ข้ามมหาสาคร บทที่ 20 : สัญญา

ข้ามมหาสาคร บทที่ 20 : สัญญา

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 20 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ครั้นถึงสิบเอ็ดนาฬิกาหรือ ‘ห้าโมงเช้า’ ตามที่เรียกขานกันติดปาก คณะของหลวงประกาศบุรีที่มีลูกทั้งสี่ ตาปันจังแลกัปตันเซปาพร้อมเรือแคนนูอีกลำเตรียมไปบรรทุกน้ำหกถังกลับเรือก็เคลื่อนออกจากที่โดยกัปตันรับคำสั่งจากคุณหลวงให้ส่งคนไปบอกเหมืองตั้งแต่แปดโมงว่าขอพักนัดไว้ชั่วคราว เนื่องด้วยได้รับเชิญจากเจ้าเมืองให้เข้าไปร่วมรับประทานอาหารค่ำ ผู้มิได้รับเชิญจึงมิบังควรร่วมทางไป

“ข้ากลัวว่าเพื่อนเจ้าจะมิรู้เรื่องนี้ ก็เลยต้องบอกมันไว้ให้ถ้วนถี่ กันขายหน้า”

แต่เหมืองก็ตอบกลับมาว่า เขาเองก็ไม่คิดจะเข้าไปด้วยระยะทางไกลเหลือเกินเช่นนี้

จึงเป็นอันว่ามีเรือแค่สองลำกรรเชียงตามกันไปตามเส้นทางที่บัดนี้ไร้แสงแดด

กันตังกรรเชียงท้ายเหมือนเมื่อคืน…แลเห็นดวงหน้าสดชื่นของนางผู้ยังคงนั่งถัดจากพี่ชายตรงหัวเรือ เมื่อหันมาพูดคุยกับบิดา จึงคล้ายหันมาทางเขา ไม่เหมือนกรรเชียงหัวที่ต้องหันหลังให้ทุกตัวคน

นางช่างงามล้นพ้นนี่กระไร

เส้นผมดำขลับตัดสั้นอันเรียกขานกันว่า ‘ผมปีก’ ที่ถอนไรไว้โดยรอบกระหย่อมผมกลางศีรษะ มิได้ทำให้ดูเป็นชาย ตรงกันข้ามกลับช่วยให้เกลี้ยงเกลาขาวนวล ชวนให้รู้สึกดื่มด่ำ ยิ่งทิ้งจอนยาวไว้ทั้งสองข้าง ยามลมพัดสบัดพร่างจนผมไกว ก็ยิ่งดึงนัยน์ตาจนวาบหวาม ลามไปถึงในทรวง

แรงกรรเชียงเรือจึงไหลล่วงคล้ายหายห่วงจนเกินกว่าจะเรียกว่าพละกำลัง

ด้วยว่ามหาศาลยิ่งกว่านั้น

“เจ้าเมืองท่านพูดแปลกๆว่าท่านจะไม่ร่วมสำรับกับคนอังกฤษ มิรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นมา” คุณหลวงปรารภกับทั้งคู่ผู้นั่งอยู่ติดคนกรรเชียงท้าย

“ไม่ทราบแน่เหมือนกันขอรับ” กัปตันเซปางึมงำ

“ตาล่ะ คิดว่าอย่างไร” เจ้าของเหมืองก็เช่นนี้ มักมีวิธีหาความรู้ นั่นก็คือชอบไต่ถามว่าแต่ละคนมีความเห็นเป็นฉันใด แลก็ด้วยวิธีนี้ คุณหลวงจึงมีทางเลือกทางไปได้มากในสมอง นั่นก็คือเลือกเอาทางที่ถูกที่ควรอันล้วนแล้วเป็นผลดีแก่ตนเอง

“ก็…คิดว่า…คงอยากแนะนำคนอังกฤษให้รู้จักลูกชายขอรับ เพราะต่อไปก็จะต้องขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองแทนท่าน…ก็เมื่ออยากแนะนำลูก…ท่านก็เลยคิดว่า ให้ลูกได้พูดจากับทูตเต็มที่ ทูตจะได้รู้จักลูกท่านไว้ จะได้เกรงใจลูกท่าน”

“แค่นั้นดอกรึ แล้วมีอีกหรือไม่”

“อีกอย่างหนึ่ง” ตาปันจังกล่าวสืบไป “ท่านอาจจะไว้ท่าทีตามแบบอย่างของเจ้าเมืองทุกเมืองที่มักจะให้ตัวแทนออกมารับหน้าแทนท่าน จะได้ดูลาดเลาก่อนด่วนทำสัญญาก็ได้ขอรับ”

คุณหลวงจึงเพียงแต่พยักหน้า หากก็นิ่งคิด

มีคนสนิทผู้รอบรู้เช่นตาผู้นี้ ก็ดีอย่างมาก…ทั้งๆบางโอกาสก็แกล้งถามไปอย่างนั้น เพื่อให้ได้เรื่องสำคัญหลายทาง

“เจ้าคิดว่าถึงกะจะทำสัญญาเชียวหรือ สัญญาไร…”

คราวนี้ ตาปันจึงหากล้ายืนยันไม่

เพียงแต่กันตังเท่านั้นที่คันทั้งปากคันทั้งใจ

ตลอดเวลาแห่งการโต้ตอบ สาวน้อยหัวเรือคอยนิ่งฟังอย่างจดจ่อ จนกระทั่งด่านถาม

“ก็ไหนนายเหมืองบอกว่าทูตอังกฤษมาชวนสยามรบพม่าอย่างไรเล่าคุณพ่อ”

“เรื่องรบนี่ มันชวนกันได้ง่ายๆละหรือลูก” คุณหลวงก็เลยหัวเราะ

ขณะที่เรือแคนนูวิ่งฉิว

ด้าวก็เลยส่งเสียงล้อชายทางท้ายเรือ

“กันตังวิดน้ำซะตัวโก่ง”

ทุกสายตาพลอยหันไปมองเขาเว้นดาบ

“กลัวจะไปช้าขอรับ”

“ทันกินข้าวกับเจ้าเมืองก็เอาละ” วันนี้อย่างน้อยคุณหลวงก็นึกพอใจที่ยังมิต้องต่อรองเรื่องปืนกับกัปตันโฮป แลก็ราวกับว่า เขาเงียบหายไป ไม่ส่งข่าวใดๆมากับเจ้าของกองเรือจีน

ก่อนออกเรือเมื่อสักครู่ต่างก็กินอาหารกลางวันกันมาจนอิ่มแสนอิ่มเรียบร้อยแล้ว มีเพียงกระบอกน้ำสะพายไหล่ติดมาคนละกระบอกสำหรับจิบแค่ครั้งละสองสามอึกระหว่างทาง ที่จริงแม่น้ำพังงาก็กว้างแลลึกพอสำหรับสำเภาแล่นเข้ามาจอด เพื่อขนถ่ายสินค้านำไปขายต่างเมือง เพียงแต่เรือดูรามิได้ตั้งใจมาเพราะเรื่องนั้น แม้มาได้ก็ไม่เหมาะควรสักเท่าไร แคนนูจึงใช้ได้คล่องกว่าสบายกว่า

ทุกคนบนเรือผาสุกใจก็เพียงพอ…คุณหลวงไม่ขอสิ่งใดมาก…เนื่องจากอยากพาลูกเที่ยวเป็นที่สุด

เรื่องทูตจากเกาะหมากเป็นเรื่องรอง แม้ควรต้องรู้ แต่ไม่รู้ก็มิเป็นไรในเมื่อจอห์น ครอว์เฟิร์ดก็เคยมาแล้ว มาพร้อมเครื่องราชบรรณาการจากผู้สำเร็จราชการอาณาจักรอังกฤษในอินเดีย มีปืนคาบศิลาปลายหอก 100 บอก (กระบอก) ปืนคาบศิลาแฝด 1 บอก ผ้าส่านขาว 4 ผืน พรมเทศ 2 ผืน เครื่องแต่งกายอย่างหญิงฝรั่ง 2 สำรับ เครื่องโต๊ะแก้วเจียระไน 1 สำรับ ฉากอย่างดี 5 แผ่น พรมอย่างดี 2 ผืน หนังสือเรื่องราวพงศาวดารอังกฤษ 1 เล่ม รถมีเครื่องพร้อม 1 ชุด ม้าเทศสำหรับเทียมรถม้า 1 ม้า ฉากเขียนด้วยหนัง 4 บาน ฉากกระจก 3 บาน รวม 7 บาน โดยเจ้าเมืองคนก่อนตอนกลับจากเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวเล่าให้ฟัง

แต่ก็จบลงด้วยหลายเรื่องที่เปลืองอารมณ์กันแลกัน โดยมิสำเร็จความประสงค์

คุณหลวงจึงจงใจใคร่รู้ว่าคราวนี้จักเป็นเช่นไร

กันตังพาเรือเข้าจอดเทียบริมตลิ่งที่จำต้องจอดไกลออกไปจากท่าน้ำที่จากมาเมื่อคืน นั่นก็เนื่องด้วยแลเห็นสำเภาจีนจอดทอดสมออยู่เบื้องหน้า สายเชือกพวนเรือหรือสายเชือกเกลียวขนาดใหญ่ถูกขึงข้ามแม่น้ำโยงไปผูกไว้ที่ไม้ยืนต้นบนฝั่ง จึงกางกั้นทางอ้อมมิให้เรือที่มาจากปากแม่น้ำแล่นผ่าน แม้แต่เรือแคนนูที่ดูแล้วเดาเอาว่าคือของคนอังกฤษผู้มาเป็นแขกของเจ้าเมืองค่ำนี้ ก็ยังไม่ได้จอดที่ท่าหน้าเรือน

“ใต้เท้าขอรับ” กันตังก็เลยถาม “จะขึ้นฝั่งกันแถวนี้เลยได้หรือไม่ขอรับ…ท่าหน้าเรือนชาวบ้าน…แล้วค่อยเดินอ้อมไป คงไกลโขอยู่ขอรับ”

“ได้สิ…ขึ้นเลย…จะได้ไม่เข้าไปใกล้พวกนั้น…” คุณหลวงบอกกล่าวฉับพลัน

กันตังก็เลยเหหัวเรือเกยกับริมตลิ่งที่เจ้าของสับดินแข็งไว้เป็นขั้นต่างบันได ชวนกันขึ้นไปจนครบทุกคน

“มึงอยู่เฝ้าเรือก่อนแล้วกันกลิ้ง” กัปตันหันมาสั่งกะลาสีมลายู ราวกับรู้ใจนายว่า บัดนี้ มีที่ปรึกษาเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งราย เป็นใครมิรู้ที่ดูแกล้วกล้าสามารถ ถามคำใดมักตอบได้ไวแทบทุกคำ ราวทั้งจำแลจด “แล้วจะให้พวกนั้นเอาข้าวมาส่ง”

“ขอรับ” เรื่องนี้ถูกจุดประสงค์ของกลิ้งมากเหมือนกัน ด้วยยังง่วงเหงาหาวนอนจนคอแทบอ่อนไปมา ได้รับบัญชาให้เฝ้าเรือก็เชื่อเลยว่า อีกประเดี๋ยวคงนอนเหยียดยาวหลับสนิท

ทางเดินเล็กๆพาทั้งแปดผ่านดงไม้ไปสักครู่ ก็ทะลุถึงทางเดินหน้าเรือนเจ้าเมืองที่ยังไม่มืด หากสว่างไสวด้วยคบไฟที่เพิ่งจุด แต่ก็แลไม่เห็นคณะทูตอังกฤษที่ว่า

กันตังจึงถามชายฉกรรจ์อันเรียงหน้ากันอยู่ราว 100 คน

แต่เพียงบอกกล่าวว่าคณะนี้คือใคร ทาสชายหนึ่งในนั้นก็ก้มลงกราบ

“ท่านเจ้าเมืองขอเชิญท่านหลังบ้านก่อนขอรับ”

“ทูตอังกฤษมาถึงหรือยัง”

“มาแล้วขอรับ…กำลังพูดอยู่กับคุณพระขอรับ”

คุณหลวงก็เลยพยักหน้า พาทุกคนเดินตามหลังชายฉกรรจ์ไปขึ้นบันไดข้างเรือน

เพียงแต่ถึงขั้นบนสุด ก็แลเห็นเจ้าเมืองเพิ่งก้าวลงจากยกพื้น เดินมาจูงมือคุณหลวงไปนั่งบนเบาะนุ่มที่มีพรมปูเตรียมต้อนรับคณะที่มาแล้วต้องมาอีก พลางบอก

“เลยปล่อยให้สังข์เจรจา”

คุณหลวงจึงลงนั่งเคียงข้างทางขวามือเจ้าของเรือน ดาบ ด่าน ด้าวนั่งเรียงกันทางซ้าย ดูราแลตาของนางนั่งถัดจากเจ้าของเหมือง กัปตันเซปานั่งตรงปลายสุดพรม

“ดีมากเลยขอรับ” อีกฝ่ายสนับสนุน

“ถ้าเจ้าอยากเข้าไปร่วมพูดจากับเขาก็ได้นะดาบ” เจ้าเมืองหันไปทางชายหนุ่มพลางถามอย่างกันเอง “เอากันตังไปเป็นล่ามก็ยังได้นะ…หรืออย่างไร…”

กันตังวันนี้อยู่ในเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เขาเพิ่งดึงออกจากย่าม หลังจากคุณหลวงถามไถ่เมื่อเช้า เขาเลยบอกว่าที่จริงเขาก็พอมี เพียงแต่เก็บไว้ชุดหนึ่งเมื่อถึงยามจำเป็น นั่นคือผ้าลายเนื้อบางสำหรับโจงกระเบน ‘เจ้าของเรือที่กระผมเคยรับจ้างให้มาขอรับ กับเสื้อตัวนี้’

ยามเย็นที่สนธยามาเยือน เนื้อตัวที่เคยเปื้อนเปรอะขมุกขมอม จึงเพิ่งเอี่ยมอ่องผ่องใส สวมเสื้อสีแดงเลือดหมูเนื้อละเอียดแขนสั้น แลเห็นมัดกล้ามอันสมบูรณ์ของชายหนุ่มผู้อุดมด้วยกำลังใจ

Don`t copy text!