ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 15 : และแล้วก็ถึงเวลา (จบบริบูรณ์)

ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 15 : และแล้วก็ถึงเวลา (จบบริบูรณ์)

โดย : กฤษณา อโศกสิน

Loading

ลวดลายในวิญญาณ นวนิยายลึกลับโดย กฤษณา อโศกสิน เมื่ออิทธิพลของ ‘ดาวเกตุ’ ผูกโยงชะตาชีวิตและจิตวิญญาณของละอองทองเข้ากับความเร้นลับยามค่ำคืน ความจริงที่ซ่อนอยู่คือพรหรือคำสาป? ติดตามปริศนาแห่งลายแทงวิญญาณได้ที่นี่

ละอองทองตกใจตื่นขึ้นมายามดึกราวตีหนึ่งกว่า สองมือยังคงไขว่คว้าเพราะหมายมั่นว่าคงเจอกับวงแขนล่ำสันของใครคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อกี้ยังอยู่บนเรือสำเภาลำใหญ่ด้วยกัน…มีลุงของเขานั่งอยู่ด้วย…ขณะใบเรือกำลังกินลมแล่นออกจากอ่าวสยาม

กว่าจะถึงเมืองจีนก็อีกไกล ต้องรอนแรมนั่งนอนพูดจาจนจบเรื่องทีละเรื่องพร้อมความเมื่อยล้า ดูเหมือนพิทยาธรกับลุงของเขาจะมาในฐานะจับกัง แต่หล่อนมิใช่ เพราะตนเองเป็นลูกสาวคนเล็กของคหบดีผู้เป็นเพื่อนสนิทของเถ้าเก๋เจ้าของกิจการเดินเรือค้าระหว่างสยามและจีน

เหงื่อซึมเต็มหน้าผากแม้เครื่องปรับอากาศจะทำงานอยู่บนผนังตรงปลายเตียง แต่หล่อนก็ร้อนจนต้องเข้าห้องน้ำ เปิดก๊อกเหนืออ่างเล็กๆ ส่งน้ำมาล้างหน้า ดึงผ้าเช็ดตัวมาเช็ดจนแห้งแล้วจึงกลับขึ้นเตียงเตรียมนอนต่อ

หากสายตาก็พลันแลขึ้นไปยังมุมห้องด้านหัวนอน

นึกในใจแค่ที่ว่า…ถ้ามิใช่ตีหนึ่งกว่า หล่อนเห็นจะต้องส่งไลน์ไปหาชายหนุ่มอย่างแน่นอน เพราะ ณ บัดนี้…หล่อนมีสังหรณ์อย่างหนึ่งเกี่ยวกับเรือสำเภาแกะสลักของกองพลที่เขาอุตส่าห์ดั้นด้นจนขึ้นมาหาที่วางอย่างถูกทิศถูกทางตามความเชื่อของเขา

อาจจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ว่า

นับแต่นาทีที่เรือสำเภาจำลองขึ้นมาจับจองที่ทางในห้องนี้

หล่อนก็เริ่มมีจิตแหนงหน่ายการลงเรือเร่ร่อนไปในยามดึกขึ้นมาทันใด

พรุ่งนี้ หล่อนน่าจะโทรศัพท์ไปถามไถ่กองพลอีกสักหน่อย…เพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจน แม้เขาจะบอกกล่าวไว้ล่วงหน้าว่าจะพาทุกคนไปกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

ไปด้วยกันทั้งหล่อน พี่สาว พิทยาธรและสันสกฤต

เมื่อรำลึกถึงตรงนี้ จิตของละอองทองพลันเอิบอาบซาบซ่านขึ้นมาอย่างประหลาด

หล่อนกับนวลสนิทไม่เคยสวดมนต์ไม่ว่ายามใด แม้เคยสวดอิติปิโสก่อนนอนตอนยังเป็นเด็กนักเรียน แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยสวดอีกเลย

จะเป็นไปได้หรือที่กองพลเชื่อมั่นว่า การเคารพบูชาสักการะเทวดาอารักษ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วจักรวาลมิใช่ความเชื่องมงายของมนุษย์

เอาเถอะ…พรุ่งนี้ หล่อนจะต้องชวนพี่สาวไปที่แกลเลอรี ‘สันสกฤต’ …ไปบอกกล่าวเรื่องได้ลงเรือสำเภาทั้งสามคน

ดูซิว่า เขาจะว่าหล่อนคิดเอาเองหรือไม่

ดังนั้น ละอองทองจึงได้แต่หลับๆ ตื่นๆ จนถึงตีห้า

ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว…ลงบันไดไปยังร้านข้างล่างที่รัตนาเปิดร้านกาแฟ แล้วมีลูกค้าเข้ามานั่งจิบกาแฟกันแต่เช้าตรู่สองโต๊ะ

ครั้นเห็นละอองทองเดินเข้ามา แต่งตัวสวยด้วยกระโปรงติดกันลายกิ่งก้านดอกไม้สีชมพูอ่อนหวาน แม้สีหน้าจะดูไม่สดชื่นเท่าไร แต่ยิ้มอ่อนๆ ของญาติสาวก็ช่วยให้รัตนาถามว่า

“พี่ทองนอนหลับดีไหมคะเมื่อคืน” ผู้ถามถามอย่างอ้อมค้อม ที่จริงก็หมายความถึงการไปกับเรือสำเภาแค่นั้น

“เมื่อคืนไม่ค่อยหลับเลยรัตน์…คือเราคงเดินทางไกล แล้วต้องพบปะพูดจากับคุณลุงคุณธรในเรือด้วยไง…”

เอาอีกละ…รัตนานึกในใจ หากจะเริ่มชินแล้วกับอาการแปลกประหลาดของหญิงสาว ก็เลยพยักหน้า

“คงสนุกกันใหญ่”

“สนุกมาก…นี่…เดี๋ยวพี่นวลตื่นจะชวนไปหาคุณธร”

“สาธุเลย…” ญาติพี่น้องบอกเบาๆ “ท่าพี่จะเจอคู่คราวนี้”

“รัตน์ชอบคุณธรไหม”

“เหมาะกับพี่มาก” รัตนาตอบสั้นๆ อย่างจริงใจ

นวลสนิทเองก็จดจ่ออยู่กับสัญญาที่กองพลให้ไว้ว่า จะพาไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของกรุงรัตนโกสินทร์

ดังนั้น เพียงแค่หล่อนลงจากชั้นบนก็พบละอองทองรออยู่แล้ว จึงนั่งรถออกจากร้านไปด้วยกัน

 

แกลเลอรีสันสกฤตเปิดแล้ว มีกองพลกับนิตยานั่งอยู่กับลุงและหลานชาย

ทั้งคู่เพิ่งเล่าเรื่องไปกับเรือสำเภาเมื่อคืนที่ผ่านมาโดยพบเจอละอองทองมากับเรือ แล้วเลยนั่งคุยกินอาหารด้วยกันจนตกใจตื่น

กองพลฟังแล้วได้แต่หัวเราะขำ ก็พอดีหญิงสองสาวจอดรถก้าวลงมา

“เป็นไงมั่งฮะ เมื่อคืน”

นวลสนิทยิ้มนิดๆ อย่างไม่อยากเอ่ยถึง เพราะนึกว่าน้องสาวก็คงมีแต่เรื่องเล่าซ้ำๆ เนื่องจากตั้งแต่นั่งรถมาด้วยกัน คนน้องก็ยังมิได้ปริปากเล่าถึงยามดึกที่ผ่านมา

เนื่องจากเตรียมมาเล่าเพราะรู้ว่าคราวนี้ต้องสนุกแน่…เมื่อมาประจำตรงหน้ากับลุงหลาน

“ตื่นเต้นเลยค่ะพี่” ละอองทองเปิดปากเล่า นัยน์ตาโตงามส่องแสงวาบวาว “คุณลุงกับคุณธรล่ะคะ…เป็นยังไงมั่ง”

“ตื่นเต้นยังไม่หายเลยฮะ…” พิทยาธรตอบคำ “เดี๋ยว…นี่ผมก็รอคุณทองอยู่นะฮะ…รอเล่าให้คุณกองพลฟังพร้อมกัน”

“เล่าเลยครับ” กองพลพยักพเยิด “เล่าเสร็จแล้วจะได้ไปกินอาหารกัน…นี่ก็สิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว…กินเสร็จจะได้ไปไหว้ศาล…อ้าว”

พอดีมีลูกค้าเข้ามาในแกลเลอรีขอเดินดูรูปเขียน

สันสกฤตจึงลุกไปต้อนรับพาเดินชม

ปล่อยให้หลานชายคุยกับสองสาวและเจ้าของสินค้าไม้แกะสลัก

สักครู่ ผู้เข้าชมก็จองสองรูป ชำระเงินแล้วฝากไว้ก่อน

สันสกฤตก็ถึงแก่บอกตุ๊กตาไม้ในใจ

‘กราบขอบพระคุณเทพธิดาขอรับ’

 

กองพลและนิตยาพาสองลุงหลานและสองพี่น้องไปกินอาหารแถวบ้านหม้อแล้วจึงเลยไปยังศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

“ผมมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์จักรีตลอดเลยละครับ…พร้อมกันนั้น เราเองก็ต้องเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตไม่คดโกงใครอีกด้วย…เพราะความดีนี่คงทนกว่าอะไรในโลกเลยฮะ ขอยืนยัน เพียงแต่ต้องดีอย่างฉลาด ฉลาดยังไง…ฉลาดรู้ทันคนคดไงฮะ”

“ผมก็ดีใจมากที่จู่ๆ ได้พบนักธุรกิจดีอย่างคุณ” สันสกฤตก็เลยบอกกล่าวอย่างจริงใจขณะนั่งรถไปด้วยกัน สู่บริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมือง อันมีทั้งเจ้าพ่อหลักเมือง ศาลพระสยามเทวาธิราช ศาลพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง เจ้าพ่อเจตคุปต์ เจ้าพ่อหอกลอง พระกาฬไชยศรี โดยมีเจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำคำอธิษฐาน และของถวายอันได้แก่ ธูป เทียน ผ้าแพรสีต่างๆ สามสีที่ใช้จำเพาะบูชาเจ้าพ่อหลักเมืองเท่านั้น

เสร็จสิ้นแล้ว จึงชวนกันข้ามถนนไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

กราบคารวะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าพระแก้วมรกต

“ครบแล้ว” กองพลเดินกลับออกมาด้วยสีหน้าชื่นบาน ไม่สนใจในสายแดดค่อนข้างแรงวันนี้ ครั้นแล้วจึงชวนทุกคนไปจิบกาแฟในซอยค่อนข้างเก่าโทรมใกล้ๆ นั้น แต่ตึกเก่าบางคูหา เจ้าของเปิดเป็นคาเฟ่ทันสมัย โดยยึดเอาประตูทางเข้า ผนัง และเพดานแห่งยุคกาลที่ผ่านไปเป็นส่วนประกอบตกแต่ง ให้ดูเก่าแต่เก๋

มีกาแฟและขนมหลายชนิดบริการ

“คุณกองพลก็หาร้านเก่งนะฮะ” สันสกฤตเอ่ยชม

เทพธิดาไม้ดีดพิณยินดีให้เขาคบหากับชายผู้นี้ตั้งแต่ต้น

แล้วก็ใช่อย่างที่เธอคัดเฟ้นมา เพราะอีกฝ่ายคือพ่อค้าหรือนักธุรกิจตามแต่จะเรียกขานผู้ซื่อสัตย์

“ผมเป็นคนชอบเสพความสำราญน่ะครับ…เพราะยิ่งนับวันอายุเราก็ยิ่งมากขึ้น ตอนตั้งตัวใหม่ๆ ก็ค่อนข้างเคร่งเครียดกันมาก ทั้งนิตทั้งผมช่วยกันสร้างขึ้นมา คือถ้าเรามีฝีมือ ทำของออกมาขาย เราก็ต้องบวกสุจริตลงไปในของนั้นด้วยนะครับ ต้องจำไว้แม่นๆ กันเลย จะมาเที่ยวยักยอก เอาเข้าเอาออกให้มันด้อยคุณภาพ เพื่อตัวเองจะได้กำไรมากขึ้นน่ะ ไม่ได้นะ ไม่ได้เด็ดขาด”

สันสกฤตฟังแล้วเข้าใจ…ราวกับเข้าใจตนเอง เข้าใจชิดชื่นและหลานชาย

ตุ๊กตาไม้ถือพิณคงแลเห็น

นางจึงกลายเป็นสัญญาณชีพของเขานับแต่นั้นจนบัดนี้

“ทองกับพี่นวลก็คิดเหมือนคุณพลค่ะ” หญิงสาวบอกกล่าวขณะเหลียวไปรอบๆ ที่มีผู้มาจิบกาแฟเต็มทุกโต๊ะ ชวนให้คิดถึงทรงวาด “คือไม่ว่าจะทำอะไรขายอะไรต้องเอาความซื่อตรงเป็นธงนำ”

“มิน่า…ร้านนวลทองถึงขายดี” พิทยาธรปลุกเร้า

“ยังนะคะ ยังไม่ถึงกับดีมาก” นวลสนิทยังไม่พอใจสักเท่าไรในกิจการร้านค้า “ขายดีแค่กาแฟแต่ของอื่นก็งั้นๆ ค่ะ”

“ลองนะฮะ…ลองสวดมนต์ก่อนนอน ลองกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์…สิ่งใดที่เรามองไม่เห็น อย่าแน่ใจว่าไม่มี” กองพลบอกกล่าว “ว่าแต่ว่า คืนนี้คุณๆ จะไปกับเรือสำเภาอีกไหม”

“ไม่ไปแล้วค่ะ” ละอองทองตอบเสียงใสอย่างมั่นใจ

“คุณพิทยาธรล่ะครับ”

“ไม่ไปฮะ…ขนของเหนื่อยแทบตาย” ชายหนุ่มยังจดจำทุกความเคลื่อนไหวภายในเรือสำเภาได้ดี ก็ให้รู้สึกเข็ดจนไม่อยากสัมผัสอีก

“ทองก็ไม่ลง”

“รอดูคืนนี้ก่อนดีกว่า” สันสกฤตก็เลยสัพยอก

“จริงครับ” กองพลพยักหน้า “ลองดูคืนนี้อีกคืน”

แต่ในใจของสันสกฤตกลับปรากฏโฉมหน้าของดาวเกตุเต็มที่ จึงแลเห็นแต่ความดีของดวงวิญญาณอันเป็นเลขนำโชค ตรงกับพระนพโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นธรรมอันสูงสุด เลข ๙ อันศักดิ์สิทธิ์นี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์รูปอุณาโลม มีไว้เจิมความเป็นสิริมงคลที่หน้าผากหรือที่เปลวรัศมีของพระพุทธรูป

พ้องกันกับเสียงจากตุ๊กตาไม้

“ไม่มีเรืออีกละ”

 

– จบบริบูรณ์ –

 



Don`t copy text!