ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 25 : โรเมโอ และสองจูเลียต

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 25 : โรเมโอ และสองจูเลียต

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 25 –

เช้าวันนี้จึงเป็นเช้าวันที่สมุทรไท โยธี และปรายช่วยกันทำความสะอาดภาชนะทุกชิ้นที่ใช้ทำอาหารจนกระทั่งรับประทานเสร็จ ปิดไฟปิดเครื่องปรับอากาศให้เจ้าของบ้านอย่างเรีบบร้อยพร้อมพรัก เพื่อประกาศความเป็นผู้เช่าห้องพักที่ดี เป็นคนต่างชาติผู้มีวัฒนธรรมประจำตน วางกุญแจบ้านไว้บนโต๊ะกลาง แล้วช่วยกันเข็นกระเป๋าไปใส่ท้ายรถ เปิดปิดโซ่กั้นให้เสร็จสรรพ ขับพาหนะออกมาตามถนนที่พาไปสู่เวโรนา เนื่องด้วยโยธีเห็นว่า อย่างน้อยเมืองนี้ก็เป็นที่รู้จักทั่วโลก ในฐานะเมืองที่มีเรื่องราวโศกนาฏกรรมตามบันเทิงคดีของนักประพันธ์ลือนาม ‘วิลเลียม เชคสเปียร์’ จำเป็นต้องแวะพักทักทายกับอดีตอันแสนจะโรแมนติค ณ ที่นั้น

รวมทั้งเป็นเช้าที่น้องบนดีขึ้นอีกชั้นหนึ่ง

ด้วยว่าสีหน้าของหล่อนแจ่มใสตั้งแต่เดินออกจากห้องนอนเมื่อสักครู่ ดูตรูตาด้วยทีท่ามั่นใจ ไม่มีเค้าว่าเคยงอแงหรือแผ่อำนาจ ครั้นขึ้นรถแล้วก็เอ่ยถามปราย ขณะที่สมุทรไทพารถมุ่งไปข้างหน้าด้วยอารมณ์ที่พลอยดีขึ้นตามอีกฝ่าย

“เวโรนานี่ นอกจากเป็นเมืองที่อยู่ในเรื่องโรเมโอจูเลียตแล้ว มีอะไรอื่นที่น่าสนใจไหมพี่ปราย”

อูวว์…ปรายรีบห่อปาก พลางโอบบ่าผู้พูดเข้ามา

“อูวว์…น้องเรา…ทำไมถึงตั้งคำถามดี๊ดีขนาดนี้นะ…เอ้า…โย…มึงจัดแจงตอบคนขี้สงสัยหน่อย กูน่ะไม่มีปัญญา”

น้องสาวก็เลยหัวเราะ

“ก็หรือไม่จริง…ในเมื่อเห็นพูดถึงแต่โรเมโอจูเลียต ไม่ยักบอกว่านอกจากนี้เวโรนามีอะไรดี”

“มีดีมากเลยครับน้อง” โยธีเอี้ยวตัวนิดหนึ่ง แต่ติดเข็มขัดที่รัดหน้าอก จึงต้องหันกลับ “อย่างแรกเลยก็คือ เวโรนาเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ยูเนสโกขึ้นทะเบียนไว้ตั้งแต่ปี 2000 อย่างสอง เป็นเมืองศิลปะและสถาปัตยกรรมสมัยโรมันเรืองอำนาจคือราว 89 ปี ก่อนคริสตกาลนะฮะ…เดี๋ยวพอไปถึง น้องบนก็จะตื่นตาตื่นใจกับฟอรัมแล้วก็โรงละครกลางแจ้งที่เขาเรียกกันว่าสนามอารีน่าน่ะครับ พอสิ้นยุคโรมันแล้วก็มีพวกบาแบเรียนหลายเชื้อชาติเข้ามาปกครอง…จนถึงยุคกลาง ก็มีตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งเข้ามายึดอำนาจไปได้ ถึงได้เกิดการขยายเมือง แล้วปรับโครงสร้างการปกครองใหม่หมดจนเวโรนากลายเป็นหนึ่งในเมืองที่มีอิทธิพลมากของแคว้นเวเนโต้ แต่พอถึงศตวรรษที่ 15 ตระกูลใหญ่นี่ก็เสื่อมอำนาจตามวงจรเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปไงฮะ เมืองที่มีอำนาจมากกว่าก็เลยเข้ามาแทน แล้วสืบทอดอำนาจต่อๆกันมาอย่างดยุคแห่งมิลาน โดเจแห่งเวนิสที่เราเพิ่งไปเยี่ยมชมนั่นแหละครับ ที่ขาดไม่ได้ก็คือนโปเลียนแห่งฝรั่งเศส แล้วก็ยังมีราชวงศ์ฮับส์บูร์กจากออสเตรีย…”

“อือ…น่าไปแวะมากเลยนะป๊า…” ย่าพึมพำอย่างสบายใจขึ้นมากในเช้าวันใหม่

“เดี๋ยวคุณปู่คุณย่าก็จะได้พบรูปปั้นจูเลียตจากบทประพันธ์อมตะที่มีคนทำขึ้นจนกลายเป็นสินค้าขายดีแล้วละฮะ นักท่องเที่ยวมาเวโรนาแล้วไม่ได้ไปบ้านจูเลียตก็เท่ากับไม่ถึงเวโรนา”

“มึงนี่พรรณนาเก่งนะโว้ยโย” ปรายชมเปาะ “เหมาะเป็นหัวหน้าทัวร์จัง หรือไงฮะคุณพ่อ น้องเยียว่ายังไง”

“น้องก็ว่าตามพี่ปรายน่ะซิคะ” ยาเยียยังคงกระปรี้กระเปร่า ไม่ดูว่าเศร้าหมองกระไรนัก แม้จะแลเห็นบนฟ้าเริ่มคึกคักขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ…มิรู้ว่าแอบไปกินยาอายุวัฒนะขนานไหนมา…หล่อนนึกอย่างคนช่างเล่นกับทั้งความรู้และไม่รู้ “แล้วพี่ไทล่ะคะอยากไปบ้านจูเลียตไหม…อู๊ย…น้องดูหนังเวอร์ชั่น ดิคาปริโอ แล้วยังเศร้าไม่หาย…ถ้าน้องเป็นจูเลียตนะ ไม่มีวันฆ่าตัวตายเด็ดขาด”

“ก็หนูเป็นผู้หญิงเก่งไง” ปู่อดไม่ได้ก็เลยพลอยสมทบ

เด็กคนนี้…ที่จริงมันก็ก๋าๆดี

ไม่ขี้แยเหมือนหลานเรา

แล้วนี่ ถ้ายังไม่เพลาๆเรื่องน้ำตาละก็ โง่แล้วละลูกเอ๋ย

“ขอบพระคุณคุณปู่มากเลยค่ะที่เห็นว่าหนูเก่ง…แต่หนูว่าหนูไม่เก่งเท่าไหร่หรอกนะคะ พี่บนเก่งกว่าหนูเยอะ”

อ้าว…คราวนี้ปู่ก็ต้องอึ้งไปอึดใจเต็มละซี…เพราะมิรู้ว่าว่าหนูคนหลังสุดเย้ยเยาะหรือไม่

“น้องบนน่ะเหรอเก่ง…น้อยเยียฝันไปอ๊ะป่าว” ปรายก็เลยหันมา

“แหม…จะไม่เก่งได้ไง…ก็วันก่อนพี่บนยังหงุดหงิดอยู่เลย…แต่วันนี้กลับดี๊ดียังกะทำใจได้งั้นละ” อีกฝ่ายออกเสียงมีนัย

บนฟ้าก็เลยเปลี่ยนเป็นเรื่องใหม่

“เวโรนานี่น่าจะเรียกว่าเมืองแห่งความรักนะพี่ปราย”

“ใช่ฮะ…น้องเดาถูกเผ็งเลย” เสียงจากคนหน้ารถแจ่มใสขณะที่คนขับรถเงียบกริบ “เอ…น้องบนนี่เห็นยังงี้เถอะ…ช่างคิดเหมือนกันนี่นา…ก็เวโรนานี่เขาก็ชวนกันขนานนามไว้แล้วว่าเป็นเมืองโรแมนติค เป็นเมืองแห่งความรักไงฮะน้องบน”

“พี่โยนึกว่าหนูไม่ช่างคิดตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะคะ” อีกฝ่ายก็เลยย้อนถาม แต่อย่างไม่เอาเรื่อง

“ยุ่งแล้วละซีมึง” ปรายว่า “หาเรื่องอีกแล้วไหมล่ะ”

โยธีก็เลยหัวเราะเก้อๆ

“ยังไงๆ น้องก็ยกให้พี่ซักคนแล้วกัน”

ในที่สุด สมุทรไทก็ขับรถพาทุกคนเข้าสู่ใจกลางเมืองเวโรนาตอน 10 โมงเศษ พารถไปจอด ณ ที่จอดรถให้เช่าไม่ไกลไปจากจตุรัสบรา (Piazza Bra) ซึ่งแลเห็นอารีนา (Arena) หรือโรงละครโรมันที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 มีลักษณะเดียวกันกับโคลอสเซียม (Colosseum) ที่กรุงโรม แต่เล็กกว่า แม้กระนั้นก็ยังใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโรงละครหรือสนามกีฬาโรมันที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลก หลังจากถูกแผ่นดินไหวทำลายจนเหลือเพียง 2  ชั้นจาก 4 ชั้นอันเคยอลังการ

เพียงแต่สิ่งแวดล้อมสมัยใหม่อันได้แก่ตึกรามร้านค้าที่เรียงรายกันไปตั้งแต่ซ้ายมือของปากประตูทางเข้าจตุรัสกับสวนสาธารณะเล็กๆขวามือซึ่งเป็นที่ยืนรอรถพ่วงสองตอนที่วิ่งรอบเมืองมาจอดรับเป็นระยะห่างกันครึ่งชั่วโมง เพื่อให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมโดยรอบเวโรนา เสียค่าโดยสารคนละ 5 ยูโร—ได้กลบกลืนความตระหง่านตระการนครจนแทบจะหมดกลิ่นอายความเป็นโบราณสถาน

“เดี๋ยวเราแวะหาน้ำดื่มก่อนดีกว่านะฮะคุณลุง น้องเยีย” เจ้าของทัวร์บอกกล่าว “จะได้เข้าหลักเติมน้ำเพื่อจะถ่ายน้ำไงครับ”

ครั้นแล้วจึงชวนผู้อาวุโสและหนุ่มสาวเข้าไปนั่งที่โต๊ะหมู่หน้าร้านซึ่งสามารถเข้าห้องน้ำได้ เป็นร้านที่นั่งสบายถัดมุมถนนเข้าไปหน่อยหนึ่ง แลเห็นนักท่องเที่ยวเดินกันขวักไขว่ รถพ่วงมาจอดแล้ว รับคนโดยสารเต็มอัตราแล่นจากไปเมื่อครู่

นับเป็นภาพแห่งความสงบสุขสลายทุกข์ได้ในวันหนึ่งแห่งฤดูใบไม้ร่วง

ครู่ต่อมา โยธีกับปรายก็ช่วยกันสั่งเครื่องดื่มมาวางตรงหน้าทุกคน มีทั้งกาแฟร้อน ลัตเต้ร้อน ช็อกโกแลตร้อน น้ำอัดลม

สมุทรไทได้แต่ยกกล้องของเขาขึ้นลงไปทางโรงละครกลางแจ้งที่อยู่ตรงมุมถนนห่างออกไปแต่ตรงกับสายตา

มีบนฟ้าเคียงข้าง

“น้องบนออกไปยืนกลางถนนนั่นก็ได้ ตรงกับอารีน่านะฮะ…พี่จะถ่ายรูปให้”

“แล้วน้องเยียล่ะพี่ไท” เสียงใสดังขึ้นพร้อมกับเจ้าตัวลุกจากเก้าอี้

“น้องก็ต้องรอเดี๋ยวไงฮะ…พี่ถ่ายให้น้องบนก่อน”

“ถ่ายคู่ก็ยังได้” อีกฝ่ายยั่วๆ

ปู่ก็เลยรำคาญ ขยับตัวพยักหน้ากับปรายเชิงให้รู้ว่าจะไปห้องน้ำ

ขณะเดินตามกันเข้าไปข้างใน เสียงผู้สูงวัยบ่นพึม

“พ่อมันก็ใจเย็นจัง เป็นเราคงเขกกบาลเข้าให้แล้ว”

ปรายก็เลยหัวเราะพลางบีบแขน

“ดูมันไปดีกว่าปู่…คนรุ่นปรายไม่เหมือนคนรุ่นปู่อยู่แล้วไง”

นั่นเอง…ประธานก็เลยนึกขึ้นมาได้จึงพึมพำ

“ลืมไปทุกที”

ดังนั้น เมื่อกลับจากห้องน้ำ เสียงของปู่ที่บอกย่าจึงไร้ขุ่นมัว

“ห้องน้ำเขาสะอาดมาก”

ปรายก็เลยพาย่าเข้าไป แล้วก็ต้องฟังอีกประโยค

“น้องเพื่อนแกนี่มันพิลึกจริงๆปราย…มันกะแย่งไทหรือเปล่า” คราวนี้ย่าเสียงเขียวกว่าปู่

“ย่าคร้าบบบ” ปรายลากเสียง “ปรายว่าปรายหวงมันขนาดหนักแล้วนะ แต่ย่ามาหวงกว่าได้ไง”

เพียงประโยคเดียวของหลานชายจึงช่วยให้ย่าบรรลุ

“เฮ้อ…จริงของปราย จริงเลยลูก”

“ที่สำคัญกว่าก็คือ พี่ปันไม่ชอบไท…”

คราวนี้ย่านิ่ง จากไปเข้าห้องน้ำ มีปรายยืนรอจูงกลับไปที่เดิม แต่ก็พึมพำไปพร้อมกัน

“ปันคงถูกไอ้เจ้านั่นเป่าหู”

“เขาก็เพื่อนกันนะย่า เพื่อนก็มักจะเชื่อเพื่อนวันยังค่ำ” หากแต่หลานชายก็ปลอบใจ “แต่ถึงไงความสำคัญมันก็อยู่ที่เขาสองคนเท่านั้นแหละฮะ…น้องบนใช่เล่นเมื่อไหร่ ย่าก็รู้”

สมุทรไทถ่ายรูปให้บนฟ้าหลายต่อหลายท่าทาง…ไม่ยอมจบ…แต่ปู่ย่าและปรายก็มองไปเรื่อยๆไม่ว่ากระไร จนกระทั่งหญิงสาวพยักพเยิดกับเขา

“กาแฟพี่เย็นหมดเลย” สีหน้าผู้พูดขณะจับแขนเขาคล้องไว้ พาก้าวกลับมานั่งที่เดิม เป็นสีหน้าแห่งความมั่นใจ จึงปรายนัยน์ตามองน้องของโยธีพร้อมยิ้มนิดๆแกมเดียดฉันท์

ยาเยียก็เลยจืดไปนิดหนึ่ง หากก็ไม่พรั่นพรึงใดๆ

ครู่ต่อมา หลังเสร็จสิ้นงานซื้อบริการห้องน้ำ ผู้นำทางจึงพาทุกคนข้ามถนนไปยังที่รอรถพ่วง ซื้อบัตรจากพนักงานที่ยืนขายอย่างไม่มีพิธีรีตองใดๆ เพียงไม่กี่นาทีรถพ่วงเปิดโล่งสองตอนก็แล่นมาจอดให้คนลง รับคณะใหม่ขึ้นนั่ง

สมุทรไทกับหญิงสาวขนาบข้างปู่กับย่า จึงก้าวตามกันขึ้นไป

ก็ราวกับวางแผนไว้แล้วล่วงหน้า ปู่ก็เลยดึงแขนชายหนุ่มให้นั่งลง ปล่อยอีกสี่คนที่มีปรายรวมอยู่ให้นั่งแถวหลัง

Don`t copy text!