ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 22 : เวนิสวาณิช

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 22 : เวนิสวาณิช

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 22 –

“ร้านนี้แพงว่ะ”  โยธีชะโงกดูราคาอาหารว่างแต่ละจานที่ปรายรับไปจ่ายด้วยบัตรเครดิต ทั้งหมด 210 ยูโร “แพงฉิบหายเลยพ่อ”

“ช่างมันเถอะน่า” ปรายหย่อนกระเป๋าเงินลงในกระเป๋ากางเกงด้านหน้ามีแจ็กเก็ตคลุมอย่างไม่สนใจ

เนื่องด้วยเป็นผู้ที่ ‘คิดอะไรได้ทะลุ’ อยู่เสมอดังเช่นคนเป็นผู้นำทั้งหลายที่มักมีท้องฟ้ามหาสมุทรอยู่เคียงใกล้

ก็แล้วการเดินทางมาครั้งนี้ เขาไม่มีฟ้ากับน้ำอยู่ในใจหรืออย่างไร

ดังนั้นจึงเข้าไปขนาบข้างยาเยีย พลางบอก

“เอาแขนน้องมา พี่จะช่วยจูง ให้ไทจูงปู่น้องบนจูงย่า พี่จูงน้องไง”

ยาเยียได้แต่ยิ้มพราย แววนัยน์ตาฉายเฉิดพลางหันมามองหนุ่มอีกหนึ่ง

“พี่ไทขา…จูงคุณปู่ดีๆนะคะ…แล้วนี่เราจะไปไหนกันต่อล่ะพี่โย”

“ไปพิพิธภัณท์ตรงโน้น” โยธีบุ้ยปากไปยังฟากตรงข้ามที่จะต้องเดินตัดลานกว้างตรงไป

เป็นยามบ่ายที่มีความสุขสบายอันประเสริฐเลอเลิศล้อมอยู่ อากาศเย็นแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่มีแสงอ่อนๆทอลงมา ห่มคลุมมหาวิหารอันเคียงคู่ด้วยสีชมพูจางของพระราชวัง ดูอลังการล้ำค่าเกินพรรณนาใดๆ

โยธียื่นบัตรแพคเกจให้คนเฝ้าทางเข้าดูแล้วจึงพาทุกคนผ่านประตูเก่าเล็กเข้าสู่ ‘มูเซโอ คอร์เรอร์’​(Museo Corror) พิพิธภัณฑ์ที่มีภายในสุดแสนอลังการมิแพ้พระราชวังของโดเจที่ผ่านมา ด้วยว่าแต่ละห้องหับอันใหญ่โตหรูหราด้วยจิตรกรรมประติมากรรมและชิ้นงานโบราณคดีล้วนมีชีวิตวิญญาณอันเรืองอำนาจของเวนิสในอดีตกาล นับเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสรรค์สร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักคิดนักเขียน เกิดเป็นผลงานอมตะดังเช่น พระราชนิพนธ์แปลในล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ‘เวนิสวาณิช (The Merchant of Venice) ของวิลเลียม เชคสเปียร์

“หนูชอบเรือสำเภาจังเลยพี่ไท” บนฟ้าบอกเขาขณะเดินเคียงคลอไปด้วยกัน มีย่ากับปู่ขนาบสองข้าง

เมื่อถึงนาทีนี้ ปรายต้อนหนึ่งนารีไว้แนบแน่น…แม้ไม่ถึงกับคล้องแขน หากก็ตามกันติดๆไม่ยอมห่าง

อย่างน้อยๆนี่ก็คือน้องของเพื่อน

มีความเอ็นดูรองเป็นพื้นอยู่ก่อนแล้ว

“ย่าก็ชอบ” ผู้อาวุโสพยักพเยิด “เห็นแล้วมัน…ยังไง…อธิบายไม่ถูก…คือมันดูสวยดูขลังไงไม่รู้”

โยธียืนมองอยู่ข้างๆ เขากำลังอ่านคำบรรยาย ก็เลยเล่าให้ย่ากับปู่รวมทั้งพ่อของเขาฟังเพียงคร่าวๆ

“เวเนเซียหรือเวนิสนี่เป็นเมืองที่ไม่เหมือนใครในโลกครับคุณปู่ เป็นเมืองแห่งเดียวของโลกที่ตั้งอยู่บนน้ำ แต่สามารถเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดได้ตลอดกาล…คือสมัยโบราณ โดเจหรือผู้ครองนครก็สามารถไปมาค้าขายกับประเทศต่างๆได้จนมั่งมีมาก…โดยมีเรือแบบต่างๆเป็นพาหนะเท่านั้นครับ…ทำสงครามครูเสดก็ใช้กองเรือ 500 ลำนะฮะ เดินทางไปปล้นกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลโน่น…ขนสมบัติของเขากลับเวนิส เหลือเชื่อจริงๆ”

ยงยุทธพยักหน้าอย่างสนใจ ทุกคนต่างก็ยืนฟังอย่างเงียบๆ ฝ่ายสมุทรไทกำลังใช้กล้องถ่ายเรือสำเภาเก็บไว้

“จนถึงสมัยใหม่ เวนิสก็ยังเป็นเมืองยอดนิยม หนึ่งไม่มีสอง เห็นไหมฮะ”

“น้องบนเป็นยังไงถึงชอบเรือสำเภา” ย่าเอ่ยขึ้น

“แต่ก็น่าชอบนะฮะคุณย่า” โยธีสนองตอบเมื่อพิจารณาดูรายละเอียดของเรือที่ตั้งแสดงอยู่บนแท่นตรงหน้า มีห้องหับเสากระโดง ใบเรือ ใบพาย ฝากั้นลูกกรงอันเป็นรายละเอียดน่ารัก “เรือสำเภาสมัยนั้นก็มีหลายรูปร่างนะน้องบน…พี่เองก็ชอบมาก…แต่ละประเทศก็แต่ละแบบ ของตะวันออกกับตะวันตกก็ไม่เหมือนกัน”

เครื่องใช้ในการรบก็ตั้งแสดงไว้ครบครัน ทั้งโล่ห์ เขน หอก ดาบในตู้กระจก รวมทั้งรูปเขียนของศิลปินในอีกห้องหนึ่ง

“พี่ไทขา น้องชอบรูปนี้จังเลยค่ะ” ยาเยียชี้ให้ดู  เมื่อสมุทรไทพาปู่และบนฟ้าเดินชมทีละภาพ มียงยุทธตามมาเงียบๆ

“รูปของรูเบนส์นี่ฮะ”

“ใครคะรูเบนส์ น้องไม่รู้จัก แต่น้องมองปั๊บก็ชอบเลย ชอบฝีแปรงของเขาน่ะค่ะ”

“แสดงว่าตาน้องแหลมคมยอดเยี่ยม” สมุทรไทชมเชยด้วยใจจริง “ก็รูเบนส์นี้เขาเป็นศิลปินเอกคนหนึ่งของโลกเหมือนกันไงฮะ…ปีเตอร์ พอล รูเบนส์”

“เหรอคะพี่” ยาเยียเอียงคอ ทำท่าน่าเอ็นดู ก้าวเข้ามาเกือบชิดเขาโดยไม่เกรงสีหน้าหญิงข้างกายผู้ค่อยๆจางรอยยิ้ม

“ใช่ฮะ…มีชื่อเสียงมากในศตวรรษที่ 17 รูปของเขาส่วนใหญ่เป็นศิลปะบารอคไงฮะ…น้องคงชอบบารอคนั่นเอง แต่เขาเป็นชาวเฟลมิชนะ น้องคงรู้จักเฟลมิชแล้วมัง ไม่ใช่อิตาเลียน เฟลมิชอยู่ในกลุ่มคนเบลเยี่ยม”

 

ครั้นเหลือบเห็นสีหน้าน้องบน เขาก็เลยตัดบท

“น้องก็ลองดูรูปศิลปินอื่นอีกซีฮะ เผื่อจะชอบ”

บนฟ้าจึงเอ่ย

“พี่ไทคะ เราไปอีกห้องดีกว่า จะมาปักหลักอยู่ที่เดียว เดี๋ยวก็เลยดูไม่ทั่ว”

ยาเยียจึงเพียงแต่ยิ้มๆ

“ดูงานศิลปะ ขืนดูลวกๆก็คงไม่ได้รสชาติอะไรเลยมั้ง น้องว่างั้นนะคะ”

ย่าเดินตามมาอย่าง ‘เอาหูไปนา เอาตาไปไร่’

แม้ไม่อยากได้ยินเสียง ‘พี่ไทขา’ จากน้องสาวของโยธี…แต่ได้ยินไว้ก็ดีเหมือนกัน

จะได้รู้จักเด็กรุ่นใหม่ผู้นี้ อย่างน้อยก็ได้เห็นบทบาทของสาววัยใสสมัยใหม่ใจถึงว่าคิดคำนึงอย่างไรในการใช้ชีวิต ในการเลือกเรียน เลือกรู้ และเลือกคน

ชั่วโมงนี้ ย่าไม่หม่นหมองอีกต่อไป

ปู่ก็เช่นกัน

นั่นก็เนื่องเห็นหลานดีนาทีดีชั่วโมงจากอ่อนล้ามาสู่ปลอดโปร่ง เตรียมรับมือ

แม้จะรู้ดี…นี่คือประโยคที่ฟังเสมือนดูแคลนว่าอีกฝ่ายไม่มีรสนิยม นอกจากชื่นชมแต่กระเป๋ารองเท้า

แต่ก็เอาเถอะ

ให้น้องบนได้ล่วงรู้แล้วสู้ด้วยตนเอง

ในเมื่อวันนี้ ระยะนี้ ทั้งสองศรีแสนสำรวยกำลังเข้าสู่บรรยากาศสวยของความรัก

ปู่กับย่า…และคงรวมทั้งปราย ต่างก็ประจักษ์เพียงในใจ

ถ้าน้องบนรักสมุทรไทจริง หล่อนนั่นเองที่จะต้องทิ้งความหยิ่งผยอง แล้วอ่อนโยนเข้าหาเขา

“ถ้างั้นน้องก็ตาแหลมที่ซูดเลยนะ” ปรายขัดจังหวะตามอัชฌาสัย “แล้วทำไมน้องไม่ถามพี่มั่งล่ะ อิจฉานายไทแล้วนะเนี่ย…ใช่ไหมโย…โอ้โฮเฮะ…กูเองก็ชอบศิลปะบารอคเหมือนน้องเยีย…มึงก็รู้…คือมันก็เว่อร์วังอลังการไง เรียกน้ำย่อยดีที่หนึ่ง…ใช่ไหมปู่”

ประธานก็เลยพยักหน้าเพราะไม่รู้เรื่องศิลปะลึกซึ้ง แค่ตาดูแล้วรู้ว่าสวย รู้ว่าชอบก็ใช้ได้

“แต่น้องชอบเมดูซ่าด้วยนะพี่” ยาเยียกล่าวต่อ

“ผมเป็นงู มีปีกซะด้วย แถมยังถูกตัดหัว” เสียงน้องบนหวดกลับมาจนเจ้าตัว…ผู้กำลังเอ่ยอย่างนึกว่ารู้ดีกว่าชะงักงัน

แม้กระนั้น…เพียงแค่อึดใจ เด็กวัยสิบเก้าก็ย้อนตอบ

“มันส์ดีออกค่ะพี่บน…น้องว่าเมดูซ่านี่เป็นคนเต็มคน เป็นปีศาจเต็มปีศาจดีที่หนึ่ง…ไม่งั้นโลกนี้ก็จะมีแต่เทวดา…ใช่ไหมคะพี่ไท”

คำของรุ่นใหม่ช่วยให้ปู่ต้องทำเสียงหึๆ พลางหันไปทางยงยุทธ

“ผมละก็ยกนิ้วให้คุณเลยนะ เลี้ยงลูกยังไงถึงเฉลียวฉลาดขนาดนี้…หนูเยีย…หนูนี่ไม่ธรรมดา รู้ตัวไหม”

คราวนี้หนูอีกหนึ่งหนูหน้าเจื่อน มิใช่เจื่อนเพราะไม่มีความรู้ แต่เจื่อนเพราะเปรียบเปรยสู้อีกหนูไม่ได้

ก็เลยโพล่งถาม

“ถ้างั้นก็หมายความว่าชอบเป็นเมดูซ่าใช่ไหม…เหมาะดีจังเลย”

“ชอบอ่ะ ชอบร้าย” อีกหนูตอบหน้าตาเฉย สะบัดผมหางม้ารวบตึงพร้อมยิ้มพราย “หรือพี่บนอยากร้ายกว่า น้องก็ไม่ขัดนะคะ”

สมุทรไทในนาทีนี้จึงเริ่มกระวนกระวาย ท้ายที่สุดจึงหันไปทางปรายผู้สบตากับเขาอย่างนึกสนุก พลางเอ่ย

“อย่าว่างั้นงี้เลยนะ พี่ว่าน้องน่ะร้ายทั้งคู่”

ยงยุทธก็เลยยิ้มฟันขาว โยธีนัยน์ตาวาวอย่างถึงใจ

“จริง” พี่ชายของวัยใสพยักหน้า “มึงนี่สุดยอดซีอีไอเลยว่ะ”

“อ้าว…ไม่ใช่ซีอีโอหรอกเหรอวะ” เจ้าของทัวร์ย้อนถามหากก็หัวเราะ “ไท…ไหนมึงลองบอกซิว่ากูคู่ควรกับตำแหน่งไหม กลับไปนี่ จะได้ไปบีบพี่ปันให้ตั้งกู”

“ถ้ามึงคิดคำจำกัดความน้องเยียกับน้องบนได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่แบบไหน กูจะตั้งมึงให้เป็นไอซียู” สมุทรไทก็เลยสัพยอก

Don`t copy text!