คดีรักร้าง บทที่ 24 : บ้านที่ไม่เหมือนเดิม

คดีรักร้าง บทที่ 24 : บ้านที่ไม่เหมือนเดิม

โดย : เวฬุวลี

‘คดีรักร้าง’ นวนิยายดีเด่นกลุ่มครอบครัวจากโครงการช่องวันอ่านเอาปี 2 ผลงานจาก ‘เวฬุวลี’ อาจารย์มหาวิทยาลัยที่เดินตามฝันในวัยเด็กสู่บทบาทใหม่กับการเป็นนักเขียน อ่านเอาขอชวนทุกคนมาอ่านกันกับนวนิยายออนไลน์ครบรส ที่จะย้ำเตือนสติของหญิงสาวผู้ถูกสามีนอกใจ แล้วคดีรักร้างจะสร้างความร้าวรานให้หัวใจแค่ไหน ต้องพิสูจน์!!

 

ปณตตื่นขึ้นเมื่อแดดแยงเข้ามาในรอยม่านที่เผยอไว้อยู่ ทีแรกเด็กหนุ่มยังสับสนว่าเขาอยู่ที่ไหน เมื่อมองเห็นว่าสภาพห้องที่เขานอนอยู่นั้นไม่ใช่ห้องนอนที่บ้านหลังเดิมที่เขาอยู่มาตั้งแต่เกิด จนเมื่อตื่นอย่างเต็มที่ ปณตจึงจำได้ว่าเขามาขอนอนค้างที่คอนโดมีเนียมใจกลางเมืองกับพ่อและภรรยาใหม่

เด็กหนุ่มเดินออกไปแง้มประตูห้องนอนกะจะเดินไปเข้าห้องน้ำ แต่ได้ยินเสียงของปรเมศวร์ผู้เป็นพ่อและอรนลินภรรยาใหม่ของพ่อกำลังสนทนากันอยู่

“เดี๋ยวพอณตตื่นแล้ว ผมจะพาเขาไปที่วสันต์บุรีด้วย” เสียงของพ่อที่เอ่ยถึงเขา ทำให้ปณตนิ่งฟัง

“จะให้ลูกคุณกลับไปที่วสันต์บุรีด้วยนี่นะคะ” อรนลินพูดขึ้นมาทันควัน เสียงของหล่อนแหลมสูงไม่อ่อนหวานเหมือนตอนที่พยายามเอาใจเขาในฐานะลูกเลี้ยง

“แล้วจะทิ้งให้ณตอยู่ที่กรุงเทพฯ นี่เหรอ คุณก็รู้ว่าเขาทะเลาะกับแม่เขาอยู่”

“แต่เสาร์นี้ ลินชวนเพื่อนมาบ้าน แล้วจะให้ลินอธิบายว่า…เด็กนี่เป็นใครกันเหรอคะ”

“ ‘เด็กนี่’ ที่คุณกำลังเรียกคือลูกผมนะลิน” เสียงของปรเมศวร์เริ่มบ่งบอกความไม่พอใจ “มันจะยากตรงไหนที่คุณจะแนะนำให้เพื่อนคุณรู้ว่าปณตคือลูกชายผม”

“ยากสิคะ” อรนลินท่าทางไม่พอใจไม่ต่างกัน “ถ้าแนะนำว่าคุณมีลูกชาย เพื่อนๆ ของลินก็จะรู้ว่าคุณเคยแต่งงานแล้ว แทนที่เขาจะมาแสดงความยินดีกับเราสองคน พวกนั้นก็จะอยากรู้ว่าเมียเก่าของคุณคือใคร เลิกไปนานแล้วหรือยัง จะให้ลินต้องมาทนตอบกับเรื่องบ้าๆ นี่อีกเหรอคะ”

“ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงลิน เพราะทุกอย่างมันคือความจริง ผมเคยแต่งงานมาแล้วจริง แล้วก็หย่าแล้วจริง คุณรู้ตั้งแต่แรกว่าผมมีลูกแล้ว จะให้ผมกลับไปแก้ไขอดีตที่ผมแก้ไม่ได้งั้นเหรอ”

“ลินไม่ได้หมายความอย่างนั้น แค่คุณอย่าทำให้มันโจ่งแจ้งเท่านั้นเอง รักษาหน้าลินหน่อย ทิ้งปัญหาไว้ที่นี่ ไม่ต้องเอากลับไปที่วสันต์บุรีด้วย”

“ปัญหาที่คุณกำลังพูดถึงคือลูกชายของผมนะ” ปรเมศวร์ย้ำอีกครั้งอย่างขุ่นเคือง “ผมเป็นพ่อ ยังไงผมก็ต้องรับผิดชอบเขา แล้วปณตก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผมด้วย”

“ลินยอมให้คุณมามากแล้วนะคะเมศ” อรนลินเริ่มทวงไปถึงเรื่องข้อตกลงในอดีต “คุณจะยื่นฟ้องศาล เอาลูกมาเลี้ยงเองก็ได้ แต่ลินแค่ต้องการมีพื้นที่ของลินเท่านั้นเอง ลินอยากให้เราเริ่มต้นใหม่ในแบบครอบครัวที่มีคุณกับลินแค่สองคน ไม่ใช่ลินจะต้องเป็นมือที่สามของครอบครัวคุณอยู่ตลอดไป”

ทั้งสองยังคงโต้ตอบกันไปมาอีกหลายประโยค แต่ปณตตัดสินใจปิดประตูลง เด็กหนุ่มไม่อยากรับรู้เรื่องใดอีก แค่รู้ว่าการมีอยู่ของเขากำลังสร้างปัญหาให้กับพ่อและครอบครัวใหม่ของพ่อ ปณตก็ตัดสินใจเก็บของลงในกระเป๋าเป้ ก่อนที่จะแอบย่องออกไปจากคอนโดอย่างเงียบเชียบ

—————————–

ปณตใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงนั่งรถเมล์จากคอนโดของพ่อกลับมาถึงบ้านของแม่ เด็กหนุ่มตัดสินใจกดมือถือส่งข้อความหาพ่อว่าเขาจะกลับบ้านแม่เพื่อไม่ให้พ่อเป็นห่วง พอกลับถึงบ้าน เขาลังเลอยู่สักพักก่อนไขกุญแจเข้าไปในบ้าน ที่จริงเขาหายโกรธแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นคุยกับแม่อย่างไร เด็กหนุ่มรู้ว่าแม่รักเขา แต่เขาก็รู้สึกอึดอัดกับความรักของแม่ในหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อแม่ทำราวกับเขาเป็นเด็กเล็กๆ ที่ต้องปกป้องอยู่เสมอ

แต่อย่างน้อย ปณตก็เชื่อว่าแม่ไม่มีทางจะผลักไล่ไสส่งหรืออึดอัดกับการที่มีเขาอยู่ในบ้าน เหมือนอย่างอรนลินภรรยาใหม่ของพ่อ

บ้านเงียบเมื่อเขาเข้าไปถึง ปกติแม่น่าจะตื่นแล้วในเวลานี้ แต่เขาก็ยังไม่เห็นแม่ลงมา ปณตเลยเดินขึ้นไปข้างบน กะว่าจะหลบเข้าไปนอนต่ออีกสักพักในห้องส่วนตัว

ประตูห้องแม่เปิด ตอนที่เขาก้าวเข้าไปในห้องตนเองแล้ว ปณตหันมามอง คิดว่าแม่ตื่นแล้ว

แต่คนที่ออกมาจากห้องกลับไม่ใช่แม่ แต่เป็นภาวินท์ ทนายความที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทของแม่ และแวะเวียนมาหาบัวบงกชแม่ของเขาบ่อยในระยะหลัง

ปณตนิ่งอึ้ง เขาเองก็ไม่ใช่เด็กเดียงสาแล้ว เด็กหนุ่มแค่มองดูก็รู้ว่าภาวินท์น่าจะอยู่ค้างกับแม่ของเขาทั้งคืน ก่อนที่จะออกจากห้องมาในเช้านี้

เด็กหนุ่มกำหมัดแน่น ความผิดหวัง ความอึดอัดคับข้องใจแน่นอยู่สุมในอก เขารู้ว่าพ่อกับแม่เลิกกันแล้ว รู้ว่าทั้งคู่ต่างมีสิทธิ์ที่จะมีคนรักใหม่ได้ทั้งคู่ แต่เขาเองก็ยังเจ็บปวด

เหมือนมีเขาคนเดียวเท่านั้น…ที่ยังฝังใจกับความสุขในอดีต อยากให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม ทั้งที่พ่อและแม่ต่างไม่ได้คิดที่จะหวนกลับมาอยู่ร่วมกัน

ภาวินท์มองไม่เห็นปณต เสียงเรียกจากบัวบงกชดังขึ้นเบาๆ ทำให้ทนายความหนุ่มเดินกลับไปในห้อง ปณตตัดสินใจใช้โอกาสนั้นเดินลงบันได และออกจากบ้านไป

เด็กหนุ่มเดินไกลออกไปห่างจากบ้านเรื่อยๆ ทั้งที่ยังสับสน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปไหน

รู้เพียงแต่ว่าบ้านหลังเดิมไม่มีอยู่แล้ว บ้านที่เคยมีทั้งพ่อและแม่อยู่กันพร้อมหน้า…เหลืออยู่แค่ในความทรงจำของเขาเพียงเท่านั้น

—————————–

บัวบงกชเรียกให้ภาวินท์อยู่กินข้าวเช้าด้วยกันก่อน หล่อนทำอาหารเช้าแบบง่ายๆ ให้กับเขา ชายหนุ่มยิ้มขอบคุณ แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อหลังจากนั้น

บรรยากาศยามเช้าเต็มไปด้วยความอ่อนหวานแต่ก็แทรกด้วยความอึดอัด บัวบงกชไม่รู้ว่าหล่อนควรจะพูดหรือถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนหรือไม่ หล่อนโตเพียงพอที่จะไม่ได้คิดมากกับความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงแล้ว แต่อย่างน้อยหล่อนก็ควรถามหาความชัดเจนจากเขาหรือเปล่า

“เรื่องเมื่อคืน…” ทั้งบัวบงกชและภาวินท์ต่างพูดขึ้นมาพร้อมกัน ต่างคนต่างชะงัก ก่อนจะอดหัวเราะออกมาไม่ได้ทั้งคู่

“คุณคงไม่ได้เสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นใช่ไหมครับ” ภาวินท์ตัดสินใจถามออกมา

บัวบงกชยิ้มก่อนตอบ “ถ้าฉันเสียใจ ฉันคงไม่มานั่งทำอาหารเช้าให้คุณหรอกนะคะ”

ก่อนที่ทั้งสองจะพูดอะไรกันต่อ เสียงโทรศัพท์มือถือของบัวบงกชดังขึ้นก่อน หญิงสาวแปลกใจที่อดีตสามีโทรเข้ามาในยามเช้า ก่อนกดรับ “ว่าไงคะ”

“ปณตไปถึงบ้านหรือยัง” ปรเมศวร์ถามขึ้นทันที

บัวบงกชชะงัก “ณตอยู่กับคุณไม่ใช่เหรอ”

“ณตออกไปเมื่อเช้านี้ เขาส่งข้อความมาหาผมว่าจะกลับไปที่บ้าน”

“ไม่มีนะ ลูกไม่ได้อยู่ที่นี่ ทำไมคุณไม่พาณตมาส่งเองล่ะ ให้ลูกกลับมาคนเดียวได้ยังไง”

“ผมก็ไม่รู้ว่าออกไปตอนไหน พยายามโทรหาลูก แต่ลูกก็ปิดมือถือ”

บัวบงกชเริ่มร้อนรน หญิงสาวขึ้นไปบนห้อง ก็ไม่เห็นลูกชายคนเดียว  หล่อนเลยเดินลงมา กวาดสายตาไปทั่วบ้าน จนเห็นกุญแจที่วางไว้บนโต๊ะข้างประตูบ้าน

หญิงสาวเข้าไปหยิบกุญแจบ้านขึ้นมาดู พวงกุญแจรูปการ์ตูนนั้นบ่งบอกว่ากุญแจนี้เป็นชุดที่หล่อนให้ลูกไว้สำหรับไขเข้าบ้าน

บัวบงกชนิ่งงัน ปณตกลับมาในบ้านแล้ว ทำไมหล่อนกลับไม่เห็นลูกกันเล่า หรือลูกออกไปไหนอีก

หรือว่า…ลูกจะเห็นหล่อนอยู่กับภาวินท์

ภาวินท์เข้ามาหาหล่อนที่ยืนหน้าซีดอยู่อย่างนั้น “เกิดอะไรขึ้นครับ”

“ณต… ณตหายไปค่ะ”

—————————–

ภาวินท์ช่วยบัวบงกชขับรถเพื่อตามหาลูกชายตามซอยละแวกใกล้บ้าน แต่ก็ไม่เห็น บัวบงกชพยายามโทรหาลูกหลายสิบรอบ แต่ปณตก็ไม่รับ ภาวินท์ต้องพยายามบอกให้หล่อนใจเย็น และปลอบว่าปณตอาจจะกลับไปที่บ้านแล้วก็ได้

บัวบงกชเลยโทรไปหาชนิกานต์ ซึ่งจะมาถึงในช่วงสายๆ เพื่อช่วยงานในร้านเบเกอรีของหล่อน

“เดียร์ ณตกลับไปที่บ้านหรือยัง”

“ยังเลยนะบัว ฉันยังไม่เห็นใครเลย”

บัวบงกชวางสายด้วยท่าทีกลัดกลุ้มกว่าเดิม

“เราลองไปที่โรงเรียนไหมครับ หรือไปหาที่บ้านเพื่อนสนิทของณต” ภาวินท์เสนอความคิด ซึ่งบัวบงกชก็คล้อยตาม เพราะไม่เห็นทางอื่นที่ดีไปกว่านั้น

“เดี๋ยวผมขอโทรบอกเพลินก่อน”

ภาวินท์โทรไปหาลูกสาวที่รออยู่ที่บ้าน ที่จริงแล้ว เขามีนัดพาภวิตาไปตีแบดกับเพื่อนวันนี้ แต่ชายหนุ่มก็ตัดสินใจที่จะอยู่ช่วยบัวบงกชก่อน

ภาวินท์อธิบายสั้นๆ กับลูกสาวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยละเว้นเรื่องที่เมื่อคืนเขาได้ค้างอยู่กับบัวบงกชไว้ ภวิตาดูจะเข้าใจสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

“พี่ณตหายไปเหรอคะ ให้เพลินไปช่วยตามหาอีกคนไหม”

“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวทางนี้พ่อกับน้าบัวจัดการเอง ว่าแต่..หนูไปหาเพื่อนที่คอร์ตแบดเองได้ไหม”

สนามแบดมินตันที่ภวิตานัดกับเพื่อนไว้นั้น ห่างจากบ้านเพียงหนึ่งป้ายรถเมล์ ภาวินท์เคยสอนให้เด็กหญิงลองนั่งรถเดินทางไปไหนมาไหนเองตั้งแต่อายุสิบเอ็ดขวบ เด็กหญิงเลยตอบพ่ออย่างมั่นใจ “ได้พ่อ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเพลินไปเองได้ พ่อไปช่วยน้าบัวหาพี่ณตเถอะ”

ภวิตาวางสายไป ภาวินท์เบาใจ พอหันไปมองหญิงสาวข้างๆ แล้ว เขาก็ออกจะแน่ใจว่าถ้าหากเจอปณตแล้ว เขาจะต้องคุยให้บัวบงกชยอมปล่อยวางเรื่องลูกชาย และยอมปล่อยให้ปณตได้ทำอะไรโดยอิสระเสียบ้าง

—————————–

กว่าที่ภวิตาจะตีแบดมินตันกับเพื่อนเสร็จก็เวลาเย็นมากแล้ว เด็กหญิงนั่งรถเมล์กลับพลางมองตึกรามและถนนหนทาง ก่อนที่จะชะงักเมื่อเห็นกับร่างหนึ่งที่คุ้นเคย ปณตที่พ่อของหล่อนและน้าบัวกำลังตามหากันให้ควั่กอยู่นั่นเอง เด็กหญิงพยายามโบกไม้โบกมือให้ปณตหันมามอง แต่เด็กหนุ่มก็ดูเหม่อลอยและหมกหมุ่นอยู่กับความคิดของตนเอง จนไม่ชายตามาทางเด็กหญิง

คนขับรถจอดที่ป้ายรถเมล์ในที่สุด ภวิตารีบลงจากรถ แต่แทนที่หล่อนจะวิ่งไปทางกลับบ้าน หล่อนกลับวิ่งไปทางที่เพิ่งเห็นปณตเดินลับตาไปอยู่เมื่อครู่



Don`t copy text!