบันทึกของคุณภาวนา

ผมรู้สึกเหมือนมีระเบิดที่หนักอึ้งอยู่ในกระเป๋า

 

นี่ผมกำลังวนลูป เชื่อใจ – ไม่เชื่อใจ อีกรอบหรือเปล่า?

นั่นคือคำถามที่ถามตัวเอง ระหว่างที่ลิฟท์ลงมาที่ชั้นจอดรถ

 

ผมรู้ว่าข้อความข้างในมันไร้สาระ  ข้อความของหญิงที่จิตวิปลาส สมองโดนทำลายจากยาเสพติด แต่ไม่รู้สิ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างบอกผมว่า ในข้อความนั้น มันมีอะไรมากกว่า … แค่ความวิกลจริต

 

ผมได้กลิ่นความลับ

ผมรู้สึกได้ถึงความลับ

ผมคิดว่ามันน่าจะมีความลับ

 

เคยได้ยินจากไหนหนังสักเรื่อง ว่าถ้ามันดูเหมือน , ถ้ากลิ่นมันเหมือน , ถ้ารู้สึกว่ามันเหมือน  นั่นแหละ มันเป็นตามที่เราสงสัย  ผมว่ามันมีความลับอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ มากกว่าที่พี่ภูเล่าให้ฟัง

 

ผมเหลือบตามองพี่ภูที่ยืนข้างๆ ระหว่างทางลงลิฟท์ เขาฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี เมื่อกี้นี้พี่ภูบอกว่า เดี๋ยวต้องไปหาแม่  … คุณภาวนา เจ้าของสมุดบันทึกเล่มนี้

 

คนที่เขียนว่า

เด็ก คน นี้ ไม่ ใช่ ภู

เด็ก คน นี้ ไม่ ใช่ ลูก ฉัน

 

ถ้าตั้งต้นที่หญิงคนนี้บ้า

คนเราจะบ้าได้ถึงขนาดไหนกันนะ?

สมองคนเราจะผิดปกติได้สุดทางขนาดไหน

ถึงจะสับสนและปฏิเสธว่าลูกตัวเองเป็นคนอื่นไปได้

 

มันเป็นไปได้จริงเหรอ?

แล้วถ้าเรื่องที่คุณภาวนาเขียนเป็นจริง

แล้วคนคนนี้  พี่ภูคนนี้ … เป็นใครกันล่ะ ?​

 

คอผมแห้งผาก น้ำลายพานจะกลืนไม่ลง ตอนที่นึกถึงตัวอักษรที่เขียนประโยคสั้นๆนั้นในสมุดบันทึก ผมไม่รู้ว่าคนวิกลจริต จะเขียนหนังสือด้วยไวยากรณ์ที่ถูกต้องได้ไหม หรือหน้าตาตัวอักษรจะเป็นยังไง

 

แต่ผมสัมผัสได้ถึงความกลัวที่อัดแน่นในประโยคสองประโยคนั้น ตอนที่คุณภาวนาเขียน มันคงต้องมาจากอารมณ์ที่อัดแน่นที่สุดก่อนจะกลั่นออกมาเป็นตัวอักษร 13 พยางค์

 

สองประโยคนั้น …

มันถูกเขียนด้วย ไวยากรณ์แห่งความกลัว

ชัดเจนมาก ว่าคุณภาวนา … กลัว พี่ ภู คน นี้

 

“ใจลอยเชียว คิดอะไรน่ะเรา?”

ประตูลิฟท์เปิดพอดีตอนที่พี่ภูหันมาถามผม

 

“ไม่มีอะไรหรอกฮะ แค่เสียดายน่ะ ที่ไม่ได้ใช้เวลากับพี่ภู”

ผมรีบปั้นเรื่องหันไปตอบด้วยสีหน้าปกติ เคยบอกแล้วนี่ ผมแสดงเก่ง

 

“มา พี่ถือกระเป๋าเป้ให้”

“ไม่ต้องหรอกฮะ มันเบาๆน่ะ กฤษถือเองได้”

 

เขาเปิดประตูรถให้อย่างเคย ผมก้าวขึ้นไปบนรถ ดึงประตูปิดตามมา เดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว ค่อยเปิดดูสมุดเล่มนั้นแล้วกัน ผมอาจจะเปิดข้ามไปหลายหน้า บางทีในนั้นอาจจะมีอะไรเพิ่มเติมอีก

 

“อ่ะนี่ เอาไว้กินกลางวัน” พี่ภูยื่นกล่องใส่อาหารให้  “พี่ทำให้เราเมื่อกี้นี้น่ะ ชดเชยที่พี่อยู่ด้วยทั้งวันไม่ได้นะครับ” แล้วพี่ภูก็หอมที่หน้าผากผมหนึ่งที ก่อนจะลูบหัวผม

 

ความอบอุ่นจากมือเขา มันแทรกผ่านทางสัมผัส ซึมเข้าสู่ใจของผม พร้อมๆกับคำถามว่า  คุ้มไหม ?  ตอนที่พี่ภูกดปุ่มสตาร์ทรถ แล้วหันมายิ้มกับผม คำถามนั้นดังอีกครั้งพร้อมๆกับความอุ่นในใจ   คุ้มไหม ?

 

คุ้มไหม ? ที่จะค้นสมุดบันทึก แล้วได้ข้อมูลเล็กๆน้อยๆ ข้อมูลที่ไม่ได้มากพอที่จะเอามาต่อกันเป็นเรื่อง ข้อมูลที่มากที่สุดก็ทำได้แค่ทำให้ผมคันๆ สงสัยๆ ตะขิดตะขวงในใจ แล้วก็ไม่มีคำตอบอะไรที่มากกว่านั้น ข้อมูลที่ทำให้ผมยิ่งกระหายอยากรู้เพิ่มอีก

 

คุ้มไหม ? ที่จะแลก กับความสุขตอนนี้

ความสุขที่จะอยู่กับผู้ชายคนนี้

ความสุขของการที่ไม่ระแวง

 

คุ้มไหม? ผมสงสัย

เอาความสุข แลกกับ ความอยากรู้

แถมเป็นเรื่องของ ครอบครัวคนอื่นด้วย

เผื่อสนองนิสัยความอยากเผือกของผมนี่น่ะนะ

 

เรื่องของเขากับแม่ ก็สายสัมพันธ์หนึ่ง

แต่เรื่องของเขากับผม ก็อีกสายไม่ใช่เหรอ?

ผมควรจะเดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องนี้ด้วยเหรอ?

 

ไม่ใช่ความสุขกับผู้ชายคนนี้หรอกหรือที่ผมต้องการ แล้วผมจะเอาสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุข ไปแลกกับสิ่งที่ทำให้ผมคันคะเยอ อยากรู้นู่นรู้นี่เพิ่มเติมเหรอ?

 

ตอนนี้ผมค้างอยู่ตรงทางแยกแล้วล่ะ  ไม่มีทางที่สาม มีแค่สองทางเท่านั้น ทางที่หนึ่ง คือไปต่อ ค้นให้สุด หยุดที่ความสงสัย  และทางที่สอง คือหยุดแค่นี้ แล้วเอนจอยกับความสุขที่มี

 

หยุดตอนนี้ยังทันนะเว้ยกฤษ ถ้าหยุดแล้วอีกเดี๋ยวก็ลืม ก็หายคัน แล้วก็มีความสุขกับพี่ภูต่อได้   แต่ถ้าไม่หยุดตอนนี้ แล้วกลับบ้านไปเปิดสมุดบันทึกต่อ มันมีแต่จะคันอยากรู้เพิ่มขึ้น มีแต่จะเกาเพิ่มขึ้น และสุดท้าย มันก็จะกลายเป็นแผลอักเสบ …

 

เพิ่งจะเทศนาสอนไอ้โฟร์มันหยกๆเรื่องความเชื่อใจ ไม่ทันไร ผมกลับทำทุกอย่างตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตัวเองสอนเพื่อนไปเนี่ยนะ … ไอ้กฤษเอ้ยยย มึงนี่นา

 

“พี่ภูครับ เดี๋ยวฮะ !”

มือพี่ภูกำลังจะเข้าเกียร์อยู่แล้วตอนที่ผมโพล่งขึ้นมา

 

“กฤษ ลืมของอีกแล้วอ่ะ ของสำคัญด้วย”

ผมยิ้มแหยๆ  พี่ภูหัวเราะและส่ายหน้า

 

“เรานี่น้าาาา  อ่ะ นี่”  แล้วเขาก็ยื่นกุญแจ กับคีย์การ์ดให้  “ชุดสำรอง พี่กะจะให้นายอยู่แล้วแหละ ทีหลังเวลามาห้องพี่จะได้เปิดขึ้นไปหาข้างบนได้เลย ไม่ต้องให้พี่ลงมารับ”

 

ผมรับกุญแจและคีย์การ์ดสำรองมาจากเขา  “ขอบคุณฮะพี่ภู”   นี่มันเกิดกว่าที่ผมจะคาดไว้มาก พี่ภูให้กุญแจคอนโด กับคีย์การ์ดสำรองให้ผมเข้าคอนโดเขาได้

 

“พี่จอดรออยู่ตรงนี้นะ นายขึ้นไปเอาของคนเดียวได้ใช่ไหม?”

ว่าแล้วพี่ภูก็เปิดเพลงในรถ หยิบโทรศัพท์มือถือมาเปิดเล่นเกมส์

 

ผมพยักหน้า  “ครับ รับรองไม่นานฮะ”

แล้วผมก็รีบออกจากรถ ขึ้นลิฟท์กลับไปที่ห้องของเขา

 

บางครั้งนะ ความเชื่อใจ มันซื้อได้

บางครั้งนะ ผีแห่งความระแวง มันไล่ได้

ด้วยไอเท็มง่ายๆ อย่างกุญแจคอนโดนี่ล่ะ

 

มันไม่ใช่แค่กุญแจคอนโด  แต่มันคือ บัตรผ่านสู่ทุกสิ่งของเขา  มันเหมือนบัตรเชิญให้ผมเข้ามาอยู่โลกใบเดียวกับเขา  โลกที่เรียกว่า “โลกส่วนตัวของพี่ภู”  ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนกลายเป็นประชากรของโลกนั้นไปแล้ว

 

ระหว่างทางที่ลิฟท์ขึ้นไปห้องเขา

ผมเปิดกระเป๋าสบตากับสมุดบันทึกเล่มนั้น

 

“เราไม่มีธุระอะไรต่อกันแล้วนะ”

 

ผมเปรยขึ้นมาเบาๆ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหมายถึงสมุด  หรือหมายถึงคุณภาวนา ข้อความที่คุณเขียนมา มันจะตราในความทรงจำผม ใช่ … แต่มันจะไม่สั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพี่ภูอีกต่อไป

 

มันจะไม่ทำให้ผมอยากรู้

มันจะไม่ทำให้ผมระแวง สงสัย

นั่นล่ะที่ผมบอกว่า เราไม่มีธุระต่อกันแล้วนะ

 

ผมรู้สึกเหมือนเป็นคนใหม่

ผมรู้สึกเหมือนใจมันเต็มขึ้นมาจนฟู

ผมรู้ว่าสิ่งที่เข้ามาเติมมันคืออะไร … ความเชื่อใจไงล่ะ

 

ลิฟท์หยุดที่ชั้นห้องพี่ภู

ผมหยิบกุญแจขึ้นมาไขประตูห้องเขา

แล้วก็เอาสมุดบันทึกเล่มนั้น … กลับไปไว้ที่เดิมของมัน

 

 

กลับสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์  ของหมอนิน …

ผู้ที่รีทวีตเรื่องราวของกฤษ

 

ตัวเลข reply และ retweet ตรงนี้มันเยอะจนทำให้ผมหยุดอ่านทวีตของกฤษ  ที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นที่กฤษเล่าเรื่องระหว่างเขากับภูก่อนจะเกิดโศกนาฏกรรม มันก็มีคนรีพลายบ้าง รีทวีตบ้างประปราย แต่ตัวเลขรีทวีตมันจะไปเยอะที่ต้นเธรดไง

 

แต่ทำไม ทวีตนี้ มันมีคนรีเยอะจัง

เยอะจนผมต้องหยุดอ่าน และกดเข้าไปดู

เผื่อว่าในรีพลาย มันจะมีอะไรที่เป็นเบาะแสบ้าง

 

/ เฮ้ยๆ มีใครรู้ timeline ของ #พี่ภูน้องกฤษ บ้างวะ? เหตุการณ์มันคุ้นๆ เหมือนในอีกทวิตนึงเลยอ่ะ /

 

/ หมายถึงแอคนั้นป่ะ? เออ คล้ายจริงนะ เรารู้ว่า กฤษมาเล่าเรื่องย้อนหลังตั้งแต่ต้น เรื่องที่เล่ามันเกิดขึ้นมาก่อนแล้วเป็นสัปดาห์ ไม่ก็เป็นเดือนแล้ว เราว่ามันเข้ากันได้กับทวิตนั้นว่ะ /

 

/ หมายความว่าไงอ่ะ ตามไม่ทัน ช่วยอธิบายบอกบุญที /

 

/ นี่ก็ตามไม่ทัน รอส่วนบุญ ใครก็ได้มาอธิบายที /

 

/ คือมันมีแอคนึง เล่าเรื่องเขากับแฟนขี้สงสัย ทีแรกอ่านก็ไม่ไรหรอก แต่มันมีตอนที่ว่าด้วยเรื่อง แฟนเขาเอาสมุดบันทึกของแม่กลับมาคืนที่ห้อง มันตรงกับเรื่องของ #พี่ภูน้องกฤษ พอดี เลยคิดว่าแอคที่เล่าเรื่องนี้ น่าจะเป็นแอคของภู /

 

/ เคยอ่าน  เราว่ามันออกจิตๆว่ะ น่ากลัว หลังๆเลยไม่ได้อ่าน /

 

/ เหยดดดดด  คนรีเยอะมาก สัส /

 

/ ชี้เป้าหน่อยยยยยย  บอกบุญพลีสสสสส นี่อยากเผือกมากกกก /

 

ข้างล่างนั้น มีคนทวีตลิงค์ไปสู่แอคเคาท์ที่ว่า …  ผมพักสายตาจากหน้าจอ เอานิ้วมือนวดเบาๆบนเปลือกตากับหัวตา รู้สึกว่าจ้องหน้าจอคอมนานไปจนตาแห้งไปหมดแล้ว

 

ผมพับหน้าจอคอมปิด แล้วลุกขึ้นไปหยิบน้ำตาเทียมมาหยอด บรรเทาอาการตาแห้ง นี่ผมนั่งอยู่หน้าคอม อ่านทวีตของน้องกฤษ คนไข้ของผมมานานเท่าไหร่แล้วนะ  … น้องกฤษ น้องภู เด็กสองคนที่ผมรู้จัก ที่จากโลกนี้ไปแล้วทั้งคู่

 

ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้

ผมชินกับความตายของคนใกล้ตัวอยู่แล้ว

แต่ ไม่ ใช่ ฆ่า กัน ตาย แบบ สอง คน นี้ …

 

เด็กชาย สองคน ที่รักกัน

เด็กชาย สองคน ที่เคยสดใส

กลายเป็น เด็กชาย สองคน ที่ฆ่ากัน

 

ผมเดินเข้าห้องน้ำ วักน้ำเย็นๆลูบหน้า มันเป็นหน้าที่ของจิตแพทย์ ที่จะเห็นอกเห็นใจคนไข้  แต่มันเกินความสามารถของเราเกินไปที่จะ “เข้าใจ” ในทุกความคิดของคนรอบตัว

 

ความเข้าใจมันเป็นสมบัติส่วนบุคคล จะให้คนเข้าใจเราทั้งหมดมันไม่ได้ และเราก็ไม่สามารถเข้าใจคนอื่นได้ทั้งหมด 100% ได้เช่นเดียวกัน  เราทำได้เพียงเห็นใจ และศึกษา

 

ผมเดินกลับมาที่โต๊ะคอมพิวเตอร์  เปิดหน้าจอกลับขึ้นมา ปกติแล้วผมเป็นคนค่อนข้างปล่อยวางอะไรง่ายมากนะ เพราะผมขี้เกียจ พูดตรงๆเลย พออะไรต้องใช้ความพยายามเยอะหน่อย ผมปล่อยวางทันที

 

แต่ไม่ใช่กับเรื่องนี้ …

ผมกลับมาที่ทวีตนั้นของน้องกฤษ

ทวีตที่มีคน reply และแปะลิงค์นำไปสู่อีกแอคเคานท์

 

เอาล่ะ … ผมจะพักจากทวีตน้องกฤษไปก่อน

ผมจะลองไปอ่านอีกแอคเคานท์ดูแล้วกัน

แอค ที่คนเริ่มคิดว่า … เป็นของภู

 

ผมกดดู …  แล้ว retweet มัน

 

Don`t copy text!