รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 15 : วงจร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 15 : วงจร

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 15 –

คล้อยหลังมัทมีนาได้ครู่เดียว ก็มีสายโทร.เข้าเครื่องส่วนตัวของอามันต์

ชายหนุ่มดูชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์แล้วจึงกดรับ พร้อมเดินออกไปที่สวนด้านข้าง

“ว่าไง”

“หนูเดินเข้ากับดักเรียบร้อยแล้วครับลู”

อามันต์ไม่แปลกใจกับรายงานของเดวิด เพราะเหยื่อที่เขาหมายตาเป็นหนูโลภมาก เพียงแค่โปรยอาหารล่อ ก็พร้อมจะเดินเข้าสู่กับดัก

การรับมือปัญหาทีเดียวหลายทางสำหรับทศทิศ อาจจะยาก แต่สำหรับอามันต์…ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็แค่มองให้ขาดว่า ‘ทุกคน’ มีจุดประสงค์อะไรและจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ จากนั้นก็ค่อยๆ วางหมาก…ดักทางลงไปทีละตา

เพียงแต่คราวนี้…ในบรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด คนที่รับมือยากที่สุดมีอยู่คนหนึ่ง ไม่ใช่ใครอื่น…แต่เป็นคนที่อยู่ใกล้เขาที่สุดอย่างมัทมีนา

ความละเอียดรอบคอบและช่างสังเกตของเธอทำให้เขาต้องเหนื่อยเพิ่ม ดูอย่างเมื่อเช้า…ถ้าเธอไม่สังเกตเห็นคนของทิชากรแล้วขับรถตามกันออกไปตามปกติ ปีเตอร์ก็จะจัดการผู้ชายคนนั้นให้เองระหว่างทาง แต่พอเธอสังเกตเห็น เรื่องมันก็ซับซ้อนยุ่งยากขึ้นทันควัน

อามันต์ต้องเรียกเดวิดให้แสร้งทำตัวเป็นรถรับจ้างป้ายดำมารับนางกันยา พร้อมๆ กับทำให้มัทมีนาคิดว่าสามารถหนีจากคนสะกดรอยได้โดยคนอื่นไม่รู้เรื่องนี้ เขาจึงสั่งเดวิดซึ่งได้รับคำสั่งให้ซุ่มอยู่แถวบ้านทศทิศ ดึงตู้หลังบ้านให้ล้มลง ส่วนเขาก็ส่งเมษมารุตกับสองฝาแฝดไปดู เพื่อที่จะได้คุยกับมัทมีนาได้โดยเด็กๆ อีกสามคนรวมถึงนางกันยาไม่รู้ไม่เห็น พอเธอเห็นว่าน่าจะสำเร็จและยอมย้ายบ้าน ปีเตอร์ก็ขับรถกระบะส่งของปาดหน้าคนของทิชากรตามแผนเดิม

ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ไม่ค่อยสวยและชุลมุนนิดๆ เพราะแทนที่เดวิดจะเป็นคนอยู่จัดการทางด้านบ้านของทศทิศให้เรียบร้อย กลายเป็นว่าต้องขับรถรับจ้างป้ายดำมาส่งนางกันยา ส่วนปีเตอร์…หลังชนคนสะกดรอยแล้วหนี แทนที่จะได้ไปยังจุดที่เขาสั่งไว้เลย กลับต้องตาลีตาเหลือกกลับมาที่บ้านทศทิศ เพื่อหาทางดึงเครื่องส่งสัญญาณติดตามออกจากรถของมัทมีนา

และเพราะการสับเปลี่ยนหน้าที่กะทันหัน เดวิดไม่อยู่ประจำจุด มันจึงมีช่องว่างของแผนการ พอปีเตอร์อำพรางตัว เล็ดรอดหนีจากเหตุชนแล้วหนีกลับไปถึงบ้านทศทิศในช่วงแปดโมงเช้า ฟ้าก็สว่างแดดจัด ต้องระมัดระวังตัวอย่างหนักในการปฏิบัติงาน

อุปสรรคสำคัญคือตอนที่ปีเตอร์กลับไปถึงนั้น ป้าบ้านตรงข้ามกำลังเดินวนไปมาอยู่หน้าบ้านทศทิศ ทั้งยังชะเง้อมองเข้าไปในบ้านบ่อยหน บางครั้งก็พยายามมองเข้าไปในรถยนต์สีแดงของมัทมีนาที่จอดอยู่

ปีเตอร์ต้องรอนานมาก กว่าป้าบ้านตรงข้ามเดินกลับเข้าบ้านของตนและอยู่ในช่วงไม่มีคนเดินผ่านไปมา เขารีบฉวยโอกาสเข้าไปดึงเครื่องส่งสัญญาณติดตามออกจากใต้ท้องรถของมัทมีนา ทว่าก็ยังไม่มีเวลาเข้าไปเปิดประตู ‘กับดัก’ เพราะป้าบ้านตรงข้ามวนเวียนเดินออกมาดูบ้านของทศทิศราวกับเป็นห่วงคนข้างในมากเสียอย่างนั้น

จวบจนเก้าโมง เดวิดกลับจากการทำตัวเป็นคนขับรถรับจ้างป้ายดำ มาประจำจุดของตน ปีเตอร์ก็ยังไม่สบช่องเข้าไปเปิดประตูบ้านของทศทิศล่อ ‘หนู’ สุดท้ายนายอภิบาลก็มาถึงโดยรถแท็กซี่ ลงรถได้ก็เดินหน้าตาตื่นไปบ้านตรงข้าม

ตอนนั้น…ทั้งปีเตอร์และเดวิดจนปัญญาแล้ว จึงโยนกุญแจสำรองที่ได้จากทศทิศไปหน้าประตูอย่างไร้เล่ห์เหลี่ยม…หรือจะพูดให้ถูกคือ…โยนไปแบบโง่ๆ

โชคดีที่พวกเขาเดาถูกว่าคนโง่ที่สุดคือคนโลภ เพราะเมื่อป้าบ้านตรงข้ามยุให้นายอภิบาลปีนเข้าไปดูเหมือนเมื่อครั้งก่อน พวกนั้นก็พบกุญแจบ้านตกอยู่หน้าประตูจึงหยิบขึ้นมาไขเปิดโดยไม่สงสัยอะไรทั้งสิ้น ทั้งยังคิดเข้าข้างตัวเองด้วยว่าคนบ้านนี้คงจะรีบร้อน จนทำตกหล่น

‘โง่จริงๆ’ เดวิดได้ยินนายอภิบาลพูดอย่างนี้แล้วหัวเราะ ก่อนจะพาคนบ้านตรงข้ามเข้าไปสำรวจข้างใน พักหนึ่งก็เดาออกว่ามีการย้ายบ้านหนีจริงๆ แม้จะไม่มีการขนย้ายเครื่องเรือนใหญ่ๆ เอาไปแต่ของที่จำเป็น

หลังจากนั้นนายอภิบาลก็โทร.หาทศทิศ เมื่อลูกชายไม่รับสาย เช่นเดียวกับที่ทำมาตลอดในระยะหลัง เขาก็บอกเพื่อนบ้านบ้านตรงข้ามว่าจะมาอยู่บ้านนี้เพราะครอบครัวทางนั้นทิ้งขว้าง จากนั้นก็รีบนั่งแท็กซี่กลับ

ผ่านไปราวสองชั่วโมง มีแท็กซี่อีกคันมาจอดหน้าบ้านทศทิศ แต่ผู้มาไม่ใช่นายอภิบาล เป็นลูกเลี้ยงผู้หญิงในวัยสิบห้าและสิบหกปี ทั้งสองคนลงจากรถแล้วก็โทร.หาพ่อเลี้ยง

‘ป้อกับพี่เป้ามาถึงแล้วนะพ่อ เข้าไปอยู่ได้แน่ๆ นะ’

เดวิดกับปีเตอร์ไม่ได้ยินหรอกว่านายอภิบาลตอบลูกเลี้ยงว่าอย่างไร แต่เด็กสาวท่าทางก๋ากั๋นทั้งสองคนก็ขนกระเป๋าเสื้อผ้าของตนเข้าไปในบ้าน

ปีเตอร์รอดูถึงแค่ตรงนี้ก็แยกตัว รีบไปทำงานอีกทาง เดวิดจึงเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่บ้านทศทิศตามลำพัง กระทั่งแน่ใจว่าลูกเลี้ยวสาวทั้งสองคนของนายอภิบาลจะปักหลักอยู่ที่นี่แน่ เพื่อหนีปัญหาที่เพิ่งก่อไว้เมื่อสองวันก่อน เขาก็โทร.รายงานอามันต์

‘หนูเดินเข้ากับดักเรียบร้อยแล้วครับลู’

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหรือน่ายินดีอะไรนัก เพราะแม้ไม่มีเขา อามันต์ก็เชื่อว่า สักวันคนบ้านนี้จะต้องรับผลของการใช้ชีวิตอย่างไร้สติตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขาก็แค่เร่งให้มันเกิดเร็วขึ้น

ก่อนหน้านี้ เขาไม่รู้หรอกว่าคนบ้านนี้ใช้ชีวิตกันอย่างไร แต่เพียงแค่เห็นเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบมาทวงเงินพวกนี้บ่อยๆ ในขณะที่ลูกสาววัยรุ่นทั้งสองคนก็ยังใช้เงินมือเติบ พ่อกับแม่เอง อยากได้อะไรก็ซื้อ อยากกินอะไรไม่เห็นจะห้ามปาก พอเงินขาดมือก็หยิบยืม ติดเงินค่าของตามร้านค้า เขาก็มองทะลุไปถึงสันดาน

ยิ่งมีกฎหมายคุ้มครองลูกหนี้ อามันต์ยิ่งเห็นว่าคนเหล่านี้เก่งกล้าสามารถ ถึงขนาดยืมเงินแล้วไม่คิดจะใช้คืน

ในเวลาเพียงสิบวันที่เขาให้ลูกน้องไปตามดูพฤติกรรม เดวิดบอกว่าพวกนั้นวิ่งโร่ไปแจ้งตำรวจบอกว่าโดนเจ้าหนี้ข่มขู่ทำร้ายร่างกายถึงสี่ครั้ง ละแวกบ้านไม่ใคร่มีใครอยากพูดคุยด้วย แต่ถึงไม่มีคนคบ พวกนั้นก็ยังดูอยู่ดีมีสุข บางครั้งไปหากู้เงินนอกระบบจากที่อื่น บางครั้งนายอภิบาลก็แวะมารีดไถลูกของเมียเก่า

ตรงนี้เองที่เป็นคำตอบว่าทำไมนายอภิบาลจึงทนอยู่กับครอบครัวปกติไม่ได้ เพราะระหว่างครอบครัวที่ยอมอดทนเพื่อให้ลูกได้เรียนสูงๆ กับครอบครัวที่พร้อมจะหาความสุขในปัจจุบันไปวันๆ คนอย่างนายอภิบาลย่อมจะเลือกแบบหลัง ซึ่งเป็นแบบที่ตัวเองชอบ

อามันต์เห็นช่องตรงนี้ จึงใช้กระดาษโฆษณาเล็กๆ แผ่นเดียว ชักนำให้พวกนั้นรู้จักกับเจ้าหนี้นอกระบบกลุ่มหนึ่งนอกพื้นที่ ซึ่งคนครอบครัวนี้ก็ฮุบเหยื่อทันที สามวันแรก พวกเขาจ่ายเงินกู้รายวันคืนทุกวัน แต่พอถึงวันที่ห้าก็เริ่มออกลาย หลบหน้าหลบตา แต่อามันต์ไม่มีเวลามากนัก จึงเติมเชื้อไฟลงไปโดยการทำลายรถจักรยานยนต์ของลูกเลี้ยงนายอภิบาล จากนั้นก็ทิ้งร่องรอยปลอมๆ ให้พวกนั้นคิด ว่าเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบรายล่าสุดเป็นผู้ทำ

แน่นอนว่าการทำลายจักรยานยนต์ที่รักต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะพวกที่คิดตื้นๆ ง่ายๆ จะคิดอะไรได้กว้างกว่าการบอกว่าตัวเองถูกกระทำ พวกเขาจึงถ่ายคลิปซากรถจักรยานยนต์พร้อมฟันธงลงไปด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นก็พากันไปลุยเพื่อทวงคืนความยุติธรรม จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือพวกเจ้าหนี้นอกระบบ ถูกตำรวจเรียกมาคุยและสืบสาวราวเรื่อง

มาถึงตรงนี้ ทุกคนคงคิดว่าเรื่องจะจบลง คนเลวได้รับผลกรรมจากการกระทำความผิด แต่มันช่างเป็นความคิดที่คนในโลกของอามันต์เห็นว่าน่าสมเพช เพราะตราบใดที่คนยังมีชีวิตอยู่ ตราบนั้นยังสามารถต่อสู้ เอาคืน

และแล้ว สิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ ที่คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่อย่างลูกเลี้ยงของนายอภิบาล ก็ได้รู้ว่าแท้จริงแล้วโลกนี้โหดร้ายกว่าที่ตาเห็น ช่วงวันสองวันนี้ นายอภิบาลกับครอบครัวโดนคุกคามข่มขู่อย่างหนัก สมาชิกในบ้านต้องวิ่งวุ่นระหว่างบ้านกับโรงพัก พยายามจะทำตัวให้เป็นข่าวอีกครั้ง ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามรับมือด้วยการปฏิเสธหน้าซื่อ ทั้งยังใช้อำนาจเงินอำนวยความสะดวกให้พรรคพวกของตัวเอง นับเป็นการรับมือแบบมืออาชีพ

อามันต์รู้…ว่าถึงเวลา นายอภิบาลจะต้องมาขอให้ทศทิศช่วยเหลือ ซึ่งเขาก็เตรียมวิธีรับมือไว้แล้วอย่างครบถ้วน

หากมาตอนที่คนในครอบครัวทศทิศยังอยู่ อามันต์ก็แค่ให้เงิน แต่ในที่สุดแล้ว พวกนั้นก็จะมาอีกครั้งในตอนที่บ้านนี้ไร้ผู้คน เพื่อก้าวเข้าสู่ทางตันในที่สุด เพราะคนพวกนั้นรู้จักแต่การไล่ต้อนตัวเองให้จนมุม

เป็นวงจรชีวิตที่เคยเห็นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ยังมีคนหลงเดินซ้ำรอยเดิม

น่าเบื่อ…

“ทางเลงโบเป็นไง” อามันต์ถามคนสนิทต่อ

เขาให้เลงโบ ลูกน้องคนสุดท้ายที่เรียกตัวมาทำงานด้วย สวมรอยเป็นพลเมืองดีเข้าไปช่วยคนที่ปีเตอร์เพิ่งใช้รถเฉี่ยวชน เพื่อจะได้ตามไปสังเกตการณ์ถึงโรงพยาบาล เผื่อจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม

เลงโบฝีมือดี แต่ยังอายุน้อย บางครั้งก็วู่วาม เขาจึงให้เดวิดกับปีเตอร์คอยสอดส่อง เพราะเขาไม่สะดวกจะกำกับดูแลมันได้ตลอดเวลา

“ราบรื่นดีครับลู ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล ได้ชื่อคนไข้มาแล้วว่าชื่อบุลิน มันขาหักทั้งสองข้าง ตอนนี้มีผู้หญิงคนหนึ่งคาดว่าจะเป็นภรรยามารอหน้าห้องฉุกเฉิน”

“ขาหัก…คงทำงานไม่ได้เป็นเดือน”

“ครับ”

เป็นไปตามแผนไม่มีพลาด ที่เหลือก็คงแล้วแต่ความหนักเบาในการกระทำครั้งต่อไปของฝ่ายตรงข้าม

อามันต์คิดว่าเขาผ่อนผันมากแล้ว ที่ไม่ได้ดำเนินแผนการขั้นเด็ดขาด เพราะยังเกรงว่าทศทิศจะกลัว

ในสายตาของหมอนั่น แม้เขาจะมีบริษัทผลิตเครื่องกระสุนและมีใบอนุญาตค้าอาวุธอย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศที่ตั้งบริษัท แต่ก็คงสงสัยอยู่บ้างละว่าเขาไม่ใช่นักธุรกิจ ที่ทำเพียงซื้อขายสินค้าบนโต๊ะเจรจา เพียงแค่ยังไม่เห็นหลักฐานคาตา

แน่นอนว่าอามันต์จะไม่แสดงให้ทศทิศเห็น เพราะเขาก็เป็นนักธุรกิจ อะไรที่ทำให้เสียผลประโยชน์ เขาจะโง่ทำไปทำไม

“ตามดูผู้หญิงคนนั้นก็พอ แล้วให้เลงโบถอนตัวออกมาเลย ยังไงมันก็เคยเห็นหน้าเลงโบตอนเข้าไปสวมรอยเป็นพลเมืองดี อยู่นานเกินไป ไม่ดี”

“ครับลู”

มาถึงสโมสรของหมู่บ้านอันใหญ่โตโอ่อ่า มัทมีนาเลือกร้านอาหารที่ดูหรูหรากว่าอีกร้าน เนื่องจากรายการอาหารที่วางไว้บนแท่นไม้ด้านหน้า มีอาหารที่ทุกคนน่าจะชอบครบทุกคน

พอสั่งอาหารกับพนักงานผู้หญิงที่เคาน์เตอร์หน้าร้านเสร็จ หญิงสาวก็เดินไปชำระค่าอาหารด้วยบัตรเครดิตที่เคาน์เตอร์ พนักงานชายที่คุมการชำระเงิน รับบัตรไปเสียบที่เครื่องอ่านรหัสอิเลกทรอนิกส์ แล้วยื่นสลิปให้เธอเซ็นชื่อ ทว่าตอนที่เขารับกลับไปและกำลังจะยื่นบัตรคืน เขาชะงักนิดหนึ่ง ดึงบัตรกลับไปอ่านชื่อ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยดวงตาที่เบิกโตขึ้นเล็กน้อย

“คุณชื่อมัทมีนา?”

เจ้าของชื่อมองผู้ทัก “ใช่ค่ะ”

พอตอบแบบนั้น ชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเธอก็มองเธอด้วยดวงตามีประกายระยิบระยับ บ่งบอกความดีใจและประหลาดใจระคนกัน

“มานี เราเอง”

“คะ?” เธอถามกลับ แต่เขายังไม่ตอบ ทำเพียงยื่นบัตรเครดิตคืนเธอแล้วชะโงกหน้าออกไปเรียกเพื่อน

“เกม ฝากที ขอเบรก”

รอจนเพื่อนที่อยู่แถวนั้นเดินมาเปลี่ยนหน้าที่ ชายหนุ่มผู้นั้นก็เดินออกมาหา พร้อมทั้งฉีกยิ้มกว้างอีกครั้งเมื่อหญิงสาวยังมองเขาอย่างงงๆ

“จำไม่ได้ละสิ เราเอง” เขาว่าพร้อมเสยผมเปิดหน้าผากให้ดูแผลเป็นสีขาวยาวๆ เหนือหางตาขวา “เราเอง เรวัต”

แค่ชื่อและแผลเป็นเส้นนั้น มัทมีนาก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาค้นหาความทรงจำระหว่างเธอกับเขาเลย เพราะมันชัดเจนอยู่เสมอ

“เร!”

“ใช่ เราเอง เฮ้ย ดีใจอะ”

“ดีใจด้วย! โหย หลายปีมาก สิบ…สิบห้าปีได้มั้ง ใช่ สิบห้าปีแหละ นายไปตั้งแต่เกิดเรื่องคราวนั้นนี่”

“ใช่ๆๆ ไม่นึกเหมือนกันว่าจะได้เจอกันอีก ว่างคุยหน่อยไหม หรือรีบ”

“ไม่รีบๆ” มัทมีนายิ้มกว้าง “แค่มาซื้อเสบียงเตรียมไว้เที่ยง”

“เพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่เหรอ เราไม่เคยเห็นนายมาแถวนี้”

“ใช่ แต่คนที่ย้ายมาไม่ใช่เราหรอก เป็นทศ”

“ทศ? ทศทิศที่บ้านอยู่ใกล้นาย ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดน่ะเหรอ”

“ใช่”

“อยู่โซนไหน”

“โซนเอ”

“ว้าว!” เรวัตยิ้มกว้างมากขึ้นไปอีก “โซนรอบทะเลสาบด้วย ต้องไม่ธรรมดาแน่ ดีๆ เราชอบมีเพื่อนเป็นคนรวย ต้องยกให้เป็นเพื่อนสนิท”

มัทมีนาหัวเราะ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่รู้จะอธิบายความซับซ้อนในเรื่องราวอย่างไรดี จะบอกว่าทศทิศมาเช่าบ้านเพื่อนรุ่นพี่อยู่ ก็ดูจะเป็นเรื่องส่วนตัวของเพื่อน

“เรทำงานที่นี่เหรอ”

“ฮื่อ ทำกลางวัน กลางคืนเรียนต่อ”

“งั้น…แลกไลน์กันดีกว่า เดี๋ยวนายต้องทำงานต่อแล้วใช่ไหม”

“ไม่เป็นไร ตั้งแต่ทำงานมาไม่เคยป่วยไม่เคยลา เมื่อกี้ให้เพื่อนทำแทนแล้วด้วย เขาเคยขอแลกวันหยุดกับเราหลายหนแล้ว เขาไม่ว่าหรอก ถ้าจะพักสักชั่วโมง”

พูดมาถึงตรงนี้ เรวัตหันมองซ้ายมองขวา ก่อนโน้มตัวลงมาพูดเสียงเบาเป็นกระซิบ “เดี๋ยวเราเข้าไปเร่งเพื่อนทำให้นายก่อน ระหว่างนั้นเราก็ไปนั่งคุยกันที่สโมสร”

“จะดีเหรอ”

“ไม่ดีหรอก แต่ไม่ได้ทำบ่อย นี่ครั้งแรก อีกอย่างคนทำครัวมีตั้งสาม ช้ากว่ากันเต็มที่ก็ห้านาที แต่เรานี่สิ ถ้าไม่รีบ เวลาพักเราหมดก่อนนะ”

“งั้น…ก็ได้”

“โอเค งั้นนายรอเดี๋ยว”

รับคำแล้ว เรวัตก็เดินกึ่งวิ่ง ผลุบหายเข้าไปในร้านและกลับออกมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พามัทมีนาออกมานอกร้านอาหาร เดินย้อนเข้าไปบริเวณโถงแรกของสโมสรที่มีทั้งยิม สระว่ายน้ำ และสนามแบดมินตัน

เขานำเธอไปยังโต๊ะว่างโต๊ะหนึ่ง ก่อนจะผละไปที่ตู้แช่เย็นซึ่งตั้งเรียงรายติดกันเกือบสิบตู้ เลือกเครื่องดื่มชาเขียวสำเร็จรูปบรรจุขวดออกมาหนึ่งขวด โดยทำเพียงหันไปพยักหน้ากับเจ้าหน้าที่หลังเคาน์เตอร์ แล้วนำมันกลับมาให้เธอในสภาพพร้อมดื่ม มีหลอดเสียบครบเรียบร้อย

มัทมีนามองชายหนุ่มผู้ไม่เหลือเค้าหน้าตอนเด็กเลยด้วยความรู้สึกแปลกๆ ยังไม่ชิน แต่ก็ไม่รังเกียจ

เขาสูงกว่าเธอนิดหน่อย จัดว่าได้มาตรฐานชายไทย หน้าตาไม่ถึงกับคมคายแต่ก็สะอาดสะอ้านเรียบร้อย ทว่าในภาพลักษณ์ที่ดูสุภาพ กลับมีแผลเป็นสีขาวบนหน้าผากเหนือหางตาขวายาวๆ เหมือนจะบอกให้รู้ว่าเขาไม่ได้เรียบร้อยเสียหน่อย เพียงแต่แผลเป็นนั้นไม่ได้เกิดจากความซุกซนในวัยเด็ก หรือการกระทำของตัวเอง มันเกิดจากอุบัติเหตุที่ผู้อื่นก่อ

เรวัตเป็นเพื่อนอีกคนในเหตุการณ์รถกระบะพุ่งชนรถบัสโรงเรียนที่รอดชีวิตพร้อมเธอ ทศทิศ และเมษมารุต ทว่าเขาบาดเจ็บสาหัส ต้องเข้าโรงพยาบาล นอนห้องผู้ป่วยวิกฤติ แต่เธอ ทศทิศ และเมษมารุตบาดเจ็บไม่มาก

เรวัตใช้เวลารักษาตัวนานเป็นเดือน หลังจากนั้นยังต้องกายภาพบำบัดอีก มัทมีนากับทศทิศเคยไปเยี่ยมเพื่อนอยู่สองหน และจำแผลเป็นนั้นได้

“เป็นไงบ้าง เรสบายดีไหม”

“สบายดีตามอัตภาพ”

“ยังไง”

คำถามสั้นๆ แต่กินความมากของมัทมีนา ทำเอาเรวัตขำ หญิงสาวไม่ได้ถามเพิ่มหรือคาดคั้น แต่สุดท้ายเรวัตก็เล่าออกมาเอง

“เคืองใช่ไหม ที่เคยรับปากพวกนายไว้ว่าจะกลับไปเรียน แต่ไม่ไป อยู่ๆ ก็ลาออก หายไปเสียเฉยๆ”

“อยากรู้เฉยๆ เรื่องโกรธหรืออะไรน่ะ มันไม่เหลือแล้ว นานขนาดนั้น”

“นั่นสินะ นานมาก…ตอนนั้นเรายังเด็ก เรียบเรียงอะไรให้เป็นเหตุเป็นผลไม่ได้หรอก จำได้แต่เรารู้สึกว่าเราโชคร้ายกว่าคนอื่น ทั้งๆ ที่ตอนนั้นก็มีคนตายเยอะนะ แต่พอเราเจ็บ แล้วนายกับทศแล้วก็ม่านไม่เจ็บอะไรมาก แถมออกจากโรงพยาบาลแล้ว หมอยังสั่งให้กายภาพบำบัดอีกหลายเดือน เรียนก็เรียนไม่ทันอยู่แล้วด้วย เราจิตตกมาก มันคิดได้แค่นั้นแหละ ทำไมเราโชคร้ายอยู่คนเดียวนะ ทำไมๆๆ แล้วก็ร้องไห้ พ่อกับแม่เห็นเราไม่ไหวจริงๆ ก็เลยพาเราย้ายบ้านย้ายโรงเรียนไปต่างจังหวัด”

“มิน่า…” มัทมีนาถอนหายใจ “…ตอนพ่อกับแม่พาเรากับทศแล้วก็ม่านไปเยี่ยมนายที่โรงพยาบาล นายรับปากพวกเราว่าจะกลับไปเรียน แต่ตอนหลังดันลาออกไปเฉย ไม่มาให้เห็นหน้าเลยด้วย แล้วยังไงต่อ นายก็เลยไปอยู่ไปเรียนต่างจังหวัด มันโอเคกว่าใช่ไหม”

“ส่วนหนึ่งก็ใช่ แต่มันมีที่ขลุกขลักของมันเป็นธรรมดา ช่วงเราจบม.สาม พอดีพี่ชายคนรองเราเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เราอยากให้เขาเรียนต่อเพราะเขาเก่งกว่า ก็เลยหนีไปทำงานรับจ้างทั่วไปแล้วเรียนศึกษาผู้ใหญ่ พ่อกับแม่จะได้ส่งเสียพี่รองคนเดียว มันก็ลำบากอีก แต่เรื่องใจ มันดีขึ้น เหมือนโตแล้ว ก็พอจะรู้วิธีรับมือ เราใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ทำงานหาเลี้ยงตัวเองอยู่สองสามปีได้ จากนั้นพออายุถึงเกณฑ์ เราก็ไปสมัครเป็นอาสาสมัครทหารพราน”

“เป็นทหาร?”

“แปลกใจเหรอ”

“แปลกใจสิ!”

เรวัตหัวเราะ “คนเคยรู้จักเรา พูดอย่างนี้ทุกคนเลย เขาบอกหน้าตาไม่ให้ว่าจะเป็นทหารพรานได้ โธ่ เด็กมันก็แค่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ คิดอะไรเองได้กระจ่างแจ้งสักแค่ไหนกัน เราก็ลุ่มๆ ดอนๆ มาเพราะปัจจัยทางครอบครัวหลายอย่าง แต่เอาเป็นเราทำได้นะ เป็นทหาร ก็วนเวียนอยู่ในแวดวงเขาสักพัก กระทั่งลาออกมาพร้อมยศติดตัวโก้ๆ กับเขานิดหน่อย”

“พลโทเรวัตแน่ๆ”

“พุทโธ่ สิบตรีก็โก้สุดในอำเภอแล้ว!”

มัทมีนาหัวเราะเพื่อน เรวัตชำเลืองมองนาฬิกาติดฝาผนังหลังเคาน์เตอร์แล้วก็ชวนมัทมีนาให้ลุกขึ้น

“อาหารคงได้แล้วล่ะ ไป เดี๋ยวแวะไปเอาแล้วเราไปส่งนายที่บ้าน เรามีมอไซค์”

“ความจริงไม่ต้องก็ได้นะ เดี๋ยวนายก็เข้างานสาย”

“อยากไปดูบ้านทศหน่อย ไม่ต้องเกรงใจหรอก ที่นี่ลูกค้าไม่มากหรอก อาหารแพงขนาดนี้ โน่น ร้านอาหารอีกร้านต่างหากคนเยอะ อาหารเขาถูกกว่าเกือบครึ่ง ไม่มีชาร์จด้วย”

“อ้าว เหรอ”

“ฮื่อ วันหลังมาซื้อเยอะขนาดนี้ ก็ลองไปดูก็ได้ รสชาติไม่เลวหรอก คนหมู่บ้านนี้ไปอุดหนุนร้านนั้นตลอดแหละ ใครบอกคนรวยชอบฟุ่มเฟือย ชอบกินแต่หรูๆ ความจริงทิปยังไม่ค่อยจะอยากให้เลย ขี้เหนียว เงินทอนสองบาทยังยืนรอ พวกที่ให้ทิปเรื่อยๆ ส่วนมากเป็นคนทำงานฐานะกลางๆ ค่อนไปทางสูงต่างหาก พวกนี้เขาให้เพราะเขารู้ว่าการทำงานมันเหนื่อย เขาเคยเหนื่อย เราก็เหนื่อย พอเขามีเงิน เขาเลยให้ ออกแนวเอื้อเฟื้อกันมากกว่า”

“ไม่คิดเลยนะเนี่ยว่านายโตมาจะพูดเก่งขนาดนี้”

เรวัตวางกล่องอาหารในตะกร้าหน้ารถจักรยานยนต์แล้วหันมายักคิ้วให้เพื่อน

“ตอนเด็กๆ เจอปัญหามันไม่รู้จะสู้ยังไงนี่ พอโตแล้วก็ดีขึ้นเอง ยิ่งไปเป็นทหารก็ยิ่งสบายเข้าไปใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าเป็นทหารแล้วเบ่งได้นะ แต่หมายถึงนานๆ กลับบ้านที มันสบายใจ”

“สรุปปัญหานายอยู่ที่บ้านสินะ”

เรวัตชะงักมือที่กำลังจะกดปุ่มติดเครื่องรถจักรยานยนต์ เขาหันไปมองเพื่อนเก่าที่สวยจนจำแทบไม่ได้อย่างงงๆ

“นี่ไม่รู้กันเหรอ”

“ใครจะไปรู้!” มัทมีนาร้องแล้วขยับตัวขึ้นนั่งซ้อนท้ายเบาะจักรยานยนต์ของเพื่อนอย่างคล่องแคล่ว “ตอนนั้นเราเป็นเด็กประถมกันนะ ลืมไปหรือเปล่า รู้อะไรกันบ้างเล่า นอกจากเล่น เรียน แล้วก็แกล้งเพื่อน”

“เออ ก็จริงนะ”

เรวัตติดเครื่องยนต์รถแล้วค่อยๆ เคลื่อนออกจากบริเวณที่จอดรถข้างสโมสร

การขับเอื่อยๆ ไปบนถนนกว้างว่างโล่งในหมู่บ้าน ช่วยให้ทั้งสองคนยังสามารถคุยกันได้ถนัด

“นายน่ะเป็นเด็กเงียบๆ ขรึมๆ มาตั้งนานแล้ว ไม่รู้ตัวเหรอ เร เพื่อนๆ เบื่อนายมาก ชวนเล่นอะไรก็ไม่เล่น ชอบเป็นเด็กหลังห้อง”

“จำไม่ได้แฮะ แต่คงอย่างนั้นมั้ง เพราะเท่าที่เราจำได้ ก็มีแต่เรื่องทางบ้าน พ่อแม่กลุ้มใจกับเรื่องพี่ชายคนโต ส่วนพี่ชายคนรองเรียนเก่ง แต่พวกท่านก็ไม่มีปัญญาส่งเสีย เราก็ดันประสบอุบัติเหตุ ถึงโรงเรียนจะจ่ายค่ารักษาพยาบาล แต่กายภาพบำบัดหลังจากนั้น พ่อกับแม่เราก็ต้องเป็นคนหา พ่อกับแม่นายเคยไปเยี่ยมเราที่บ้านด้วยนะ ให้เงินพ่อกับแม่เราหมื่นนึง นายรู้หรือเปล่า”

“ไม่รู้”

ตอนนั้นมัทมีนาให้ความสนใจในตัวคนที่ช่วยชีวิตเธอกับน้องชายและเพื่อนรัก มากกว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่หายหน้าหายตาไปเป็นเดือนๆ เพื่อรักษาตัว เคยตามพ่อกับแม่ไปเยี่ยมก็เพียงสองหน

เธอเพิ่งจะรู้นี่ละว่าพ่อกับแม่ต้องใช้เงินเรียกขวัญกำลังใจ ให้กลับมาอยู่กับตนมากแค่ไหน ขนาดเพื่อนร่วมชะตากรรมของเธอ พวกท่านยังหวังจะให้กลับมาเป็นปกติ เพื่อจะได้ย้อนเวลากลับไปยังจุดที่ทุกอย่างยังดี เพราะตอนนั้นพวกท่านเข้าใจแล้วว่า เงินทองที่เคยตั้งหน้าตั้งตาทำมาหาเก็บให้ ไม่มีค่าเท่าเวลาที่จะได้อยู่กับลูกๆ ทั้งสองคน

“พ่อกับแม่เราไม่เห็นเล่าให้ฟังเลย เร”

“คงเห็นพวกเราเป็นเด็ก คิดว่าไม่เข้าใจมั้ง ความจริงเราเข้าใจทุกอย่างนะ เพียงแต่มันไม่รู้จะแก้ปัญหายังไง ได้แต่เก็บมาคิดแล้วก็กลุ้มใจมันอยู่อย่างนั้นแหละ”

“ตอนนี้ดีแล้วใช่ไหม”

“ดีแล้ว เรามาอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว พี่ชายคนรองตอนนี้ทำงานอยู่ต่างจังหวัด แต่เป็นบริษัทกับโรงงานญี่ปุ่น ไม่ได้อยู่บ้านด้วย ใช้วิธีส่งเงินมาให้พ่อแม่เอา แต่พ่อกับแม่ก็ไม่ค่อยได้ใช้ได้เก็บเองหรอก พี่ชายคนโตเรามันร้าย งานการไม่ทำ ชอบไถเงินพ่อแม่ เงินที่พี่รองส่งมา เอาไปเจ็ดแปดสิบเปอร์เซ็นต์ได้ ระยะหลังถ้าไม่ให้ มีตีแม่ด้วย ส่วนเราโดนตั้งแต่เด็กๆ”

“หา”

“ความรุนแรงในครอบครัวน่ะ พ่อเราตีแม่ พี่ชายคนโตมันเลยเลียนแบบ ตีน้องๆ ระยะหลังนี่น่าจะอาการหนักแล้วละ ลามปามมาตีแม่ด้วย เก่งนักละกับเด็กและผู้หญิง เรามาคิดเอาตอนโตว่าที่เรารอดนิสัยแบบนั้นมาได้ เป็นเพราะอะไร ก็คงเป็นเพราะพี่ชายคนรองเกิดมาก่อน แล้วพอดีแกเป็นคนอ่อนโยน เวลาพ่อกับพี่คนโตเราเมาอาละวาดทีไร พี่รองเรารับหน้าเสื่อทุกที หน้าตาบวมปูดไปโรงเรียน พอเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เราเลยหนีไปทำงานพิเศษก่อนแล้วค่อยไปเป็นทหาร ทางบ้านจะได้ส่งเสียพี่รองเรียนคนเดียว เพราะพี่คนโตมันไม่เรียนอยู่แล้ว”

มัทมีนาถอนหายใจอยู่ในอก…

แต่ละคนล้วนมีเรื่องราวของตน เธอแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กๆ ทุกคนถึงไม่ได้เกิดและเติบโตมาอย่างมีความสุข ทำไมเด็กๆ ต้องเผชิญกับความไม่พร้อมของครอบครัว ทั้งเรื่องการกินการอยู่ การศึกษาเล่าเรียน กระทั่งเวลาที่พ่อแม่ต้องจัดสรรให้ลูก

“แล้วตอนนี้พ่อกับแม่นายก็อยู่กับพี่ชายคนโตที่ต่างจังหวัดเหรอ”

“ใช่”

“แล้ว…”

“เขาไม่ยอมมาอยู่กับเรา…ถ้านายหมายถึงแม่เราน่ะนะ”

ถึงจุดหมายเป็นบ้านแบบคอนเทมโพลารี่สองชั้นของทศทิศ เรวัตก็เลี้ยวเข้าไปจอดข้างเบนซ์เอเอ็มจีป้ายแดง แล้วรอให้มัทมีนาลงจากเบาะหลัง ก่อนจะหันไปตอบเพื่อนเก่าด้วยน้ำเสียงร่าเริง ทว่าแววตาเศร้า

“เราเคยหลอกแม่ให้มาอยู่กรุงเทพฯ กับเราด้วย แต่แม่เรามีมือมีขา เราขังท่านไม่ได้ ท่านว่าท่านรักพ่อ รักพี่ชายคนโต ถ้าไม่มีท่านแล้วสองคนนั้นจะกินอยู่ยังไง แล้วก็หนีกลับต่างจังหวัดไป เราก็ได้แต่ทำใจ ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น”

มัทมีนาสะท้อนใจนัก…

“…เราเสียใจ เร”

“อย่าคิดมากน่า ที่เราเล่านี่ก็เพราะเราผ่านมันมาแล้ว ถ้าผ่านไม่ได้ก็คงจะไม่เล่า เราดีใจนะที่เจอนายอีก ยังไงเรากับนายแล้วก็ทศ ก็เคยเฉียดตายมาด้วยกัน มัน…ผูกพันกันแบบแปลกๆ มั้ง นายเข้าใจไหม”

“คิดว่าเข้าใจนะ ก็ขนาดเรากับทศจบประถม ขึ้นมัธยม เข้ามหาวิทยาลัย ยังรู้สึกเลยว่ามันต้องเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ไม่แปลกอะไร”

“ใช่ไหมล่ะ แล้วทำงานที่เดียวกันไหม”

“เปล่า” มัทมีนาหัวเราะได้แล้ว “ขืนทำงานด้วยกันอีก เราว่ามันต้องมีอะไรในกอไผ่แน่ๆ ประมาณว่าชาติที่แล้วเรากับหมอนั่นอาจจะเป็นแม่ลูกกัน”

เรวัตขำบ้าง “แล้วนี่อยู่ไหม ขอเจอหน่อยเถอะ”

มัทมีนาไม่ทันได้ตอบเพื่อนเก่า เพราะตอนนั้น…อามันต์เดินออกมานอกบ้าน สบตาเธอแล้ว

“ไม่เจอเพื่อนทศ เจอคนที่น่าจะเซอร์ไพรส์นายได้มากกว่าดีไหม เร”

“หือ?”

“คุณอาคนนี้ คือคนที่พาเรากับม่านแล้วก็ทศ รวมถึงนายที่นอนจมกองเลือดออกมาจากซากรถคราวนั้น เขาเป็นคนช่วยชีวิตพวกเรา”

ข้อมูลที่มัทมีนาบอก เหมือนสายฟ้าฟาดใส่เรวัต

เขาค่อยๆ หันไปผู้ชายรูปร่างสูง ค่อนไปทางผอมที่ก้าวเนิบๆ ออกมาหา และทันทีที่สบตากับฝ่ายนั้น เรวัตก็รู้สึกเหมือนโดนจับเหวี่ยงอยู่กลางพายุหมุน มีแต่เสียงตะโกนถามตัวเองดังก้องอยู่ในหัว ถามว่าอะไรดลใจให้เขาทักมัทมีนาเมื่อครู่ ถามว่าทำไมเขาถึงทักเพื่อนเก่าโดยไม่ฉุกใจสักนิดหนึ่ง ว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้ตามมา

เรวัตรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นช้าลง เลือดในกายจึงเย็นเยียบไปหมด

สิ่งที่เกิดขึ้นคือความตระหนกและสับสน

ไม่ใช่ดีใจ…

Don`t copy text!