มหรสพเวรา บทที่ 13 : ดอกแก้วแทนใจ

มหรสพเวรา บทที่ 13 : ดอกแก้วแทนใจ

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

Loading

มหรสพเวรา โดย คีตาญชลี แสงสังข์ นวนิยายรางวัลชนะเลิศจากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น 4 กับเรื่องราวที่จะพาคุณล่องลอยถอยสู่บรรยากาศบ้านเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ย้อนกลับไปเห็นตั้งแต่ของเล็กอย่างแก้วโอเลี้ยงไปจนถึงสิ่งยิ่งใหญ่อย่างโรงมหรสพสมัยใหม่ที่เรียกว่าโรงภาพยนตร์ ขอเชิญท่านพิศเพลินพร้อมกันทั้งประเทศ ณ บัดนี้

 

พระจันทร์เร้นหายอยู่ใต้เมฆหนา แสงดาวหรือก็หม่นมัวจนมองแทบไม่เห็น ลมคืนนี้เหมือนเบื่อจะพัด บรรยากาศโดยรอบจึงนิ่งงันเงียบเหงา หากแต่ไม่ใช่ที่ใต้ต้นแก้ว

กลิ่นมองฝ่าความมืด เห็นทัพเที่ยงซึ่งเป็นเพียงเงาร่างสูงใหญ่กำลังโน้มกิ่งไม้เด็ดดอกแก้วลงมาช่อหนึ่ง หญิงสาวซึ่งยืนอยู่ข้างๆ รับดอกไม้นั้นมาถือไว้ กลิ่นไม่เห็นใบหน้าของคนทั้งสอง แต่เมื่อพวกเขาเคลื่อนออกจากใต้ต้นแก้วมุ่งหน้าสู่เรือนก้านมะลิ กลิ่นก็เห็นว่าร่างในชุดแบบฝรั่งสีเขียวมะกอกนั้นก้มดมดวงดอกในมือด้วยความขวยเขิน

ช่วงนี้กลิ่นไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้ทัพเที่ยง เขากลับบ้านดึก บางครั้งไม่กลับ เมื่อได้กลับก็เอาแต่นั่งพิมพ์งานอยู่บนโต๊ะหนังสือ สิ่งที่ทำให้กลิ่นไม่กล้าเข้าไปใกล้ไม่ใช่เพราะเกรงใจแรงบุญของเขาที่ทำส่งมาให้ แต่มันคือคำอธิษฐานที่ตามติดมากับแรงบุญนั้นต่างหาก

‘ขอฉันทำงานนี้ให้เสร็จก่อนนะแม่กลิ่น เมื่อเขียนบทเสร็จแล้ว เธอจะเอาฉันไปขึ้นช้างลงม้าที่ไหน ฉันก็ยอม’

เขาขอขนาดนี้มีหรือที่กลิ่นจะไม่ยอม

“ดอกแก้วนี่หอมเย็นดีนะคะ” เสียงเฟื่องฟ้าว่า ตอนนี้พวกเขามาหยุดอยู่หน้าประตูรั้วเตี้ยซึ่งกันเขตของเรือนก้านมะลิออกจากเรือนใหญ่ แสงไฟจากเสาระเบียงสว่างวอมแวมขับใบหน้าของฝ่ายหญิงให้นวลเนียน ทัพเที่ยงมอบยิ้มของเขาให้หล่อน ทำกลิ่นใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

เขารักกันจะแปลกอะไร ในเมื่อพวกเขาก็เคยเป็นคู่กันมาอยู่แล้ว กลิ่นบอกตัวเอง…

“ครับ ผมชอบเด็ดมาใส่แจกันเอาไว้ในห้องนอน ได้กลิ่นแล้วหลับสบายดี”

“อย่างนี้คนปลูกก็ดีใจแย่” หล่อนชม้ายตามอง

“ใครปลูกครับ”

“ก็คุณย่าน่ะสิคะ” หญิงสาวตอบ หัวเราะคิกเมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของทัพเที่ยง เขาไม่ได้พูดว่าคิดว่าคุณปลูกเสียอีก แต่กลิ่นก็แน่ใจว่าเฟื่องฟ้าก็คงจะอ่านใจเขาออกเหมือนที่กลิ่นกำลังอ่าน

เฟื่องฟ้ายิ้มพอใจในปฏิกิริยาของคู่สนทนา หล่อนสาวเท้านำเข้าบ้าน เรือนก้านมะลิดูอบอุ่นฟุ้งฝัน ยามเมื่อมีเฟื่องฟ้าเยื้องกรายอยู่ด้านใน กลิ่นมองตามผิวละเอียดราวตุ๊กตากระเบื้องกังไส นึกอิจฉาท่าทางมีเสน่ห์ของหล่อน

เฟื่องฟ้าเป็นคนกล้า มีวิธีการพูดความในใจของตัวเองออกมาได้อย่างไม่น่าเกลียด แต่เมื่อหล่อนคิดจะใช้จริตมารยาหญิง เฟื่องฟ้าก็ทำได้อย่างน่ารักน่าชัง เหมือนตอนนี้ ทั้งๆ ที่เฟื่องฟ้าเป็นคนสูงโปร่งเกือบจะสูงเท่าจักร แต่เวลาที่หล่อนรับดอกไม้จากมือทัพเที่ยง กลับดูบอบบาง อ่อนหวาน ราวกับเป็นผู้หญิงตัวเล็กกระจิริด

“แมวนี่นา” เสียงเฟื่องฟ้าว่า กลิ่นตามเข้าไปในบ้านก็เห็นแมวหนุ่มตัวหนึ่งที่ทัพเที่ยงให้ข้าวมันเป็นประจำนั่งอยู่หัวบันไดทางขึ้นชั้นสอง “น่ารักจัง คุณเลี้ยงเอาไว้หรือคะ”

“ไม่ถึงกับเลี้ยงหรอกครับ” ทัพเที่ยงก้มลงยกร่างสีเทาอย่างเมล็ดสวาดขึ้นมาอุ้ม “ถ้าอาหารเหลือกินผมก็ขยำข้าวให้มันบ้าง คงเห็นผมไม่ว่า บางวันก็เลยมานอนอยู่แถวนี้”

“แหม…ใจดีจังนะคะ ทำตัวน่ารักไม่เว้นแม้กับแมว” หล่อนว่าพลางมือก็เอื้อมหมายจะลูบขนแน่นเนียนของมัน แต่ไม่ทันที่ใครจะคิด เจ้าแมวขี้ระแวงร้อง “แง้ววว” ตวัดปลายเล็บข่วนฉับลงบนหลังมือเฟื่องฟ้า แม้เพียงแค่เฉี่ยวแต่เลือดสีเข้มก็หยดติ๋งเป็นทาง

ทัพเที่ยงตกใจปล่อยมือ เจ้าแมวหนุ่มก็หล่นลงมายืนสี่ขาได้อย่างสง่างาม มันสะบัดหางไม่พอใจก่อนเดินหนีออกไปทางประตูหน้าบ้าน

“ไอ้เหมียว” ทัพเที่ยงร้องด้วยความตกใจ นิ้วเรียวบนฝ่ามือหนาอย่างมือศิลปินของเขาทำท่าจะคว้ามือเฟื่องฟ้ามาดู แต่ก็ค้างเอาไว้กลางอากาศ

“เป็นอะไรมากไหมครับ”

“แค่เฉี่ยวน่ะค่ะ มันคงไม่คุ้นกับฟ้า” เฟื่องฟ้าว่าเสียงปรานีเร่งความเห็นใจในสีหน้าให้ทัพเที่ยงมากขึ้นไปอีก

เขาเอ่ยขออนุญาตก่อนประคองหลังมือหญิงสาวขึ้นพิศดู มองแผลสลับกับใบหน้างามด้วยความสงสาร คงนึกเสียดายว่าผิวนวลจะมีราคี กลิ่นเห็นเฟื่องฟ้าส่งยิ้มปลอบ

“ไม่ลึกนักหรอกค่ะ”

“ทำแผลก่อนนะครับ” ทัพเที่ยงลุกไปที่ชั้นวางของ หาอะไรขลุกขลักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขาก็ได้ยาแดงและสำลีมาวางลงบนโต๊ะ

“ไปล้างมือก่อนเถอะครับ เชิญคุณเฟื่องฟ้าทางนี้” ทัพเที่ยงเดินนำเข้าครัว กลิ่นตามไปดู ก็เห็นเขาบรรจงช่วยหล่อนล้างมือด้วยความห่วงใย สีหน้าท่าทางของทัพเที่ยงทำเฟื่องฟ้ารอบยิ้ม ส่วนกลิ่นนั้นกลับยิ้มไม่ออก

เราเป็นอะไร…กลิ่นสงสัย ยกมือแตะหน้าอกที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

“แสบไหมครับ” เสียงเขาถามเฟื่องฟ้าด้วยความเป็นห่วง กลิ่นลอยวนไปรอบตัวพวกเขาแต่ทัพเที่ยงไม่รู้สึกถึงเธอสักนิดเดียว

ก่อนหน้านี้ทัพเที่ยงเคยมองหากลิ่น ดักคอยจับตัวกลิ่น แต่หลายวันมานี่เขาไม่มีใจจะแลมอง ซ้ำยังขอร้องให้เธออย่าไปยุ่งกับเขาอีกด้วย

“ไม่ต้องรู้สึกผิดขนาดนั้นหรอกค่ะ ฟ้าไม่ได้เป็นอะไรซะหน่อย”

“ก็คุณมาเจ็บที่บ้านผม แมวนั่นก็ของผม”

“ใช่ซะที่ไหนล่ะคะ คุณแค่เมตตาให้มันเข้ามาหลบแดดหลบฝนเท่านั้น” เสียงเจื้อยแจ้วนั่นส่งเสียงปลอบ ดูหล่อนจะใส่ใจความรู้สึกของทัพเที่ยงเหลือเกิน แต่นี้ต่อไปเวลาพลบจะค่ำที่กลิ่นมักจะได้นั่งมองทัพเที่ยงเขียนบางอย่างขยุกขยิกอยู่บนโต๊ะหนังสือ คงจะกลายเป็นเวลาของเฟื่องฟ้า ของจักร ของใครต่อใคร ที่จะเข้ามาสนทนาอะไรต่อมิอะไรที่กลิ่นไม่อาจเข้าถึงได้แทน

กลิ่นถอนใจแรง ก่อนจะพาร่างโปร่งแสงเคลื่อนตามสองหนุ่มสาวเข้าไปในห้องรับแขกของบ้านอีกครั้ง

สำลีเปื้อนยาแดงวางอยู่บนโต๊ะ กลิ่นเห็นเฟื่องฟ้าประคองมือตัวเองขึ้นเป่า หญิงสาวเม้มริมฝีปากสีกุหลาบก่อนจะเลื่อนดวงตาใสราวกระต่ายป่าขึ้นสบตาทัพเที่ยง กลิ่นเห็นทัพเที่ยงหลบตาวูบ เขาเสไปเก็บสำลีทิ้งลงถังขยะ แต่บรรยากาศขัดเขินก็ยังแทรกอยู่ในอณูอากาศ

“น่าจะไม่เป็นไรแล้ว” ทัพเที่ยงแสร้งทำปกติ แต่มันทำให้หญิงฉลาดอย่างเฟื่องฟ้ายิ้มพราย

“ค่ะ…ได้หมอดีนี่คะ” หล่อนว่ายิ้มๆ ด้วยสีหน้าปกติ ยังไม่ทันที่ทัพเที่ยงจะได้พูดอะไรต่อ เสียงตะโกนจากภายนอกก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน

“คุณเฟื่องฟ้าเจ้าขา…คุณเฟื่องฟ้า” เป็นเด็กจุกที่วิ่งหน้าตื่นมาตามเฟื่องฟ้า

“มีอะไรหรือจุก”

“อุ๊ย…” จุกมองมือเฟื่องฟ้าที่ยังวางอยู่ในฝ่ามือของทัพเที่ยง “คุณหญิงเจ้าค่ะ ท่านเรียกหาคุณฟ้า” ตาของเด็กจุกยังลุกวาว ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ทัพเที่ยงรีบปล่อยมือ วางสีหน้าไม่ถูก

“งั้นฟ้ากลับก่อนนะคะ ขอบคุณที่ทำแผลให้” หญิงสาวพูดให้จุกได้ยินเพื่อไม่ต้องอธิบาย หล่อนเดินออกจากบ้านโดยไม่ลืมหยิบพวงแก้วติดมือกลับไปด้วย

“แผลอะไรหรือเจ้าคะ” เด็กสาวส่ายตาหา

“แมวข่วนฉันน่ะ” เฟื่องฟ้ายื่นมือให้เด็กสาวดู “ไม่ลึกหรอก แต่คุณทัพเที่ยงกังวลใจไปหน่อยเท่านั้นเอง” หญิงสาวหันมากระเซ้า ทิ้งยิ้มรื่นให้เจ้าของบ้านร่างสูง แล้วสาวเท้านำสาวใช้ที่ยังคงหัวเราะคิกคักไปตามทางเดินโรยกรวด เม็ดหินขนาดย่อมสะท้อนเงาอยู่ใต้แสงจันทร์

“แล้วนี่ ของใครให้มาหรือเจ้าคะ” จุกมองพวงดอกแก้วในมือถามด้วยน้ำเสียงที่ใจก็เดาเอาไว้อยู่แล้ว

“ใครจะให้แล้วยังไงจ๊ะ…ของในบ้านเราเอง” เฟื่องฟ้าแสร้งพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก

“เจ้าค่ะ” จุกรับคำไปอย่างนั้นเอง แต่ยังคงหัวเราะคิกคัก

เหมือนกับว่าสองนายบ่าวจะเดินไปไม่หันกลับมายังเรือนก้านมะลิอีก แต่แล้วเฟื่องฟ้าก็หันมาส่งยิ้มสุดท้าย เธอบอกกับทัพเที่ยงว่า “ถ้าอาจักรไปคุยกับคุณวิไลวรรณแล้วได้ความว่าอะไร ฟ้าจะมาบอกคุณทันทีเลยนะคะ”

“ครับ” ทัพเที่ยงพยักหน้ารับ ลมเริ่มโชยชาย เมฆบนฟ้าก่อตัวหนาตัวและเคลื่อนต่ำ กลิ่นเห็นเขาอมยิ้ม ขันน้อยๆ ให้กับอะไรบางอย่าง ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้าแล้วยิ้มกว้างอยู่ในอุ้มมือนั้น

กลิ่นสาวเท้าเข้าไปจนใกล้ชายหนุ่ม จดๆ จ้องๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นแตะลำแขนของทัพเที่ยง น่าแปลก…สัมผัสถึงเพียงนี้ แต่เขาไม่มีอาการรับรู้ว่าหล่อนอยู่ตรงนี้เลย

กลิ่นมองหน้าทัพเที่ยง จ้องดวงตายิบหยีเป็นประกาย ที่บัดนี้ไม่สามารถเห็นหรือรู้สึกถึงเธอได้อีก ฉับพลันน้ำตาของกลิ่นก็ร่วงพรู หยาดน้ำไหลไปหยุดอยู่ใต้คาง แล้วสีจำปาของผืนผ้าก็แลเห็นเป็นด่างดวงยามซับน้ำตาของหญิงสาวเอาไว้

นี่เราเป็นอะไร หญิงสาวถอยหนีจากทัพเที่ยงไปอย่างรวดเร็ว

กลิ่นนึกเลยไปถึงดวงตาของเขาที่เคยจ้อง คิดถึงฝ่ามือที่เคยยื้อยุด คิดถึงกระแสเสียงห่วงกังวลทุกครั้งที่กลิ่นต้องทุกข์ทรมานกับความร้อนทุรนทุราย ทุกครั้งกลิ่นจะเป็นฝ่ายระวังตัว ย่องกริบ ยามต้องการหลบเร้นเขา แล้วตอนนี้ใจเขาไปอยู่ที่ไหนแล้ว กลิ่นคิดแล้วร้องไห้ออกมา

บ้าไปแล้วหรือเรา เราจะไปรู้สึกกับคุณทัพเที่ยง…คุณพี่…ได้อย่างไรกัน

กลิ่นมองหยาดน้ำตาบนฝ่ามือด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน ก่นด่าตัวเองว่าวิปลาสไปแล้ว

ก่อนที่อะไรๆ จะเตลิดเปิดเปิงผิดฝาผิดตัวไปมากกว่านี้ กลิ่นจะต้องเร่งให้ทัพเที่ยงจำให้ได้ว่าตัวเขาเป็นใคร และยอมปล่อยกลิ่นไปให้ได้

‘ขอฉันทำงานนี้ให้เสร็จก่อนนะแม่กลิ่น เมื่อเขียนบทเสร็จแล้ว เธอจะเอาฉันไปขึ้นช้างลงม้าที่ไหน ฉันก็ยอม’

เธอจะถือเป็นคำสัญญา เมื่อใดที่เขาเขียนงานเสร็จ วันนั้นกลิ่นจะไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปแม้แต่วินาทีเดียว

 



Don`t copy text!