รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 18 : ความทรงจำในอดีต

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 18 : ความทรงจำในอดีต

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 18 –

ภาพความทรงจำในอดีตหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง…

เรวัตไม่รู้หรอกว่าอะไร ทำให้เรื่องราวเหล่านั้นย้อนกลับมาวนเวียนอยู่ใกล้ตัวเขา บางคนอาจจะเรียกว่าโชคชะตา บางคนอาจจะเรียกว่ากรรม แต่เมื่อมันทำอะไรไม่ได้แล้ว เขาก็ตัดสินใจว่าต้องหยุดคิดถึง หยุดกังวล เพื่อจะได้ดำเนินชีวิตของตนต่อไปตามปกติ

ถึงอย่างนั้น มันก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เรวัตแวบคิดว่า…บางทีเรื่องมันคงไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะถ้ามันจะจบจริง เขาก็คงจะไม่บังเอิญเจอเพื่อนเก่า และยิ่งไม่บังเอิญเจอคนที่เคยช่วยชีวิตเขา เพราะโลกนี้ไม่มีความบังเอิญที่แท้จริงอยู่แล้ว มีแค่จุดเริ่มต้น และผลของการตัดสินใจ ซึ่งบางสิ่งบางอย่าง…อาจมีอิทธิพลลากยาวไปทั้งชีวิต

และแล้ว มันก็เป็นอย่างที่เรวัตแวบคิด เมื่อบุลินติดต่อมาหา หลังไม่ได้เจอหน้ากันนานเกือบปี

“พี่มีเรื่องขอร้องเอ็ง เร”

บุลินขอให้เรวัตไปหาที่ห้องพักฟื้นในโรงพยาบาล ชายหนุ่มจึงไปพบ และเขาตกใจพอสมควร กับสภาพของรุ่นพี่ที่เคยดูแลกันมาเป็นอย่างดี สมัยเขาหนีชีวิตอันแร้นแค้นไปเป็นอาสาสมัครทหารพราน

ขาหักทั้งสองข้าง ถลอกปอกเปิก บวมช้ำไปทั้งตัว

“เฮ้ย พี่ ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ เกิดอะไรขึ้น”

“รถล้มน่ะ”

“เป็นไงบ้าง”

“หมอบอกว่าข้างในไม่มีอะไรเสียหาย แต่ขาหักทีเดียวสองข้าง ไม่สะดวก เลยต้องอยู่โรงพยาบาลจนกว่าจะจัดการขาเสร็จ ก็…อุบัติเหตุ หรือจะไม่ใช่อุบัติเหตุก็ไม่รู้นะ”

“ยังไงพี่” เรวัตนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง

ในห้องพักแบบพิเศษสองเตียง เมื่อไม่มีคนไข้อีกเตียง ทั้งห้องจึงมีเรวัตกับบุลินเพียงสองคน

คนเจ็บเตรียมคำพูดไว้บอกรุ่นน้องเรียบร้อยแล้ว “…ง่ายๆ สั้นๆ คือมีคนขอให้พี่ช่วยตามผัวให้หน่อย มันหายตัวไปในลักษณะหนี”

“พุทโธ่” เรวัตหัวเราะ “นึกว่าเรื่องอะไร จะให้ผมช่วยสานงานต่อใช่ไหม เอาสิพี่ แต่ตอนนี้ผมมีงานประจำอยู่นะ ค่อนข้างปลีกตัวลำบาก”

“ถ้าไม่รักงานที่ทำอยู่ตอนนี้ เอ็งลาออกได้เลย จบงานนี้ค่อยไปสมัครใหม่ งานนี้ได้สองแสน”

“สองแสน? ทำไมเยอะนักล่ะ”

บุลินเป่าปาก ตอนที่เรวัตรับปากจะช่วยงาน เขาไม่ดีใจสักนิด เพราะยังไม่ได้ให้รายละเอียดงานนี้กับอีกฝ่าย

“ลูกสาวเจ้านายเก่าพี่น่ะ”

“คนไหน”

“ท่านพลมนูญ”

ทันทีที่ได้ยินว่าเกี่ยวข้องกับคนคนนั้น เรวัตอยากจะปฏิเสธ แต่ก็ยังเกรงใจรุ่นพี่ที่ดูแลกันมาอย่างดิบดีช่วงหนึ่ง

บุลินยังเล่าต่อโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้วงความคิดของอีกคน

“คุณคนเล็กของท่าน เขาท้อง…ท่านกับคุณหญิงแล้วก็พี่ชายเขายังไม่รู้หรอก เขาตั้งใจปิด แล้วก็เลยมาขอร้องให้พี่ช่วยตามผัวเขาให้หน่อย มันชอบหลบหน้าหลบตา พี่เห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็เลยช่วยๆ ไป สอนให้เขาติดสินบนเพื่อนร่วมงานไอ้ผู้ชายคนนั้น จะได้รู้ความเคลื่อนไหว แรกๆ มันก็ใช้ได้ แต่ไม่รู้ทำไม จู่ๆ มันก็หายไปจากระบบ ไปหาเพื่อนมันที่เคยดูต้นทางให้ ก็บอกไม่รู้มันไปพักที่ไหน ตามตัวไม่ได้ มาทำงานกลางวัน เลิกงานแป๊บๆ หายไปแล้ว หาไม่เจอ

พี่คิดว่าผู้ชายมันไม่เอาคุณเขาแล้วล่ะ มันต้องหนีแน่ๆ แล้วก็จริง มันให้เพื่อนช่วยอพยพครอบครัวไปที่อื่น พี่รู้ทันก็เลยตามไปดู แต่ระหว่างตาม โดนรถชน“

ฟังเรื่องเล่าคร่าวๆ ของรุ่นพี่จบ ความจริงเรวัตเห็นใจผู้หญิง แต่หากจะให้เขาพัวพันกับครอบครัวนี้ เขาขอเป็นคนใจดำ กลับคำ ไม่ช่วยดีกว่า

ใช่ว่าเขาเคยเจ็บช้ำน้ำใจจากพลตรีพลมนูญโดยตรง แต่เป็นเพราะเหตุผลอื่น

ก่อนหน้าเขาจะถูกย้ายจากหน่วยทหารพรานมาอยู่ใต้บังคับบัญชาท่านนายพล เขาได้ยินมาว่าท่านเป็นคนน่านับถือ ไม่เคยกลั่นแกล้งทหารชั้นผู้น้อย ไม่บ้าอำนาจ แต่เมื่อเขาย้ายมาแล้ว ได้อยู่ใกล้ๆ จึงรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ท่านปล่อยให้ครอบครัวภรรยา ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของท่านแสวงหาผลประโยชน์ กอบโกยจนร่ำรวย ส่วนการที่คนอื่นบอกว่าท่านไม่เอาเปรียบ แท้ที่จริงมันก็คือการให้ค่าตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ ต่อทหารชั้นผู้น้อยที่ท่านใช้ไปเก็บหนี้เงินกู้ หรือไปเก็บส่วย

พลตรีพลมนูญเป็นแค่คนชั่วคนหนึ่ง ซ้ำร้ายยังเลี้ยงลูกชายลูกสาวได้ไม่ผิดเพี้ยนจากสันดานของตัวเอง คนหนึ่งโตมาเป็นนักธุรกิจสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่มีการค้าประเวณีแอบแฝง ไม่เห็นค่าความเป็นคนของผู้อื่น อีกคนใช้ชีวิตลอยชายไปเรื่อยๆ เปิดร้านขายกระเป๋าแบรนด์เนมแก้เบื่อ

จริงอยู่…ว่าทหารดีๆ ยังมีอีกเยอะ เรวัตเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรมดาโลกที่มีทั้งดีทั้งเลวปะปนกัน เป็นเขาเองที่ไม่มีวาสนาได้ใช้ชีวิตสงบๆ เมื่อพบว่าพลาดไปแล้ว และการทำอาชีพอื่นก็ได้เงินเหมือนๆ กัน เขาจึงไม่คิดจะทน

ในเมืองหลวงแสนกว้างใหญ่ มีที่ทางมากมายให้ไป

“พี่บุ…ผมสำนึกในบุญคุณพี่เสมอนะ ที่เวลาท่านบอกให้เราไปทำงานให้ท่าน แต่ผมไม่อยากไป พี่ก็ออกหน้าไปแทนเองทุกครั้ง แถม…บางทีพี่ยังให้ผมยืมเงินเวลาไม่มี แต่ผมบอกตรงๆ นะ ผมไม่อยากทำงานนี้”

บุลินขมวดคิ้ว “เอ็งจะไม่ฟังรายละเอียดงานหน่อยหรือวะเร พี่รู้ว่าเอ็งไม่ชอบงานข่มขู่ทำร้ายคน งานนี้ก็ไม่ใช่นี่ พี่แค่อยากให้เอ็งแกะรอย หาตัวไอ้ผู้ชายที่ชิ่งจากคุณเขาให้ที เมื่อกี้เอ็งก็รับปากแล้วด้วย”

“ผมปากไวไปหน่อยเพราะเห็นเป็นพี่ ผมรู้ว่าพี่รู้ว่าผมไม่ชอบงานที่ท่านพลมนูญให้ทำ ถึงได้ลาออกมา แต่พูดง่ายๆ คือผมไม่อยากเข้าไปยุ่งกับครอบครัวท่าน ห่างมาแล้วก็ห่างๆ กันไปเถอะ อะไรทำนองนั้น”

“เฮ้ย…เร” บุลินขยับตัวอย่างเผลอๆ ครั้นแล้วก็เจ็บจนต้องกัดฟันทน

รอจนระลอกความเจ็บซาลง เขาลืมตาขึ้นขอร้องรุ่นน้องอีกครั้ง

“ถือว่าเห็นแก่พี่ที่ดูแลเอ็งตั้งแต่ยังอยู่ทหารพรานด้วยกันได้ไหมวะเร จะว่าทวงบุญคุณก็ได้ พี่สงสารคุณเขา เธอเองก็ไม่เคยร้ายกับใครไม่ใช่เหรอ”

“ใช่” เรวัตไม่เถียง “เขาก็เหมือนพ่อเขานั่นแหละพี่…ไม่ได้ร้ายกาจหยาบคาย ทำร้ายร่างกายคนอื่น แต่เขาก็ปล่อยให้คนข้างตัวทำเลวโดยไม่ห้าม ก็เรียกว่าสนับสนุนให้ทำ ไม่ใช่หรือไง”

บุลินฉิว แต่ก็ไม่ได้โกรธเคือง เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายพูดถูก คนเราไม่ได้ซื่อตรงเป็นสีขาวหรือสีดำทั้งหมด มันมีความยอกย้อนซ่อนอยู่ในทุกแห่งหน โดยเฉพาะในใจ

“เอ็งช่วยมองในมุมเขาที่เป็นผู้หญิงหน่อยไม่ได้เหรอ เขาจะไปห้ามพ่อห้ามพี่เขาได้ยังไงวะ หา”

“อันนั้นผมเข้าใจ แต่พี่จะปฏิเสธไม่ได้นะว่าเธอไม่ร้าย เธอช่างแสนดี เพราะตอนผมป้วนเปี้ยนอยู่ในสังกัดท่าน ผมโดนเธอด่าว่าโง่นับครั้งไม่ถ้วน จริงอยู่ว่าคนเราไม่ได้ดีไปเสียทั้งหมด ผมเองก็ไม่ได้ดีเด่ อย่าให้ผมบอกเลยว่าตัวเองเป็นคนดี มันเป็นเรื่องหมาขี้ไม่มีใครยกหางให้ ก็เลยต้องยกเอง แต่เราจะทำเป็นมองไม่เห็นส่วนเลวของคนไม่ได้หรอกพี่ จริงไหม สรุปแล้วผมมองข้ามไม่ได้ ผมไม่อยาก”

“แต่นี่มันเรื่องแค่หาตัวผู้ชายมารับผิดชอบเท่านั้นเองนะ เอ็งเห็นใจคนรู้จักหน่อยไม่ได้หรือ”

“เด็กในท้องนั่นลูกเขาจริงหรือเปล่า”

“ไอ้…” บุลินฉุน แต่เรวัตก็ยังไม่ได้พูดผิดอยู่ดี “เออ ข้อนั้นพี่ก็ไม่รู้หรอก แต่คุณเขาไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอกนะเว้ย ทำไมต้องไปไล่ตะครุบไอ้หนุ่ม…วิศวกรตัวเล็กๆ ถ้าไม่ใช่ว่ามันเป็นพ่อเด็กจริง จะบอกว่ากลัวคุณหญิงแม่กับคุณพ่อเสียชื่อเสียง มันก็มีวิธีอีกเยอะ ทำไมต้องเป็นคนนี้”

“ใครจะไปเข้าใจผู้หญิงได้ล่ะพี่ เขาอาจจะทำไปเพื่อประชดผัวตัวจริง หรืออาจจะอยากทำลายตัวเองให้ตกต่ำเพราะผิดหวัง อะไรมันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ท้องอยู่ด้วยไม่ใช่เหรอ ฮอร์โมนแปรปรวนหรือเปล่า หาหมอหรือยัง บางทีปรึกษาจิตแพทย์บ้างก็ดีนะ สมัยนี้เขาไม่ถือกันแล้วว่าคนพบหมอจิตจะเป็นบ้า ก็แค่ไปหาเพื่อนคุย”

แต่ละคำถาม ช่างทำให้บุลินอับจนถ้อยคำ จนเขานึกอยากถีบรุ่นน้องคนนี้นัก ติดแต่ขาหักทั้งสองข้าง

“ไม่เจอกันแค่ปีกว่า ทำไมดูรู้มาก พูดยากอย่างนี้วะ”

“ตอนผมอยากเรียนผมไม่ได้เรียน เพราะบ้านไม่มีเงิน ตอนนี้มีงานมีการทำแล้วก็เรียนต่อสิ ได้เพื่อนเพียบเลย รู้อะไรขึ้นอีกเยอะ”

“เออๆ เอ็งเก่ง แต่เร…พี่ขอจริงๆ นะ งานนี้ พี่สงสาร ตอนเธอขอให้พี่ช่วยเรื่องนี้ คุณเขาร้องไห้เหมือนใจจะขาด พี่ทนดูไม่ได้ว่ะ นึกถึงลูกสาวตัวเองว่าถ้าโตไปแล้วโดนอย่างนี้บ้าง คงรับไม่ได้เหมือนกัน แล้วนี่มันก็แค่เรื่องตามตัวผู้ชายมารับผิดชอบเอง ไม่ได้ให้ไปฆ่าแกงเสียหน่อย หรือเอ็งก็คิดว่าปล่อยๆ ผู้ชายมันไปเถอะ งี้เหรอ”

เรวัตอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก

“…พี่รับรองได้แน่เหรอว่าเขาจะไม่หาตัวเอาไปฆ่าไปแกง ยังไงพ่อเขากับพี่ชายเขาก็มีปัญญาทำได้นะ”

“ข้องใจตรงนี้ใช่ไหม”

“ใช่”

“ได้ ความจริงพี่ยังไม่ได้ส่งข่าวให้คุณทิชารู้เรื่องที่พี่ขาหัก ทำงานต่อไม่ไหว พี่จะโทร.ไปคุยกับคุณเขาพรุ่งนี้แล้วเสนอให้นายทำแทน แล้วถ้าเขารับปากว่าจะไม่ทำอะไรไอ้ผู้ชายคนนั้น นายจะรับงานไหม”

“ผมไม่แน่ใจ บอกตรงๆ ว่าผมไม่วางใจจริงๆ พี่ เรื่องหยามศักดิ์ศรีกัน บางคนเขาไม่ยอม”

“ถ้าเขาจะทำ เขาทำไปนานแล้ว ไม่ยื้อมาจนถึงวันนี้หรอกวะเร”

“พี่มองคนละมุมกับผม”

“คนเราก็มองคนละมุมมาตลอดอยู่แล้วไอ้น้อง สำคัญแต่เรารู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราหรือเปล่า หัดมองในมุมคนอื่นบ้าง แล้วเอามาเปรียบเทียบกันว่าควรจะตัดสินใจเข้าข้างตัวเองหรือเห็นใจคนอื่น”

เรวัตถอนใจเฮือก “ก็ได้พี่ ถ้าเขาไม่คิดจะหาตัวคนมาฆ่ามาแกงจริง ผมจะหาให้ แต่บอกเลยนะ ว่าถ้าผิดคำพูด ผมนี่แหละจะเป็นพยานให้คนตาย แล้วอย่ามาคิดฆ่าผมปิดปากนะ ผมไม่งอมืองอตีนรอแน่”

“ใครจะไปกล้ากับเอ็งวะ ชื่อเสียงสมัยเอ็งเป็นทหารพรานโหดซะไม่มีดี ไม่อย่างนั้นท่านพลมนูญจะเรียกเข้าเมืองเรอะ อีกอย่าง…เรื่องฆ่าแกงกันเนี่ย ปัดตกไปได้จริงๆ เพราะก่อนหน้านี้คุณเขาเคยก่อเรื่องเอิกเกริกไว้แล้ว พยานเพียบ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับไอ้ผู้ชายคนนั้น คนที่จะตกเป็นผู้ต้องสงสัยคนแรกก็คุณเขานี่ละ”

“ก่อเรื่องอะไร”

“ดักตบคนสิ พักก่อนตอนที่ไอ้ผู้ชายคนนี้ยังไม่หนี พอดีมีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาใน…ห่วงโซ่ นายเข้าใจใช่ไหม พี่ค้นข้อมูลดูก็รู้ว่าเป็นเพื่อนเจ้าผู้ชายตั้งแต่สมัยเรียน ไม่แน่ใจหรอกว่าสนิทสนมกันถึงขั้นไหน แต่หลังจากผู้หญิงคนนี้กลับมาได้ไม่นาน คุณเขาก็ทะเลาะกับผู้ชาย มันไม่รับเด็กในท้องเป็นลูก เธอโกรธ ก็เลยไปดักตบผู้หญิงคนนี้ที่บริษัท คนรู้เห็นกันตั้งมาก วันนั้นพี่เป็นคนไปขอตัวออกมาเอง เพราะงั้น เรื่องฆ่าแกงน่ะตัดไปได้เลย”

“ไม่แน่หรอกพี่” เรวัตเลิกคิ้ว “พี่ก็รู้ว่าระบบยุติธรรมบ้านเราเอียงขนาดไหน เงินซื้อได้ โคตรน่าหดหู่”

“เออ ถ้ามันตาย เอ็งเอาไปฟ้องชาวโลกได้เลย!” บุลินชักจะโมโหรุ่นน้องแล้วจริงๆ โยกโย้โน่นนี่ “เอ็งเปิดกูเกิ้ลแล้วดูชื่อดูหน้ามันเลย หาไม่ยากหรอก ชื่อทศทิศ เป็นวิศวกรบริษัท…”

ทันทีที่เรวัตได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเป้าหมายที่บุลินขอให้แกะรอย เขารู้สึกเหมือนโดนกรีดด้วยของแหลมที่แกนกระดูก

ความจริง เขาไม่ควรตกใจถึงขนาดนี้ ก็แค่เพื่อนเก่ามีปัญหากับผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วบังเอิญผู้หญิงคนนั้นเป็นคนที่เขารู้จัก แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงได้หนาวยะเยือก สังหรณ์เร้นลึกบอกว่ามันอาจไม่ได้มีเฉพาะเรื่องที่เห็นด้วยตา

เรวัตไม่รู้ว่ามัทมีนากับน้องชาย และทศทิศ ลืมอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นสมัยยังเด็กได้หมดสิ้นแล้วหรือไม่ แต่สำหรับเขา…เขาลืมไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่แค่เหตุการณ์เลวร้ายที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ทำให้เขาเกือบเป็นบ้า…หลังผ่านเรื่องนั้นมาได้ราวสี่ปี

เวลานี้…เหมือนมันพยายามจะกลับมาหลอกหลอนเขาอีก

เพื่ออะไร…เรวัตไม่รู้เหตุผล รู้แต่จู่ๆ เขาก็ถูกผลักให้มายืนเผชิญหน้ากับอามันต์ คนที่เขาไม่อยากเจอที่สุด กระนั้นเขาก็ยังต้องยืนอยู่ที่เดิม ไม่อาจขยับเขยื้อน

เหมือนการเผชิญหน้ากับเสือตัวหนึ่ง…

ไม่อาจวิ่งหันหลังให้…และไม่อาจเลิกจ้องตา

ไม่อย่างนั้น เขาจะตายโดยไม่รู้ตัว

“ผม…รับงานนี้ก็ได้พี่บุ”

พิธีเปิดนิทรรศการภาพถ่ายที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในช่วงนี้ของนายธนิสร์ เกิดขึ้นในบ่ายวันเสาร์อันแสนสะดวก มัทมีนาและเพื่อนๆ จึงมาร่วมงานกันได้ครบทั้งเจ็ดคน

ในงานมีผู้คนมากมายจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นงานแสดงผลงานทางศิลปะงานหนึ่ง อาจเพราะเป็นงานของศิลปินภาพถ่ายที่กำลังโด่งดังสุดขีดในช่วงเวลานี้ เนื่องจากภาพถ่ายปลากับดอกไม้ของเขาได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจ มีการขอซื้อลิขสิทธิ์ภาพจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก ไปเป็นสัญลักษณ์บนสินค้าของตน สร้างความฮือฮาให้แก่วงสังคมที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาทั้งหมด จึงมีการรวมตัวของคนในแวดวงศิลปะ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชน

ถึงอย่างนั้น มัทมีนากับเพื่อนๆ ก็ยังเดินชมงานได้อย่างราบรื่น มีช่วงเวลาให้กับความสุนทรีอันเนิบช้า ช่วยให้ความเร่งร้อนของหน้าที่การงานประจำวันเย็นลง มิหนำซ้ำ ยังได้สนุกกับการช่วยพี่ชายของเพื่อนร่วมงาน ขายผลงานในนิทรรศการให้แขกชาวต่างชาติ โดยสองในสี่ที่สนใจไถ่ถาม ตกลงใจจะซื้อภาพปลากับดอกไม้ที่แพงที่สุดในงานไปประดับบ้านของตน

โสรยารู้ข่าวเรื่องนี้จากเจ้าหน้าที่ประจำหอศิลป์ จึงขอตัวจากการช่วยน้องชายต้อนรับแขก เดินหาพวกเขาจนเจอที่ร้านคราฟต์ช็อกโกแลต เพื่อเสนอจะเลี้ยงข้าวเย็นเป็นการตอบแทนเด็กๆ

“ขายภาพได้ ต้องได้เงินสิ เดี๋ยวพี่จะไปรีดเอาค่าข้าวเย็นจากเจ้าของภาพมาเลี้ยงเองค่ะ”

มัทมีนากับเพื่อนๆ ส่งเสียงเฮเบาๆ อย่างรู้กาลเทศะ แต่เนื่องจากเป็นมื้อเย็น ต้องรอเวลาอีกเกือบชั่วโมง ทุกคนจึงตกลงกันว่าจะแยกย้ายไปเดินเล่นก่อนกลับมาเจอกันอีกหน

“งั้นฉันขอไปเดินดูนิทรรศการชั้นอื่นๆ” มัทมีนาบอกเพื่อน ซึ่งทุกคนตั้งใจเช่นเดียวกับเธอ แค่แยกกันไป กลุ่มละหนึ่งถึงสองคน

ระหว่างเดินเล่นชมงานศิลปะจากศิลปินต่างประเทศอยู่ในส่วนจัดแสดงอันเงียบ มัทมีนาได้ยินเสียงเรียกเธอเบาๆ จากด้านหลัง พอหันไปมอง…ก็พบเรวัตในชุดสูทสากลสีดำ เรียบร้อยสุภาพ เขายังคงยิ้มดีใจที่ได้เจอเพื่อนเก่าเหมือนครั้งหลังสุดที่เจอกัน แต่ก็แฝงกลิ่นไอเคร่งขรึม

“เร มาได้ไงเนี่ย”

“อ้าว” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ “มาไม่ได้เหรอ”

“เปล่า แต่เห็นแต่งตัว…”

“ก็แต่งหล่อพอๆ กับที่นายแต่งสวยนั่นแหละ งานเขาเป็นทางการนี่”

มัทมีนายังงง เรวัตไม่อยากแกล้งเพื่อนจึงเฉลยเลย

“วันนี้มีพิธีเปิดนิทรรศการงานเดียวไม่ใช่เหรอ เราก็มางานนั้นเหมือนกัน แต่ตอนแรกไม่ได้มาเพราะเห็นที่นายประกาศบอกเพื่อนๆ ในหน้าเฟซหรอกนะ ของเราน่ะพอดีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่ง เขารู้จักกับเจ้าของหอศิลป์นี่ เขาอยากมางานนี้เอาจริงๆ แต่ไม่มีใครสนใจก็เลยชวนเรา เราเห็นนายลงรูปบัตรเชิญในเฟซที่แอดกันไว้ด้วย คิดว่าได้กำไรสองต่อ ก็เลยมา”

“โห ไม่รวยชาตินี้จะให้รวยชาติไหน คิดอะไรเป็นขาดทุนกำไรหมด”

เรวัตยิ้มกว้าง ทั้งขันทั้งเอ็นดูความร่าเริงสดใสของผู้หญิงตรงหน้า

“แล้วนี่…เดินคนเดียวเหรอ เห็นมีเพื่อนมาตั้งเยอะ”

“บางทีศิลปะก็ต้องการความเงียบในการทำความเข้าใจน่า” เธออธิบายพลางพาเขาเดินชมงานต่อ ระหว่างนั้นก็คุยกันไป “วันนี้ไม่ทำงานเหรอ”

“คนที่มาด้วยน่ะเจ้าของร้าน” เรวัตขำ “ส่วนนายก็มากับเพื่อนกลุ่มใหญ่เลยนะ”

“เพื่อนที่ทำงานน่ะ มีอยู่คนนึงเป็นเพื่อนในมหาวิทยาลัย ก็จะค่อนข้างสนิทกัน”

“เห็นบอกนายได้บัตรจากเจ้าของงานเลยเหรอ”

“น้องสาวเขาเป็นเพื่อนร่วมงานเรา”

“อืม…ก็ต้องมีอะไรเชื่อมโยงกันนั่นแหละเนาะ ไม่อย่างนั้นจะมาเจอกันได้ยังไง แล้วนี่ทศเป็นไงบ้าง” เรวัตดึงเข้าสู่เรื่องที่เขาต้องการรู้เมื่อสบโอกาส “ตอนเราไปร้าน บางทีเราก็ผ่านไปดูบ้านทศให้นะ ไม่ได้เข้าไปกดออดทักอะไรหรอก แต่ดูสงบเรียบร้อยดี”

“โห ขอบใจมากๆ เลยเรที่อุตส่าห์ไปดูให้ มีแต่ผู้หญิงกับคนป่วย เราก็ห่วงๆ”

“หมู่บ้านเขามียามปั่นจักรยานดูวันละหลายรอบ ไม่ต้องห่วงน่ะ น้องสาวฝาแฝดของทศมาขอเบอร์โทร.เดลิเวอรี่ของทางร้านแล้วนะ ตั้งแต่วันที่สองที่ย้ายมาอยู่ แต่เราไม่ได้บอกหรอกว่าเราเป็นเพื่อนพี่ชายเขา จู่ๆ พูดไปคงไม่ค่อยเหมาะ เอาไว้ให้ทศมันบอกน้องมันเองแล้วกัน”

“ทศก็คงยังไม่มากรุงเทพฯ เร็วๆ นี้หรอก ไม่แน่ว่าคงจะรอให้เสร็จงานเลยแล้วค่อยกลับมาทีเดียว อีกไม่ถึงเดือนเอง”

“อืมๆ เอาไว้ตอนนั้นค่อยเจอก็ได้เนอะ ว่าแต่นายบอกทศไปแล้วใช่ไหม เรื่องเรา”

“บอกแล้ว”

“ก็ดี ถ้าทศมากรุงเทพฯ แล้วนายส่งข่าวบอกเราด้วยนะมีน อยากเจอหน้าหน่อย ความจริงอยากเจอคุณอาด้วย คราวก่อนยังไม่ได้คุยกันเลย คราวหน้าต้องเลี้ยงข้าวให้ได้ นายนัดคุณอาให้เราด้วยนะมีน”

“จะลองดูแล้วกันนะ แต่ไม่รับรองผล เพราะก็ไม่ได้ติดต่อกันเลย ตั้งแต่วันที่เราเจอนายวันนั้น”

“อ้าว ทำไมล่ะ”

“เขากลับมาไทยก็เพราะเรื่องงาน ไม่แน่ว่าจะมีเวลาว่างเหลืออีกไหม”

“เฮ้ย ไม่ได้นะ เรายังไม่ได้คุยอะไรกับคุณอาเลย คราวก่อนเวลาพักมันหมดจริงๆ เราต้องรีบกลับไม่งั้นผู้จัดการหักเงินเดือน”

“เรารู้ แต่…ก็ต้องแล้วแต่เขานั่นแหละ เราจะไปกะเกณฑ์ได้ยังไง”

“เอาจริงๆ นะ นึกว่าสนิทกันนะนั่น เห็นไปช่วยย้ายบ้านขนของ”

มัทมีนาส่ายหน้า เพราะแม้เธอจะต้องการให้เป็นอย่างนั้น แต่มันก็ยาก “อย่างดีก็ได้แค่ไลน์ไปถาม ไม่ก็โทร.ไปหา แต่จะให้เขารับปากมันอีกเรื่องหนึ่ง”

“แย่จัง”

หญิงสาวยิ้มรับ ก่อนจะเดินดูงานศิลปะต่อเงียบๆ โดยมีเพื่อนเก่าเดินตามหลัง ในขณะที่เรวัตลอบมองเสี้ยวหน้าของเธอแล้วอดไม่ได้จะนึกถึงเรื่องที่คุยกับบุลินในครั้งหลังสุด

‘ไหนๆ เอ็งรับงานนี้แล้ว พี่ก็อยากจะเตือนให้เอ็งระวังผู้ชายคนหนึ่ง ความจริงเรื่องนี้พี่อาจจะคิดมากไปก็ได้ แต่สัญชาตญาณมันบอกว่าไม่น่าไว้วางใจเอาจริงๆ คนที่พี่พูดถึงเป็นผู้ชายที่จู่ๆ ก็โผล่มาอยู่ใกล้เพื่อนสนิทของนายทศทิศ พี่ยังไม่รู้จักชื่อ แต่คนคนนี้อายุน่าจะสามสิบกว่าหรือไม่ก็สามสิบปลาย ผอมๆ สูงๆ วันที่เกิดเรื่อง…พี่ซุ่มมองคนที่บ้านนายทศทิศอยู่ ตอนที่พวกนั้นเตรียมเคลื่อนขบวน ผู้ชายคนนี้ก็หันมาทางพี่แล้วยิ้ม’

‘เห…พี่อยู่ใกล้เหรอ เขาถึงรู้ตัว’

‘ไม่’ บุลินยืนยันคำเดียว ซึ่งเรวัตก็แปลกใจตอนได้ยิน เนื่องจากเพื่อนรุ่นพี่ของเขาคนนี้มีฝีมือพอตัว เรื่องสะกดรอยก็เยี่ยม ไม่น่าพลาดด้วยเรื่องเล็กๆ แค่นี้

‘แค่มันยิ้มท้าทายทีเดียว พี่ก็ตกหลุมมันเลย อาจเพราะวางใจด้วยส่วนหนึ่งแหละว่าติดจีพีเอสไว้ที่รถของพวกนั้นทุกคันแล้ว ทำให้ประมาท ใจมันอยากตามผู้ชายคนนั้นไปดูให้แน่ก็เลยตาม แต่ฉุกคิดได้กลางทางว่าน่าจะเป็นการล่อเสือออกจากถ้ำ แล้วก็จริง…ย้อนกลับมาที่บ้านทศทิศอีกที ทุกคนหายไปกันหมด พอตามไปอีกทีคราวนี้โดนดักชน ผลเป็นอย่างที่เห็น’

‘แต่อาจจะเป็นอุบัติเหตุก็ได้ใช่ไหมพี่’

‘ใช่ แต่ใจพี่มันเทไปทางจัดฉากว่ะเร คิดดูสิ…คนเราจะยิ้มทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุผลแถมยังหันมาทางพี่ได้ถูกจริงเหรอ แล้ววันนั้นพี่ก็เห็นตามันเขียวด้วย เหมือนโดนชกมา ไอ้รอยอย่างนี้น่ะนะ…มันอาจจะมีกันได้บ้าง แต่พอเอามารวมๆ อยู่ในเหตุการณ์พวกนี้แล้ว เอ็งคิดว่ามันไม่สามารถยืนยันอะไรได้เลยหรือไงวะ เร’

บุลินพูดถูก…เรวัตคิด

คนที่มีอาชีพเสี่ยงอันตราย นอกจากจะเชื่อฝีมือตัวเองแล้วยังอาศัยสัญชาตญาณ

การที่เรวัตรับปากว่าจะทำงานนี้ให้นั้น เป็นไปเพราะเขาไม่ต้องการให้งานนี้ตกไปอยู่ในมือคนอื่น เนื่องจากถึงอย่างไร ทศทิศก็เป็นเพื่อนเขาคนหนึ่ง มีความผูกพันกันด้วยช่วงเวลาในวัยเด็ก และเหตุการณ์เฉียดตายครั้งนั้น หากจะมีใครคิดพิพากษาความผิดของทศทิศ สู้เขาฉวยโอกาสมาเก็บไว้กับตัวก่อนดีกว่า อย่างอื่นค่อยว่ากัน

สำหรับเรื่องของ ‘ผู้ชายที่โผล่มาอยู่ใกล้ตัวเพื่อนสนิทของนายทศทิศ’ นั้น เรวัตคิดว่า…ก็คงต้องคอยจับตาดูบ้าง แต่คงไม่ได้เป็นไปเพื่อการล่าแบบที่บุลินต้องการ

เขาไม่เคยมีความคิดที่จะขายเพื่อน และยิ่งไม่มีวันเนรคุณคน

“มานี…” ชายหนุ่มกำลังจะชวนเพื่อนไปที่อื่นเพื่อหาทางดึงเธอไว้กับตัวให้นานขึ้น ทว่าโทรศัพท์ของเขาส่งสัญญาณเรียก

บนหน้าจอแสดงเบอร์โทร.ที่เขาไม่เคยบันทึก ครั้นรับสาย อีกฝ่ายก็ถามกระด้าง

“คนที่นายบุลินใช้ให้มาจัดการงานต่อใช่ไหม เรื่องไปถึงไหนแล้ว”

เรวัตจำเสียงของคู่สายไม่ได้หรอก แต่เขาก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร

“ยังไม่ถึงไหน”

“ว่าไงนะ” อีกฝ่ายเสียงเข้มขึ้น แต่ก็มีแววงุนงงปนอยู่ “แกบอกว่ายังไม่ถึงไหน หมายความว่าไง นี่แกโง่หรือบ้าหา ตอบอย่างนี้ออกมาได้”

“นี่คุณ” เรวัตทำหน้าเบื่อ ตอนที่เขาตกปากรับคำบุลินว่าจะสืบหาที่อยู่ของทศทิศให้ เขารับแค่งาน ไม่ได้รับปากว่าจะรองรับอารมณ์นายจ้าง

“ผมเพิ่งคุยกับเขาเสร็จเมื่อวาน นับแล้วยังไม่ถึงสิบห้าชั่วโมงเลยมั้ง คุณอยากได้ความคืบหน้า คุยกับตัวเองก่อนเหอะว่าถามอย่างนี้ออกมาได้ยังไง”

พูดจบ เรวัตก็กดตัดสาย มัทมีนาซึ่งเดินนำหน้าเขาเล็กน้อยหันมาถามด้วยสายตา

ชายหนุ่มชูโทรศัพท์แล้วส่ายหน้าอย่างระอิดระอา “คนลาหยุดจะเค้นให้ได้งาน ไม่รู้โรคจิตหรือโง่”

มัทมีนามองหน้าสะอาดสะอ้านหมดจดของเพื่อนอย่างทั้งขำทั้งแปลกใจ “เราว่านายไม่เหมือนตอนเด็กๆ เลยนะ นี่ถ้าไม่บอกว่าคนเดียวกัน เราไม่มีวันรู้แน่”

“ชีวิตมันบังคับน่ะ เออ มานี…” เขาเกริ่น ทว่าโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ขัดจังหวะอีกหน เรวัตชะงักกึก พร้อมกันนั้น ใจก็นึกเดาไปแล้วว่าใครที่โทร. ครั้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู…ก็พบว่าเดาถูก

เรวัตตัดสายทิชากรทิ้งแล้วปิดเครื่อง พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นเพื่อนมองอยู่

“ไม่มีอะไร พวกคนมีเงินเอาแต่ใจน่ะ”

“โห สุดยอด เพิ่งเจอคนไม่เคารพเงิน”

อีกครั้งที่เรวัตยิ้มออกเพราะเธอ “ เงินน่ะเคารพ แต่บางทีก็เบื่อคนให้เงิน”

“ไม่กลัวเขาไล่ออกหรือไง”

“ไล่ก็ไล่สิ ทำอย่างกับงานหายาก ไม่ขี้เกียจสักหน่อย ไม่อดตายหรอก แต่ว่านะ…” เรวัตถอนใจเฮือก “รับงานเขามาแล้วก็คงต้องทำตามที่รับปากไว้ให้ได้ ทีแรกเราว่าจะชวนนายไปกินข้าวกันหน่อย แต่คงต้องเอาไว้ก่อนดีกว่า”

“ไม่เป็นไร ว่างเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ”

“งั้นไปนะ”

“ฮื่อ บายๆ”

ชายหนุ่มโบกมือให้ก่อนผละไป ด้วยท่าเดินตามสบาย มัทมีนามองตามแล้วนึกขันว่า บทจะเจอเพื่อนเก่าที่หายหน้าหายตาไปนานหลายปี ก็มีเหตุให้เจอกันจนได้

เหมือนที่ไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจให้เธอมีโอกาสได้เจอกับอามันต์

Don`t copy text!