ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 9 : หลอน

ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 9 : หลอน

โดย : รังสิมันต์

ผมรัก/ฆ่าคุณ สุดยอดนวนิยาย Medical thriller แห่งปี จากปลายปากกาของ ‘รังสิมันต์’ ที่คุณอ่านแล้วจะต้องนับวันรอตอนต่อไปด้วยใจที่จดจ่อ… นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 9 –

“เฮ้ยยย หลอนว่ะ”

 

โฟร์ เพื่อนสนิทผมเผลออุทานเสียงดังระหว่างที่นั่งอยู่ในห้องเรียนพิเศษ  จนทั้งห้องหันมามองเราสองคนด้วยสายตาตำหนิ

 

“มึงนี่ เบาๆสิวะ คนอื่นเขาได้ยินหมด”

ผมค้อมหัวขอโทษคนอื่นๆในห้อง

 

“โทษที ๆ  ก็มันหลอนจริง ๆ นี่หว่า พี่ภูของมึงอ่ะ”

แม้โฟร์จะหรี่เสียงลงให้เบาแล้ว แต่ผมว่ามันก็ยังดังอยู่ดีล่ะ

 

“เฮ้ย กูยังไม่ทันบอกเลยว่านั่นคือพี่ภู …​กูแค่สงสัย”

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตอนคุยกับโฟร์ประโยคนี้ ผมรู้สึกอย่างที่พูดไปจริงไหม ? ผมแค่สงสัย หรือผมมั่นใจ

โอเค การที่ผมบอกว่า ผมจะไม่เล่าเรื่องนี้ลงในทวิตเตอร์ ไม่ได้แปลว่าผมจะเก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียวเสียหน่อย  เวลาคุณกลัวคุณทำไงล่ะ? ลองนึกย้อนกลับไปตอนคุณเป็นเด็กแล้วดูหนังผี แล้วมันติดตามันกลัวน่ะ พอตกดึกคุณต้องเดินไปห้องน้ำคุณทำไง?

 

แน่นอน คุณต้องหาคนเป็นเพื่อน ตอนผมเด็ก ๆ ผมชอบดูหนังผี พอภาพติดตาหลอน ตื่นมากลางดึกจะเข้าห้องน้ำ ผมต้องตามพี่เลี้ยงให้เขาเดินไปส่งผมที่ห้องน้ำ ทั้งๆที่มันก็ไม่ไกลจากห้องนอน แถมไฟก็สว่าง แต่นั่นแหละผมก็กลัว

 

เหมือนกัน ในเมื่อผมกลัว …ที่จริงก็ไม่แน่ใจว่าผมควรใช่คำว่ากลัวหรือยัง

 

เอางี้ เอาเป็นว่า ตอนที่ผมกำลังหวาด ๆ เรื่องพี่ภู ผมก็อยากได้เพื่อนสักคนมาระบายให้ฟัง และคนคนนั้นก็คือ โฟร์ เพื่อนสนิททั้งที่โรงเรียนผม  (แน่นอน เราเรียนพิเศษที่เดียวกัน)

 

“แล้วจะเป็นใครไปได้ยังไงกันวะ ถ้าไม่ใช่พี่ภูของมึง”

“ก็ …”  ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันแฮะ  “ไม่รู้อ่ะ ขโมยแถวๆนั้นไหม?”

 

“ถ้าเป็นขโมยจริง มันก็เข้ามาแล้วสิวะมาจ้องๆทำไม”

“ไม่รู้เว้ย”  ผมพยายามบอกปัด  “มาดูลาดเลาก่อนมั้งมึง”

 

เออ นี่ก็แปลกดี เมื่อคืนนี้ ผมระแวงเงาคนที่มาด้อม ๆ มอง ๆ ที่บ้าน พานสงสัยว่าเป็นพี่ภู จนผมไม่เป็นอันนอน กว่าจะเพลียจนหลับก็เกือบสว่าง ตื่นมาก็ยังหวาดกังวลอยู่

 

แต่พอมาเจอโฟร์เล่าให้มันฟัน พอมันเริ่มคล้อยตาม ปักใจว่านั่นเป็นพี่ภูแน่นอน ผมกลับพยายามหาข้อโต้แย้งว่าอาจจะไม่ใช่  ความรู้สึกคนเรานี่ก็แปลกดีเหมือนกัน

 

“กูบอกแล้วใช่ไหม ว่านายคนนี้น่าสงสัย”

 

โฟร์จ้องผมตาเขม็ง ผมพยายามก้มหน้าหลบ ทำเป็นสนใจชีทวิชาฟิสิกส์ ใช่ ตอนแรกๆที่ผมเริ่มคบกับพี่ภู โฟร์เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่ไม่เห็นด้วย และก็แสดงออกอย่างชัดเจนโดยไม่สนความรู้สึกผม

 

ดีนะที่เราเป็นเพื่อนสนิทกัน ไม่อย่างนั้นคงได้เลิกคบกันไปแล้ว

 

พอเห็นผมไม่ตอบโต้ โฟร์เลยพูดต่อ   “มึงไม่คิดว่าแปลกหรือไงวะ?  จู่ๆก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ เจอมึงที่คลินิก จ้องตา แล้วก็ยังอุตส่าห์ยืนรอมึงที่หน้าคลินิกต่ออีก  แบบนี้มันไม่โรคจิตไปหน่อยเหรอไงวะ?”

 

โอ้โห… นี่ถ้าผมเป็นคนขี้ระแวงไอ้โฟร์เพื่อนผมนี่คงระดับอภิมหาระแวงแน่นอน

“คนทั้งโลกเขาก็เจอกันด้วยเรื่องบังเอิญไหม?” ผมเถียงมันกลับอีกแล้ว

 

“ใช่ แต่มึงเพิ่งบอกว่า เขาไม่ได้เป็นคนไข้หมอนิน”

“อื้อ ใช่”  ผมพยักหน้ายอมรับ

 

“งั้นก็แปลว่า อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

“เอ่อ … ไม่รู้ว่ะมึง”

 

“งั้นเขาจะไปคลินิกหมอนินทำไม?”

“กูไม่รู้ว่ะ”

 

“งั้นทำไมเขาไม่บอกมึงเรื่องนี้?”

“กูก็ … ไม่รู้ว่ะ”

 

คำพูดผมที่ตะกุกตะกักตั้งแต่แรก ยิ่งตะกุกตะกักเพิ่มมากขึ้นไปอีก  มันเหมือนคำถามของโฟร์ กลายเป็นหินก้อนหนักๆที่ทุ่มถ่วงใส่คอผม คำแต่ละคำที่จะตอบโต้เขา หลุดออกมาจากปากผมได้ลำบากมาก

 

“กูบอกเลยนะ ไอ้หมอนี่ไว้ใจไม่ได้”

พูดจบโฟร์ก็วางปากกา กอดอก

 

“กูแค่อยากระบายนะเว้ยโฟร์ ไม่ได้อยากได้การตัดสิน”

ผมตัดพ้อเขา วางปากกาบ้างตอนนี้ผมสับสนไม่มีสมาธิพอจะถือปากกาด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเรียนกันล่ะ

 

“มึง ทุกโมเมนท์ในโลกนี้มันมีการตัดสินแนบมาด้วยเสมอ มึงอย่าทำเป็นอ่อนแอไร้เดียงสา ไอ้กฤษ ลึกๆมึงก็รู้ว่ากูพูดถูก มึงแค่รักเขามาก เลยพยายามปกป้อง  กูก็บอกแล้วว่าให้เป็นแฟนกับพี่ซัน”

 

เอาอีกละ วนกลับมาเรื่องเดิมทุกที

 

พี่ซันคือพี่ชายของโฟร์ ที่เป็นหมอ กำลังเรียนเฉพาะทางด้านโรคกระดูก พอโฟร์รู้ว่าพี่ชายเขาเป็นเกย์เหมือนกัน ก็พยายามจับคู่ผมกับพี่ชายเขาให้ได้

 

“มึง เรื่องนี้จบไปแล้วป่ะ? กูกับพี่ซันไปกันไม่รอด เขาชอบคนแก่กว่า เขาไม่ชอบคนเด็กกว่าแบบกู”

 

ผมเดทกับพี่ซันสั้นๆ ก่อนจะต่างคนต่างเงียบไป  เขาบอกว่าเขาชอบคนแก่กว่า ล่าสุดเขาบอกว่ากำลังไล่จีบหมอรุ่นพี่สักคนที่โรงพยาบาล เห็นบอกว่าชื่อพี่พระพาย อะไรนี่ล่ะ

 

“ไม่คบกับพี่กู กูก็ไม่ว่าอะไร แต่คบกับคนที่ไว้ใจได้หน่อยเหอะ  นี่อะไรวะ หลอนจะตายห่า”  โฟร์ยังไม่จบเรื่อง มันคงเป็นอารมณ์ผสมกันด้วยระหว่างความผิดหวังเรื่องผมกับพี่ซัน แล้วก็ความไม่พอใจพี่ภูแต่ทีแรก

 

“หลอนเลยเหรอ? มึงพูดเกินไปป่าว?”

ผมค้าน  แต่โฟร์กลอกตาใส่

 

“มึง ในหนังสยองขวัญน่ะ นางเอกมันก็ใสๆไม่ระแวงใครแบบมึงนี่แหละ เพราะมันอยู่ในเรื่องไง มันโดนกลลวงหลอกได้  แต่กูเนี่ยเป็นคนนอก เหมือนคนที่ดูหนัง  กูมองออกแต่แรกอยู่แล้วว่าใครเป็นคนร้าย”

 

“นี่ตรงนั้นน่ะ!!! ไม่เรียนก็ออกไป” ครูสอนพิเศษชี้มาทางผมสองคน น้ำเสียงเหลือทนเต็มที ผมลืมตัวไปเลยว่าเราสองคนพูดกันเสียงดังเกินไปแล้ว

 

“ขอโทษครับ”  ผมกับโฟร์ก้มหน้าขอโทษพร้อมกัน

 

“มาเรียนเสียเงินก็ให้มันคุ้มเงินที่พ่อแม่จ่ายมาหน่อย  ถ้าจะคุยก็ไปคุยกันข้างนอกครับ เสียงดังมันรบกวนเพื่อนคนอื่นๆที่เขาตั้งใจมาเรียน”  แล้วครูก็หันไปสอนกฏของนิวตันต่อ

 

เป็นอันว่าบทสนทนาระหว่างผมกับโฟร์เลยถูกระงับไปก่อนโดยปริยาย  เราสองคนกลับมาสนใจเนื้อหาบนกระดานที่ครูสอน  อย่างน้อยผมก็พยายามมีสมาธิกับมันนั่นล่ะนะ

 

โฟร์เขียนอะไรยุกยิกๆบนกระดาษชีท แล้วยื่นให้ผมอ่าน  “วันนี้แฟนกูจัดปาร์ตี้ที่บ้าน มีเบียร์ด้วย มึงไปไหม? ไปเหอะนะกูขอ”  ผมเขียนตอบไปสั้นๆว่า NO

 

“Please please please”

โฟร์ยังไม่ยอมเลิกล้มความตั้งใจ  แต่ผมต้องใจแข็งไว้

 

“กูต้องกินยาก่อนนอน หมอนินห้ามนอนดึก แล้วก็ห้ามดื่มแอลกอฮอลล์ด้วยเว้ย มันมีผลต่อยา กับโรคที่เราเป็น  …  มึงเข้าใจกูนะเว้ย”

 

“ก็ได้ กูเข้าใจ  แต่กูไม่ OK”

นั่นคือคำตอบของมัน

 

ผมถอนหายใจ …

บางทีความสัมพันธ์มันก็ยากนะ

 

เพื่อนรักคุณ ไม่ชอบแฟน

ฟากหนึ่งก็แฟน ฟากหนึ่งก็เพื่อน

 

เวลามีปัญหา เราก็อยากระบายให้ใครสักคนฟัง  แต่ระบายเรื่องแฟนกับเพื่อนไม่ได้ เพรามันจ้องแต่จะตัดสินแฟนคุณ  ในขณะที่เก็บไว้ในใจ มันก็เหมือนจะระเบิดออกมาเสียให้ได้

 

นึกถึงตอนเป็นเด็ก ตอนที่เราไม่มีความอยากที่จะมีแฟน ตอนที่เราไม่รู้จักความรักแบบคนรัก  ตอนที่เรารู้จักแค่ว่า เพื่อน โรงเรียน พ่อแม่ ความสัมพันธ์มันไม่ยากเลย มันง่าย ตรงไปตรงมา

 

พอโตมามีคนรัก มีความสัมพันธ์เพิ่ม  มิติมันสับสนวุ่นวาย เหมือนชีวิตมีหลายแกน ผมตอบไม่ได้ว่าพร้อมหรือยัง แต่ในเมื่อมีแฟนมาแล้ว ผมก็ต้องพยายามรักษามันไว้ให้ได้นั่นแหละ

 

มันคงเป็นกระบวนการหนึ่งของการเติบโต  ที่เราจะเพิ่มแกนเข้ามาในชีวิต  แกนที่พร้อมจะสร้างความสุขให้เรา  แต่ก็พร้อมจะทำให้เรา … กังวล ทุกข์ใจได้

 

 

เลิกเรียนปุ๊ป พี่ภูมารับปั๊ป

มาแบบ … ยืนรอหน้าประตูเลย

 

ผมกับโฟร์สะดุ้งนิดๆ ตอนเห็น  พอโฟร์เห็นหน้าพี่ภูก็ขอตัวแยกไปก่อนเลยโดยที่ไม่ทักทาย  พี่ภูไม่ว่าอะไรแต่ผมรู้ว่าลึกๆเขาก็คงรู้สึกไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่เหมือนกัน ที่เพื่อนสนิทของแฟนไม่ชอบเขา

 

“พี่ดูไม่เป็นที่ต้อนรับของเพื่อนกฤษเลยนะครับ”

ตอนเขาพูด สีหน้าดูเศร้าจริง จนผมลืมไปเลยว่าเมื่อคืนนี้ผมยังระแวงเรื่องเขาอยู่เลย

 

“โฟร์มันเป็นคนแปลกๆครับพี่ภู”

ผมพยายามปลอบใจพี่ภูที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

“ถึงแปลกเขาก็เป็นเพื่อนสนิทนาย” เขาหันมามองหน้าผม  “พี่อยากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนาย อยากให้คนในชีวิตนายยอมรับพี่นะ”

 

ผมยิ้มฝืนให้กำลังใจเขา

“สักวันแหละครับพี่ภู โฟร์มันคงยอมรับพี่เอง”

 

“แล้ววันนี้เรียนเหนื่อยไหมครับ คนเก่งของพี่?”

พี่ภูรับกระเป๋าผมไปถือ

 

ผมพยักหน้า “เหนื่อยฮะ เรียนสี่ชั่วโมงติด หัวหนักมากกก”

 

“อยากกินไรดีครับ?”

“ไอติมก่อนได้ไหม?”

 

“ป่ะ งั้นไปฮาเกนดาซกัน”

“เย้ ขอบคุณครับ”

 

แล้วพี่ภูก็จูงมือผมเดินไปสถานีรถไฟฟ้า สัมผัสอุ่นๆในมือเขา และรอยยิ้ม เรียกความรู้สึกอุ่นๆในใจให้กลับมาได้บ้าง ผมยอมรับนะว่าบางส่วนของหัวใจผม ยังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

 

เขาไปคลินิกหมอนินทำไม? ทำไมเขาต้องโกหกผม? หรือเขาไม่ได้โกหก?  เมื่อคืนนี้คือเขาใช่ไหม? ยังมีอีกหลายประโยคในสมองของผม ที่ลงท้ายด้วยเครื่องหมายคำถาม

 

แต่ก็ต้องยอมรับว่า รอยยิ้มของเขา สัมผัสของเขา น้ำเสียงของเขา บวกกับความรักที่เราสองคนมีให้มัน มันค่อยๆผลักดันเอาประโยคคำถามเหล่านั้นไปรวมกระจุกที่มุมเล็กๆในห้วงคิด  …

 

อย่างน้อยก็ตอนนี้ก่อนนะ

 

ผมยังสงสัยอยู่  ผมยังระแวงพี่ภูบ้าง แต่ผมก็รู้ตัวว่า ผมรักเขา ความรักมันทำให้ความสงสัยเงียบเสียงไปได้ ความสุขทำให้ความสงสัยไปกระจุกตัวและหดลง … แม้จะไม่หายไปก็ตามที

 

เย็นนี้ .. ให้มันอยู่แค่นี้ก่อนแล้วกัน

 

พี่ภูมาส่งผมที่บ้านตามที่ผมขอ  แม้ว่าจะรู้สึกอุ่นใจกับเขาเหมือนเดิม แต่ผมก็ยังหวาดนิดๆ ถ้าจะต้องนอนค้างกับเขาที่คอนโด  พี่ภูไม่ถามเลยสักนิดว่าทำไมถึงไม่ยอมค้างกับเขา  พอผมบอกให้มาส่ง เขาก็มาส่งแต่โดยดี หรือว่า เขาจะไม่มีอะไรจริงๆ? หรือว่าผมนี่แหละกังวลไปเอง ?​

 

“พรุ่งนี้เรียนพิเศษไหมครับ?”​ เขาถาม

“ไม่มีฮะ แต่ไปโรงเรียนทำงานกลุ่ม”

 

“อยากเจอพี่ไหมครับ?”  เขายิ้ม

ผมรีบพยักหน้า  “อยากเจอครับ”

 

“งั้นพรุ่งนี้พี่ไปรับเย็นๆนะ”​

 

แล้วเขาก็ก้มลงมาจูบที่หน้าผาก  ผมยืนรอส่งเขาจนเขาขับรถออกไป ถึงได้เดินกลับเข้ามาในบ้าน ไม่มีใครอยู่บ้านเหมือนเดิม  อาหารเย็นถูกเอามาส่งไว้ในบ้านเรียบร้อยแล้ว  มีโน้ตของแม่แปะอยู่ ซึ่งผมไม่ได้สนใจจะอ่านหรอก เพราะมันเป็นข้อความแพทเทิร์นเดิมๆ

 

แม่มีธุระนู่นนี่นั่น  อะไรสักอย่าง และลงท้ายว่า ไม่อยู่บ้าน ลงชื่อแม่ พร้อมกับคำว่ารักผม  มันเป็นแบบนั้นเสมอ ผมหยิบอาหารเย็นมาดู  และเก็บมันเข้าตู้เย็นไป ไม่กิน  ผมกินอะไรมาเรียบร้อยแล้ว ปล่อยให้มันบูดไปอย่างนั้นล่ะ

 

ผมเดินกลับขึ้นไปบนห้อง  ความเพลียจากการเรียนฟิสิกส์ยาวทั้งวัน ประกอบกับเพิ่งอิ่มจากอาหารมื้อกึ่งบ่ายกึ่งเย็นกับพี่ภู  และฤทธิ์ยาหลังอาหารอีก ผมรู้สึกว่าหนังตามันหนักจนพานจะปิดให้ได้

 

ทันทีที่ถึงเตียง

ผมก็ดิ่งตัวลงสู่นิทราภวังค์

 

………

 

ผมตื่นเพราะโทรศัพท์ดัง

มือผมควานเปะปะไปหยิบมารับสาย

 

“ว่า !?”

“กฤษ มึงดูทวิตเตอร์หรือยัง? มึงโอเคป่ะวะ?”

 

“เชี่ย ใครวะเนี่ย?” ผมถาม กึ่งหลับกึ่งตื่น

“กูเอง โต๊ด เพื่อนมึง เชี่ย  นี่มึงเมาป่ะวะกฤษ?”

 

“กูไม่ได้เมาเว้ย กูเพิ่งตื่น” ผมหันไปดูนาฬิกา เก้าโมง นี่ผมหลับยาวเหมือนกันแฮะ ฤทธิ์ยาบวกกับความเพลีย

 

“เมื่อคืนมึงไม่ได้ไปปาร์ตี้กับโฟร์ใช่ป่ะ?” โต๊ดถาม

“หึ ไม่ได้ไป กูไม่ชอบดื่ม เมื่อวานกูหลับตั้งแต่ยังไม่สี่ทุ่ม”

“เชี่ย … งั้นมึงคงยังไม่รู้เรื่องบนทวิตของไอ้โฟร์ใช่ป่ะ?”

 

ทวิตของโฟร์ ?

ทำไม มันมีอะไร? ทำไมผมต้องรู้

 

“ไม่รู้อ่ะมึง มีไรวะ?”

สติผมค่อยๆตื่น ตาที่ปรือของผมค่อยๆลืมขึ้น

 

“โฟร์มันทวีตเรื่องของ เพื่อนกับแฟนของเพื่อน คู่หนึ่ง  …”

โต๊ดค่อยๆเล่าแบบตะกุกตะกัก

 

“แล้วไงล่ะวะ?”  ผมถามต่อ

 

“มันเล่าๆแบบสยองๆ หลอนๆอ่ะ เหมือนว่า ฉากหน้าคู่นี้อาจจะดูเป็นคู่รักที่ใครๆอิจฉา แต่ว่าจริงๆเบื้องหลังมันมีความโกหก มีควานหลอนอยู่” โต๊ดเล่ามาถึงตรงนี้  ผมรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปหนึ่งจังหวะ ตัวเย็นวูบ

 

“โฟร์มันไม่ได้บอกชื่อเพื่อนหรอก

แต่ในนั้นมันใช้ชื่อย่อว่า

ก. กับ ภ.

 

และตอนนี้ในทวิตเตอร์

คนกำลังสงสัยว่า …

 

เป็นเรื่องของมึง ..

กับ พี่ ภู”

Don`t copy text!