รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 13 : เขินจัง

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 13 : เขินจัง

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 13 –

ห่างหายจากการซ้อมมิกซ์ มาร์เชียล อาร์ตไปเกือบเดือน อามันต์คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะโดนปีเตอร์ซัดเข้าให้หนึ่งหมัดตั้งแต่เริ่มรัวกำปั้นซ้ายขวาใส่กันในต้นยกแรก แรงจนหน้าสะบัด ต้องถอยฉากไปตั้งหลัก

คนสนิทของเขาไม่ได้มีท่าทีแปลกใจหรือดีใจที่ชกโดนตั้งแต่เริ่ม กลับตั้งการ์ดขึ้นอย่างรัดกุม เตรียมสู้อีกหน

อามันต์แตะโหนกแก้มของตัวเอง โดยไม่ละสายตาจากผู้ชายตัวโต ในขณะที่ความเจ็บชาทำให้เขากลับมามีสติ รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่

ชายหนุ่มตั้งการ์ดขึ้น ก่อนจะย่างสามขุมเข้าหาคู่ต่อสู้บนสังเวียน พอเข้าระยะชกก็เริ่มรัวหมัดซ้ายขวาใส่กันอีกหน ความเร็วและแรงทำให้เมื่อผลักกันรุกและรับได้คนละสิบหมัด ปีเตอร์ก็เผยช่องโหว่ การ์ดซ้ายตก เปิดโอกาสให้อามันต์เอี้ยวตัวลงใช้หมัดฮุก ชกเข้ากลางลำตัวคู่ต่อสู้

แม้จะไม่โดนแต่ก็ทำให้ปีเตอร์ต้องโน้มตัวลงมาป้องกันระดับต่ำ อามันต์จึงใช้แขนซ้ายตวัดศอกใส่ แต่อีกฝ่ายรู้ทัน ยิ่งก้มตัวต่ำลง เพื่อรวบขาเขาแล้วโถมน้ำหนักลงมา

อามันต์หงายหลังกระแทกพื้นสังเวียนอย่างแรง แต่เขาก็แก้ด้วยการบิดลำตัวช่วงบนในจังหวะที่ปีเตอร์คลายมือ เพราะคิดจะเปลี่ยนท่าเพื่อจับเขากด จากนั้นก็ตวัดหลังศอก ปักเข้าซอกคอคนตัวโตกว่า ฝ่ายนั้นคำรามแล้วผละออก กระโดดไปยืนอยู่ห่างๆ

หมดยก…ทั้งสองคนเป่าปาก แล้วเดินไปหยิบขวดน้ำเกลือแร่มาดื่มพร้อมกับเช็ดเหงื่อไปด้วย

พักกันครู่เดียวพอหายเหนื่อย ปีเตอร์ก็ลุกขึ้นชวน “ประคบเถอะครับ เดี๋ยวจะแย่”

อามันต์พยักหน้าแล้วลุกขึ้นถอดนวมแบบเปิดนิ้วออกจากมือ เดินออกจากห้องซ้อมไปที่ครัวกับคนสนิท

ปีเตอร์หยิบถุงเจลแช่แข็งออกมาจากตู้เย็นแล้วส่งให้เจ้านายนำไปประคบโหนกแก้มเอง แต่พอเพ่งแล้วคิดว่าพรุ่งนี้ไม่พ้นต้องช้ำเขียว

“…ผมว่าพรุ่งนี้มันต้องทำให้คุณน่าสงสัยมากขึ้นแน่ๆ”

อามันต์ถอนใจพรวด “…เสียสมาธิไปหน่อย”

ได้ยินอย่างนั้น ปีเตอร์ไม่สบายใจ “อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิดแหละครับลู โดยเฉพาะเรื่องหัวใจเนี่ย…ห้ามยาก กลุ้มไปก็เท่านั้น”

อามันต์ชำเลืองคนสนิทด้วยสายตาดุๆ เหี้ยมๆ ทันควัน ปีเตอร์หันมาเห็นตาโตๆ ที่ทำให้มองอารมณ์ได้ชัดกว่าคนอื่นก็สะดุ้ง รีบหอบนวมกับขวดน้ำเกลือแร่ออกจากห้องครัว แต่พอนึกอะไรขึ้นได้ว่ายังไม่ได้บอกเรื่องงาน ก็โผล่หน้ากลับมาทางช่องประตู

“ไฟล์งานที่ลูสั่ง ดีส่งมาถึงแล้วนะครับ เดี๋ยวผมนำไปให้บนห้อง”

 

กลับขึ้นห้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย อามันต์เปิดไฟในห้องทำงาน แล้วหยิบโน้ตบุ๊กขึ้นมาเปิดไฟล์ในเอ็กซ์เทอร์นอลฮาร์ดิสก์สีดำขนาดเล็กเท่าฝ่ามือดู

ในนั้นมีความคืบหน้าการพัฒนาปืนพกสั้นที่ใช้การจุดระเบิดด้วยเคมีแทนดินปืน ซึ่งจะทำให้เสียงเบาลงครึ่งหนึ่ง ในขณะที่ไฟล์จากเอ็กซ์เทอร์นอลฮาร์ดดิสก์สีเทาเป็นตัวปืนที่สร้างด้วยวัสดุชนิดใหม่ ทนทานต่อเคมีจุดระเบิดในตอนต้นทั้งยังช่วยเก็บเสียงเพิ่มอีกสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ส่วนไฟล์สุดท้ายที่ได้จากเอ็กซ์เทอร์นอลฮาร์ดดิสก์สีขาวเป็นหัวกระสุนที่ได้รับการออกแบบให้เล็กลง แต่ฉาบเคมีที่ตอบสนองต่อสารจุดระเบิดในตอนต้นไว้แถบหนึ่ง ทำให้มีแรงส่งตัวเพิ่ม ช่วยเสริมข้อด้อยของหัวกระสุน

อามันต์โหลดไฟล์ทั้งสามเข้าไปในโน้ตบุ๊กเพื่อผนวกแบบแปลนเข้าด้วยกัน แล้วพิจารณาอย่างเคร่งขรึม ผ่านไปพักใหญ่ เขาก็หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นโทร.หาลูกน้องที่อยู่ในบริษัทของเขา ด้วยเบอร์ที่มีเพียงเขาเท่านั้นสามารถติดต่อหาได้

“ดี”

“ครับลู”

“ผลทดสอบเคมีในกระสุนเป็นไงบ้าง”

“ดีมากครับลู!” ‘ดี’ ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “อาจจะมีความคลาดเคลื่อนนิดๆ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะเจ้าของสูตรไม่เชี่ยวชาญด้านนี้ แต่พอผมลองปรับส่วนผสมแล้วบรรจุแบบเป็นชั้นๆ ตามที่เจ้าของไอเดียบอก มันใช้งานได้จริงนะครับลู เสียงจุดระเบิดเบาลงตั้งครึ่ง ช่วงออกตัวมีความหน่วงสามเปอร์เซ็นต์ แต่อัตราเร่งกลับพุ่งขึ้นช่วงท้าย ชดเชยของตอนต้น แล้วจบลงที่เคลื่อนที่เร็วขึ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์

“มัน…สุดยอดจนผมนึกด่าตัวเองว่าทำไมไม่เคยคิดถึงวิธีนี้มาก่อน มัวแต่ไปอยากได้อะไรที่มัน…ล้ำยุคจนมองข้ามความคิดง่ายๆ แบบนี้ไปแล้วไปพัฒนาปืนเลเซอร์ใหญ่เทอะทะแทน!”

อามันต์รับคำเบาๆ “อืม ฉันก็ว่ามันต้องดี บริษัทเราผลิตเครื่องกระสุนปืนมาจนปรุ รู้จริงเรื่องกระสุน ตอนที่ฉันเห็นเจ้าของไอเดียเสนอเรื่องนี้ ฉันก็รู้ว่ามันใช่แน่ๆ ของจริง แต่ตัวปืนนี่คงต้องปรับต่ออีกนิด”

“เจ้าของไอเดียจะมาเมื่อไหร่ล่ะครับลู จะได้ปิดประตูลุยกันเลย”

ดีถามคำถามที่อามันต์ตอบยากที่สุด “…ไม่รู้มัน”

“อ้าว”

“หมอนั่นมีปัญหาส่วนตัวบานตะเกียง หิ้วไปตอนนี้คงจะห่วงหน้าพะวงหลัง ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเท่าไหร่”

“อ้าว…”

“เร็วสุดก็คงหนึ่งถึงสองเดือนหลังจากนี้ หรือไม่อย่างนั้น…ถ้านายรีบ คงต้องไปๆ มาๆ”

“อ๊าว!” ดีร้องเสียงหลง “พูดเป็นเล่น! อันตรายนะครับลู เกิดคู่แข่งรู้ข่าวเข้า ไม่ขโมยไปก็ทำลาย ตัวอย่างมีกี่คนแล้วล่ะ”

“ฉันรู้…” อามันต์ตัดบท “เจ้าตัวก็รู้ แต่ทำไงได้”

“ผมเกลียดคำนี้จัง”

“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรอหน่อย นี่ฉันกำลังช่วยเคลียร์ปัญหาบ้าบอของหมอนั่นให้”

ดีส่งเสียงครวญเหมือนคนใจสลาย อามันต์แสร้งหัวเราะกลับไปเบาๆ ทั้งที่ตอนนี้เขาไม่ขำ เพราะมีบางอย่างที่เขาต้องเก็บงำไว้ ไม่ให้ดีรู้

ดีไม่เหมือนเดวิดกับปีเตอร์ที่อยู่กับเขามาตั้งแต่ต้น ในขณะที่เลงโบก็เป็นเด็กที่เขาอุปการะส่งเสีย ดีเป็นพนักงานบริษัทที่เข้ามาเมื่อสองปีก่อน ตอนโรงงานผลิตเครื่องกระสุนปืนของเขาเปลี่ยนเป็นบริษัทวิจัยและพัฒนาอาวุธ แม้จะสนิทสนมกันดีในฐานะคนทำงานร่วมกัน แต่ความไว้ใจต้องใช้เวลาและสถานการณ์เป็นเครื่องพิสูจน์

“ถ้าอย่างนั้น แค่นี้นะ”

“เดี๋ยวครับลู…คุณหนูฝากข้อความมาถึงครับลู เห็นว่าคุณท่านเหมือนจะไม่ค่อยสบาย”

อามันต์เงียบไปครู่หนึ่ง “…คุณท่านเรียกฉันเองไหม”

“ไม่ครับ แค่คุณหนูมาถาม บอกว่าไปนานแล้ว ไม่เห็นติดต่อมา”

“ก็อย่างที่ฉันว่านั่นละ ติดธุระสำคัญช่วงนี้คงจะยังไม่กลับ ถ้าคุณท่านอยากตามตัวฉันจริง นายค่อยบอกผ่านพีทมา ส่วนเรื่องงาน คืบหน้ายังไงจะส่งข่าวเป็นระยะ แค่นี้ล่ะ”

“ครับลู”

คุยเรื่องงานเสร็จ เหมือนเดวิดจะรู้ว่าถึงเวลามารายงานความคืบหน้าของงานที่ตนได้รับมอบหมาย จึงเคาะประตูห้องส่วนตัวของเจ้านายเบาๆ

“เข้ามา”

สิ้นเสียงตอบรับ ชายหนุ่มผมดำตาดำรูปร่างสันทัดก็เดินเข้ามาหยุดยืนประสานมือตัวเองไว้ข้างหน้าอย่างสุภาพเรียบร้อย

“บ้านเช่าถัดบ้านคุณทศไปสองหลังมีคนย้ายเข้ามาแล้วครับ”

“ใช่หรือเปล่า”

“ใช่ครับ ปีเตอร์ยืนยัน วันนี้คุณทิชากรพาผู้ชายคนหนึ่งไปหาคุณทศที่ไซต์งาน คุณทศไม่ยอมออกมาพบ พวกเขาเลยสะกดรอยตามตอนเลิกงาน หวังจะรู้ให้ได้ว่าที่พักข้างนอกของคุณทศอยู่ที่ไหน แต่พวกนั้นไม่รู้ว่าปีเตอร์คอยจับตาดูอยู่อีกต่อหนึ่ง พอคลาดกันกับคุณทศ พวกนั้นก็กลับกรุงเทพฯ และคนที่มาบ้านเช่าเมื่อครู่ เป็นคนคนเดียวกับที่พาผู้หญิงตามคุณทศครับ”

อามันต์แค่นหัวเราะทีหนึ่ง คราวนี้เขาขำจริง

“…ทีแรกเห็นว่าชี้เป้ามีนได้ทันทีที่ผู้หญิงคนนั้นอยากเจอตัว ก็คิดว่าจะเก่งกว่านี้เสียอีก”

“คนที่เข้าใจว่าตัวเองเป็นนักล่า มักไม่คิดว่า…จะมีใครมาล่าตัวเองครับ”

เดวิดพูดถูก ทิชากรเกิดและเติบโตในครอบครัวที่เข้าใจว่าตนยิ่งใหญ่ เป็นตระกูลมีเขี้ยวเล็บจึงมีสิทธิ์เป็นผู้ล่า และมองทศทิศกับมัทมีนาผู้ไร้เขี้ยวเล็บว่าเป็นแค่เหยื่อ

หารู้ไม่…ว่าระหว่างที่พวกตนล่าเหยื่อ ยังมีเขาอยู่ข้างหลังอีกทอดหนึ่ง

“จะให้ผมจัดการตั้งแต่คืนนี้เลยไหมครับ ลู” ลูกน้องของเขาถาม

“ไม่ได้ อยู่ใกล้พวกเราเกินไป ถ้าไม่มีข้ออ้างที่ดี เด็กบ้านั่นคงตกใจจนยกเลิกสัญญาแน่”

เดวิดรู้ว่าอามันต์หมายถึงทศทิศ “ถ้าอย่างนั้น จะให้ทำยังไง สั่งมาได้เลยครับลู”

อามันต์พยักหน้าเบาๆ

“ย้ายบ้านก่อน ค่อยว่ากัน”

เบนซ์เอเอ็มจีสีเทาปีกนกพิราบมาถึงบ้านแบบทาวน์เฮ้าส์ของทศทิศตรงเวลานัด คือสี่นาฬิกา กระนั้นอามันต์ก็ยังมาช้ากว่ามัทมีนากับเมษมารุต ที่ลงมือขนของขึ้นท้ายรถไปแล้วจำนวนหนึ่ง

ตอนก้าวลงจากรถที่จอดต่อท้ายรถยนต์ของสองพี่น้อง มัทมีนาในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนทะมัดทะแมงก็เดินออกมาพอดีพร้อมกล่องกระดาษใส่ตำราเรียนหนักๆ เขาจึงตรงเข้าไปรับ แล้วนำไปเก็บท้ายรถยนต์สีแดงของเธอ พอเงยหน้าขึ้น หันเข้าหาแสงไฟ หญิงสาวก็เห็นโหนกแก้มช้ำของเขา

“คุณอา!” มัทมีนาทักด้วยความตกใจ แต่พยายามพูดให้เบา เนื่องจากตอนนี้ยังมืด เพื่อนบ้านยังหลับสนิท รอบข้างเงียบกริบ เสียงพูดคุยเบาๆ ก็อาจกลายเป็นเสียงดัง “ไปทำอะไรมาคะ เมื่อคืนยังไม่เห็นมีเลย”

อามันต์คงบอกไม่ได้หรอก ว่าโดนหมัดของคนที่เธอคิดว่าเป็นสมุนของทิชากรเข้า

“…บ้านที่อยู่ตอนนี้เป็นบ้านเช่า อาลืมว่าไฟอยู่ตรงไหน หาไม่เจอ พอเดินมืดๆ เลยชนขอบประตู”

“ตายละ ช้ำมากนะคะนั่น เจ็บไหม”

อามันต์ยกมุมปากขึ้นยิ้มน้อยๆ ใต้เงาแสงไฟ “ตึงๆ ถ้าไม่โดนมันก็ไม่เจ็บ”

“ทายาหรือยังคะ”

“เรียบร้อยแล้ว สัปดาห์เดียวเดี๋ยวก็หาย”

“ว่าแต่…นั่นเดินชนจริงหรือคะ ทำไมช้ำหนักเหมือนวิ่งชนมากกว่า”

กระบวนการช่างสังเกตของวิศวกรสำรวจเริ่มต้นขึ้น

จากที่รู้สึกดีใจที่เธอเป็นห่วง อามันต์คิดว่าหากปล่อยให้มัทมีนาเพ่งความสนใจอยู่ที่แผลของเขาไปเรื่อยๆ ไม่แน่อีกอึดใจต่อมา เธออาจจะเริ่มคำนวณแรงกระทำที่มีผลต่อแรงสะท้อนกลับ จากนั้นก็ขอไปสำรวจต่อที่บ้านเพื่อทำแผนที่จุดอันตราย หรือถึงขั้นเขียนโปรแกรมระบบค้นหาสิ่งที่ต้องการในบ้านแบบอัตโนมัติ

คิดแล้วเขาจึงเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการยกแขนขึ้น แล้วเริ่มปลดกระดุมเชิ้ตขาวแขนยาวตรงข้อมือ จากนั้นก็ค่อยๆ พับขึ้น เผยให้เห็นท่อนแขนที่ดูแข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อทีละนิ้ว…ทีละนิ้ว โดยในขณะเดียวกันยังคงประสานสายตากับเธอไว้

ยิ่งเขาเผยร่างกายให้เห็นมากขึ้น มัทมีนากะเริ่มรู้สึกเหมือนผิวหน้าเริ่มจะร้อนเห่อ

เธออาจจะเคยเห็นเขาในตอนสวมเสื้อเชิ้ตพับแขนมาแล้ว แต่ตอนนั้นไม่ได้สนใจดู และก็ไม่ได้อยู่ด้วยในระหว่างกระบวนการแต่งตัว ทั้งปลดกระดุมข้อมือ…พับแขนเสื้อ และเธอก็คิดว่าการทำกิริยาเช่นนี้ต่อหน้าใครสักคน มันแสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมอย่างเป็นส่วนตัว

พอเขาแตะกระดุมคอแล้วปลดเพิ่มอีกหนึ่งเม็ด เผยให้เห็นช่วงคอต่อกับหน้าอกกับกระดูกไหปลาร้าสวยๆ มัทมีนาก็หันหลังให้เขาทันทีเพื่อซ่อนสีหน้าขัดเขินเป็นกำลัง

“มีน…เข้าไปขนของต่อนะคะ” หญิงสาวเอ่ยตะกุกตะกักตัดบทแล้วรีบเดินกลับเข้าบ้าน

คล้อยหลังเธอ อามันต์ผ่อนลมหายใจสั้นๆ

“…นึกว่าต้องแก้จนหมดค่อยไป”

พอใส่ความทรงจำรบกวนสติไว้ในหัวของมัทมีนาได้แล้ว เรื่องหลังจากนั้นก็ง่าย เพราะคนอื่นไม่ช่างสังเกตและไม่ช่างสงสัยเท่า ต่อให้อามันต์ตามมัทมีนาเข้าไปแนะนำตัวกับคนอื่นๆ ในบ้าน แล้วทุกคนพากันทักเรื่องรอยช้ำบนโหนกแก้ม พวกเขาก็พร้อมจะเชื่อว่าเขาเดินชนขอบประตูตอนไม่มีไฟ

ใช้เวลาขนของกันเงียบๆ ราวสามสิบนาที ของที่เก็บลงกล่องทั้งหมดก็ย้ายขึ้นไปอยู่ท้ายรถทั้งสามคัน เพิ่มเติมคือเบาะหลังซิตี้คาร์สีเขียวของเมษมารุตมีกระเป๋าเดินทางของฝาแฝด ส่วนเบาะหลังของเบนซ์เอเอ็มจีมีกระเป๋าและของจุกจิกของนางกันยา ในขณะที่เบาะหลังรถยนต์สีแดงของมัทมีนามีที่ว่างสำหรับให้สาวๆ อีกสามคน

เมื่อทุกคนพร้อมเดินทาง ก็ทยอยกันออกจากบ้านตอนเกือบตีห้า ท้องฟ้ายังมืด ยังไม่มีผู้คน รถรา สัญจรไปมาตามปกติ แต่แล้ว…ทันทีที่มัทมีนาเปิดประตูบ้านออกมา สายตาอันฉับไวของเธอก็สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่าง พอกวาดไปจับ ก็พบชายฉกรรจ์คนหนึ่งผละจากซิตี้คาร์สีเขียวของเมษมารุต หรือไม่ก็เบนซ์เอเอ็มจีที่จอดต่อกัน ข้ามถนนซอยแคบๆ ไปยังจักรยานยนต์ที่จอดไว้ใต้เงาต้นชมพู่มะเหมี่ยว ซึ่งยื่นข้ามรั้วออกมาตรงบ้านหัวมุม ห่างบ้านทศทิศไปเพียงสองหลัง

ด้วยระยะห่างไม่มากเพราะเป็นกลุ่มบ้านทาวน์เฮ้าส์ แต่ละหลังหน้ากว้างเพียงหกเมตร หญิงสาวจึงสามารถเห็นรายละเอียดในระยะห่างไม่กี่เมตรนั้นได้อย่างชัดเจน

มัทมีนาชะงักเท้าอยู่ตรงปากประตูทันที ยกแขนกันทุกคนที่อยู่ข้างหลัง

เมษมารุตซึ่งเดินตามพี่สาวมาติดๆ แปลกใจ

“หือ มีอะไรพี่มีน”

“เข้าบ้านก่อน”

ว่าแล้วก็ผลักทุกคนให้ถอยกลับเข้าบ้าน เข้ามาแล้วก็ยังไม่เปิดไฟ แต่ขยับไปยืนตรงหน้าต่างที่หันไปทางหน้าบ้านทั้งๆ บ้านมืด แล้วแง้มผ้าม่าน สอดสายตาข้ามพื้นที่เล็กๆ ออกไปนอกรั้ว

ใต้เงาต้นชมพู่มะเหมี่ยวของบ้านหัวมุม เธอเห็นชายฉกรรจ์คนนั้นทำอะไรไม่รู้อยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะติดเครื่องรถแล้วขับหายไปทางหัวมุมถนน

เมษมารุตต้องการรู้สถานการณ์จึงถามซ้ำอีกครั้งพร้อมทั้งแทรกตัวเข้ามายืนข้างๆ

“เกิดอะไรขึ้นพี่มีน”

มัทมีนาอยากจะบอกน้องชายว่าเธอเห็นบางอย่าง แต่ ‘บางอย่าง’ นั้นก็จากไปแล้วโดยไม่ทิ้งหลักฐานอะไรไว้ให้เธอกล่าวหา ถึงอย่างนั้นสัญชาตญาณกลับบอกเธอว่าสิ่งที่เธอเห็นเมื่อครู่ ไม่ใช่เรื่องควรปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ เนื่องจากตอนที่เธอก้าวออกมาจากตัวบ้าน เธอเห็นชัดๆ ว่าอีกฝ่ายรีบผละจากรถยนต์ของเมษมารุตหรือไม่ก็อาจจะเป็นรถยนต์ของอามันต์ จากนั้นก็ข้ามถนนซอยไปขึ้นจักรยานยนต์ของตน…เป็นจักรยานยนต์คันเดียวกับที่เธอเห็นเมื่อเช้ามืดว่า จอดอยู่ในรั้วบ้านข้างๆ ถัดจากบ้านนางกันยาไปสองหลัง

คำถามคือทำไมเจ้าของจักรยานยนต์จากบ้านเช่าหลังนั้น ต้องมาจอดรถของตนไว้ฝั่งตรงข้าม เพื่อจะได้ข้ามกลับมาดูรถยนต์ของผู้อื่นอีกที มันไม่ถูกต้องตามหลักเหตุและผล ทว่าฝ่ายนั้นก็ตัดจบความสงสัยของเธอด้วยการหนีไปดื้อๆ

“มีอะไรหรือเปล่าลูก มีน”

คราวนี้คนถามคือคนป่วย ซึ่งมัทมีนาไม่รู้จะตอบนางกันยาว่าอย่างไร ถึงจะดี

ตั้งแต่ตื่นมา นางกันยาเดินเหินคล่องแคล่ว ร่างกายสดชื่น รับประทานอาหารเช้าได้เยอะ เพราะมีแรงใจจากการหวังว่าจะได้ย้ายบ้าน ไปให้พ้นจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ แต่ทันทีที่มัทมีนาเดินออกไปนอกบ้านแล้วพบชายแปลกหน้าคนหนึ่ง สัญชาตญาณก็ส่งเสียงเตือน

เธอเกรงว่าผู้ชายคนนั้นอาจจะเป็นคนของทิชากร และถ้าใช่จริง เขาก็คงไม่เหมือนป้าบ้านตรงข้าม ที่แค่โทร.บอกนายอภิบาลเวลาทศทิศมาเยี่ยมนางกันยา เพราะครั้งหนึ่ง ทิชากรสามารถไปดักทำร้ายเธอที่บริษัทได้ ทั้งที่มีหลายปัจจัยที่ควรจะทำให้ไม่เจอกัน

แน่นอนว่าผู้หญิงท่าทางแบบนั้น คงไม่เสียเวลาติดตามใครเองให้เสียแรง เพราะฉะนั้นทางเลือกก็ไม่น่าจะหนีการส่งคนมาทำแทน และก็ไม่แน่…อาจจะเป็นผู้ชายคนนั้น

มัทมีนาอยากจะบอกตัวเองว่าคิดมากไป แต่ถ้าเธอทำเป็นไม่รู้ไม่สน เดินหน้าย้ายบ้านต่อ แล้วเกิดผู้ชายคนนั้น…เป็นคนของทิชากร เขาก็จะตามเธอไปจนรู้จักบ้านใหม่ของทศทิศ นับว่าไม่คุ้มที่จะเสี่ยง

หญิงสาวคิดถึงการล้มเลิกแผนการในวันนี้ แต่ไม่อยากทำร้ายจิตใจนางกันยาด้วยเหตุผลที่น่าจะทำให้เรื่องราวดูร้ายแรงขึ้น จึงต้องพยายามหาข้อแก้ตัว แต่แล้ว มีเสียงแตกดังสนั่นโครมครามดังมาจากหลังบ้าน

มันดังมากจนทุกคนซึ่งยืนอยู่ในความมืดสะดุ้งสุดตัว

“เสียงอะไรน่ะ!” เมษมารุตถามก่อนใครเพื่อน “ดังอย่างกับตู้ล้มมาทั้งตู้!”

“ไปดูกันเร็ว” เสียงอามันต์แทรกขึ้น ทำให้เมษมารุตซึ่งพร้อมที่จะไปอยู่แล้ว รีบพุ่งไปคนแรกสุด หลังจากนั้นณิชาพัชรกับณัฐนิชาซึ่งเป็นเจ้าของบ้านก็ตามไปสมทบ

มัทมีนาตั้งใจไปด้วย ทว่าเพียงก้าวแรกก็เหมือนเตะโดนอะไรไม่รู้ ทำให้สะดุด ผวาไปข้างหน้า

“มีน!” อามันต์คว้าเธอไว้ทัน แต่เพราะเสียหลักจะล้มอยู่แล้ว เขาจึงต้องค่อยๆ ประคองให้เธอนั่งลงบนพื้น

นางกันยาซึ่งไม่ได้ไปหลังบ้านด้วย เลือกที่จะมาดูมัทมีนา

“มีนเป็นอะไรลูก”

“ไม่รู้เตะโดนอะไรค่ะ เจ็บเหมือนกัน ตรงนิ้วก้อย”

“เปิดไฟได้ไหม ป้าอยากดูให้ มันมืด”

“เปิดเถอะค่ะ” มัทมีนาอนุญาตเพราะคิดว่าคงไม่มีประโยชน์อะไรแล้วสำหรับการพรางตัว เนื่องจากเธอตั้งใจที่จะล้มเลิกแผนอพยพ นางกันยาจึงเปลี่ยนทิศ ย้อนกลับไปที่สวิตช์ไฟข้างประตู

ตอนนั้นเมษมารุตตะโกนมาจากหลังบ้าน “ตู้ล้มจริงๆ ด้วยครับ ล้มได้ยังไงไม่รู้เนี่ย จานที่เหลือแตกหมดเลย!”

“ไม่ต้องไปยุ่งมันลูก ม่าน เดี๋ยวป้าไปทำเอง!” นางกันยาตะโกนกลับไป…ไม่ดังนัก ส่วนตัวเองก็ยื่นมือไปที่สวิตช์ ทว่าอามันต์กลับส่งเสียงขัดเจ้าของบ้านไว้ในตอนที่ฝ่ายนั้นใกล้ถึง

“อย่าเพิ่งเปิดครับพี่”

“อ้าว” นางกันยาหันมาส่งเสียงถาม แต่อามันต์ไม่ตอบ กลับหันไปเรียกฝาแฝดแทน

“สอง สาม มาช่วยอาพยุงพี่มีนหน่อย พี่มีนเจ็บขา!”

“คุณอา” มัทมีนางง “ไม่ต้องหรอกค่ะ ไม่เจ็บถึงขนาดนั้น”

“ทำท่าเจ็บเข้าไว้”

เสียงกระซิบเบาๆ ใกล้หูทำเอาหัวใจของมัทมีนากระตุกเบาๆ ในช่องอก แต่แม้เธอจะฉงน ก็ยังพร้อมจะเชื่อชายหนุ่ม เนื่องจากการแกล้งเจ็บขาตามที่เขาว่า สมองของเธอประมวลผลแล้วว่ามันจะไม่ทำให้เกิดปัญหาใหญ่โต

ณิชาพัชรกับณัฐนิชาเดินออกมาตามเสียงเรียก

“พี่มีน เป็นอะไรคะ”

“มีนเตะอะไรไม่รู้ สองกับสามพยุงพี่มีนไปที่รถหน่อย ช้าๆ นะ เข้าใจไหม” ประโยคหลังเขาไม่ได้กำชับสองฝาแฝด เพราะหันหน้ามาทางมัทมีนา เธอสบตากับเขากลางแสงสลัวที่มีเพียงแสงจากโคมรายทางด้านนอกส่องเข้ามา และรู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการให้เธอทำ จึงพยักหน้ารับ

อามันต์ค่อยๆ ประคองให้เธอยืนขึ้น ทำเหมือนเธอบาดเจ็บหนัก ทั้งยังเอาผ้าขนหนูจากไหนไม่รู้มาคลุมศีรษะเธอ ก่อนจะกระซิบอีกรอบหนึ่ง “…ก้มตัวให้ต่ำๆ ค่อยๆ เดินออกไปช้าๆ”

เสร็จเรื่องกับเธอแล้วเขาก็บอกสองฝาแฝดว่า “สองกับสามพาพี่มีนไปที่รถอานะ”

“ได้ค่ะ”

เมษมารุตกลับออกมาจากครัวตอนนี้เอง “ตกลงเอายังไงดีครับผม เสียงดังขนาดนี้ ดีไม่ดี ไม่แค่ป้าบ้านตรงข้ามจะตื่นมาเห็น แต่บ้านข้างๆ ก็จะตื่นมาดูด้วยแล้วเนี่ย”

“ม่านออกพร้อมอา อาจะขับรถพามีนไปด้วย มีนเจ็บขา เมื่อกี้เตะอะไรไม่รู้”

“อ้าว เป็นอะไรมากไหมครับ”

“ไม่หรอก ไม่มีเลือดออก น่าจะแค่ซ้นๆ เราขับตามกันไปนะ ถ้าคลาดกัน อาจะให้มีนส่งแผนที่ให้ม่าน”

“ได้ครับ”

“พี่กัน”

“คะ”

“มีนขับรถเองไม่ได้ ผมคงต้องไปด้วย เมื่อกี้ผมเรียกรถรับจ้างป้ายดำมาคันหนึ่ง เป็นรถที่ผมใช้บริการตลอดตั้งแต่กลับมาไทย เขาไว้ใจได้ นิสัยดี ตามแผนที่ที่ดูกัน อีกสิบนาทีก็มาถึง แต่อาจจะเร็วกว่านั้นเพราะยังเช้าอยู่ ถนนไม่ค่อยมีรถ พี่กันยาอยากให้ผมรอไปกับเขาเป็นชุดสุดท้ายไหมครับ แล้วพี่กันยาให้หลานขับรถมีนไปกันก่อน หรือจะให้ผมไปกับมีนแล้วพี่กันยารอเขาดี”

ถ้ามีตัวเลือกแค่นั้น ในฐานะเจ้าของบ้าน นางกันยาย่อมต้องรั้งเป็นคนท้ายสุด ไม่ใช่ปล่อยให้แขกช่วยปิดบ้านปิดประตู

“สิบนาทีเอง พ่ออาร์มไปกับมีนเถอะ ให้สองกับสามขับรถ พี่ก็ไม่ไว้ใจหรอก พี่รอรถที่พ่ออาร์มเรียกมาให้แล้วกัน ไม่ต้องห่วง อย่างที่ม่านว่า…ป่านนี้คงตื่นกันหมดแล้วล่ะ แต่รู้ตัวตอนนี้ ก็น่าจะสายไปแล้วมั้ง ใช่ไหม”

คนป่วยตบท้ายด้วยรอยยิ้มมุมปาก อย่างคนที่ยังสบายใจและมีกำลังใจเต็มเปี่ยม

“ใช่ครับ ถ้าอย่างนั้นรอนิดเดียวนะครับ เป็นรถสีบรอนซ์เงินทะเบียนสี่แปดแปดเก้า ผมกับม่านไปเลยนะครับ”

“เดี๋ยว พ่ออาร์ม”

“ครับ”

“พี่ขอบใจจริงๆ นะ เมื่อก่อนพ่ออาร์มเคยช่วยชีวิตทศ มาตอนนี้ยังลำบากช่วยเหลือเราอีก พี่ไม่รู้จะว่ายังไง ขอบใจจริงๆ”

“ไม่เป็นไรครับพี่ แค่ย้ายบ้าน เรื่องเล็กกว่าลุยไฟตอนนั้นเยอะ”

หญิงวัยกลางคนสวมหมวกไหมพรมปิดบังอาการผมร่วง หัวเราะ “นั่นสินะ”

“เดี๋ยวไปเจอกันที่บ้านใหม่นะครับ ไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงแล้ว บ้านใหม่หลังใหญ่มาก มีบริเวณบ้าน ในโครงการเขาก็มีแต่บ้านหลังใหญ่ๆ บรรยากาศสงบ พี่จะได้พักผ่อนสบายๆ ไม่มีใครกวนแล้วล่ะครับ”

ยิ่งพูดถึงจุดหมายอันสวยงาม นางกันยายิ่งมีกำลังใจมากขึ้น

“จ้ะ ไปเถอะ เดี๋ยวเจอกัน”

อามันต์รับคำแล้วหันไปพยักหน้ากับเมษมารุต ทั้งสองคนเดินออกไปจากตัวบ้าน สวนกับณิชาพัชรและณัฐนิชา  สองฝาแฝดทำหน้าเหมือนมีคำถาม แต่อามันต์ทำเพียงโบกมือให้ ทั้งคู่จึงรีบเข้าไปหาแม่ของตนในบ้าน ส่วนมัทมีนาซึ่งนั่งรออยู่ในรถ เห็นเขาเข้ามาประจำตำแหน่งพลขับ ก็ถามทันที

“คุณอาเห็นผู้ชายคนนั้น…แล้วก็คิดว่าเป็นคนของคุณทิชาด้วยใช่ไหมคะ ถึงได้ให้มีนแกล้งเจ็บขา แล้วให้สองกับสามพยุงออกมาเหมือนมีนเป็นป้ากันยา”

อามันต์ไม่แปลกใจหรอกที่มัทมีนาจะรู้ทัน การที่เขาบอกให้เธอแกล้งเจ็บขาจนต้องให้ฝาแฝดพยุงออกมาขึ้นรถ ไม่ใช่เรื่องปกติ เขาต้องทำลงไปเพราะมีจุดประสงค์ และมัทมีนาคงไม่สามารถคิดให้เป็นเรื่องอื่นได้ นอกจากเรื่องผู้ชายที่เธอคิดว่าเป็นคนของทิชากร

เขา เธอและทศทิศ เป็นสามคนที่รู้ว่าทิชากรมาดักทำร้ายเธอถึงที่ทำงานได้สำเร็จ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะระแวงว่าจะเกิดเรื่องซ้ำอีก ทว่าในขณะที่มัทมีนาคิดถึงการล้มเลิกแผนการ เพราะไม่อยากเสี่ยง อามันต์กลับเลือกวิธีนี้ เพราะเขามีความสามารถที่จะต่อกร

“อาไม่รู้หรอกว่าใช่หรือไม่ใช่ แค่ป้องกันไว้ก่อน นี่ก็ให้แม่ทศออกช้ากว่าเราสักสิบนาที ถ้าใช่ เขาจะได้ตามเราแทนที่จะตามแม่ทศไป” เขาตอบพลางดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด จากนั้นก็เคลื่อนรถออกจากหน้าบ้านของทศทิศ

“นั่นสินะคะ มีนเพิ่งนึกขึ้นได้ตอนคุณอาเอาผ้าขนหนูมาคลุมหัวมีนไว้แล้วให้สองกับสามพยุงมาขึ้นรถ ว่าถ้าทางนั้นต้องการจับตัวทศ ยังไงก็ต้องจับตาดูป้ากันยา ไม่ใช่คนอื่น คุณอาเลยใช้มีนเป็นตัวล่อ”

พอคำพูดนั้นหลุดออกจากปากมัทมีนา ความรู้สึกผิดก็โจมตีอามันต์ เธออาจจะไม่ได้คิดอะไรที่เขาใช้เธอตบตาคนอื่น แต่มันทำให้เขาหวนนึกถึงตอนเจอเธอที่ไทเป ที่ที่เขาเคยใช้เธอเป็นเครื่องมือเบี่ยงเบนความสนใจมาแล้วครั้งหนึ่ง

ในยามที่เขามองเธอเป็นเพียงเด็กผู้หญิงในอดีต เขาไม่รู้สึกผิด แต่ตอนนี้…มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

เขารู้…ว่าเมื่อมันเผยตัวชัดขึ้นเรื่อยๆ ความทุกข์ทรมานจะค่อยๆ กัดกิน แต่เขาทำได้เพียงยอมรับผล…ในสิ่งที่เขาเลือกเอง

“…มันอาจจะไม่ใช่อย่างที่เราคิดก็ได้ มีนโทร.บอกม่านเถอะว่าอาขอแวะปั๊มน้ำมันถนนหน้าด้วย จะซื้ออะไรกินหน่อย หิว”

Don`t copy text!