ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 13 : ยังมีอีก

ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 13 : ยังมีอีก

โดย : กฤษณา อโศกสิน

Loading

ลวดลายในวิญญาณ นวนิยายลึกลับโดย กฤษณา อโศกสิน เมื่ออิทธิพลของ ‘ดาวเกตุ’ ผูกโยงชะตาชีวิตและจิตวิญญาณของละอองทองเข้ากับความเร้นลับยามค่ำคืน ความจริงที่ซ่อนอยู่คือพรหรือคำสาป? ติดตามปริศนาแห่งลายแทงวิญญาณได้ที่นี่

“เราควรจะทำยังไงกันดีล่ะฮะ” กองพลนิ่งนึกอย่างสนุกในทีแรก แต่เวลานี้เริ่มไม่แน่ใจมากกว่า “เอ…ผมเองก็ยังคิดไม่ออกเลยว่า เราจะนั่งคุยกันอยู่ที่นี่จนนั่งหลับสัปหงกไปด้วยกันจนกระทั่งได้ลงเรือสำเภาสมัยนั้นที่ล่องตามน้ำทะเลมาเทียบท่าหลังร้านคุณนวลสนิทหรือยังไง…ยังไงดีฮะ คุณลุง” ครั้นแล้ว เจ้าตัวก็ต้องหันมาถามสันสกฤตพร้อมหัวเราะนิดๆ “ผมเอง…ถึงจะแกะสลักเรือมานาน แต่เรื่องลงเรือไปล่องทะเลตอนดึกๆ นี่ชักไม่อยากเล่นด้วยแล้วสิฮะ…ลงไปหนเดียวก็เข็ดแล้ว”

“เข็ดยังไงหรือฮะ” ชายสูงวัยถามเพื่อประกอบกับความฝันเมื่อคืน

“คือ เราก็ต้อง…เอ้อ…ยืน เดิน นั่ง นอนอยู่ในนั้น ถ้าไปอย่างคนโดยสารก็ต้องนั่งๆ นอนๆ ถ้าไปอย่างจับกังก็ต้องแบกหามหีบห่อ กระสอบใหญ่ๆ ขนถ่ายสินค้าตอนเรือเทียบท่า…แล้วสินค้า…เท่าที่ผมเห็นในฝันเมื่อห้าปีที่แล้วก็มีกระทั่งเตียงนอน กระสอบข้าวสารข้าวเปลือก หนักมาก เล่นเอาตื่นขึ้นมาเหงื่อโซมเลยคุณลุง”

“ใช่ฮะ…ผมเองก็โดนเข้าไปเมื่อคืนเหมือนกัน”

“จริงหรือครับ”

“จริงครับ” สันสกฤตเสียงหนักแน่น หากก็ยิ้มละไม “แต่ผมก็ชอบนะ…ไม่ว่ากัน…ถ้าจะต้องลงเรือในฐานะจับกังอีกหน”

“คุณลุงพูดเล่นหรือพูดจริงคะ” ละอองทองเบิกตากว้างขณะที่ชั่วโมงนาทีกำลังเดินทาง จึงใกล้จะถึงสิบเจ็ดนาฬิกาเข้าไปแล้ว อีกไม่ช้าก็จะถึงสิบแปดนาฬิกา ได้เวลารับประทานอาหารอีกครั้ง “ว่าแต่ว่า…คุณลุงกับคุณธรทานอะไรด้วยกันเลยดีไหมคะ คุณกองพลกับคุณนิตยาด้วย…ถ้าไม่มีธุระอะไรน่ะนะคะ”

“สำหรับผม…เห็นจะต้องขอตัวดีกว่า…” ที่จริง กองพลเองก็ยังลังเลขณะดูนาฬิกาข้อมือ “ไม่ใช่อะไรหรอกฮะ…นึกๆ ก็ชักยังไงๆ ยังแหยงลงเรือสำเภาอยู่น่ะครับ…ถึงจะลงไป…ไม่ใช่ในฐานะจับกัง แต่ลงในฐานะคนโดยสารก็ยังเข็ดอยู่ดี…คือตอนกำลังหลับๆ มีพายุมา…แค่พายุอ่อนๆ ถูกมันโยนขึ้นๆ ลงๆ เราก็แย่แล้ว จริงไหมฮะ” เขาเริ่มเปลี่ยนความคิดเรื่องลงเรือชัดเจนขึ้น

แต่ละอองทองบอกกล่าว

“หรือคะ…แต่ทองยังไม่เคยโดนพายุเลยแม้แต่หนเดียว”

“คุณทองไปกับเรือทุกคืนเลยหรือฮะ”

“ค่ะ…ไปทุกคืน”

“อือ” อีกฝ่ายงึมงำในลำคอ “แปลกประหลาดมหัศจรรย์มาก”

แต่ทั้งสันสกฤตและพิทยาธรต่างก็ใคร่จะพิสูจน์ความฝันอีกครั้งว่าใช่ดังค่ำคืนที่เขาเองพบเจอด้วยตนเองหรือไม่ จึงต่างก็หันมามองตากันเชิงถามว่า ถ้าเช่นนั้นค่ำนี้ควรจะทำอย่างไรดีจึงจะได้ลงเรือสำเภาไปด้วยกัน

แค่คิดก็คลายเรื่องเพ้อพกตลกไม่ออกอย่างยิ่งแล้ว

“ผมว่านะ…” ในที่สุดเจ้าของกิจการไม้แกะสลักก็เอ่ยขึ้น “ต่างคนต่างกลับบ้านไปละกันฮะ…ใครอยากไปกับเรือคืนนี้ก็อธิษฐานเอาเอง…ดูซิว่า…เรื่องเหนือจริงจะมีอยู่จริงไหม…คือเราไม่จำเป็นต้องรวมหมู่กันอยู่ตรงนี้ตลอดคืนก็ได้…น่าจะอยู่ตรงไหนก็ได้…บนเตียงบ้านเราเองดีที่สุด…เกิดเรือล่มขึ้นมา เราว่ายน้ำอยู่บนฟูกบ้านเรามิดีกว่าหรือฮะ”

“จริงด้วยครับ” พิทยาธรเริ่มเห็นด้วย

เพราะอย่างน้อย ทั้งเขาและลุงก็กำลังเกรงใจเจ้าของสถานที่เช่นกัน

“ถ้างั้น…เดี๋ยวผมเลยไปส่งคุณลุงกับคุณธร” กองพลเองก็โล่งอก “แล้วจะชวนกันไปโล้สำเภาที่ไหนยังไงก็เชิญเลยนะ ผมเลยขอถอนตัวที่ว่าจะบริกรรมคาถาลงสำเภาเป็นครั้งสุดท้ายดีกว่า ไม่เล่นด้วยกับอะไรพรรค์นี้แน่นอนแล้ว”

ดังนั้น ต่างคนต่างก็ร่ำลาเจ้าของร้านผู้ก็ไม่ว่ากระไร

นวลสนิทเองก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าเรื่องราวจากปากคำน้องสาวคือความจริงมิใช่นึกเอาเอง

“แล้วค่อยคุยกันใหม่นะคะคุณลุง คุณธร…ขอบคุณคุณกองพลมากที่ช่วยหาที่ตั้งเรือสำเภามงคลให้…”

“แล้วยังจะพาไปกราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองอีกนะฮะ” พิทยาธรเสริม

“รอเลยค่ะ ไปแน่ๆ”

“ผ่านคืนนี้ไปก่อน คุณนวลจะได้รู้ชัดว่าใช่ไม่ใช่ยังไงมั่ง”

ครั้นแล้ว เจ้าของกิจการก็พาลุงกับหลานมาส่งถึงแกลเลอรี

เพียงแค่สันสกฤตก้าวเข้าประตูร้านที่ชิดชื่นยังแง้มไว้นิดหนึ่ง

น้องสาวก็โผล่ออกมาพอดี รายงานว่า

“มีคนมาขอซื้อรูปสีน้ำของนักศึกษา บอกว่าชอบ คล้ายๆ โมเนต์…แต่ฝากไว้ก่อน…พรุ่งนี้มารับ”

สันสกฤต พิทยาธรได้แต่ดีใจพร้อมกัน

เทพธิดาไม้สักเริ่มพาลาภผลมาเพิ่มพูนให้แกลเลอรีของเขาแล้ว

ดังนั้น ชายสูงวัยจึงนึกในใจก่อนขึ้นลิฟต์

‘ขอบพระคุณเทพธิดาอย่างยิ่งขอรับ’

“ยังมีอีก” เสียงเทพธิดาแว่วมาเบาๆ

 

ทั้งลุงและหลานอาบน้ำกินอาหารเย็นที่ชิดชื่นเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว จึงขึ้นห้องส่วนตัวของตนเอง

ก่อนแยกกันหน้าห้อง สันสกฤตก็ถามขำๆ ว่า

“แกเชื่อไหมว่า คนตั้งหลายคนจะฝันว่าได้ลงเรือสำเภาด้วยกัน”

ชายหนุ่มก็เลยหัวเราะ

“ก็…น่าน…น่ะ…ซี…ลุง”

“มันออกจะมหัศจรรย์พันลึกมากไปไหม”

“แต่เมื่อคืนเรายังเจอกันเลย”

“ที่เจอ…เพราะเรานับถือเทพธิดาไม้สัก ท่านเป็นคนบงการให้เจอ” ลุงของเขายืนยัน “แต่สองคนนั่นไม่อยู่ในข่าย เขาไปด้วยวิญญาณใครก็ไม่รู้…เขากับเราต่างคนต่างไป ไม่เกี่ยวกัน”

“ก็ใช่นะฮะ” ฝ่ายหลานยอม “แต่ก็ไม่เป็นไร คืนนี้พิสูจน์อีกทีว่าเพราะอะไร คุณนั่นถึงไปกับเรือทุกคืน แต่พี่สาวกลับไม่รู้เรื่อง”

“ใจเย็นๆ เดี๋ยวก็รู้”

“แปลกจัง…”

“ไม่รู้เหมือนกัน” สันสกฤตนึกไม่ออก “ทั้งๆ ก็อยู่ด้วยกัน…ห้องใกล้กัน…เหมือนแกกับฉันนี่เอง…เมื่อคืนแกไป ฉันก็ไปนี่นา”

“เป็นเพราะดาวเกตุหรือเปล่าลุง”

คราวนี้สันสกฤตนิ่งนึก หากก็คร้านจะเปิดดูดวงของนวลสนิทในมือถืออีก

“อาจใช่ก็ได้” เลยเพียงแต่พึมพำ “ก็ช่างเถอะ…รอคืนนี้ดีกว่า…คืนนี้แหละที่จะพิสูจน์ว่าดวงใครดาวเกตุแรงไม่แรงแค่ไหน”

“เป็นอันว่า เหตุเกิดจากดาวเกตุแน่ๆ ใช่ไหมฮะ”

“ยังไม่ยืนยันนะ จนกว่าจะผ่านคืนนี้” สันสกฤตเองก็ใจเต้นแรงขณะรอเวลา “ว่าแต่ว่า กว่าแกกะฉันจะหลับคงดึกมั้ง กำลังใจจะดูทีวีก็ไม่มีแล้ว”

หลังจากประตูห้องปิดลง สันสกฤตก็เดินไปยืนอยู่ตรงหน้าตู้โบราณที่มีเทพธิดาไม้สักถือพิณยืนเด่นอยู่ซ้ายมือ เทพธิดาที่ราวนางฟ้ายืนอยู่ขวามือ พลางก็พนมมือไหว้เทพธิดาถือพิณ

‘เทพธิดาขอรับ…คืนนี้กระผมจะได้ลงเรือสำเภาไปกับหลานชายไหมขอรับ’

“ไป” เสียงแผ่วๆ ดังขึ้นริมหูเช่นเดียวกับทุกคราว

พร้อมกับเสียง “เฮ่ย” ก็แซงขึ้นเบาๆ จากด้านขวา

‘กราบขอบพระคุณท่านมากเลยขอรับ แล้วก็หวังว่าจะไม่มีอันตรายใดๆ นะขอรับ’

“ไม่มี”

ต่อจากนั้น เขาก็ปิดไฟก้าวขึ้นเตียงพยายามหลับ แต่ก็หาหลับได้ไม่ แม้จะสวดมนต์แล้วก็ตาม

ท่ามกลางความมืดภายในห้องจึงเหลือแต่ความเงียบวังเวง ชวนให้คิดถึงหญิงสาวผู้หลานชายของเขาเริ่มหมายปอง ใคร่รู้ว่าชีวิตจะสอดคล้องกลมกลืนไปด้วยกันได้เพียงใด เพราะทั้งเขาและชิดชื่นก็เหลือเพียงพิทยาธรแต่ผู้เดียว

เป็นผู้เดียวที่ถูกเลขศักดิ์สิทธิ์ทำร้ายตลอดมา

ถึงเวลาหรือยังที่พิทยาธรจะได้โชคลาภจากดาวดวงนี้

จริงเหลือเกินที่หมอดูสูงอายุเคยทายไว้

‘หลานคุณก็มีสัมผัสที่ ๖ เหมือนกันนะ คือ ๘๙ รับกันกับคุณ เกิดราศีกันย์เหมือนกัน วันเสาร์เหมือนกันอีก ก็แปลกดี’

ขออย่างเดียว อย่ามาอยู่เป็นคนโสดเหมือนกันเลย ในเมื่อหลานของเขายังมีโอกาสงามๆ ที่จะได้แต่งงานกับหญิงสาวที่เหมาะสมอีกมาก เพราะนี่พิทยาธรก็เพิ่งสามสิบหกเท่านั้น

แก่กว่าละอองทองแค่เจ็ดปี

คืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่ค่อนข้างแปลก นั่นก็คือ หลับไม่เร็วเหมือนทุกคืน

สวดมนต์แล้วพักใหญ่ สันสกฤตก็ยังมีดวงหน้าคนทั้งหลายในยามบ่ายวันนี้มาลอยวน ตลอดจนภาพห้องนอนชั้นบนของสองหญิงพี่น้องที่ดูราวต่างกันมาก คนหนึ่งเคร่งเครียดกับทุกเรื่อง ส่วนอีกคนทำตนตามสบายไม่ติดข้องกับเรื่องราวรายรอบตัว แต่กลางวันเป็นคนหนึ่ง ส่วนกลางคืนเป็นอีกคน ช่างชวนให้สับสนป่วนปั่นกับอาการไม่สมประกอบของหล่อน จนนึกไม่ออกว่าพิทยาธรหลานของเขาจะทนกับความบิดผันจากสตรีอื่นของละอองทองไปได้นานเพียงใด

ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียดาย

หญิงสาวผู้ดูดีมากคนหนึ่งซึ่งต้องสูญเสียความจำในยามดึก

ยิ่งคิดลึกลงไปก็ยิ่งกลุ้มใจแทนพี่สาว…มิน่าเล่า นวลสนิทจึงดูเป็นคนไม่มีเสน่ห์ ก็เพราะความเครียดเคลื่อนเข้ามาคลุม

คิดมาถึงตรงนี้ พลันสันสกฤตก็รู้สึกว่าร่างทั้งร่างของเขาลอยออกไป…ไกล…ไกลออกไปในความมืดมิดรอบกาย

 

 



Don`t copy text!