มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 12 : อนามัยกับดัดจริตมันใกล้กันนิดเดียว!

มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 12 : อนามัยกับดัดจริตมันใกล้กันนิดเดียว!

โดย : เนียรปาตี

มาลัยใบพฤกษ์ นิยายออนไลน์สนุกๆ มีให้อ่านออนไลน์ที่อ่านเอา โดย เนียรปาตี เรื่องของแพทย์หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ชอบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยจิตใจเมตตา หากโลกอีกใบของเขากลับตรงข้าม ความรักที่มีต่อเพศเดียวกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชายหนุ่มออกเดินทางไปในเส้นทางที่โลดโผน ซับซ้อน ซ่อนเร้น สุดท้ายแล้วความรักที่แท้จริงคืออะไรกันแน่

กลับเข้ามาที่ห้องก็พบว่าเมฆฉายปิดไฟนอนแล้ว สาธิตจึงจัดการตัวเองเงียบๆ ระวังไม่ให้รบกวนอีกฝ่ายตื่นขึ้นมาจนกระทั่งเบียดตัวลงไปใต้ผ้าห่มบนเตียงนุ่ม เสียงเมฆฉายครึมครางถามเบาๆ

“กลับมาละเหรอ กี่โมงแล้วเนี่ย”

“กี่โมงก็ช่างมันเถอะ กลับมาแล้วละกัน นอนนะ”

สาธิตโอบเมฆฉาย ฝ่ายนั้นก็พลิกตัวเอาหน้าซุกอกเขา ไม่นานเสียงลมหายใจก็สม่ำเสมอ ทว่าสาธิตตาสว่างเบิกโพลงอยู่ในความมืด สมองไม่แจ่มใสเอาเสียเลย ข่มตาอยู่นานกว่าจะหลับลงได้

 

เมฆฉายตื่นแต่เช้าเพื่อไปเดินเล่นสูดอากาศที่ชายหาด สาธิตไม่ตื่นก็ไม่เป็นไร เดินคนเดียวก็ได้ไม่ใช่ปัญหา พัทยายามเช้าเหมือนเมืองที่หลับใหล มีเพียงบางชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ริมหาด ลากเรือและเก้าอี้มาตั้งเรียงเพื่อรอรับลูกค้าในวันใหม่ หาดทรายไม่สวยจนชวนทอดกายลงนอน บางที่มีเศษขยะจากซองขนม ขวดน้ำ และถุงยางอนามัย

เดินมาไกลพอสมควรแล้วจึงเดินกลับ ทักทายคนรู้จักที่บังเอิญพบหน้าโรงแรม ก่อนเข้าไปในห้องและพบว่าสาธิตตื่นนอน อาบน้ำแต่งตัวใหม่เสร็จแล้ว

“เมื่อกี้เจอพี่ก้องหน้าโรงแรม บังเอิญมากที่เขามาสัมมนาแล้วพักที่นี่ หมอเจอเขารึเปล่า”

สาธิตสะดุ้งน้อยๆ เหมือนใครเอาเตารีบมานาบลงแผ่นหลัง หากเมฆฉายมิได้สังเกต

“แล้วคุยอะไรกันมั่ง”

“ก็คุยสองสามคำ ทักทายทั่วไปน่ะแหละ ดูพี่แกรีบๆ จะต้องออกไป”

“เป็นไงมั่ง อากาศยามเช้า สดชื่นดีไหม” สาธิตเปลี่ยนเรื่องเพื่อเบนความสนใจ

“ก็ดี จนกระทั่งเดินไปเหยียบถุงยางน่ะแหละ” เมฆฉายทำท่าขนลุกเกรียว มีเสียงคล้ายอี๋…หรือ หยึ๋ย อะไรอย่างนั้นที่แปลว่ารังเกียจ “ฉันเข้าใจนะเวลาที่คนมันอยาก แต่จะหาที่ที่มันมิดชิดกว่านี้ไม่ได้หรือไง ทำไมจะต้องเอาต์ดอร์กันแบบนี้ แล้วนี่ยังไม่มีสำนึก เอากันตรงไหน ก็ทิ้งซากไว้ตรงนั้น”

“กับบางคน เขาก็คงชอบรสชาติแบบนั้นมั้ง” สาธิตตอบ ระวังน้ำเสียงตัวเองมิให้เป็นหนึ่งในผู้เกี่ยวข้อง

“ฉายคนนึงละไม่ชอบ จะอยากแค่ไหนมันก็ควรยับยั้งชั่งใจบ้าง” เมฆฉายบ่นออกมา “สงสารคนเก็บขยะที่ชายหาด คิดดูนะ วันๆ นึงต้องเก็บซากพวกนี้เท่าไหร่ ยิ่งเจอ เขาก็ยิ่งเหมาเอาว่าพวกเกย์กะเทยนี่มักง่าย จะกินจะถ่ายเอาตามสะดวก แล้วจะไม่ให้เขารังเกียจได้ยังไง”

“วันนี้ฉายอยากไปเที่ยวที่ไหนหรือเปล่า” สาธิตพยายามเบนเรื่องออกไปอีกครั้ง

“ทีแรกกะจะชวนไปปราสาทไม้สัจธรรม แต่หมดอารมณ์แล้วละ กลับกรุงเทพเลยได้ไหม”

สาธิตก็อยากกลับเหมือนกัน รู้สึกว่าอะไรๆ มันกร่อยมาตั้งแต่เมื่อคืนวาน…อารมณ์ของเขาเองนั่นแหละ

“ก็ดีเหมือนกัน พัทยาแค่นี้เอง อยากมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วโรงแรมนี่ก็ของที่บ้านผมเอง”

เมฆฉายสังเกตหลายครั้งแล้วว่า สาธิตไม่เคยบอกว่า ‘โรงแรมของผม’ เขามักใช้คำว่า ‘ของที่บ้าน’ อยู่เสมอ

กินมื้อเช้ากันอย่างไม่รีบร้อน ครั้นไม่มีอะไรให้ทำอีกก็ไม่ฝืนทอดเวลา หิ้วกระเป๋าไปที่รถ ก่อนจะพ้นประตูโรงแรม เด็กหนุ่มคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาหา เมฆฉายจำได้ว่าเป็นผู้เข้าประกวดคนหนึ่งเมื่อคืนนี้

คนที่สาธิตบอกว่าเป็นลูกค้าที่คลินิก

“สวัสดีครับพี่หมอ” อาร์มยกมือไหว้แล้วหันมาทางเมฆฉาย “สวัสดีครับ พี่”

เมฆฉายยกมือรับไหว้ ยิ้มตอบ

“พี่หมอจะกลับกรุงเทพวันนี้หรือเปล่าครับ อาร์มอยากขอติดรถไปด้วยน่ะครับ”

ทั้งสาธิตและเมฆฉายไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้ ความรู้สึกที่บังเกิดขึ้นแตกต่างกัน สาธิตมีท่าทางอึดอัดขึ้นมานิดหนึ่ง…นิดเดียว

“พรุ่งนี้อาร์มมีสอบ แล้วตอนนี้ก็หาตั๋วรถไม่ได้เลย” เด็กหนุ่มชี้แจง “เที่ยวไหนก็เต็ม”

“เอ้อ…” สาธิตพยายามนึกหาทางออกว่าจะช่วยให้อาร์มกลับกรุงเทพฯ ได้อย่างไร โดยไม่ต้องติดรถไปกับเขา แปลก…ที่จู่ๆ สาธิตก็ระแวงขึ้นมา กลัวว่าอาร์มจะพูดอะไรไปตลอดทาง และในคำพูดเหล่านั้นอาจทำให้เมฆฉายสะกิดใจ

“นั่งไปด้วยกันก็ได้ ได้ใช่ไหม หมอ”

เมฆฉายออกปากอย่างนี้ อาร์มก็ยิ้มกว้าง หันมาสบตาสาธิตเป็นเชิงถามว่า พี่หมอว่าไง ให้ผมติดรถไปด้วยหรือเปล่า

นาทีต่อมาคนสามคนก็นั่งอยู่ในรถคันเดียวกัน ทิวทัศน์แปลกตาสองข้างทางทำให้ไม่ต้องพูดคุยกันได้ระยะหนึ่ง จนไม่มีอะไรให้ดู รถติดไฟแดงที่แยกหนึ่ง เมฆฉายมองรถจากพัทยาเข้ากรุงเทพฯ ที่มาจอดเทียบข้างพอดี…ที่นั่งว่าง มีผู้โดยอยู่สักห้าคนเห็นจะได้ ก็นึกถึงเหตุผลที่เด็กหนุ่มอ้างขึ้นมา

อาร์มก็เหมือนจะเดาท่าทางและความคิดของเมฆฉายออก จึงเริ่มชวนคุยด้วยการปรารภว่า

“เมื่อคืนนี้ สนุกมากเลยนะครับ พี่”

สาธิตสะดุ้งขึ้นมาราวกับว่าเบาะที่นั่งอยู่กลายเป็นแผ่นเหล็กร้อน

“อือ สนุกจริงๆ” เมฆฉายตอบ “ครั้งแรกเลยนะ ที่พี่มาดูประกวดอะไรแบบนี้ที่โรงละคร”

“หลายคน สนุกดีครับ” อาร์มว่าให้คลุมเครือ จะแปลว่าการประกวดหรืออย่างอื่นก็ได้ทั้งนั้น เหลือบมองไปยังกระจกส่องหลังก็เห็นสาธิตส่งสายตาปรามมา เด็กหนุ่มก็ยิ้มมุมปาก สนุกที่ยั่วเขาได้สำเร็จ

“พี่ฉายรู้จักพี่หมอนานแล้วเหรอครับ”

“ก็…นานนะ ตั้งแต่เรียนมหา’ลัย”

อาร์มเหลือบมองที่กระจกอีกครั้ง ส่งสายตาเป็นคำถามว่า เป็นเพื่อนที่รู้จักกันเฉยๆ หรือมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน สาธิตก็ไม่ตอบสนอง เขาไม่ชอบที่อาร์มทำอะไรแบบนี้เลย

“แบบนี้แสดงว่าสนิทกัน ไว้วันหลังมาสนุกด้วยกันสิครับ ได้ใช่ไหมครับ พี่หมอ”

สาธิตหัวเราะในลำคอแล้วเงียบเพื่อเลี่ยงการตอบคำถาม ถ้าอาร์มพูดจาเลอะเทอะ เฉียดไปมาในเรื่องที่เป็นความสัมพันธ์ต่อกัน สาธิตก็จะหาทางเบี่ยงออกไปเรื่องอื่น เหนื่อยใจจนรู้สึกว่าเส้นทางกลับคราวนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน จนกระทั่งเข้าเขตกรุงเทพฯ เขาก็เบนรถชิดข้างทางที่เป็นสถานีขนส่ง มีทั้งสถานีรถไฟฟ้าและรถเมล์หลายสายผ่าน

“พี่ส่งอาร์มลงตรงนี้นะ คงไปส่งถึงหอพักไม่ได้ พี่มีงานต้องไปต่อ เดี๋ยวไม่ทัน”

อาร์มยกมือไหว้ลาแล้วลงจากรถไป มั่นใจว่าเมฆฉายต้องเป็นแฟนพี่หมอแน่ๆ อาร์มก็ประเมินสถานการณ์ว่าตัวเองเป็นต่อ ถ้าหากคิดจะชิงชัยเอาสาธิตมาเป็นของตัว

เด็กหนุ่มลงจากรถไปแล้ว เมฆฉายก็เอ่ยขึ้นมา

“หมอมีอะไรอยากบอกไหม”

“มีอะไร ฉายหิวหรือเปล่า แวะกินอะไรก่อนเข้าบ้านไหม” เขาหมายถึงคอนโดฯ ของเขาที่มีเมฆฉายอยู่ด้วยกัน

“หมอรู้ว่าฉายหมายความว่ายังไง”

สาธิตระบายลมหายใจอย่างยอมจำนน

“โอเค เมื่อคืนนี้ ตอนที่ฉายไปหาเพื่อน ผมออกไปกับอาร์ม กับพี่ก้อง”

“หมู่กันเหรอ สามคนหรือมากกว่านั้น” เมฆฉายถามราวกับเป็นเรื่องปกติ

“ทีแรกก็มีกันสามคน แต่ตอนจบมีแปด”

“วันหลังมีอะไรแบบนี้ ชวนด้วยสิ”

“ฉาย ผมขอโทษ แต่อย่าประชดผมแบบนี้เลย”

“ฉายไม่ได้ว่าอะไรหมอสักคำ แค่บอกว่าคราวหลังชวนกันบ้าง อยากรู้ว่ามันสนุกยังไง”

“ก็นี่ไง ที่แสดงว่าฉายโกรธผม” นิ่งไปนานกว่าสาธิตจะเอ่ยมาอีกครั้ง “คราวหลัง ถ้าผมจะไปมีอะไรกับใคร ผมจะบอกฉายก่อน โอเคไหม”

“แสดงว่ากับเรื่องเซ็กส์ หมอจบที่ฉันคนเดียวไม่ได้ใช่ไหม”

สาธิตไม่ตอบ เอื้อมมาตบหลังมือเมฆฉายเบาๆ

“เข้าบ้านก่อนนะ เราทิ้งเรื่องนี้ไปก่อน แล้วค่อยตกลงกันใหม่”

 

 

ชีวิตของเมฆฉายเปลี่ยนแปลงไปเมื่อตกลงใจคบหากับสาธิต

กิจวัตรประจำวันทุกเช้าสาธิตจะมาส่งที่สปาเพื่อให้เมฆฉายควบคุมการทำงานก่อนเขาจะไปที่คลินิก ตอนเที่ยงถ้าไม่มารับไปกินข้าวข้างนอก เขาก็ซื้ออาหารหลายอย่างมานั่งกินด้วยกัน วันใดงานที่คลินิกไม่ยุ่ง เขาก็อาจจะอยู่ที่สปาถึงบ่าย หากไม่มีอะไรให้ต้องกำกับดูแลมากนัก เขาก็ชวนเมฆฉายออกไปเดินเล่น ดูเสื้อผ้าข้าวของ หรือดูหนัง

เมฆฉายค่อนข้างพอใจที่สาธิตตามใจหลายเรื่อง…คงจะรู้สึกผิดจากเรื่องที่พัทยาน่ะแหละ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม เมฆฉายถือว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงปรับตัวเข้าหากันทั้งสองฝ่าย หลายครั้งที่เมฆฉายเห็นว่าสาธิตไม่ชอบสิ่งที่ตนชอบ แต่ไม่พูดออกมา

เช่นเรื่องการดูหนัง…รสนิยมในการเลือกดูหนัง รวมถึงไลฟ์สไตล์ในการพักผ่อนแตกต่างกัน

เมฆฉายชอบดูหนังไทยเพราะไม่ต้องเสียเวลาอ่านซับไตเติ้ล ในขณะที่สาธิตชอบดูภาพยนตร์ต่างประเทศที่พอเริ่มได้สักสิบนาที เมฆฉายก็ตาปรือ ตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนหนังเลิก

การแต่งกายเป็นอีกอย่างหนึ่งที่สาธิตเข้ามากำกับ เขาแทบจะโละเสื้อผ้าเก่าของเมฆฉาย แล้วแทนที่ด้วยของใหม่ราคาแพงและมีรสนิยม…ในสายตาเขา เมฆฉายคล้อยตามบ้างในตอนแรก แต่ก็เอ่ยออกมาในวันหนึ่ง

“วันๆ ฉายก็คุมงานอยู่ในสปา ไม่ต้องแต่งตัวไปอวดใครก็ได้”

“ไม่ได้หรอก เราเป็นเจ้าของนะ ต้องแต่งให้ดูดีไว้ก่อน แล้วอีกอย่าง บางทีผมอาจมารับคุณไปไหนปุบปับ จะได้พร้อมไปเลย ไม่ต้องกลับมาเปลี่ยนชุดอีก” ความหมายของสาธิตก็คือ เมฆฉายต้องดูดีพร้อมรับแขกได้ยี่สิบสี่ชั่วโมงนั่นแหละ

เรื่อง ‘ปุบปับ’ ส่วนใหญ่ของสาธิตก็หนีไม่พ้นการเดินสายไปทักทายเพื่อนฝูงของเขาที่เป็นเจ้าของกิจการต่างๆ ด้วยเหตุผลว่า

‘ฉายจะได้รู้จักเพื่อนๆ ของผม’ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ จะได้รู้ว่าสังคมเพื่อนฝูงของเขาเป็นอย่างไร เมื่อรู้แล้วจะได้ปรับตัวให้ถูกทิศทางขึ้น มิใช่ทำตัวตามสบาย เป็นลูกจ้างร้านดอกไม้รับเงินไปวันๆ

‘ฉายต้องหัดวางมาดเป็นเจ้าของกิจการมั่ง’ สาธิตสรุปแบบนี้

ร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อดังเป็นสถานที่ล่าสุดที่สาธิตพาเมฆฉายมาทำความรู้จักเพื่อนผู้เป็นเจ้าของกิจการ ฝ่ายเจ้าของร้านทักทายดีอย่างคนที่สนิทสนมและเป็นลูกค้าประจำ เมื่อสาธิตแนะนำเมฆฉาย เขาก็ปรายตามอง ยิ้มให้ตามมารยาทนิดหนึ่งแล้วไม่สนใจอีก

เมฆฉายอ่านสายตาและท่าทีของฝ่ายนั้นออก…เช่นเดียวกับรายอื่นๆ ที่ผ่านมา แปรเป็นคำพูดก็หนีไม่พ้นคำว่า…นี่น่ะหรือ แฟนหมอบาส เห็นรสนิยมสูงทุกอย่าง คิดว่าจะเลือกมาดีกว่านี้เสียอีก

อาหารที่ยกมาเสิร์ฟเป็นสเต๊กเนื้อและไวน์แดง ซึ่งเจ้าของตามมาจาระไนถึงโต๊ะ ทำนองว่าเนื้อนี้เป็นเนื้อลูกวัวที่เพิ่งตายจากชาติที่แล้ว และบังเอิญจุติในท้องแม่วัวพรหมจรรย์ในคืนวันพระจันทร์ทรงกลด ส่วนไวน์แดงที่ต้องจิบคู่กันเพื่อเพิ่มรสชาตินั้น ก็หมักบ่มมานานตั้งแต่ตำนานพระเจ้าเหายังไม่เล่าขาน จนตอนนี้พระเจ้าเหาเสวยชาติที่สิบที่ร้อยแล้วกระมัง

ความรู้สึกหมั่นไส้และรำคาญแบบนี้เกิดขึ้นกับร้านอาหารยุโรปอื่นๆ

แต่ครั้งนี้เหลืออด เพราะอีเจ้าของแสดงท่าข่มว่าเมฆฉายไม่รู้ธรรมเนียมของการรับประทานอาหารชั้นเลิศเหล่านี้ เมื่อหล่อนถามถึงรสชาติ…อยากจะเหยียบซ้ำให้อับอายน่ะแหละ เมฆฉายจึงไม่นิ่งอย่างเคยมา

“อาหารรสชาติเป็นยังไงบ้าง ถูกปากไหมฮะ”

“บอกไม่ถูก เนื้อไม่สุก เห็นมะ ยังแดงๆ อยู่เลย”

คนเป็นเจ้าของร้านกลั้นขำ

“ก็หมอบาสสั่งแบบมีเดียมแรร์นี่ฮะ สุกข้างนอก แต่เนื้อข้างในยังแดง ชุ่มฉ่ำ”

“ก็ถ้าจะกินสุกๆ ดิบๆ แบบนี้ กินหลู้ไม่ดีกว่ารึ อีซอสนี่ก็รสแปลกๆ”

“น้ำเกรวีฮะ” เจ้าของร้านแก้

เมฆฉายนึกถึงตอนที่สาธิตสั่งอาหารตอนไปทะเลได้ จึงเรียกพนักงานคนหนึ่งเข้ามา ทั้งที่เจ้าของร้านก็ยืนหน้าม้านอยู่ตรงนั้น

“น้อง…เนื้อนี่ไม่สุก เอาไปให้ในครัวทำเนื้อผัดพริกไทยดำได้มะ หรือจะผัดกะเพราก็ได้”

“ต๊าย! นี่เนื้อจากนอกนะยะ แล้วนี่ก็ร้านอาหารฝรั่งเศส ไม่ไช่ร้านเจ๊กซำเหมาหรือร้านตามสั่งข้างทาง”

“อ้าวเหรอ” เมฆฉายลากเสียงลอยหน้าล้อเลียน “ขอโทษทีเถอะ ปากไม่ถึง ไม่คิดว่ากินเข้าไปแล้วจะลอยได้ เพราะตั้งแต่เกิดมาจนเดี๋ยวนี้ กินอะไรก็ขี้ออกมาเหมือนกันทั้งนั้น ต่างแต่ว่าบางทีเป็นก้อน บางทีก็เหลว อยู่ที่ว่ากินอะไรแสลงเข้าไปหรือเปล่า”

แขกอีกสองสามโต๊ะที่ได้ยินแทบจะกลืนไม่ลง วางช้อนซุปฟักทอง มองที่เหลืออย่างพะอืดพะอม

“หมอกินตามสบายนะ ฉายจะออกไปรอข้างนอก”

เมฆฉายผุดลุกขึ้น ไม่สนใจว่าจะทำให้โต๊ะสะเทือนจนแก้วไวน์สั่นไหวแล้วร่วงลงมาหรือไม่ สาธิตคงบอกเพื่อนว่าเคลียร์ทีหลัง เพราะเขาวิ่งตามออกมาด้วยความรวดเร็ว

“ฉาย ทำไมคุณทำแบบนี้”

“แล้วทำไมฉันจะทำไม่ได้” เมฆฉายเหลืออด “หมอ! ฉายปรับตัวกับหมอมากเลยนะ บอกให้รู้ว่าฉายอึดอัดที่ต้องเดินสายไปพบปะสังคมเพื่อนฝูงของหมอน่ะ แต่ละคนมองฉายเป็นคนละระดับกับเขาทั้งนั้น หมอก็เห็น…แต่หมอแกล้งทำไม่รู้”

“ฉายก็น่าจะบอกผมตรงๆ นี่ ไม่ใช่ทำแบบวันนี้”

“ฉายพยายามบอกหมอทางอ้อมหลายครั้งแล้วนะ แต่หมอก็พยายามจะให้ฉายเป็นอย่างที่หมอต้องการให้ได้ ฉัน-ปรับ-ตัว-ได้” เมฆฉายเน้นชัดทีละคำ “แต่ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใคร ถ้าหมอรับฉันอย่างที่ฉันเป็นไม่ได้ เราก็ไม่ต้องคบกัน”

“กลับบ้านกันนะ” สาธิตพยายามใจเย็นลง

“นี่ก็เหมือนกัน ฉันเบื่อ พอทะเลาะกันหมอก็ให้สงบจิตใจ ชวนไปบ้าน อาบน้ำ เอากัน แล้วหมอก็เข้าใจว่าฉายหายโกรธ” เมฆฉายสบตาตรง “มันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหานะหมอ”

แล้วเมฆฉายก็ยื่นคำขาด

“วันนี้ฉายจะไปนอนที่แฟลต ถ้าไม่ไปส่งก็บอกมา จะได้เรียกแท็กซี่”

“โอเค ขึ้นรถ ผมไปส่งเอง”

เสียงท้องของเมฆฉายดังขึ้นมาเป็นการอุทธรณ์ สาธิตจึงถามว่า

“หาอะไรกินก่อนไหม เผื่อที่แฟลตคุณไม่มีอะไรเหลือ”

“กินด้วยกันไหมล่ะ” เมฆฉายหยั่งเชิง “ถ้าแค่ส่งฉันกินแล้วนั่งมองก็ไม่ต้อง ตรงไปที่แฟลตเลย”

“ได้ คุณเลือกมาเลยว่าจะกินอะไร ที่ไหน”

สาธิตยอมตามเป็นการไถ่โทษและระงับโทสะของเมฆฉาย

จุดหมายที่เมฆฉายบอกเป็นตลาดโต้รุ่งแห่งหนึ่ง ฝนตกเมื่อหัวค่ำเพิ่งหยุดไป พื้นจึงเฉอะแฉะไปด้วยน้ำขัง เวลาเดินต้องระวังมิให้น้ำและโคลนกระเด็น หากกระนั้นก็หนีไม่ค่อยพ้น เสียงตะหลิวกระทบกระทะ และเสียงฉ่าพร้อมกับควันโขมงลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ เมฆฉายหย่อนตัวลงที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าหนึ่ง สั่งก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำตกสองชาม เพราะสาธิตไม่รู้ว่าจะสั่งอะไรดี มองไปหลังรถเข็นที่แม่ค้ากำลังลวกเส้นก็เห็นกะละมังสองใบอยู่ตรงนั้น ใบหนึ่งเป็นเศษอาหาร อีกใบหนึ่งเป็นกองชามที่ยังไม่ได้ล้าง ถัดไปเป็นถังน้ำสำหรับล้างแก้ว เขาเห็นเด็กในร้านโยนแก้วที่ใช้แล้วลงไป เอามือลงไปกวนสองสามทีแล้วก็หยิบแก้วขึ้นมาสะบัด เป็นอันเสร็จกรรมวิธีทำความสะอาด และเด็กคนเดียวกันนี้เองที่ขยุ้มกะหล่ำปลีซอยแช่น้ำในถังอีกใบใส่จานแล้วยกมาเสิร์ฟที่โต๊ะ

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำตกควันลอยกรุ่นส่งกลิ่นหอมฉุย เมฆฉายเปิดกล่องตะเกียบ หยิบคู่หนึ่งส่งให้สาธิต อุปาทานหรืออย่างไรไม่รู้แน่ แต่สาธิตได้กลิ่นคาวๆ โชยออกมาจากกล่องนั้น

เมฆฉายทำท่าเยาะ

“กลิ่นรสนิยมชั้นต่ำ มันก็พะอืดพะอมหน่อยนะ หมอ”

ว่าจบ เมฆฉายก็จ้วงพริกป่นจากพวงเครื่องปรุงลงไปช้อนใหญ่เทลงไปจนน้ำก๋วยเตี๋ยวแดงฉาน คีบเส้นเข้าปากอย่างไม่ต้องเสแสร้งว่าอร่อย เพราะร้านนี้เป็นเจ้าประจำที่รสชาติถูกปากจริงๆ

“ถ้าไม่กินก็กลับไปซะ ฉันจ่ายเองได้”

สาธิตรู้ว่าคราวนี้เมฆฉายเอาจริง จึงหยิบกระดาษขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดตะเกียบและช้อน มันไม่ควรเป็นกระดาษนุ่มเลย…เขาคิด เพราะทั้งหยาบและไม่น่าจะสะอาดเท่าไร

“บางที…อนามัย กับ ดัดจริต มันก็ใกล้ๆ กันนะหมอ” เมฆฉายไม่วายเหน็บ

สาธิตไม่ปรุงเพิ่ม พยายามกินก๋วยเตี๋ยวชามนั้นจนหมด ท่ามกลางบรรยากาศโหวกเหวกของตลาดโต้รุ่ง เด็กเสิร์ฟรับออร์เดอร์ลูกค้าแล้วก็ตะโกนข้ามโต๊ะมาสั่ง แทนที่จะเดินนำรายการมาให้คนปรุงหน้าเตา เด็กขายพวงมาลัยเดินไปมาตามโต๊ะ จำนวนพอๆ กับคนขายลอตเตอรี่

“ชีวิตฉันคุ้นเคยกับอะไรแบบนี้ หมออย่าพยายามพลิกชีวิตฉันเลย”

เมฆฉายพูดด้วยน้ำเสียงสงบกว่าเดิม

“หมอทำคลินิกเสริมความงาม แก้ไขให้คนที่แย่ๆ ดูดีขึ้นมาได้ แต่หมออย่าลืมว่า หมอไม่ได้แก้นิสัยเขา มันก็เหมือนกับที่หมอพยายามอยู่ตอนนี้ หมออยากให้ฉายดูดี ฉายก็ทำตาม ทั้งที่เสื้อผ้าพวกนี้ฉายก็ไม่ได้ชอบมากนักหรอก”

“ผมขอโทษนะฉาย” น้ำเสียงของเขาตรงกับคำพูด “ผมจะฝืนใจฉายให้น้อยลง”

เมฆฉายเรียกเก็บเงิน คนเป็นเจ้าของร้านเดินเข้ามาเองพร้อมทักทาย

“หายหน้าไปนานเลยนะฉาย คิดว่าตายไปซะละ”

“วุ้ย! ฉันไม่ตายง่ายๆ หรอก ก๋วยเตี๋ยวเจ๊นี่ยาอายุวัฒนะของฉันเลยเชียว กินชามนี้ ต่ออายุได้อีกห้าปี” เมฆฉายว่าขำๆ “ถามจริงเหอะ ใส่กัญชารึเปล่านี่ ลูกค้าติดกันขนาดนี้”

“แล้วนั่น ไม่อร่อยหรือจ๊ะ” เจ้าของร้านพยักไปที่ชามของสาธิตที่ยังเหลือเกือบครึ่ง

“ไปงานเลี้ยงกันมาน่ะ เขากินมาเยอะแล้ว เลยอิ่ม ยัดลงไปได้เท่านั้นละ”

คนขายไม่ติดใจเรื่องนั้น แต่เอียงหน้าถามทำนองว่า…นี่ใคร

เมฆฉายยิ้มกริ่มตอบในประโยคเดียวว่า

“ที่หายหน้าไปนาน ก็หายไปมีผัวนี่แหละ”

เจ้าของร้านอ้าปากค้างตะลึง

“โชคดีจังเลย ทั้งหล่อทั้งรวยแบบนี้ หามาจากไหนอะ หาให้คนนึงสิ”

เมฆฉายไม่ตอบ เพียงแต่ยิ้มกริ่ม วางเงินบนโต๊ะแล้วชวนสาธิตเดินกลับไปที่รถ

“เห็นไหม เพื่อนฉายเขามองว่าฉายโชคดีที่ได้พบหมอ แต่เพื่อนหมอล่ะ เขาคิดว่าหมอโชคดีไหมที่คบกับฉาย”

สาธิตอึ้งไป

“หมอเคยอ่านสายตาท่าทางของเพื่อนหมอเวลามองฉายบ้างไหม มันบอกว่า หมอไปคว้าตัวอะไรมาควง”

“ฉาย อย่าคิดมากสิ”

“ฉายไม่ได้คิดมาก แต่พูดความจริงให้หมอฟัง ถ้าคิดจะคบกันยาวๆ ละก็ หมอต้องยอมรับเรื่องนี้ให้ได้ อย่าเปลี่ยนฉายเพื่อให้อยู่ในสังคมของหมอได้ แต่สังคมของหมอต้องยอมรับเอง ว่าหมอกับฉายคบกัน”

“อิ่มแล้ว…เรากลับบ้านดีไหม”

เมฆฉายพยักหน้า ก้าวขึ้นรถ สาธิตก็ขับออกไปสู่คอนโดฯ ของเขา มิใช่แฟลตของเมฆฉาย ถึงห้องแล้วสาธิตก็รวบเมฆฉายไว้ในอ้อมกอด กระซิบเบาๆ ที่ข้างหู

“ต่อไป ผมจะไม่ทำอะไรที่ฝืนใจฉายอีกนะ”

 



Don`t copy text!