ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 23 : หัวใจติดสปริง

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 23 : หัวใจติดสปริง

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 23 –

เดินชมพิพิธภัณท์จนอิ่มทั้งตาและทั้งใจจนผ่านประตูกลับออกมาเมื่อได้เวลา 17 นาฬิกาเศษ ฝ่ายบุรุษผู้มิล่วงรู้เล่ห์เลศฝ่ายสตรีว่าต่างก็มีดีประจำตัว หากก็ชวนกันหัวเราะหัวใคร่ไปอย่างนั้น แต่แท้จริงแล้ว ต่างก็คุมเชิงกันอยู่ โดยบนฟ้ายังคงตีคู่ไปกับเขาและปู่โดยดึงย่ามาไว้ซ้าย ปล่อยให้ปรายควงกับยาเยียอยู่ตรงหน้า พากันเดินตัดลานพระราชวังออกไปตามซอกซอย อันมีผู้คนทั้งพาราท่ามกลางความเย็นจนบนฟ้าดึงหมวกไหมพรมแดงสลับเขียวมรกตจากกระเป๋าสะพายใบใหญ่ออกมาสวม

“โอ้โฮ…น้องน่ารักมากเลยนะฮะ” โยธีหันมาเห็นเข้าก็ออกอุทาน

ดวงหน้าภายในไหมพรมถักสีสันอิตาเลียนช่วยล้อมรูปไข่ขาวเรียวจนแลไม่เห็นเส้นผมจึงดูกลมกลืนไปด้วยกันกับสีแดงสดบนริมฝีปาก หากก็ตัดกันกับสีผิวอันผุดผาดของผู้สวม

ย่าถึงแก่เหลือบมอง ปู่ชะโงกมาทางหลาน

จริงของโยธี

น้องบนสวยจัดทีเดียวเมื่อสวมหมวกไหมพรมที่ถักละเอียดแนบกับเนื้อเนียนและดวงหน้า

ยาเยียก็พลอยหันมา

“หนาวมากเลยเหรอพี่” เสียงถามของอีกฝ่ายมีวี่แววว่าขำ

แต่อีกฝ่ายหาได้โต้ตอบไม่ ด้วยว่าเกินความจำเป็น

ปล่อยให้ทุกคนมองกันเอาเอง ท่ามกลางเสียงเพลงแห่งยามเย็นจากวงดนตรีที่ยังลอยลมตามหลังมา

ยาเยียเก้อเหมือนกันเมื่ออีกฝ่ายไม่สูสี

ดังนั้น จึงทวีอาการบางอย่างที่มองไม่รูดูไม่เห็น

“ไท…นี่ถ้าไม่ได้มาคราวนี้ ใคร้จะไปรู้จริงไหมว่ายังมีเมืองอะไรที่มหัศจรรย์อย่างเวนิส” ปู่ก็เลยเอ่ยเบาๆอย่างไม่เอาใจใส่ท่าทีของเด็กสาว ขอให้หลานเรารู้จักวางตัวเป็นผู้ใหญ่ก็พอใจแล้ว “โอ้โฮ…พิพิธภัณท์ของเขาแต่ละแห่งนี่บันลือโลกจนไม่รู้จะชมว่าไงดี…”

“ก็อิตาลีนี่เขาเป็นเมืองศิลปะศิลปินของโลกไงครับคุณปู่” โยธีหันมาเป็นครั้งคราว “พวกกรีก โรมัน เปอร์เซีย สเปน อิตาลี อียิปต์นี่ ไปถึงเมืองเขาแล้วไม่อยากกลับหรอกฮะ…นี่ก็ยังไม่รวมถึงเอเซียนนะฮะ”

“กูถึงได้อยากตั้งบริษัททัวร์ไง…เผื่อกำไรดี….พี่ปันจะได้ให้รางวัลไอซียู…ฮ่าฮ่า…ปู่ครับ…ปู่ว่าพี่ปันกับปรายนี่ใครจะเลิศกว่ากันฮะ” หลานคนที่สามเดินพลางคุยพลาง

ขณะที่น้องสุดท้องมองหาสินค้าแปลกตาตามร้านค้าที่เดินผ่าน

บ่าไหล่ไม่สะท้านด้วยความหนาวเพราะมีบ่าของเขาเคียงข้าง ก็แล้วแขนนี้จะปล่อยให้อยู่ว่างๆได้ไฉน ดังนั้นจึงสอดไว้กับแขนของเขาเสียปะไร…พร้อมกับทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้

ดีไม่ดีก็อาจจะเอนใบหน้าเข้าไป…ยั่วเด็กหน้าใหม่ซะงั้น

ให้มันรู้กันไปว่า หล่อนหรือฉัน

“พี่ไทขา เดี๋ยวแวะดูกระเป๋ากันหน่อยได้ไหม หนูอยากได้กระเป๋า…”

“กี่ใบล่ะน้องบน” ย่าตามใจทันที ด้วยว่าใคร่ตอบแทน ความดี ของหลานที่วันนี้มีความเป็นผู้ใหญ่ ตามที่ปู่สั่งไว้เมื่อคืน

“ดูก่อนย่า ถ้าถูกใจก็หลายใบ กะจะซื้อไปฝากคุณน้าสุนทรี ของพี่ไทด้วย…หนูชอบคุณน้า ท่าทางใจดี”

สมุทรไทฟังแล้วกระตือรือร้นทันใด นึกชมความมีแก่ใจของหญิงสาว ก็เลยสมทบ

“ดีเหมือนกันน้อง คราวที่แล้วพี่ก็ลองๆซื้อไปยังงั้นเอง เห็นเป็นฝีมือของชาวบ้านฟิเรนเซ่ แต่น้าก็ชอบ คราวนี้จะซื้อของที่ใช้ไปออกงานได้ คงดีกว่า…น้องเลือกเก่ง ช่วยพี่เลือกแล้วกัน”

“หน้าบานเลยไอ้น้อง” ปรายวางมือลงบนกระหม่อมที่หุ้มด้วยหมวกของน้องรัก…หากก็หันไปทางยาเยีย “ก็แล้วน้องล่ะ มีคนคอยของฝากมั่งไหม จะได้ให้ไอ้หมอนี่ช่วยเลือก…”

สมุทรไทก็เลยถลึงตา

จึงมีเสียงปรายฮ่าฮ่าตบท้าย ดังหนึ่งจะบอกอีกฝ่ายว่า มึงร้ายมา กูถึงต้องร้ายไปไงโว้ย

ยาเยียก็เลยหน้าเฉยไปนิดๆเมื่อบนฟ้าพบร้านขายกระเป๋าแล้วคล้องแขนเขาเดินผ่านไปอย่างไม่แยแส

ปล่อยให้ผู้ไม่เคยคิดจะแพ้ใครเดินตาม

ทุกคนก็เลยชวนกันเข้าไปแน่นอยู่ในร้านที่ขายทั้งกระเป๋าถือ กระเป๋าพกพา กระเป๋าเดินทางและรองเท้าหลายรูปแบบ จนกระทั่งบนฟ้าซื้อได้กระเป๋าถือ กับกระเป๋าสตางค์สี่ห้าใบ

“มา…พี่ช่วยหิ้ว” โยธีรับอาสา

สมุทรไทก็เลยชักสีหน้านิดหนึ่ง

หากก็มีเสียงปรายขัดจังหวะ

“มึงเหมาะเป็นไกด์นะเว้ยโย เอาใจคนงี้ยกไว้ ถ้ากูเป็นผู้หญิง คงหลงมึงหน้ามืดไปแล้ว”

โยธีก็เลยหันมายิ้มฟันขาว เมื่อฉวยถุงหิ้วบรรจุกระเป๋าทั้งใบใหญ่ใบเล็กมาหิ้วให้

“จริง…น่าหลง” อีกหนุ่มหนึ่งพยักหน้า “ถึงได้อยากเห็นคนโชคดีคนนั้นนักไง”

โยธีรู้ทางก็เลยเอ่ยหัวเราะๆ

“นี่มึงชมหรือด่ากูก็ยังไม่รู้เลยนะ”

หลังจากแวะชมร้านค้าแล้วชวนกันเดินต่อไปจนถึงสะพานเก่าแก่ที่มีนามว่าสะพานอัคคาเดเมีย (Pontedell’Accademia) อันเป็นสะพานข้ามแกรนด์ คาแนล เชื่อมเขตซาน มาร์โค กับเขตดอร์โซดูโร (Dorsoduro) ซึ่งคือฝั่งตรงข้ามที่มองไปก็แลเห็นแต่ตึกรามเงียบเหงา ไม่คึกคักพลุกพล่านด้วยนักท่องเที่ยวเหมือนเขตนี้

“คุณปู่คุณย่าครับ” โยธีคอยหันมาดูแลเอาใจใส่บอกกล่าวว่าที่นี่หรือที่นั่นมีดีด้านใด “คุณปู่เห็นฝั่งโน้นไหมครับ…ที่ดูเหมือนไม่มีคน…นั่นแหละครับ…แต่ที่จริงเป็นเขตที่มีพิพิธภัณท์กับงานศิลปะสวยมากๆหลายแห่งเลยนะฮะ…โบสถ์ก็งามที่สุด…ถือเป็นเขตของศิลปะโดดเด่นของเวนิสเลยครับคุณปู่…แต่ก็เสียดายที่เวลาเรามีแค่นี้…”

“วันหลังมาใหม่ไหมคะพี่ปราย พาคุณปู่คุณย่าพักที่เวนิสนี่เลยดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลาเดินทาง” นวลนางเยาว์วัยแต่ไม่เยาว์ความส่งเสียงถามขึ้นมาใหม่ หลังจากตั้งหลักให้ความไวของสมองได้ไสวสว่างขึ้นอีกครา “พักที่นี่สักกี่วันดีพี่โย…จะได้คุ้มกับมาเมืองในฝันของโลก จะหาเมืองที่มีศิลปะหลายสมัยผสมกันเหมือนเวนิสก็หายากใช่ไหมพี่โย”

“ต้องใช่อยู่แล้ว” โยธีตอบน้องสาวหากก็เผื่อแผ่มาถึงบนฟ้า “น้องบนล่ะฮะชอบเวนิสไหม อยากมาอีกเมื่อไหร่ก็บินตรงมาเลยดีกว่า ดีไหมปราย ไทมันจะได้ไม่ต้องขับรถวนเวียน”

“ที่ไหนได้ กูว่ามันชอบนาเว้ย เห็นมันเงียบๆยังงี้ แต่มันชอบเชียวแหละ…วงเวียน…กูว่ามันชอบอะไรที่เวียนหัวหน่อยๆด้วยซ้ำ” ปรายยั่วเย้าเพื่อนอย่างสนุก ทำไม่รู้ไม่เห็นว่าน้องสาวเริ่มแสดงตนเป็นเจ้าข้าวเจ้าของขึ้นมาทีละน้อยทีละนิด

ก็คงไม่มีใครเป็นครู นอกจากปู่กับย่าผู้เกรงว่าหลานจะเพลี่ยงพล้ำ

“ว่าแต่ว่า…นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วล่ะ” ปรายดูนาฬิกา “เออ…เกือบหกโมง…มิน่า…”

แสงจากฟากฟ้าเมื่อครู่หายวับไป แสงไฟสาดจ้าขึ้นมาพรึ่บสะพรั่ง

“ปู่ย่าหิวไหม…หิวยัง…” ปรายถามไถ่ขณะโยธีว่องไวกว่า จึงบอกเพื่อน

“ขอเวลากูหาร้านนิดนึง เดี๋ยวมา” ขณะที่ยาเยียดึงแขนสมุทรไทไปยืนเซลฟี่ ณ เชิงสะพานเก่าแก่ที่ใครๆก็แห่กันมายืนเต็มไปทั้งสะพาน…ภายในพริบตาเดียว

“อือ…น้องดีใจจังที่มีรูปพี่ไทตั้งหลายรูปแล้ว ถ่ายกับที่สวยๆทั้ง่นั้นเลย…พ่อขา…นี่ค่ะ…ดูรูปน้องกับพี่ไท” พลางก็ยื่นมือถือไปตรงหน้าบิดาผู้ยืนตาลอยมองเรือโดยสาร ทั้งเรือข้ามฟาก เรือบัส เรือแท็กซี่ รวมทั้งกอนโดลาวิ่งสวนกันไปมาดูลานตาเต็มคลองใหญ่…คิดถึงใครสักคนก็ไม่รู้ “พ่อดูเหมือนจะใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยนะเคอะ”

ปู่ประธานกับย่าใบบุญก็เลยมองตากัน

แต่ย่าคันปาก จึงสัพยอกพ่อของหล่อน

“คุณยงยุทธมีบุญจังเลยนะคะ มีลูกเก่งทั้งคู่ โยธีคล่องแคล่ว หนูเยียก็เฉลียวฉลาด แบบนี้ปล่อยเดี่ยวได้เลย ไม่ต้องห่วงว่าใครจะมาล่อหลอกได้”

“มีแต่หนูจะล่อหลอกเขามั้ง…อะฮ้า” ปรายก็เลยปล่อยมุกเบาๆออกมาเพียงหวังทำลายบรรยากาศยามค่ำที่มืดสนิท “อย่านาคร้าบ…หลอกใครหลอกได้ อย่ามาหลอกพี่ปรายเป็นอันขาดนาคะ”

ยงยุทธกับปู่ย่าก็เลยเบิกบานขึ้น พร้อมกับยาเยียพลอยหัวเราะหัวใคร่ ชอบใจเพื่อนของพี่ชาย

จึงนึกไปถึงเมื่อคืนที่พ่อถามโยธี

พี่น้องพวกนี้มีแฟนแล้วยังโย

พวกพงษ์เทวฤทธิ์นี่น่ะเหรอพ่อ

เออ…ใช่…หมายถึงมีเมียน่ะ

ไม่มี พี่ชายแน่ใจ ทำไมหรือพ่อ…พ่ออยากได้มันมาเป็นลูกเขยหรือไง

ใครจะไปตอบแทนน้องเยียได้ พ่อพูดพร้อมหัวเราะ

ลูกไม่ทำให้พ่อผิดหวังหรอกน่า…นะพ่อนะ หล่อนก็ยังตอบพ่อไปเช่นนั้น ก็บอกแล้วไงว่าลูกเลือกได้เลือกเป็น

พ่อนิ่งไปอึดใจหนึ่งจึงเอ่ย

อย่าไปเลือกเอาคนเห็นแก่ตัวเจ้าชู้มาแล้วกัน

หล่อนก็เลยเข้าไปกอดคอพ่อ หอมแก้มจุ๊บหนึ่ง

ไม่ต้องกลัว…ใครร้ายมา ลูกร้ายไป…ใครเจ้าชู้มา ลูกเจ้าชู้ไป…ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว

ดังนั้น เมื่อปรายล้อเลียนแบบนี้ มีหรือหล่อนจะไม่โยนลูกกลับไป

“พี่ปรายก๊อหลอกน้องซีคะ น้องชอบอยากให้หลอก”

โยธีได้แต่เสียวไส้นองของเขาก็เลยตัดบท ขอตัวไปเลือกร้านอาหาร

แม้กระนั้นก็ยังได้ยินเสียงปรายแว่วๆ

“หลอกน้องสมองไว หัวใจติดสปริงเนี่ยนะ”

Don`t copy text!