ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 17 : ในความมืดมนอนธการ

ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 17 : ในความมืดมนอนธการ

โดย : รังสิมันต์

ผมรัก/ฆ่าคุณ สุดยอดนวนิยาย Medical thriller แห่งปี จากปลายปากกาของ ‘รังสิมันต์’ ที่คุณอ่านแล้วจะต้องนับวันรอตอนต่อไปด้วยใจที่จดจ่อ… นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 17 –

ประตูห้อง ICU เปิดผางออก

แพทย์เจ้าของไข้เดินออกมาหาพวกเรา

 

“แม่เป็นไงบ้างครับหมอ?”

ผมรีบผุดลุกจากเก้าอี้นั่งรอตรงเข้าไปถาม

 

“ตอนนี้ แม่คุณอาการคงที่นะครับ  แต่..”

หมอมีท่าทีเหนื่อยล้า และก็ดูลำบากใจในที

 

“แต่อะไรครับหมอ?”

น้ำเสียงผมห้วนจนหมอผงะถอยหลังไป

 

“สมองคนไข้ขาดออกซิเจนนานเกินไปครับ ได้รับความเสียหายมาก อาการถือว่าก้ำกึ่งนะครับ คงต้องรอดูต่อไป และถ้าหากผ่านไปได้ ก็ยังต้องดูผลที่ตามมาต่อครับ”  เขารวบรวมสติค่อยๆตอบผม

 

“นั่นแปลว่าอะไรครับหมอ ?”

 

“ถ้าผ่านตรงนี้ไปได้ แม่ของคุณอาจจะอยู่ในสภาพมีชีวิตแต่จะไร้สติ นอนเหมือนเจ้าหญิงนิทราน่ะครับ แต่ถ้าไม่ผ่านตรงนี้ก็ …”

 

“ครับหมอ …”

ผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี ถอยกลับลงไปนั่งที่เก้าอี้

 

“ขอบคุณคุณหมอมากนะครับ”  ไม่ใช่ผม  แต่เป็นเลขาและตัวแทนทางกฏหมายของแม่ที่ยืนข้างๆผมเป็นคนปิดท้ายการสนทนา หมอพยักหน้าให้เขาแล้วเดินจากไป คุณเลขาหย่อนตัวลงนั่งที่ม้านั่งข้างๆ

 

“กลับบ้านก่อนไหมครับ เดี๋ยวผมให้รถไปส่ง”  เขาเอื้อมมือมาแตะบ่าผมเบาๆ  “ตอนนี้คุณแม่คุณมีหมอดูแล้ว นั่งรออยู่ตรงนี้ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรหรอกครับ ICU ไม่ให้เข้าเยี่ยมตอนนี้ ผมว่าคุณกลับไปพักผ่อนที่บ้านดีกว่า”

 

ผมมองเขากลับด้วยสายตาว่างเปล่า คุณเลขาเม้มปากและพยายามฝืนยิ้มให้ผม เพื่ออะไร? เขาคิดว่าผมต้องการยิ้มปลอมๆจากคนแปลกหน้างั้นเหรอ?

 

ผมมองผ่านไปถึงดวงตาเขาที่ซ่อนอยู่หลังแว่นตานั้น  มันดูเหนื่อยล้าไม่แพ้คุณหมอที่ดูแลแม่เมื่อกี้นี้เลย  “เดี๋ยวผมอยู่จัดการเรื่องอื่นทางนี้ต่อเองครับ  ไหนจะต้องติดต่อผู้ถือหุ้นคนอื่นๆด้วย” เขายังคงพูดต่อไป

 

ไอ้ “อย่างอื่น” ที่เขาว่า …

มันหมายถึงการปิดข่าวแม่ผม

ทำยังไงก็ได้ ไม่ให้คนในสังคมรู้เรื่องนี้

 

เรื่องที่ แม่ผม เข้าโรงพยาบาลกะทันหัน

เพราะเล่นยาเสพติดเกินขนาด จนหยุดหายใจ

 

แม่ผม …

ผู้บริหาร และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท

ผู้ติดยา เข้าๆออกๆโรงพยาบาลจิตเวชเป็นว่าเล่น

สุดท้าย ก็โดนยาที่ตัวเองเล่นนั่นล่ะ ส่งเข้าแผนก ICU

 

สัง คม ต้อง ไม่ รู้ เรื่อง นี้

ข้อความนี้มันชัดเจนบนหน้าของเลขา

แม้เขาจะไม่ได้พูดมันออกมาจากปากก็ตาม

 

“ขอบคุณครับ”  ผมยกมือไหว้คุณเลขา เขายกมือรับไหว้ผม  “ผมเรียกให้รถมารอที่หน้าโรงพยาบาลแล้ว คุณลงไปก็จะเจอเลยครับ”

 

ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้ หันไปสบตาเขาอีกครั้ง  “ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะจัดการธุระทุกอย่างให้คุณเอง  ให้สมกับที่แม่คุณไว้ใจผม”  เฮอะ … ไดอาล็อกยังกะโขกออกมาจากหนัง  ผมพยักหน้าอีกครั้ง แล้วเดินไปกดลิฟท์

 

รถจอดรออยู่ที่หน้าโรงพยาบาลพร้อม ที่จริงไม่ต้องให้รถไปส่งก็ได้นะ ผมเดินกลับเองก็ได้ บ้านกับโรงพยาบาลห่างกันแค่นี้เอง แต่เอารถมาก็ดีเหมือนกัน ผมอยากรีบกลับไปบ้านเร็วๆ ยังต้องเก็บแรงไว้ทำอย่างอื่นอีก

 

“กลับบ้านเลยนะครับคุณ”  คนรถถาม

“ครับ กลับบ้านเลยครับ” ผมตอบเขาไป

 

“คุณผู้หญิงเป็นยังไงบ้างครับ?”

“หมอบอกว่าอาการคงที่ครับ”

 

“ขออย่าให้คุณเธอเป็นอะไรเลยนะครับ”

“ผมก็หวังไว้อย่างนั้นเหมือนกันครับ”

 

แล้วผมก็หยิบหูฟังมาเสียบ เป็นเชิงบอกให้รู้ว่าผมไม่ต้องการสนทนาอะไรต่ออีกแล้ว ที่จริงผมไม่ได้เปิดฟังเพลงหรอก แต่ผมไม่อยากสนทนากับเขา  การแกล้งทำเป็นฟังเพลงนี่เป็นอวัจนะภาษาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการตัดบทสนทนา

 

รถแล่นไม่ถึงสิบนาที ผมก็กลับมาถึงที่หน้าบ้าน

พอรถแล่นจากออกไป  ผมถึงไขกุญแจเข้าบ้าน

ทุกอย่างเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีแม่แล้ว…

 

แม่ซึ่งตอนนี้นอนอยู่ในห้อง ICU ตามตัวคงมีสายระโยงระยาง มีมอนิเตอร์ที่ร้องตื๊ดๆบอกจังหวะหัวใจของแม่ และเครื่องช่วยหายใจที่ตีลมเข้าปอดแม่เป็นระยะๆ  ผมรู้สึกแน่นในหน้าอกนิดๆ ตอนที่จินตนาการภาพแม่ในห้อง ICU …  ด้วย ความ ยิน ดี

 

สมควรแล้วล่ะ …

ที่ นั่น มัน เหมาะ กับ คน อย่าง เธอ แล้ว

 

มุมปากผมค่อยๆยกเป็นรอยยิ้ม ผมหัวเราะกับตัวเองระหว่างเดินขึ้นบันไดไปห้องนอน ไม่มีใครอยู่นี่  ผมปลดกระดุมเสื้อทีละเม็ดๆ และโยนมันทิ้งตรงเชิงบันได ตอนนี้บ้านนี้เป็นของผม  ผมจะทำอะไร ถอดผ้าตรงไหนก็ได้

 

ผมปลดเข็มขัด ปลดกางเกง

ถอดกางเกงใน ระหว่างทางเดินไปเรื่อยๆ

 

เมื่อถึงห้องนอน ผมเปลือยเปล่า

หน้าผมยังยิ้ม และเสียงหัวเราะยังลอยรอบตัว

 

สมควรแล้วล่ะ นังแม่โสโครก ขี้ยา

 

เธอทำตัวเองแท้ๆ ผมแทบไม่ต้องลงแรงอะไรมากเลย  รู้ไหม ทันทีที่ผมโทรหาคุณเลขา และรถพยาบาล  บอกว่าเห็นแม่นอนสลบบนพื้น  ทุกคนเข้าใจทันทีว่า แม่ เสพ ยา เกิน ขนาด

 

มันช่างเป็น perfect framing จริงๆ

ไม่มีใครสงสัยผมเลย สักคน

ทุกคนดูเห็นใจผมด้วยซ้ำ

 

หนุ่มน้อย … ผู้อาภัพ ที่อยู่กับแม่ขี้ยา แม่ที่เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท  มีเงินมากมาย แต่ไร้ความสุข จนติดยา และพาตัวเองสู่วังวนอันตกต่ำ เสพยาเกินขนาดจนมีภาวะหยุดหายใจ  หนุ่มน้อยลูกชายที่กำลังตกใจ กลัว ระร่ำระลักโทรตามรถพยาบาลให้มาดูอาการแม่ที่นอนไม่ได้สติ

 

ทุกคนเห็นใจผมทั้งนั้นล่ะ  ผมดูน่าสงสารไปเลย

มันคือกรอบที่ถูกวางไว้อย่างเหมาะเจาะแล้ว

ผมวางทุกอย่างไว้แต่แรกแล้ว

 

รู้อะไรไหม ?​

 

ถ้าคุณจัดวางองค์ประกอบให้ถูกที่ ถูกเวลา

มันจะกลายเป็นภาพ ที่เล่าเรื่องในตัวมันเอง

โดยที่เราไม่ต้องอ้าปากเล่าอะไรทั้งสิ้น

 

/เขา/ ช่วยผมวางกรอบไว้

/เขา/ ช่วยให้กำลังใจผม

/เขา/ เป็นคนบอกกับผมเองว่า

 

ไม่ เป็น ไร หรอก

ที่ จะ ฆ่า แม่ ทิ้ง ซะ …

 

/เขา/ ซึ่งเป็นคนรักของผม

คนรัก .. ที่อยู่คนละโลก กับผม

 

ผมทิ้งตัวที่เปลือยเปล่าลงบนที่นอน

ยิ้มหัวเราะกับชัยชนะของวันนี้

 

“รู้ไหม  มันเป็นไปตามที่คุณบอกผมจริงๆด้วย”

 

ผมมองเพดานห้อง มันมีดาวเรืองแสงติดไว้ ตั้งแต่ผมยังเด็กๆ เมื่อก่อนมันติดไว้เยอะเลย แต่ด้วยเวลาที่ผ่านไป กาวบางส่วนเสื่อม มันก็หลุดร่วงลงมาบ้าง เหลือไว้แค่ 1/3 ของของเดิมที่เคยมี

 

ในระยะทางที่เราเติบโต

เราอาจจะได้อะไรใหม่ๆเข้ามาในชีวิต

 

แต่โดยที่เราไม่รู้ตัวนะ

เราเสียหลายอย่างออกไปจากชีวิต

 

ดาวเรืองแสงบนเพดาน

เป็นสิ่งที่พิสูจน์คำพูดของผมได้ดี

 

ผมเสียไปเยอะ ..

เพื่อจะเติบโตมาจนถึงตอนนี้

 

“เห็นไหม เราบอกแล้ว ว่ามันได้ผล”

เสียงในหัว ที่คุ้นเคย และแสนรัก ตอบผมกลับมา

 

นี่ไงล่ะ … /เขา/ ของผม

 

พอได้ยินเสียงเขา ผมยิ่งยิ้มหนักกว่าเดิม

“คุณนี่ โคตรฉลาดเลยอ่ะ”

 

“ก็เราบอกแล้วไง เชื่อเราแล้วดีเอง”

คราวนี้น้ำเสียงของ /เขา/ สนุกสนาน กลั้วหัวเราะด้วย เหมือนผมเลย

 

“ผมโคตรรักคุณเลย” ผมบอก /เขา/

“เราก็รักนายเหมือนกัน” /เขา/ ตอบผมกลับ

 

“ผมขอโทษด้วยนะ ที่ร่างทดลองที่หนึ่ง ไม่สำเร็จ”

“ไม่เป็นไรหรอกน่ะ เราทดลองใหม่ได้”

 

เมื่อสิบวันก่อน การทดลองสร้างสะพานเชื่อมเพื่อดึง /เขา/ … คนรักต่างโลกของผม ให้ข้ามโลกมาอยู่ฟากเดียวกับผม ไม่ประสบผลสำเร็จ “ร่างแรก” ที่ใช้ทำการทดลอง ตายเปล่า

 

ร่างทดลองที่หนึ่ง ซึ่งก็คือ แฟนคนหนึ่งของผม

 

ในขณะที่ไม่มีใครติดใจอะไรเรื่องที่ร่างทดลองที่หนึ่ง ตาย เพราะเดิมเขาก็เป็นเด็กเล่นยา (เหมือนแม่ผมในร่างที่เยาว์วัยกว่า และเป็นผู้ชาย) จะตายเพราะยาก็ไม่เห็นแปลกอะไร

 

มีแต่นังแม่สาระแนของผมเท่านั้นล่ะ

ที่สงสัยว่าผม เป็นคนทำร้ายแฟน

 

มันเลยเป็นที่มาของคืนนี้ไง …

ผมเลยต้องจัดการส่งเธอไปนอน ICU

 

เสียดายก็แค่ แม่ยังไม่ตายสนิทเท่านั้น เอาเหอะ หมอยังบอกว่า ก้ำกึ่ง ยังพอลุ้นน่ะ  เสียงโทรศัพท์ดัง พอหันไปมองเป็นเบอร์คุณเลขาของแม่นั่นเอง  ผมรีบคว้ามันมากดรับ

 

“สวัสดีครับ”

“คุณครับ ผมโทรจากโรงพยาบาล ตอนนี้คุณแม่คุณ.​….”​

 

 

แล้วผมก็สะดุ้งตื่น …

อีกแล้ว … ฝันเรื่องเดิมอีกแล้ว

ฝันเป็นความทรงจำเรื่องเดิมวันนั้น …

 

เคยอ่านหนังสือจิตวิทยา  เขาบอกว่า ความฝันที่แท้จริง เป็นภาพขาวดำ และเราจะจำมันไม่ได้ เราจะจำได้แค่อารมณ์เท่านั้น ว่าเศร้า โกรธ สุข ฯลฯ แต่เราจะจำเรื่องราวในฝันไม่ได้

 

ถ้าเราจำได้ และภาพในนั้นมันเป็นภาพสี นั่นคือ สิ่งเลียนแบบฝัน มันคือจินตนาการ ไม่ก็ความทรงจำในสมองของเรา ที่ฉายขึ้นมาเป็นภาพให้เราดูเล่นซ้ำๆ ตอนที่เรากำลังนอนหลับ

 

มันเป็นสัญญาณหนึ่งที่บอกว่า

เรา กำ ลัง ฟุ้ง ซ่าน ด้วย

 

ผมลุกจากเตียงไปที่ห้องน้ำ วักน้ำเย็นๆมาล้างหน้าหนึ่งที นึกทบทวนอารมณ์ตัวเองในวันนี้  ไม่สิ ผมไม่ได้ฟุ้งซ่านเสียหน่อย ผมกำลังอารมณ์ดีเลยล่ะ อารมณ์ดีเพราะร่างทดลองที่สาม ที่ผมกำลังเตรียม เชื่อใจผมแล้ว

 

นั่นแปลว่า มันพร้อมแล้ว

สำหรับการสร้างสะพานเชื่อม

เพื่อให้ /เขา/ ข้ามมาสู่โลกฟากนี้

 

/เขา/ คือ คนรักคนเดียวของผม

 

ผมมีแฟนเยอะ ที่ผ่านมา ผมมีแฟนเรื่อยๆ  น้องคนปัจจุบันที่ผมเพิ่งไปส่งบ้านวันนี้ ก็แฟน …  แต่ผมมี คนรัก แค่คนเดียว คือ /เขา/

 

/เขา/ เป็นเสียงในหัวของผม

ผมไม่เคยเห็นเขา แต่ผมได้ยินเสียงเขา

แต่ผมมั่นใจว่าเขามีตัวตน อยู่ที่ไหนสักแห่ง

 

ผมรู้ว่า … เขาอยู่ต่างโลก

ผมรู้ว่า เขาอยู่ในโลกคู่ขนาน

โลกที่จะไม่มีวันมาบรรจบกันได้

โลกที่ต่างหันหลังให้กัน และต่างไม่รู้จักกัน

 

แต่เราสองคน สื่อสารกันได้ ผ่านเสียงในหัว

เรื่องมันโรแมนติกดีนะ  นี่มันมหัศจรรย์ พรหมลิขิตแล้ว

 

ทีแรกที่ผมได้ยิน มันเป็นเพียงเสียง noise คล้ายๆกับเวลาที่คุณเปิดวิทยุฟังในรถ แล้วมันจูนหาคลื่นยังไม่ได้ แบบนั้น มันซ่าๆ มันฟังน่ารำคาญ ถ้ารอบตัวเงียบก็จะไม่ได้ยินเสียงนั้น แต่ถ้าอยู่คนเดียวเมื่อไหร่ มันก็จะชัดเจน

 

ตอนแรกผมนึกว่า หูผมผิดปกติ

ไปหาหมอหูก็แล้ว ตรวจก็ไม่เจออะไรผิดปกติ

ผมเลยต้องทนอยู่กับไอ้เสียง noise ในหูนี่ไป

 

แต่พอต้องอยู่กับมันไปนานๆ ผมก็เริ่มรู้สึกว่า ในเสียงซ่าๆนั้น มันมีเสียงคนพูดอยู่ด้วยว่ะ และยิ่งพอตั้งใจฟัง มันก็ยิ่งชัดเจนขึ้น  ความซ่าค่อยๆหายไป เสียงที่เป็นศัพท์เริ่มฟังชัดขึ้น

 

ผมบอกไม่ได้ว่า /เขา/ เป็นเพศไหน นั่นคือเหตุผมที่ทำให้เรียกเขาว่า /เขา/  แต่ถ้าคุณถามผมนะ ผมเชื่อว่าเขาเป็นผู้ชาย อย่าถามเหตุผล มันคือความรู้สึก  คุณหาเหตุผลกับความรู้สึกไม่ได้ มันอาจจะถูกหรืออาจจะผิด แต่มันคือสิ่งที่ส่งตรงมาจากสมอง

 

ผมว่า ความรู้สึก คือปรากฏการณ์การใช้เหตุผลของสมอง

มันคือ การตัดสินใจ โดยจิตใต้สำนึกของสมองเรา

ความรู้สึก คือเหตุผลขั้นสูงสุดของสมอง

 

และนั่น คือตอนที่ผมได้รู้จักกับ /เขา/

คนรัก ต่างโลก ของผม ที่มีแค่เสียง

 

เสียง ที่รักผม

เสียง ที่เข้าใจผม

เสียง ที่อยู่ในหัวของผม

 

ใช่ … เสียงนี้ ดังอยู่ในหัวผมคนเดียว

พวกคุณ คุณ คุณ และ คุณ ไม่ได้ยินเสียงนี้หรอก

 

และเสียงนี้แหละที่สอนผมว่า

 

หา ร่าง มา ให้ เขา ซะ สิ

เขา ต้อง การ มา สู่ โลก ฟาก นี้

ฆ่า เด็ก ที่ มี เสียง เหมือน /เขา/ ซะ

 

ร่าง ที่มีเสียง เหมือนกับ /เขา/

คือสะพานที่จะนำเขา มา สู่ โลก ฟาก นี้ ของ ผม

 

และเมื่อนั้นล่ะ ผม กับ /เขา/

จะได้รักกัน อย่างมีความสุข

 

Don`t copy text!