ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 14 : ลำเดียวกัน

ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 14 : ลำเดียวกัน

โดย : กฤษณา อโศกสิน

Loading

ลวดลายในวิญญาณ นวนิยายลึกลับโดย กฤษณา อโศกสิน เมื่ออิทธิพลของ ‘ดาวเกตุ’ ผูกโยงชะตาชีวิตและจิตวิญญาณของละอองทองเข้ากับความเร้นลับยามค่ำคืน ความจริงที่ซ่อนอยู่คือพรหรือคำสาป? ติดตามปริศนาแห่งลายแทงวิญญาณได้ที่นี่

มืดมิดเพียงครู่เดียวก็สว่าง…เป็นแสงจากดวงตะวันยามรุ่งอันเจิดจ้าอยู่บนนภาฟ้ากว้าง ไกลออกไปแลเห็นแต่แผ่นน้ำเวิ้งว้าง แต่ตัวเขาเอง ณ บัดนี้ยังคงอยู่บนตลิ่งที่มีไม้กระดานแผ่นใหญ่ทอดจากเขื่อนซีเมนต์ริมน้ำไปสู่เรือสำเภาลำหนึ่งที่ทอดสมออย่างผึ่งผายคอยสินค้าที่มีจับกังบนบกช่วยกันยกย้ายถ่ายเทจากโกดังไม้หลังคาสังกะสีที่ปรากฏอยู่ลึกเข้าไป นัยว่าเป็นโกดังใหญ่สุดของปากแม่น้ำเจ้าพระยา ชื่อนามเป็นภาษาจีนว่า ‘เจ้อเจี้ยง’ อันเป็นนามของมณฑลหนึ่งในจีน เพราะเจ้าของโกดังอพยพมาจากที่นั่น

บนบ่าเขามีกระสอบป่านสีน้ำตาลใบใหญ่บรรจุกำยานคุณภาพดีอันดับหนึ่งเต็มกระสอบ…คนที่เดินอยู่ข้างหน้าเป็นชายหนุ่ม คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นจับกังที่มาใหม่ยังคงแปลกหน้ากันและกัน ส่วนคนอื่นๆ ต่างก็มีกระสอบ ลัง ทั้งลังไม้และลังกระดาษแข็ง ใหญ่บ้าง กลางๆ บ้าง แบกไว้บนบ่าหรือมิฉะนั้นก็โอบอุ้มด้วยสองแขนที่อาจจะผอมหรืออ้วนก็แล้วแต่ขนาดของแรงงาน

สันสกฤตเพียรเดินให้ทัน แต่หาทันไม่ จนชายหนุ่มคนนั้นแบกลังกระดาษแข็งที่เขาจำได้ว่าเถ้าเก๋เจ้าของโกดังส่งเสียงเมื่อกี้ว่า เป็นลังบรรจุทองคำเปลวและธูปหอมของสยามที่คนจีนนิยมลองใช้แล้วติดใจค่อนข้างมาก

“คนนั้น ดูเหมือนเพิ่งเข้าใหม่นะ” เขาก็เลยหันไปเอ่ยกับจับกังที่แบกกระสอบขนาดเดียวกันตามหลังมา

แต่อีกฝ่ายก็ฟังไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นจีนแท้ที่เพิ่งอพยพมาจากกวางตุ้งเมื่อไม่ถึงหกเดือนที่ผ่านมา

งานขนสินค้าลงเรือสำเภายังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะจบสิ้นราวใกล้เที่ยง บ่ายโมงตรงหลังอาหารกลางวัน จึงจะออกแล่นใบจากปากอ่าวสยาม มุ่งสู่เมืองท่านามว่า กวางตุ้ง เซี่ยงไฮ้ และหนิงโปตามลำดับ

เขา…ผู้เป็นจับกังคนหนึ่งในกลุ่มที่ต้องไปกับเรือ จะต้องตื่น หลับ กิน นอน ถ่ายอยู่ภายในเรือที่เต็มไปด้วยสินค้ามากมายหลายชนิดที่ส่งออกจากสยาม มิใช่เพียงลำสองลำแต่ออกไปกลับมาราวยี่สิบลำเห็นจะได้

นัยว่า มีผู้อุปถัมภ์เป็นขุนนางสยามอีกทอดหนึ่ง หาใช่เถ้าเก๋เจ้าของโกดังเพียงผู้เดียวไม่

แต่ท้ายที่สุด เขาก็ได้พูดคุยกับหนุ่มคนเดินหน้าผู้เพิ่งวางกระสอบป่านใบใหญ่ให้ซ้อนลงไปกับกระสอบใบแรกที่มีป้ายติดไว้เป็นระยะว่าสินค้าในกระสอบคือวัตถุชื่อใด น้ำหนักเท่าไหร่ แตกหักบุบสลายง่ายหรือไม่ ราคาเท่าไร

มูลค่าของสินค้าจะระบุเป็น ‘บาท’

ส่วนปริมาณ ระบุเป็น ‘หาบ’

ดังเช่น ‘สมอเรือ’ กี่ชิ้น จำนวนเท่าไร

กำยานคุณภาพดีอันดับ ๑ ราคาต้นทุน ๕๐ บาท ขาย ๖๐ บาท

รังนกคุณภาพดีอันดับ ๑ ต้นทุน ๓,๐๐๐ บาท ราคาขาย ๘,๐๐๐ บาท

เอ็นกวาง ต้นทุน ๑๖ บาท ราคาขาย ๓๐ บาท

เลือดงูใหญ่ก็มี

สันสกฤตอ่านป้ายที่ติดอยู่บนหัวกระสอบแต่ละใบแล้วยังมึนงงไปเหมือนกัน

นี่เขาจะต้องไปกับเรืออีกยาวนานซีนะ…ก็แล้วใครอุตริไปพาเขามาอยู่ตรงนี้

ใคร…

ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงลมเบาๆ ปลิวโปรยมาถึงหู

“เรือนี่ดี”

ตุ๊กตาถือพิณนั่นเอง…เขาจำได้

เออ…ก็แล้วนี่เขาฝันไปใช่ไหม ฝันว่ามาลงเรือสำเภา…แล้วไอ้หนุ่มคนนั้นล่ะ…ก็นี่มันขึ้นรับกระสอบสินค้ากระสอบสุดท้ายแล้วไง

เขานึกพลางหลังจากวางกระสอบเลือดงูใหญ่ไว้ข้างกระสอบเอ็นกวาง แล้วเป็นอันว่าขนหมดทุกกระสอบแล้ว

เหลือแต่กระสอบสุดท้ายที่ชายหนุ่มคนนั้นก้มตัวลงอุ้มขึ้นมากอดไว้ในวงแขน เพราะนี่คือลังกระดาษแข็งบรรจุผ้าผ่อนท่อนสไบของสตรี มีผ้าย่น ผ้าคลุมไหล่ ผ้าฝ้ายทั้งเนื้อละเอียดและเนื้อหยาบสีต่างๆ แพรกับผ้ายกดอก ชุดละคร กำมะหยี่ เสื้อและโสร่งไหม

“ขนหมดพอดี” เสียงชายหนุ่มบอกหัวหน้าจับกังที่ยืนคุมอยู่อยู่บนโป๊ะเทียบเรือ ซึ่งลอยอยู่ไกลออกไปจากฝั่ง

“มีผู้หญิงอีกคนเพิ่งมา…” เสียงจากหน้าโกดังร้องบอก

เขาก็เลยมองขึ้นไป

จึงแลเห็นหญิงสาวนางหนึ่งเพิ่งก้าวลงจากรถยนต์คันเล็กสียอดตอง พลางหันไปร่ำลาหญิงอีกคนผู้ขับมาส่ง

“หวังว่าจะไม่เบื่อนั่งเรือซะก่อนนะทอง”

ทอง…สันสกฤตได้ยินชัดเต็มสองหู จึงยืนมองหล่อนเดินลงมาตามสะพานไม้กว้างที่ทอดจากบกสู่เรือ

เพียงแต่ตาสบตา หล่อนก็ออกอุทาน

“คุณลุงนั่นเอง”

เขาก็เลยยิ้มให้

“พอดีทองนัดกับคุณพิทยาธรไว้น่ะค่ะ” หล่อนบอกกล่าวอย่างผาสุกใจ แววนัยน์ตาเป็นประกายราวดาวบนฟ้ารุ่ง

ชายหนุ่มผู้เพิ่งขนของเสร็จเดินออกมาพอดี

สันสกฤตจึงเพิ่งเห็นหน้าเขาชัดเดี๋ยวนี้

ก็ได้แต่อุทาน

“ธร…แกเองเหรอ…ไปๆ มาๆ ก็เจอกันจนได้”

ท่ามกลางและไอทะเลที่ผ่านขึ้นมาสัมผัสจมูก ทุกคนก็เลยเดินตามกันไปรวมหมู่พร้อมหน้า ณ ห้องท้ายเรือ พลางแหงนมองใบเรือที่บัดนี้ขึงตึงด้วยแรงลม

เป็นเรือไม้สักของสยาม ทั้งเสากระโดงหลัก หางเรือ สมอเรือ ล้วนแล้วด้วยไม้ของสยามทั้งสิ้น ส่วนใบเรือ ไม้ดามใบเรือและสายระยาง เป็นไม้ไผ่สาน มีระวางบรรทุกได้ ๒๕๐ ถึง ๓๐๐ ตัน

 

ครั้นแล้ว ทั้งสามก็นั่งคุยกันภายใต้หลังคาท้ายเรือที่มีใครสักคนเป็นนายท้าย แต่ใครคนนั้นก็ดูราวกับหุ่นที่วางตั้งอยู่ในเรือ เพราะเขาไม่เคยหันมาทักทายพูดจาแม้แต่หนึ่งประโยคกับหนุ่มน้อยสาวสวยและชายสูงวัยผู้มาปรากฏกายเป็นแค่จับกัง แล้วเลยคล้ายกับครู่เดียวเท่านั้น ก็กลับหันหลังไปอึดใจ กลายเป็นผู้โดยสารทั้งๆ ที่ไม่มีผู้โดยสารแม้แต่หนึ่งคนมากับเรือ เพราะเที่ยวนี้ไม่มีครอบครัวหรือมิตรสหายของเถ้าเก๋มาขอโดยสารไปด้วยเหมือนคราวที่ผ่านไป

ทั้งสันสกฤต พิทยาธร และละอองทองก็เลยได้นั่งคุยกัน กินข้าวกินอาหารด้วยกัน

ครั้นถึงยามค่ำที่เรือยังคงลอยคว้างอยู่กลางทะเลจีนใต้ นายท้ายเรือหรือใครสักคนก็นำอาหารจานเดียว มีจับฉ่ายกับหมูเค็มวางมาบนปากจาน น้ำคนละหนึ่งถ้วยดินเผา

“อร่อยดีจังค่ะ” ละอองทองเอ่ยหลังจากตักเข้าปาก “ถึงไม่หิวก็ต้องบอกว่าอร่อย”

“ของพวกนี้ คนจีนเขามือหนึ่งนะฮะ” พิทยาธรบอกยิ้มๆ

สันสกฤตแลเห็นแววตาของหลานชายแสนสุขสมระงมถึงดาวเดือนนี่กระไร

เป็นแววตาของชายผู้จับใจจับตาในความรักคราใหม่ที่ตนเองหมายมั่น

“ใช่” เขาก็เลยตอบพอไม่ให้มีแต่ความเงียบงัน ขณะที่ต่างคนต่างก็กินจนเกลี้ยงจานหมดถ้วย

พิทยาธรจึงช่วยยกภาชนะทั้งหมดซ้อนๆ กัน นำส่งจับกังที่นั่งคุมสินค้าอยู่ชั้นล่างให้รับไป ครั้นแล้วจึงกลับขึ้นมา

“นี่ผมก็ยังกังขาไม่หายเลยนะว่าเรามาเจอกันในเรือลำนี้ได้ยังไง”

“ก็เราตั้งใจมาใช่ไหมล่ะ…เราอยากลองเพื่อให้รู้ว่าคุณละอองทองไปกับเรือสำเภาตอนกลางคืนได้จริง” สันสกฤต บัดนี้ไม่มีกังวลในเรื่องใด มิว่าเรื่องเรือสำเภาจริงหรือเรือสำเภาจำลองของกองพล เขาถือเอาเองว่านี่คือวิญญาณธาตุของดาวเกตุอย่างแท้จริง

แต่ไม่เป็นไร หากตื่นขึ้นในคราวนี้ เขาจะลองเปิดดูเหตุการณ์อันผู้คนเคยได้รับจากอิทธิพลของดาวเกตุ เพื่อนำมาประกอบกันเป็นเหตุเป็นผลว่า เชื่อได้หรือไม่

เพราะเรื่องของความเชื่อกับความใช่นั้นก็นำไปสู่การค้นคว้าที่ต้องพิสูจน์กันต่อไปอยู่ดี

แต่สำหรับเขา มั่นใจว่าใช่

ละอองทองลงเรือสำเภามากับเขา และพิทยาธรได้อย่างไร

เขาเองก็ยังตอบไม่ได้

แต่ถึงอย่างไร หล่อนก็นั่งอยู่ตรงนี้…ตรงท้ายเรือสำเภานี่…กับเขา…กับพิทยาธรเพียงสามคน

ไม่มีคนหนึ่งคนใดดังเช่นนวลสนิทหรือกองพลกับนิตยา สมมาดกับรัตนา แม้แต่ป้านุ่มลุงเม่นมาข้องเกี่ยว

แล้วจะให้คิดว่าอย่างไร

มีเสียงหล่อนดังขึ้นอีกว่า

“ลมเย็นดีจังนะคะ คุณธร…คุณลุงล่ะคะ สบายไหมคะ…ตรงนี้ยังไม่สุดอ่าวไทยใช่ไหมคะ”

“คงยังไม่สุดหรอกฮะ เรือเพิ่งแล่นมาประเดี๋ยวเดียว”

“ถัดจากอ่าวไทยไป เขาเรียกว่าอะไรคะ”

“ทะเลจีนใต้ฮะ”

สันสกฤตตอบพลางนึกขำตนเองเหมือนกันว่า ช่างตอบได้ตอบดี

เพราะเรื่องประเทศในแผนที่ เขาเองก็แทบจะลืมไป ขึ้นใจเฉพาะอ่าวไทยกับทะเลอันดามันที่อยู่ติดกับฝั่งทะเลภาคใต้ หรือมิฉะนั้นก็เลยไปอีกไม่มาก นั่นก็คือช่องแคบมะละกาเท่านั้น

“ลงเรือสำเภาคราวนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายไหมคะ” ละอองทองถามขึ้นอีก

“คุณทองลงเรือทุกคืนไม่เบื่อหรือไงฮะ” พิทยาธรถามบ้าง

“เริ่มไม่สู้เหมือนกันแล้วค่ะ” หญิงสาวตอบ “ลงเยอะแล้วก็อยากจะพอแล้วเหมือนกัน”

“ลำบากไม่ใช่เล่นนะฮะ” พิทยาธรเห็นควรว่าหล่อนน่าจะเปลี่ยนใจได้ในคืนนี้

เพราะถ้าหล่อนผูกใจในตัวเขาจริง ดาวเกตุก็น่าจะพาหล่อนออกไปสู่ความจริงที่มิใช่ความฝัน

ดังนั้น ชายหนุ่มจึงสบตาลุงของเขาเชิงเชิญชวนให้เกลี้ยกล่อมหล่อน เพื่อกลับไปสู่แดดฝนบนท้องถนนของกรุงเทพฯ ดีกว่าจะแอบมาลงเรือสำเภาในยามดึก เพื่อกลายเป็นคนฟั่นเฟือนในสายตาใครต่อใคร

ทั้งๆ หล่อนเองก็ทั้งสาวสวยและสดใหม่

“ลำบากจริงๆ อย่างคุณว่าเลยค่ะ” อีกฝ่ายพึมพำอย่างเห็นด้วย “ถ้างั้น ต่อไปนี้ทองจะไม่ลงเรือนี่อีกแล้ว ดีมั้ยคะ”

“ดีมากเลยครับ” ทั้งหลานและลุงประสานเสียงพร้อมกัน

ก็พอดีสันสกฤตตกใจตื่น

ได้ยินเสียงเคาะประตูดังเบาๆ

เขาจึงลุกจากเตียงทั้งๆ ยังมึนงงเพราะยังตื่นไม่เต็มตา

“อะไรเหรอแก”

“คุณทอง…ลุง…ผมเจอคุณทองในเรือสำเภา เราไปด้วยกันสามคน ลุงฝันด้วยไหมฮะ”

“ทำไมถึงจะไม่ฝันล่ะ” สันสกฤตเปิดไฟพลางหันไปยกมือไหว้ที่ตุ๊กตาไม้ถือพิณ

“ขอบพระคุณท่านเทพธิดาครับ”

พิทยาธรก็เลยยกมือไหว้ตาม

“ท่านเหมือนมีชีวิตนะฮะ…” อีกฝ่ายหนึ่งนั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของสันสกฤต

“พรุ่งนี้ ผมว่าจะไปหาคุณทองแต่เช้า”

สันสกฤตก็เลยพยักหน้าเพราะยังเหน็ดเหนื่อยกับความฝันเมื่อครู่มิรู้หาย

“ไปคนเดียวละกัน ฉันขอพักหน่อย เหนื่อยจะแย่อยู่แล้วกะเรื่องของผู้หญิงสองคน”

หลานชายเขาก็เลยหัวเราะอย่างเอาใจ

“น่า…แล้วผมจะตอบแทนลุงให้สมกับที่ลุงมีบุญคุณเลยเชียวละครับ”

 



Don`t copy text!