รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 24 : พลาดหรือบังเอิญ

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 24 : พลาดหรือบังเอิญ

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 24 –

เมื่อได้ชื่อเป้าหมายสุดท้ายมาอยู่ในมือ การจะมองย้อนเส้นทางกลับไปว่ามีทางไหนบ้างที่จะเข้าถึงตัวนายดิตถ์ก็ไม่ยาก เพราะถ้าฝ่ายตรงข้ามมีทศทิศเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ เรวัตก็สามารถกำหนดจุดได้ว่าใครบ้างที่จะเป็นเป้าหมายในสายตาของเพื่อนเก่า

เขาขอให้บุลินส่งคนไปจับตาดูคนสามคน ซึ่งน่าจะระแคะระคายในความสัมพันธ์ระหว่างนายดิตถ์กับทิชากร และเป็นคนที่พร้อมจะเปิดเผยเรื่องราวนั้น ทันทีที่ได้รู้ว่าทิชากรตั้งครรภ์ หลังวิ่งวุ่นหาคนไปทำงานอย่างเร่งด่วน เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น เรวัตกับบุลินซึ่งรวมตัวอยู่ในห้องเช่าแห่งหนึ่ง ก็ได้รับรูปแอบถ่ายระยะไกลของผู้ที่เข้าใกล้บรรดาคนที่พวกเขาจับตาดู จากลูกน้องของตน

ทันทีที่บุลินเห็นภาพผู้ชายวัยยี่สิบต้นๆ คนหนึ่ง ก็หลับตา สูดปากด้วยความเข่นเขี้ยว ยื่นมันให้เรวัตดูด้วย

“…ไอ้พลเมืองดีที่เข้ามาช่วยพี่เรียกรถพยาบาลตอนพี่โดนรถชน เค้เก้อยู่กลางถนน”

เรวัตไม่แปลกใจ “แสดงว่านายทศทิศมีคนคอยคุ้มกันอยู่จริงๆ…”

“รู้อย่างนี้ก็ดีแล้ว พี่ไม่ยอมเจ็บตัวฟรีแน่เร บอกคนของเรา ลากคอมันมาให้พี่”

“เดี๋ยวสิพี่” เรวัตไม่เห็นด้วย “ทำอย่างนั้นสถานการณ์มันจะรุนแรงขึ้นนะ แล้วอีกอย่างพี่ไม่สงสัยบ้างหรือว่าทำไม…”

“เอ็งคิดว่าพี่สนเหรอ เอ็งดูขาพี่นี่เร!” บุลินขัดและชี้ลงไปที่ส่วนล่างของเขา ซึ่งบัดนี้ยังเข้าเฝือกแข็งทั้งสองข้าง จะนั่งบนรถเข็นก็ยังลำบาก “อยู่บ้านก็เหนื่อยลูกเมีย ไม่มีอะไรทำก็หงุดหงิด จะออกมาเซฟเฮ้าส์ข้างนอกทำงานไม่ให้คนที่บ้านรู้ ยังต้องอาศัยเอ็งกับลูกน้องช่วยกันแบกช่วยกันอุ้ม สภาพทุเรศทุรังขนาดตัวพี่เองยังรับไม่ได้ เอ็งยังคิดจะให้พี่อยู่เฉยๆ อีกหรือวะ!”

“แต่มันจะทำให้งานผมเสียหาย”

เรวัตตอบเสียงเรียบ ไม่ได้แสดงอาการวุ่นวายใจให้เห็น ทั้งที่ตอนนี้เขามีเรื่องให้คิดเต็มไปหมด ไหนจะคิดหาวิธีให้ทิชากรได้พบทศทิศสักครั้งหนึ่ง ในเวลาที่เหมาะสม ไหนจะเรื่องที่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าอามันต์เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย และเขาต้องประคองสถานการณ์ให้อยู่มือ เพราะทางหนึ่งคืองาน อีกทางหนึ่งคือเพื่อนกับผู้มีพระคุณ

“…ถ้าพี่เอาคนของนายทศทิศมา ฝ่ายนั้นก็คงไม่ยอมเหมือนกัน แล้วมันก็จะกลายเป็นเรื่องของพี่กับฝ่ายนั้น ไม่ใช่เรื่องของคุณทิชากับนายทศทิศอีกต่อไป พี่คิดว่าคุณทิชาจะไชโยหรือไง ที่อุตส่าห์บอกความลับผมแล้ว ผมเอาไปทำให้มันดีขึ้นไม่ได้ แล้วยังทำให้เธอยิ่งห่างนายทศทิศเข้าไปใหญ่

ผมไม่ได้คิดจะลามปามพี่นะพี่บุ แต่ผมรู้สึกจริงๆ ว่าเรื่องนี้บานปลายตั้งแต่ทีแรก ก็เพราะพวกพี่…ผมเน้นว่า ‘พวก’ เลยนะ…ตามใจคุณทิชาจนเดินมาถึงจุดนี้นั่นแหละ”

การโดนเปลี่ยนให้กลายเป็นฝ่ายผิดอย่างกะทันหัน ทำให้บุลินรู้สึกเหมือนโดนกระชากสิทธิที่จะแก้แค้นไปจากมือ มิหนำซ้ำยังต้องหันไปให้ความสนใจกับการโดนรุ่นน้องตำหนิด้วย

บุลินรู้ว่ามันเป็นกลยุทธทางจิตวิทยาของเรวัต แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้กล่าวผิด ทั้งพ่อแม่ที่เลี้ยงดูทิชากรมาแบบนี้ ทั้งเขาที่ตามใจทิชากรมาเพราะเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก ล้วนมีส่วนให้เรื่องวันนี้มันเกิดขึ้น

เพียงแต่…

จะให้เขารับปากง่ายๆ อย่างนั้นหรือ

ไม่มีทาง…

“ถึงเริ่มต้นมันจะเป็นอย่างที่เอ็งว่า แต่การตัดสินใจในทีแรกก็เป็นของคุณทิชา เขาโตแล้วนะ ไม่ใช่เด็ก เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องส่วนตัว เอ็งคิดว่าคนอื่นมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนเธออย่างนั้นเหรอ”

“นั่นก็ใช่ แต่พี่ไม่จำเป็นต้องผสมโรงตามใจไม่ใช่เหรอ ก็แค่ให้คำแนะนำไป มีทางออกอื่นอีกตั้งเยอะ”

“เอ็งคิดว่าพี่ไม่แนะนำเรอะ พี่จะบอกให้นะเว้ยเร ผงเข้าตาตัวเอง มันเขี่ยไม่ออกหรอก”

“แต่…”

โทรศัพท์ในมือดังขึ้น เป็นสายจากลูกน้องที่รอคำสั่งต่อไปอยู่ ณ หน้างาน

เรวัตยกมันขึ้นมาดู แต่ไม่ได้กดรับ บุลินยื่นมือขอมัน ทว่าอีกฝ่ายไม่ส่งคืน

“…เร เอาโทรศัพท์คืนมาให้พี่”

“ผมขอเหอะพี่บุ คุณทิชาอ่อนลงมากแล้วนะ” เรวัตค้านเรียบๆ มีแววขอร้องอยู่ในที “…พี่ก็แค่อยากให้คุณทิชาไม่เสียใจไปมากกว่านี้ไม่ใช่เหรอ พี่ต้องให้ความยุติธรรมกับฝ่ายนั้นด้วยนะ นายทศทิศน่ะ…ความจริงตั้งแต่ต้น เขาก็ไม่ได้ผิดอะไรเลย เขาดีกับคุณทิชามากไม่ใช่หรือไง คุณทิชาถึงได้รักเขามากขนาดนี้”

หัวคิ้วของบุลินกระดิก

“นายว่าไงนะ คุณทิชารักหมอนี่เหรอ”

“ใช่พี่” เรวัตตอบเสียงเข้ม “มันไม่มีเหตุผลไม่ใช่เหรอที่ผู้หญิงอย่างคุณทิชาจะไปเที่ยวไล่ตามไอ้หนุ่มที่ไม่มีอะไรทัดเทียมหน้าตากับเธอสักอย่าง ผมถามแล้ว…คุณทิชาเขาว่าเขารักหมอนั่นมาก เพราะมันดีกับเธอ”

บุลินหลับตาด้วยความคิดไม่ถึง

“เวรเอ๊ย ทำไมมันเป็นอย่างนี้ไปได้วะ”

“ตอนผมรู้ความจริง ผมก็ช็อก ผู้หญิงนี่เข้าใจยาก รักแท้ๆ ดันทำเสียเขาขวัญหนีดีฝ่อ แทนที่จะพูดกันดีๆ”

“เอ็งเก่งมากนะเร ที่ทำให้คุณทิชายอมเปิดใจขนาดนี้ พี่นี่มัน…ไม่ยอมมองอะไรอย่างที่เอ็งว่าจริงๆ นั่นแหละ”

“ไม่หรอกพี่ จังหวะมันเป็นแบบนี้มากกว่า มันคงถึงจุดที่คุณทิชาเธอรู้แล้วละว่ามันยาก และมันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ถ้าผมเข้ามาก่อนหน้านี้ มันอาจจะไม่เป็นอย่างนี้ก็ได้”

“เร…” บุลินสูดลมหายใจเข้าแรงๆ “พี่รู้นะว่าเอ็งไม่อยากให้เรื่องบานปลายใหญ่โต พี่รับปากเอ็งก็ได้ว่าจะไม่ทำร้ายคนไม่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนายทศทิศหรือเพื่อนสาวของมัน แต่พี่แค้นไอ้หมอที่มันยิ้มท้าพี่และเป็นคนทำให้พี่เดี้ยงอยู่นี่ ยังไงมันก็ต้องมีรายการเอาคืนบ้าง ไอ้พลเมืองดีจอมปลอมนั่นอีกคน”

“พี่บุ…”

“พี่ยอมให้เอ็งเรื่องหนึ่งแล้วนะ เรื่องที่จะไม่รุนแรงกับนายทศทิศ แต่พี่ไม่ยอมตรงนี้แน่ๆ เร เอ็งจะเป็นฝ่ายได้ทั้งหมดไม่ได้หรอก”

“แล้วถ้าพี่หาตัวผู้ชายคนนั้นไม่เจอ พี่จะทำยังไง จะใช้ประโยชน์จากผู้หญิงคนนั้นไหม”

คราวนี้บุลินไม่ตอบ ซึ่งเรวัตรู้อยู่แล้วละว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น เขาถึงต้องรับงานนี้ไว้กับตัว ไม่ปล่อยให้มันไปอยู่ในมือคนอื่น

ในเมื่อบุลินสามารถอยู่กับนายพลพลมนูญได้ สามารถดูแลทิชากรในช่วงก่อนหน้านี้ได้ ทำไมจะไม่มีธาตุนิสัยใกล้เคียงกัน

เสียงสัญญาณโทรศัพท์ในมือยังคงดังต่อเนื่อง เรวัตรู้สึกว่ามันช่างระคายหู แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากส่งมันคืนให้บุลิน

รุ่นพี่ของเขารับมันไปและออกคำสั่งกับลูกน้องที่โทร.เข้ามา

เลงโบส่งข่าวไม่สู้ดีเท่าไรมาให้อามันต์อีกสองวันถัดจากนั้น

“ผมโดนขวางไม่ให้เข้าใกล้เป้าหมายเป็นครั้งที่สองแล้วครับลู น่าจะมีอะไรผิดปกติ”

“เกิดอะไรขึ้น”

“ก่อนหน้านี้ผมเข้าไปคุยเพื่อตีสนิทกับผู้หญิงคนนั้น แต่ระหว่างที่คุยกัน มีคนเข้ามาหาเรื่องผมในผับ เราวิวาทกัน มันเรียกพรรคพวกมา หลังจากนั้นก็เกิดการชุลมุนขึ้น เธอหายไปช่วงนั้น วันนี้ตอนผมกำลังจะเข้าไปหาตอนที่เธอเดินชอปปิ้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า จู่ๆ ผมก็รู้สึกว่ามีคนสะกดรอยตาม ผมก็เลยรีบถอยแล้วคราวนี้”

เรื่องเล่าของเลงโบ ฟังเผินๆ เหมือนไม่มีอะไร แค่คลาดจากเป้าหมายเดิมเพียงสองครั้ง ทว่า…สำหรับอามันต์และลูกน้องซึ่งต้องระวังตลอดเวลา ความสำเร็จที่แน่นอนเท่านั้นจึงจะเรียกว่าปลอดภัย ส่วนความบังเอิญที่ทำให้พลาดบ่อยๆ คืออันตรายร้ายแรง

“นายปลอดภัยใช่ไหม”

“ครับลู ตอนนี้ผมนึกถึงคนที่สะกดรอยเราตอนย้ายบ้านคุณทศที่ชื่อบุลิน หมอนั่นเป็นคนเดียวที่เห็นหน้าผม ตอนที่เราสอยมันร่วงกลางถนนแล้วผมปลอมเป็นพลเมืองดีเข้าไปช่วย จะได้แกะรอยบ้านช่องห้องหับของมันถูก ถ้าพวกนั้นเดาออกว่าเรากำลังหาคนที่จะพาไปถึงผู้ชายของทิชากรได้ ก็คงจะมาดักดูว่าใครที่จู่ๆ ก็โผล่เข้าไปวุ่นวายกับผู้หญิงคนนั้น แล้วผมก็มาจริงๆ”

การสืบหาร่องรอยผู้ชายของทิชากรในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขายังมีทศทิศ ซึ่งถึงอย่างไรก็ใกล้ชิดสนิทสนมกับทิชากรอยู่นานหลายเดือน

อามันต์ไม่ได้คิดร้ายกับเธอ เขาแค่ต้องการให้ผู้หญิงคนนั้นเอาปัญหาส่วนตัวไปสะสางกับคนที่เป็นลูกหนี้ตัวจริง ไม่ใช่แพะรับบาปไม่รู้อิโหน่อิเหน่

ทศทิศอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อผู้ชายคนนั้นผ่านหู ไม่เคยได้เห็นผู้ชายคนนั้นกับตา แต่อามันต์รู้วิธีการ เขาก็แค่ถามหาคนคนหนึ่งจากทศทิศ

แน่นอนว่าต้องไม่ใช่คนรักใคร่ชอบพอที่พร้อมจะปกป้องทิชากร แต่เป็นคนที่เกลียด

เมื่ออามันต์ได้ชื่อผู้หญิงคนหนึ่งที่ทิชากรมักบ่นถึงอย่างรังเกียจเคียดแค้นเป็นประจำจากทศทิศ เขาก็ให้เลงโบไปเฝ้าสังเกตและหาทางเข้าไปตีสนิท แต่กลายเป็นว่าล้มเหลวทั้งสองครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติในมุมมองของพวกเขา

เป็นไปได้มากว่าคนที่ชื่อบุลินจะเดาทางพวกเขาถูก ว่าจะต้องตามหาพ่อของเด็กในท้องทิชากร จึงไปดักอยู่รอบๆ คนที่อาจจะรู้เรื่องและพร้อมที่จะเปิดเผยรายชื่อ อย่างคนที่เป็นศัตรูกับเธอ

พอพวกนั้นเห็นเลงโบเข้าไปป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้คนที่พวกมันจับตาดู แล้วบุลินพบว่าเป็นพลเมืองดีที่เจอกันคราวก่อน ก็คงจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ไม่ยากว่าทศทิศมีเลงโบ…และเขาคอยดูแลอยู่ข้างหลัง

“…นายถอยออกมาก่อนเลงโบ ตอนนี้บุลินยังไปไหนมาไหนลำบากเพราะขาหักสองข้าง มันต้องมีคนใหม่เข้ามาทำงานแทนแล้วละ ในเมื่อเรายังไม่รู้จักหน้าเจ้าคนใหม่นี่ ฉันจะให้เดฟไปดูก่อนว่ามันเป็นใคร”

“แล้วคุณมีน…”

ไม่แปลกที่เลงโบจะพุ่งความสนใจมาที่มัทมีนา เพราะในบรรดาคนที่อยู่รอบตัวอามันต์ มัทมีนาคือคนสุดท้ายที่บุลินสามารถใช้เป็นสะพานทอดมาหาเขา แล้วทำไมมันจะไม่ใช้เธอเป็นเครื่องมือ

“ไม่ต้องห่วง ฉันจัดการด้านคุณมีนเอง ช่วงนี้นายเก็บตัวดีๆ เพราะลงว่าฝ่ายนั้นเคลื่อนไหว ก็อาจจะมีระลอกต่อไป อีกไม่กี่วันทศจะได้เวลากลับมาแล้ว ฉันไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาดอีก”

“ผมขอโทษครับลู…มันควรจะลงตัวตามที่ลูวางแผนไว้ก่อนคุณทศจะกลับ”

“อะไรที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายเป็นความรับผิดชอบของฉัน เลงโบ”

การให้ความมั่นใจกับลูกน้องว่างานไม่ได้ล้มเหลว รวมถึงการแสดงความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้า เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการทำงานร่วมกับคนอื่น

“ฉันเตรียมแผนสำรองไว้แล้ว ไม่ต้องห่วง ถึงเวลาเหมาะๆ เราค่อยจัดการอีกที”

“ครับลู” เลงโบรับคำด้วยน้ำเสียงที่ดีขึ้น

หลังจบการสนทนากับลูกน้องคนสนิทซึ่งอายุน้อยสุดในกลุ่ม อามันต์ก็นึกถึงสิ่งที่จะทำต่อไปอย่างเคร่งขรึม

เดิมทีเขาได้เลือกที่จะใช้วิธีที่ละมุนละม่อมที่สุดให้ทิชากรแล้ว นั่นคือให้เธอเผชิญหน้ากับพ่อเด็กในท้องตัวจริง ไม่มีการใส่ร้ายป้ายสี แต่เธอก็ดิ้นรนตอบโต้ หาคนมาช่วยหลบหนีความผิดของตนจนถึงที่สุด มันทำให้เขาต้องคิดถึงการใช้วิธีอื่น เพื่อบังคับให้เธอยอมจำนน

ทว่า…ก่อนหน้านั้นเขาคงต้องหาทางป้องกันคนของตน ซึ่งก็นับเป็นการเดินหมากของฝ่ายตรงข้ามที่ได้ผลดีพอสมควร เพราะสามารถสะกัดกั้นไม่ให้เขาเคลื่อนไหวได้ระยะหนึ่ง

คิดแล้ว อามันต์ก็หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาโทร.หาคนที่เขาเคยตั้งใจว่าจะถอยห่าง จนกว่าจะจัดการเรื่องส่วนตัวจบ แต่น่าเสียดายที่ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์…

“มีน…เย็นนี้อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม เดี๋ยวอาเข้าไปทำให้กิน”

 

“กินเนื้อค่ะ!”

มัทมีนาตอบคำถามอามันต์อย่างร่าเริง ก่อนจะหัวเราะเสียงใส เรียกความสนใจจากเพื่อนร่วมงานและรุ่นพี่ในรถตู้ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางไปทำงานนอกสถานที่ด้วยกัน

“ช่วงนี้งานหนักมากเลยค่ะ รู้สึกเหมือนต้องการโปรตีนเยอะๆ อย่างวันนี้นะ…” หญิงสาวปรับเสียงให้เบาลงเป็นกระซิบกับชายหนุ่ม “มีนโดนลากไปคุยกับลูกค้าสองราย แต่นอกจากคุยแล้วมีนยังต้องตามไปดูพื้นที่โครงการด้วย เท่ากับวันเดียวสี่จุด เช้าสองบ่ายสอง แต่พรุ่งนี้จะเพิ่มเป็นหก คุณอาคิดว่ามีนควรกินเนื้อไหมล่ะคะแบบนี้”

กรกานต์ได้ยินจึงยื่นมือมาเขกศีรษะรุ่นน้องคนสวยเบาๆ เสียทีหนึ่ง “จะกินเนื้อพี่เลยไหมล่ะ”

มัทมีนาหัวเราะกับการหยอกเย้าระหว่างเธอกับรุ่นพี่ ก่อนจะหันไปต่อบทสนทนากับอามันต์ “เพราะงั้นเมนูอะไร มีนได้หมดแหละค่ะ ได้ค่ะ แล้วค่ำๆ เจอกัน”

เลิกสายแล้ว หญิงสาวยังนึกถึงคนที่คุยด้วยเมื่อครู่ เนื่องจากนี่นับเป็นครั้งแรก หลังเธอได้เผยความรู้สึกที่มีอยู่ในใจให้เขาได้รู้เมื่อคราวก่อน

ตอนนั้นอามันต์ไม่ได้ตอบอะไรเธอ แต่มัทมีนารู้สึกได้เองว่า ระยะห่างที่เขามักมีไว้กั้นกลางระหว่างเขากับเธอหายไป จากที่เคยให้เพียงความรู้สึกปลอดภัย อุ่นใจเมื่อได้เห็นเขา ก็เหมือนจะเอื้อมมือแตะต้องได้ ไม่ได้เป็นแค่ภาพเงาให้จดจำเพียงอย่างเดียวเหมือนเก่า

เมื่อก่อนมีแค่เธอเป็นฝ่ายติดต่อเขา ระยะหลังเขามักส่งข้อความมาถามไถ่ แม้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องพ่อแม่และน้องชาย มัทมีนาก็ดีใจ แต่สุดท้ายแล้ว เขาก็โทร.มาหาเธอ…เพราะเธอ

คิดแล้วก็ร้อนหน้า ร้อนไปถึงใบหู หัวใจเต้นไม่ตรงจังหวะด้วย

“แหม…”

เสียงลากยาวๆ ที่ดังขึ้นข้างตัวทำเอามัทมีนาสะดุ้ง หันขวับไปดู ครั้นแล้วก็พบว่ารุ่นพี่ทั้งสองคนซึ่งนั่งอยู่เบาะถัดจากเธอไปทางด้านหลัง กำลังชะโงกหน้าข้ามพนักพิงมาจับจ้องเธอ

กรกานต์เลิกคิ้วขึ้นทันทีที่สบตากับรุ่นน้องคนสวย

“คุยโทรศัพท์เสร็จก็นั่งเหม่อ แถมยังยิ้มไม่หุบ มันยังไงกันเนี่ย”

“เขาคุยกับอาเขา ไม่ได้ยินเหรอคุณ” ปรมัตถ์แกล้งท้วงเพื่อนของตน “เขาไม่ได้คุยกับแฟนเสียหน่อย ตื่นเต้นไปทำไม”

“นั่นสิเน้อ ใช่ไหมมานี ญาติกัน”

มัทมีนาอึกอัก ตอบไม่ถูก แต่หน้าร้อนมาก

“อุ๊ตะ…” กรกานต์ล้อเลียน “อยู่ต่อหน้าเพื่อนเจ้านายที่มาหลียังไม่เห็นเป็นถึงขนาดนี้เลยนี่ สวย เริ่ด เชิด หยิ่ง ตอบได้นิ่งๆ กี่คนๆ ตีตกหมด แล้วคนนี้มันอะไรกันน้อ ว่าไงๆๆ พี่รอคำตอบอยู่นะตัวเอง”

“พี่ปุ้ยอะ” มัทมีนาไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้ว จึงหันกลับมา เอาหน้าร้อนๆ ซ่อนไว้ในฝ่ามือเย็นๆ ของตัวเอง “ไม่มีอะไรเสียหน่อย”

“แหม ไม่มีอะไร เขียนไว้บนหน้าหมดแล้วย่ะ ต๊าย…ข่าวช็อกเหมือนกันนะไอ้มัด ระหว่างที่หนุ่มๆ สาวๆ วัยเดียวกันกับแม่สวยเลือกได้ เขามีแฟนกันเป็นโหลแล้ว นางไม่เคยมีโผล่มาให้เห็นสักคน นี่นับเป็นรายแรกในรอบห้าปีเลยนะ นี่ฉันนับเฉพาะที่รู้จักมันมานะ”

“เจ้าบอมเพื่อนรุ่นเดียวกันกับมันเคยบอกว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัย มันไม่มีแฟนนะ เอาแต่เรียนแล้วก็ลุยไปโน่นมานี่ คบแต่เพื่อน แล้วก็มีเพื่อนสนิทชื่อนายทศ”

“ฉันต้องสืบค้นย้อนไปอีกหน่อยไหม เผื่อมันเคยมีแฟนตอนเรียนมัธยม”

“เออ น่าสนใจอยู่นะ ว่างๆ จะลองถามเจ้าบอมดู ยังไงมันก็เพื่อนคณะเดียวกันกับนายทศ ไปถามแป๊บเดียวก็รู้”

“ถ้าอย่างนั้นเลยไปตอนประถมด้วยก็ได้ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว”

“พี่ปุ้ยคะ…พี่มัดคะ…” มัทมีนาส่งเสียงอู้อี้ เพราะหน้ายังซุกอยู่กับฝ่ามือ “…ไว้ชีวิตมีนเถอะค่ะ”

รุ่นพี่ทั้งสองคนหัวเราะเสียงดังทันควัน

“พูดเล่น! ใครจะว่างไปยุ่งเรื่องคนอื่นขนาดนั้นฮะ!”

“ตอบมาสั้นๆ เลยแล้วกัน พอดีเรื่องของเรื่อง พวกพี่ไม่ว่างอะ”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมา ทำหน้ามุ่ย “เรื่องมันจะเป็นยังไงต่อยังไม่รู้เลยค่ะ”

“อ้อ อยู่ระหว่างออกเดตดูใจกัน นัดรับประทานอาหารค่ำแบบดินเนอร์ที่ร้านอาหารหรูๆ”

“ที่บ้านมีนต่างหาก”

“ว้าว ถ้าอย่างนั้นพ่อกับแม่รับทราบ เข้าตามตรอกออกตามประตู มีถามว่าจะกินอะไรด้วย ถ้าไม่ซื้อก็คงทำให้กินเองกับมือ ที่แท้นางชอบหนุ่มสายหวาน ทำกับข้าวเป็น เอาอกเอาใจเก่ง ไอ้ที่ผ่านๆ มาเจอแต่สายเปย์และสายหลีอย่างเดียว อย่างอื่นไม่เป็นเลยตกรอบ”

มัทมีนาคอตก ทั้งขำทั้งเหนื่อย ไม่รู้จะห้ามรุ่นพี่อย่างไรไม่ให้สนใจเรื่องของเธอ ได้แต่ปล่อยให้พวกเขาหยอกเย้าล้อเลียนกันไปตามสะดวก เพราะรู้ว่าเมื่อถึงเวลาทำงาน ทุกคนจะหยุดกันไปเอง แต่พอเข้าช่วงเย็น ใกล้เลิกงานเต็มที กรกานต์กับปรมัตถ์นึกขึ้นได้ จึงเย้าแหย่เธอต่ออีกนิดด้วยการเตือนว่าใกล้จะได้เวลากลับบ้านไปดินเนอร์

ทว่า…ใดๆ ในโลก มักมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นเสมอ จู่ๆ เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งยังคบหาสนิทสนมกันดีอยู่ โทร.มาหาก่อนเลิกงานเพียงนิดเดียว

“ว่างสักชั่วโมงสองชั่วโมงไหมเพื่อน เอสโอเอสด่วน ไอ้ต้ามันโดนแฟนมันซ้อม”

“หา!” มัทมีนาซึ่งกำลังจะเดินไปที่รถยนต์ของตน ถึงกับชะงักเท้าด้วยความตกใจ “เกิดอะไรขึ้นน่ะนิ่ง แล้วนี่ต้าอยู่ไหน”

“เช็กแล้วตอนนี้อยู่ห้องมันในหอพัก นายมาได้ไหมล่ะ นี่เรากับบีมกำลังจะถึงบริษัทนาย ถ้าไปได้จะได้ไปด้วยกัน”

ต่อให้เป็นคนอื่น ความปลอดภัยในชีวิตของคนคนหนึ่ง มัทมีนาก็ยังเห็นว่าสำคัญ นี่สวิตตาเป็นถึงเพื่อนในกลุ่มที่สนิทสนมคบหากันมานานหลายปี

“ได้สิได้ ทำไมจะไม่ได้ พวกนายถึงไหนแล้ว”

“ใกล้ถึงหน้าบริษัทนายแล้วล่ะ อีกสองนาที”

หญิงสาวตัดสินใจทันทีว่าจะไม่ใช้รถยนต์ตัวเอง เพราะกว่าจะไปถึงแล้วขับตามไป ก็คงใช้เวลาโขอยู่ อีกประการหนึ่ง…เธอคุ้นเสียแล้วกับการไปไหนมาไหนโดยอาศัยเพื่อนกลุ่มนี้ มีความไว้ใจว่าเพื่อนจะไม่ทิ้งให้ลำบาก เพราะพวกเขาไม่เคยทำสักครั้งเดียว

“มารับตรงป้ายรถเมลได้เลย เจอกัน”

พูดจบ มัทมีนาก็รีบวิ่งออกมาบริเวณริมถนน หน้าบริษัทอันใหญ่โตของตน อึดใจเดียวรถแบบเอสยูวีสีขาวมุกของเพื่อนก็เปิดไฟจอดฉุกเฉิน โฉบเข้ามารับเธอ พอขึ้นรถได้ก็ทักทายเพื่อนผู้ชายสองคนซึ่งนั่งคู่กันที่เบาะหน้า แล้วถามถึงแผนการโดยรวม

นิธานตอบว่า “เดี๋ยวเลยไปรับไอ้ตุ่นอีกคน วันนี้มันอยู่ออฟฟิศ อยากให้ช่วยกันกล่อมให้มันเลิกกันเถอะ แต่กลัวว่านายคนเดียวจะเอาไม่อยู่”

“ยากขนาดนั้นเลยเหรอ”

“เคยเจอมากี่เคสแล้วล่ะ” วิวิธส่ายหัว “เมื่อก่อนไอ้จิ๋วก็คนหนึ่ง ตอนจะจบก็ไอ้เดี่ยวอีกคน เวลาคนเรามันรัก มันบ้าได้ขนาดนั้นเลยนะเว้ยมานี บางคนไม่บ้าอาละวาด…แม่งก็บ้าแอบรักเขามาได้เป็นสิบปี”

มัทมีนาเห็นวิวิธชำเลืองนิธานแวบหนึ่ง เป็นอันรู้กันว่าหมายถึงใคร

นิธานแอบรักสวิตตา ดาวประจำคณะมานานแล้ว แต่เพื่อนไม่เคยปริปากบอกเจ้าตัวเพราะรู้ว่าผู้หญิงไม่เคยเห็นตนอยู่ในสายตา

มัทมีนาเข้าใจความรู้สึกนั้น…ขนาดเธอไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอตั้งแต่เมื่อสิบห้าปีก่อนคือความรัก หัวใจเธอก็เลือกแล้วที่จะผูกพันกับเขาตั้งแต่ต้น

ทนได้…แต่คงเจ็บปวดและไม่ลืม

“เอาไงเอากันเถอะ นิ่ง บีม แต่เราใจไม่ดีเลย ถ้าถึงขนาดพวกนายเอสโอเอส”

“มันก็ไม่ดีจริงๆ นั่นแหละ…” นิธานพึมพำแล้วเงียบไป ปล่อยให้วิวิธชี้บอกทางไปบริษัทเพื่อนอีกคนหนึ่ง

มัทมีนาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาส่งข้อความถึงคนที่เธอคิดถึงมากที่สุด เพราะนัดกับเขาว่าจะรีบกลับบ้าน ไปเป็นกำลังใจให้เขาตอนทำอาหารเย็น แต่เห็นทีจะต้องผิดคำพูด

“มีนขอกลับช้าหน่อยนะคะ พอดีเพื่อนมีนมีเรื่องด่วน ขอเวลาสักสองชั่วโมงค่ะ”

 

ข้อความที่ส่งมาในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องระแวดระวังให้มากขึ้นกว่าเดิม แม้มันจะไม่มีคำไหนบอกให้รู้ว่าเกิดเรื่องน่ากลัว แต่ไม่ได้ชวนให้วางใจ

อามันต์ถึงบ้านมัทมีนานานแล้ว กำลังทำอาหารอยู่ในบ้านเธออย่างสบายใจ ตอนเธอส่งข่าวบอกเขา

เขาถึงกับต้องวางอุปกรณ์ทำครัวในมือ เพื่อต่อสายถึงลูกน้องคนสนิทที่สั่งให้คอยคุ้มครองมัทมีนา

“คุณมีนไปไหน เลงโบ”

“ไม่ทราบครับลู แต่ผมกำลังตามเธออยู่ คุณมีนขึ้นรถไปกับใครไม่รู้จากหน้าบริษัท”

“อย่าให้คลาดกันนะ”

“ครับ”

อามันต์ตัดสายจากลูกน้อง แต่ยังไม่วางใจสุดท้ายตัดสินใจส่งข้อความหาเธอ

“ไปไหน”

มัทมีนาอ่านแล้วพิมพ์ตอบกลับมาว่า “ยังไม่แน่ใจค่ะ เป็นที่พักเพื่อน ห่างจากที่ทำงานมีนสักยี่สิบกิโลได้”

“มีอะไรหรือเปล่า บอกอาหน่อย”

หญิงสาวลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตอบเขา

“เพื่อนทะเลาะกับแฟนค่ะ เขามีลงไม้ลงมือด้วย เราก็เลยจะไปช่วยกัน”

“คนทะเลาะกัน แล้วมีนจะไปช่วย?”

“ไปสี่คนค่ะ ไม่ต้องห่วง”

อามันต์อยากจะ…สบถดังๆ ให้สมกับการไร้ซึ่งความกลัวของมัทมีนา เป็นผู้หญิงคนอื่น น่าจะทำอะไรบ้างนะ…ขอให้คนอื่นไปแทน หรือไม่ก็ขอให้ตำรวจไปช่วย

อามันต์ไม่อยากจะถามรายละเอียดให้ลึกกว่านี้แล้ว เพราะเขาจะไม่อยู่รอเฉยๆ

“บอกพิกัดมีนมา อาจะไปหา”

“คะ?”

“พิกัดมีน บอกอามา เร็ว”

มัทมีนาเงียบไปเล็กน้อย อามันต์ไม่รู้หรอกว่าเธอคิดอะไร แต่สุดท้าย หญิงสาวก็ส่งหมายเลขและตัวอักษรภาษาอังกฤษแถวยาวมาให้

“รหัสสำหรับใช้กับระบบติดตามโทรศัพท์ของมีนค่ะ ใช้ได้แบบเรียลไทม์เลย”

อามันต์รีบดำเนินการทุกอย่าง จากนั้นก็ถอดผ้ากันเปื้อนโยนทิ้ง แล้วคว้ากุญแจรถยนต์สีดำเดินออกมาหน้าบ้าน

มัญชรีกับเจตน์กำลังช่วยกันจัดการพุ่มลิ้นมังกรขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น เห็นเข้าก็ทักอย่างแปลกใจ

“อ้าว พ่ออาร์ม ไปไหนล่ะนั่น”

“เดี๋ยวมาครับ”

พูดแค่นั้น อีกฝ่ายก็ขึ้นรถ ติดเครื่องแล้วขับออกไปเลย ทีแรกเจตน์กับมัญชรีสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อพิจารณาแล้วไม่เห็นความเร่งร้อนจากหนุ่มรุ่นน้อง ทั้งสองคนจึงไม่ร้อนตาม หันไปให้ความสนใจกับต้นไม้แสนรักอีกครา

ผิดกับอามันต์ ที่พอพ้นระยะบ้านของพวกเขาไปได้ไม่กี่เมตร ก็เร่งเครื่องออกตัวเร็วๆ ขับไปตามที่ระบบค้นหานำทาง

Don`t copy text!