รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 17 : นอนไม่หลับ

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 17 : นอนไม่หลับ

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 17 –

เสร็จสิ้นภารกิจย้ายบ้านให้ทศทิศ อามันต์เดินทางกลับบ้านในต่างจังหวัด ถึงจุดหมายในเวลาเกือบห้าทุ่ม แต่เขาไม่แปลกใจนักเมื่อพบว่ามีคนยังรออยู่ แม้จะดึกแล้วก็ตาม

“มานีบอกว่าพ่อพาลูกเลี้ยงสองคนเข้าไปอยู่ในบ้านผมแล้ว มันหมายความว่ายังไงครับคุณอา” วิศวกรหนุ่มถามทันทีที่เขาก้าวเข้าไปในบ้าน

อามันต์ไม่ได้ตอบคำถาม แต่เดินตรงไปที่ครัวด้วยสีหน้าเนือยๆ เหมือนเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ต่างจากทศทิศที่ค่อนข้างร้อนใจ

“คุณอาคิดจะทำอะไร ผมไม่เชื่อหรอกว่าทันทีที่แม่ผมย้ายออกจากบ้าน พ่อก็พาคนเข้าไปในบ้านได้”

อามันต์หยิบน้ำออกมาจากตู้เย็นแล้วยกขึ้นดื่ม ก่อนจะหันไปตอบอีกฝ่าย หลังทิ้งบทสนทนาไว้นานพอสมควร

“…นายขอให้ฉันแก้ปัญหาให้ไม่ใช่เหรอ”

“ใช่ ผมขอ หลังจากผมเห็นผลของการจัดการเรื่องทิชาด้วยตัวเองแล้วก็ยังไม่ได้เรื่องอีก และผมรู้ว่านี่คือวิธีแก้ปัญหาของคุณอาแน่ๆ เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าคุณอาคิดจะทำอะไร”

“ตื่นเต้นอะไรนักหนา” อามันต์ถามกลับขณะย้อนกลับไปที่โถง เพื่อนั่งลงบนเก้าอี้ตรงโต๊ะเอนกประสงค์ “นายคิดว่าฉันจะเอาคนไปฆ่าหมกบ้านนายหรือไง ฉันไม่โง่ขนาดนั้นหรอก”

“ผมรู้ คุณอาไม่ได้โง่ แต่ผมกลัวมาตรฐานของคุณอา”

อามันต์ยกน้ำขึ้นจิบอีกครั้งด้วยความรู้สึก…บอกไม่ถูก จะว่ารำคาญก็ไม่ใช่ แต่จะบอกว่าไม่เคืองเลยก็ไม่เชิง อาจเพราะเขาไม่คุ้น กับการมีคนมาตั้งคำถามด้วยเรื่องหยุมหยิมแบบนี้ ทั้งที่มันเป็นแค่การแก้ไขสถานการณ์ตามปกติ

ด้วยตำแหน่งแห่งที่ที่ต่างจากคนอื่นในใจเขา ทั้งมัทมีนา ทั้งทศทิศ…ทำให้เขาหนักใจพอกัน

“…วางใจเถอะ ฉันต้องพยายามกันไม่ให้นายเข้าไปพัวพันเรื่องยุ่งอยู่แล้ว นายอย่าเอาคอไปพาดเขียงเองก็พอ แล้วนี่บอกมีนไปว่ายังไงบ้าง”

“ตอนได้ยิน ผมตกใจ ก็เลยปัดไปว่าขอคิดก่อนว่าจะทำยังไง”

“ไม่ทำตัวมีพิรุธให้มีนจับได้ใช่ไหม”

“จะไปทำได้ยังไงเล่า ในเมื่อผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย”

“ก็ดีแล้วไง”

ประโยคสั้นๆ ประโยคสุดท้ายทำเอาทศทิศชะงัก ครั้นแล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า…เป็นเพราะเขาไม่รู้อะไรเลย เมื่อมัทมีนาโทร.มาส่งข่าวเรื่องลูกเลี้ยงของนายอภิบาล เขาจึงตกใจได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตรงกันข้าม หากรู้ล่วงหน้าว่าอามันต์จะทำอะไร ไม่แน่ว่าเขาอาจจะทำตัวมีพิรุธ เหมือนที่ไม่สามารถหลอกทิชากรได้ว่าเขากับเธอจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

สรุปแล้ว ยังคงเป็นอามันต์ที่ดูจะรู้วิธีจัดการกับสถานการณ์และผู้คน เพราะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดจากทางเขาได้ด้วย

“…แล้วคุณอาจะให้ผมทำยังไงต่อครับ”

“ทำงานของตัวเองไป”

“แต่มันจะไม่แปลกไปหน่อยหรือครับ ถ้าผมรู้เรื่องแล้วผมไม่ลงมือทำอะไรเลย ตามปกติเราต้องไปจัดการคนที่บุกรุกบ้าน”

“ลืมเรื่องอะไรที่ควรทำตามปกติไปเถอะ ขอร้องล่ะ…” อามันต์ยกมือที่ถือขวดน้ำดื่มขึ้นโบกอย่างเริ่มจะระอา “เดี๋ยวจัดการให้ ถ้าต้องการให้นายทำอะไร เดี๋ยวฉันบอก ตกลงไหม”

“แล้ว…คุณอาจะทำยังไงกับคนพวกนั้นครับ” ทศทิศยังกังวลไม่เลิก “จะไม่มีอะไรรุนแรงใช่ไหม”

“อะไรที่เรียกว่ารุนแรง”

“ก็อย่าง…เลือดตกยางออก”

สุดท้ายอามันต์ก็ถอนหายใจจนได้

“…รู้เอาไว้นะไอ้หนู ว่าไม่มีใครบังคับให้คนเราทำอะไรได้หรอก ถึงท้ายที่สุด ต่อให้โดนบีบคอ คนเรามันก็ต้องเลือกด้วยตัวเองอยู่ดี ว่าจะยอมตายไม่ยอมโดนข่มขู่ หรือยอมโดนข่มขู่เพื่อให้รอดตาย เหมือนนายไง…มีคนเอาปืนจี้ให้เลือกมาทำงานนี้หรือ ก็เปล่า…คนพวกนั้นที่ก่อปัญหาให้นายก็เหมือนกัน ฉันจะไปทำอะไรได้ ถ้าพวกนั้นไม่สมัครใจเดินลงกับดักด้วยตัวเอง”

“คุณอา…คิดจะทำอะไร”

อามันต์ยกน้ำอึกสุดท้ายขึ้นดื่มจนหมดเกลี้ยง ก่อนจะลุกขึ้น ถือขวดเปล่าติดมือ…ตั้งใจจะนำไปทิ้ง ทว่าก่อนจะผละไป เขาไม่ลืมตอบทศทิศ

“…บอกแล้วไง ฉันไม่คิดจะทำอะไรใคร จะไปต่อหรือจะหยุด อยู่ที่ตัดสินใจกันเอาเอง”

ความตื่นเต้นกังวลติดต่อกันหลายชั่วโมง ทำให้เมื่อตกกลางคืน ทศทิศข่มตานอนหลับไม่ลง กระนั้นเขายังใช้เวลาที่มีทั้งหมดให้เป็นประโยชน์ด้วยการทำงานของตนไปเรื่อยๆ กระทั่งช่วงเวลาทำงานกลางดึกอันแสนสงบ ถูกทำลายลงด้วยอาการสั่นเล็กน้อยของสมาร์ตโฟนที่วางอยู่บนโต๊ะ

ทศทิศละสายตาจากโปรแกรมทดสอบงานประดิษฐ์ในจอคอมพิวเตอร์ มาที่โทรศัพท์มือถือ ครั้นเห็นว่ามีการส่งข้อความจากมัทมีนา ก็หยิบมันขึ้นมาดูด้วยความฉงน เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลาตีสองครึ่ง ปกติเพื่อนรักต้องนอนแล้วเพราะมันดึกเกินไป

‘อาทิตย์หน้าจะเข้ากรุงเทพฯ ไหม’

พอเขาอ่านจบ ไม่ทันได้พิมพ์ตอบ มัทมีนาก็โทร.เข้ามา

“…ยังไม่นอนเหรอทศ”

“คนที่ต้องถามน่าจะเป็นเรามากกว่าไหม เป็นอะไร”

“…เปล่า”

“เปล่า?” ทศทิศอยากจะขำ “จะให้เชื่อเรอะ หรือว่า…เจ็บที่โดนประตูกระแทกจนล้มก้นจ้ำเบ้าจนนอนไม่หลับ”

“บ้าน่ะ เรื่องจิ๊บจ๊อย นายต่างหาก ทำไมยังไม่นอน”

ทศทิศตัดสินใจโกหกเพื่อน “…คิดเรื่องที่บ้าน”

“ก็ว่างั้นแหละ…แล้วจะทำไงต่อ”

“ยังไม่รู้เหมือนกัน คงยังไม่ทำอะไรมั้ง มีเรื่องกันไปก็ยืด ยังไงสถานะทางสังคม เขาก็ยังได้ชื่อว่าเป็นพ่อ เกิดไปหาเรื่องแจ้งความอะไรเข้าก็คงได้มีเรื่องยาว เสียเวลา เสียเงิน เสียชื่อ เราเองก็ไม่อยากเห็นหน้าเขาแล้วด้วย ห่างๆ กันไว้ สภาพจิตใจดีกว่าไปเห็นหน้า”

“คิดอย่างนั้นเหรอ”

“อือ คิดอย่างนั้น”

มัทมีนาเงียบไป ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ แต่ครู่ต่อมา เธอก็เอ่ย

“แล้วเรื่องคุณทิชาล่ะ”

“…ก็…”

“นายรักเขาไหม”

ทศทิศไม่เคยคิดเลยว่าเพื่อนจะถามคำถามนี้ เพราะมันเป็นคำถามที่เขาไม่เคยคิดถึงอีกเลย นับตั้งแต่เธอบอกกับเขาว่าท้อง เรากำลังจะมีลูกด้วยกัน เพราะสิ่งที่เธอทำคือบีบให้เขารับผิดชอบทางกายภาพ ทางสังคม และอื่นๆ โดยเขามองไม่เห็นสิ่งที่เรียกว่ารักจากการกระทำของเธอ

“…ทำไมจู่ๆ ถามอย่างนี้ล่ะ…”

“จู่ๆ คิดได้ว่าไม่เคยถามน่ะ”

มัทมีนาตอบ และทศทิศได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ จากเธอ เพียงเขาไม่แน่ใจว่าเพื่อนจะรู้สึกอย่างที่แสดงออกจริง

“…นายมีอะไรในใจใช่ไหม มานี บอกเราได้นะ ถ้านายต้องการ เราจะแต่งตัว ขับรถจากที่นี่ไปหานายตอนนี้เลย”

มัทมีนาเงียบ…ไม่พูดอะไรอยู่เกือบครึ่งนาที สุดท้าย…ก็ได้แต่เลี่ยงความจริงในใจ

“…ไม่มีอะไรหรอก เทียบกับเรื่องของนายแล้ว เรื่องเราเล็กน้อยมาก อาจจะ…ยังไม่ได้เริ่มเลยด้วยซ้ำ”

ทศทิศไม่กล้าเดาว่าอะไรที่เริ่มงอกเงยขึ้นในใจของมัทมีนา

เขาอยู่กับเธอมาตั้งแต่เกิด มีหรือจะไม่รู้ว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับเพื่อน เพียงแต่…เขาไม่อยากชี้โพรงให้กระรอก เพราะเส้นทางนั้น…มันไม่เหมาะกับเธอ

“ถ้างั้น…ไปนอนเถอะมานี”

“อือ พรุ่งนี้ว่าจะเข้ายิมหน่อย สัปดาห์หน้าออกหน้างานทั้งสัปดาห์ เดี๋ยวจะอ้างเหนื่อยแล้วไม่ไป แค่นี้แหละ มีอะไรโทร.มาบอกด้วย”

“อือ”

หลังรับคำง่ายๆ มัทมีนาก็ตัดสายไปโดยไม่จำเป็นต้องล่ำลาให้มากพิธี ทว่าทศทิศกลับแน่ใจว่าหลังจากนี้ เพื่อนจะยังข่มตาหลับไม่ลง

เขาเองก็ด้วย

ตั้งแต่รู้จักกันมา ทศทิศจำได้ว่าเคยมีเรื่องให้มัทมีนานอนไม่หลับอยู่สองครั้งเท่านั้น ครั้งแรกคือหลังเขาหายตัวไปแล้วตามหากันจนเจอ เธอเกิดความวิตกว่าเขาจะหายตัวไปอีก จึงโทร.มาตอนดึกๆ เพื่อขอร้องทั้งเสียงสะอื้น ว่าหากจะไป ให้เธอไปด้วย เธอจะไปเป็นเพื่อน ซึ่งหลังจากนั้น เขาก็ไม่เคยคิดหนีปัญหาอีกเลย

ส่วนครั้งที่สองเป็นตอนที่เพื่อนสนิทในกลุ่มสมัยเรียนมหาวิทยาลัย อกหักและบอกว่าอยากตาย มัทมีนากลัวว่าเพื่อนจะทำอย่างปากว่าจึงนอนไม่หลับ ตกกลางคืนก็ชวนเพื่อนๆ ในกลุ่มคนอื่น ผลัดกันไปนั่งเฝ้ามัน กระทั่งมันสามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากนั้นมาได้สำเร็จ

สรุปแล้ว ทั้งสองครั้งที่ทำให้มัทมีนาสามารถตาค้าง นอนหลับไม่ลง ล้วนเกิดจากคนอื่นทั้งสิ้น แต่ครั้งนี้…ทศทิศมองไม่เห็นตัวการ

จะบอกว่าเหตุเกิดที่คนในครอบครัว ทศทิศก็คิดว่าไม่ถูก เพราะครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวอบอุ่น แม้จะมีเรื่องไม่เข้าใจกันบ้าง ก็ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้ง มีปากมีเสียงรุนแรง พวกเขาเลือกที่จะหันหน้าเข้าหากัน ไม่เมินเฉยละทิ้งกัน มัทมีนาจึงไม่เคยต้องนอนไม่หลับเพราะเรื่องในครอบครัว

หากจะบอกว่าเกิดปัญหากับเพื่อนที่เธอรักคนใดคนหนึ่ง มัทมีนาก็คงจะบอกเขาแล้ว ไม่อมพะนำ ดังนั้นตัวการจึงน่าจะอยู่นอกเหนือจากผู้คนรอบตัวเธอ ซึ่ง…ทศทิศคลับคล้ายว่าจะรู้ เพราะคืนนี้มีคนใกล้ตัวเขา นอนไม่หลับอยู่อีกคน

อามันต์กลับจากภารกิจช่วยเขาย้ายบ้านเมื่อตอนห้าทุ่ม เมื่อมาถึงก็ตอบคำถามเขาด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อย เคร่งขรึม ไม่ดูสุขุมแต่เปี่ยมด้วยความมั่นใจในตัวเองตามปกติ จากนั้นก็กินข้าวเงียบๆ แล้วเข้าไปหมกตัวอยู่ในห้องออกกำลังกายโดยไม่มีเสียงอุปกรณ์แว่วออกมาให้ได้ยิน

ทศทิศกดสมาร์ตโฟนในมือเพื่อดูเวลา ก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากห้องทำงาน และลงไปชั้นล่าง

ระหว่างเดินไปห้องออกกำลังกาย เขาหวังว่าอามันต์จะกลับเข้าห้องนอนไปแล้ว แต่ความหวังเล็กๆ นั้นก็สูญเปล่า เพราะเมื่อมาถึงแล้ว เขาพบว่าข้างในยังเปิดไฟสว่าง

ห้องนี้เป็นห้องกรุกระจกโดยรอบ ฝั่งที่เป็นกำแพงด้านนอก ติดฟิล์มกันกระสุนกับม่านหนา ส่วนฝั่งที่เป็นกำแพงด้านในติดทางเดินที่เขายืนอยู่ เป็นกระจกธรรมดา ไม่มีผ้าม่าน

เพียงแค่ก้าวเข้าไปในระยะของห้องออกกำลังกายเพียงก้าวเดียว คนข้างในก็หันมาอย่างหมาป่าที่กระสากลิ่นแปลกปลอม

ทศทิศรอให้อีกฝ่ายรู้ก่อนว่าผู้มาเป็นเขา จากนั้นก็ก้าวไปตามทางเดินทอดยาวเลียบห้องออกกำลังกาย และเข้าไปข้างใน

“…คุณอานอนไม่หลับหรือครับ”

ไม่ใช่คำถามปลายเปิด แต่เป็นคำถามที่เจาะจงให้ตอบเพียงใช่หรือไม่ใช่

อามันต์มองผู้มาเยือนยามวิกาลด้วยสายตาอันคมกริบ แต่ที่สุดแล้วก็ล้มเลิกที่จะค้นหาความจริงจากคำพูดของทศทิศ เพราะบางที…เขานี่เองที่เป็นวัวสันหลังหวะ

“…กำลังจะไปนอนแล้ว” เขาว่าพร้อมลุกขึ้นจากเก้าอี้พักเหนื่อยในยิม

จังหวะการขยับเขยื้อนราบรื่นเงียบกริบ ไม่ดูติดขัดหรือเกินความจำเป็น

หนุ่มวิศวกรมองตามการเคลื่อนไหวที่ดูไม่เหมือนคนปกติธรรมดาแบบเขาด้วยความไม่สบายใจ

“มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับมานีหรือเปล่า” ทศทิศยิงเข้าเป้า

อามันต์ชะงักกึก

“ผมรู้สึกว่ามานีแปลกๆ แต่ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น”

คนถูกถามทอดเวลาไว้สองสามอึดใจ ก่อนจะหันกลับไปช้าๆ “…ไม่มี ยกเว้นเรื่องที่คิดจะไปลุยกับลูกเลี้ยงพ่อนายสองคน หรือมีนไม่ได้บอก”

“บอกครับ” เขายอมรับ “แต่ผมไม่ได้หมายความถึงเรื่องนั้น”

“แล้วนายหมายถึงเรื่องอะไร”

“ผมว่าคุณอาทราบ” ทศทิศหรี่ตามองอย่างคาดคั้น

“แล้วยังไง”

“ผมว่าคุณอาอย่าเข้าใกล้มานีอีกจะดีกว่า”

เมื่อก่อนสายตาอย่างนั้นไม่อาจทำให้อามันต์สะทกสะท้าน แต่วันนี้…เวลานี้…เหมือนความอดทนของเขาจะต่ำลงเพราะการเคี่ยวกรำของอารมณ์ที่ผ่านมา

เคยดีใจที่ได้เจอ เคยดีใจที่ได้มีเวลาดีๆ อันแสนอบอุ่นร่วมกันโดยไม่มีคนอื่น แต่พอถึงเวลาสำคัญ อย่างไรมันก็มีทางเดียวให้เลือก คือต้องผละจากมาด้วยเหตุผลเดียวคือไม่ต้องการดึงเธอให้เข้ามาอยู่ในโลกที่ไม่สวยงาม

แค่นั้นก็เหมือนต้องปีนหน้าผาสูงชัน แต่เหมือนคนมองดูยังไม่หนำใจ เข้ามากดดัน ออกคำสั่ง อามันต์ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนอย่างเขา…คนอย่าง ‘เลอ ลู’ ถึงได้ต้องโดนเด็กเมื่อวานซืนไล่ต้อนเอา

“ฉันว่านายควรจะคิดให้ได้นะว่าเป็นเพราะใคร ฉันถึงต้องไปวิ่งบ้าบออยู่รอบตัวมีน ไม่ใช่นายหรอกเหรอที่ก่อเรื่องยุ่งไว้แล้วจัดการเองไม่ได้”

โดนจี้ใจดำอย่างนี้ ทศทิศฉุน

“ถ้าอย่างนั้นคุณอาก็รีบๆ จบเสียเถอะครับ ปัญหาต่อไปจะได้ไม่ตามมา!”

อามันต์มองทศทิศด้วยสายตาเย็นชา…

“ได้”

กล่าวจบ เจ้าของบ้านก็เดินออกจากบ้าน มีเงาหลังของชายฉกรรจ์สองคนวิ่งตามหลัง ข้ามสวนหย่อมด้านนอกไปยังที่จอดรถ

ทศทิศมองเหตุการณ์อย่างไม่สบอารมณ์ แต่ครั้นนึกอะไรขึ้นได้ หัวใจเขาพลันเร่งจังหวะขึ้นด้วยความแตกตื่น รีบวิ่งตามออกไป แต่ไม่ทัน เบนซ์เอเอ็มจีสีเทาปีกนกพิราบพุ่งพ้นออกไปจากเขตบ้านไปแล้ว ตามด้วยจักรยานยนต์ซูเปอร์ไบค์หนึ่งคัน และรถยนต์ญี่ปุ่นสีดำอีกหนึ่งคัน

พอเขาจะตามออกไป ปีเตอร์ที่รั้งอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนวิศวกรหนุ่ม ก็มาจากไหนไม่รู้ ฉุดแขนเขาเอาไว้

“คุณทศ อย่าครับ เผื่อมีคนสังเกตเห็นคุณ”

“คุณอาไปไหนพีท”

“ไม่ทราบครับ”

“ไม่ทราบได้ยังไง ผมไม่เชื่อว่าคุณจะไม่รู้”

“เจ้านายไม่จำเป็นต้องรายงานลูกน้องครับ”

“ถ้าอย่างนั้นโทร.หาเขา”

ปีเตอร์ทำหน้าลำบากใจ แต่ก็ยอมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาติดต่อให้

อามันต์ไม่ยอมรับสาย

“ไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่คุณเรียกครับ”

“ว้อย!” ทศทิศโกรธ “ผมไม่ให้เขาไปฆ่าใครนะ พีท!”

ปีเตอร์อ้าปากค้าง รีบลากทศทิศกลับเข้าบ้าน เพราะถึงอย่างไร ที่นี่ก็เป็นหมู่บ้าน ที่ทางรอบบ้านอาจจะมาก แต่มันก็ไม่มากจนไม่สามารถได้ยินเสียงตะโกน

กลับเข้าบ้าน ปิดประตูได้แล้ว ปีเตอร์มองหนุ่มรุ่นน้องผู้มีหัวด้านงานประดิษฐ์คิดค้น แต่ไร้ซึ่งความสามารถในการแก้ปัญหาชีวิต ด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก

ฉลาด เก่ง แต่เพราะอายุยังน้อย เวลามีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวจึงมองอะไรได้ด้านเดียว ซ้ำยังคิดจะพุ่งเข้าใส่อีกต่างหาก

“…เจ้านายไม่ใช่พวกเลือดเย็นนะครับ จะได้เอะอะฆ่า อย่าไปเชื่อพวกภาพยนตร์หรือละครอะไรให้มากเลยครับ ฆ่าคนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ มันจะมีเรื่องยุ่งยากตามมาอีกพะเรอเกวียน เราทำงานวิจัยแล้วก็ผลิตเป็นตัวอย่างแค่นั้น ทั่วโลกเขาก็มี”

“ไอ้เรื่องนั้นน่ะผมรู้ แต่แน่ใจหรือว่าเขาไม่เคยฆ่าใคร”

“เอ่อ…” คำถามนี้ปีเตอร์ตอบลำบาก “…ถ้าคุณทศกังวลเรื่องความปลอดภัยของเด็กกับผู้หญิง รับรองว่าไม่มีเรื่องนั้นหรอกครับ หรือคุณทศไม่ทราบอดีตของเจ้านาย”

อ้างถึงเรื่องนั้น ทศทิศรู้สึกเหมือนโดนน้ำเย็นสาดเข้าใส่

ในบรรดาคนใกล้ชิดสนิทสนมกับอามันต์ มีคนรู้เรื่องนั้นน้อยคน แต่หนึ่งในนั้น แน่นอนมีทศทิศรวมอยู่ด้วย เพราะมัทมีนาเล่าเรื่อง ‘คุณอา’ ให้เขาฟังทั้งหมด

ตอนเป็นเด็ก…มันคือเรื่องเล่าที่ทำให้รู้สึกสงสาร แต่เมื่อโตขึ้นมา มันคือเรื่องที่ทำให้เจ็บปวดได้จริง

สูญเสียลูก สูญเสียเมีย จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครมาแทนที่

ความจริงมันบอกอะไรได้มากมาย แต่ทศทิศก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

“…แล้วทำไมต้องเป็นเพื่อนผม”

“เรื่องแบบนี้ นอกจากเจ้าตัวแล้ว คนอื่นไม่รู้หรอกครับคุณทศ ก็เหมือนที่ตอนนี้คุณทศห่วงเมียห่วงลูก ทั้งที่แน่ใจว่านั่นไม่ใช่ลูก ทำไมไม่เกลียดที่เขาหลอกลวงแล้วก็ทำให้คนในครอบครัวคุณย่ำแย่ ทำไมล่ะครับ”

ทศทิศหลับตาแน่น

“อย่าย้อนถามผมอย่างนั้นได้ไหม ผมไม่มีคำตอบให้หรอก”

“ก็ในเมื่อตอนนี้ไม่มีคำตอบ ก็ต้องรู้จักปล่อยวาง”

“มันทำได้ง่ายๆ หรือไงหา!”

ปีเตอร์ระบายลมหายใจช้าๆ ขณะพิจารณาคำถามของหนุ่มรุ่นน้องอย่างถ้วนถี่ “คุณก็รู้อยู่นี่ว่าไม่ง่าย ทำไมไม่ให้เวลาเจ้านายผมบ้างล่ะ กับเรื่องที่ผ่านไปแล้ว คนเรายังทำใจไม่ได้ ประสาอะไรกับคนที่ยังเผชิญหน้ากับมันอยู่”

คำเตือนของปีเตอร์ทำเอาทศทิศจุก

ใช่ อีกฝ่ายพูดถูก ไม่เพียงชั่วขณะที่ความรักหลุดลอยไปจากมือ จะทำให้เจ็บปวด ความทรงจำยังสามารถทำร้ายกันได้ทุกครั้งที่คิดถึง

ไม่มีใครสามารถลืมได้ทันทีที่อยากลืม เช่นเดียวกับไม่มีใครสามารถตัดใจได้ทันที ที่อยากตัดใจ

“…ก็ได้” ทศทิศกัดฟันยอมรับความจริง “ขอแค่คุณอาคิดตกเรื่องเพื่อนผม ว่าเหมาะสมหรือเปล่า ผมยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ก็ได้”

ปีเตอร์ไม่กล้ารับปากแทนเจ้านายของตน ว่าจะทำตามที่ทศทิศต้องการหรือเปล่า ถึงอย่างนั้นก็นับว่าเขาทำหน้าที่ได้สำเร็จแล้วในเบื้องต้น นั่นคือควบคุมสถานการณ์ได้อยู่มือ

“ไปนอนเถอะครับ ดึกแล้ว มีอะไรไว้คุยกันต่อพรุ่งนี้ ตื่นมาก็ลืมๆ เรื่องไม่จำเป็นไปเสียบ้าง”

Don`t copy text!